เที่ยวงานเมื่อวานวัน


เสียงเพลงดังลั่นมาถึงบ้านของฉันอย่างผิดปกติ แต่ฉันก็ยังไม่ได้เอะใจอะไร จนกระทั่งแม่ถามว่า

“งานเจ้าพ่อตาดานเริ่มแล้วเหรอ”




สุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ จังหวัดที่ฉันต้องโยกย้ายมาพำนักพักอาศัยด้วยภาระหน้าที่การงาน มีงานเทศกาลประจำปีที่รู้จักกันทั้งประเทศคืองานช้าง ซึ่งงานช้างของที่นี่ไม่ใช่สำนวนที่หมายถึงการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ แต่หมายถึงงานที่เหล่าช้างในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียงจะมาชุมนุมกัน กิจกรรมเกี่ยวกับช้างในงานช้างมีตั้งแต่ขี่ช้างชมเมืองและงานแสดงของเหล่าช้างน้อยใหญ่ที่ได้รับการฝึกฝนมาแล้ว สำหรับคนรักช้างอาจจะชื่นชอบงานเลี้ยงของช้างที่ขนเอาบรรดาผลหมากรากไม้ที่ช้างชอบมาจัดวางอย่างสวยงาม ให้คุณช้างทั้งหลายลุยให้เต็มอิ่ม ปีหนึ่งจะจัดงานเพียงครั้งเดียวประมาณกลางเดือนพฤศจิกายนซึ่งมีอากาศค่อนข้างเย็น ฉันแอบเดาว่าเลือกช่วงเวลานี้เพื่อให้เสี่ยงต่อการตกมันของช้างน้อยที่สุด


อำเภอสังขะที่ฉันมาอยู่มีการจัดงานเล็กๆ น้อยๆ รวมพลคนชอบซื้อประปราย แต่ที่เป็นงานประจำของอำเภอคืองานศาลเจ้าพ่อตาดาน เมื่อวันงานมาถึงทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็จะชักชวนกันไปเที่ยวชมงานออกร้านและการแสดงบนเวทีที่ผู้จัดงานติดต่อให้มาแสดง คณะแสดงที่เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านจนเป็นที่โจษขานคงจะเป็นคณะเสียงอีสาน ซึ่งแทบจะไม่มีใครไม่รู้จัก


เสียงเพลงสตริงโหวกเหวกที่ดังมาไม่ชวนให้คนที่รักความสงบอย่างฉันนึกอยากเข้าไปทำลายประสาทหูกับคนอื่น ฉันหันไปถามแม่ว่า สมัยก่อนเวลามีการจัดงานอย่างนี้แม่เคยอยากไปเที่ยวกับเขาไหม


แม่ตอบว่าความอยากเที่ยวงานคงเป็นไปตามวัย ถ้าเป็นสมัยนี้ไม่ต้องถามฉันก็รู้นิสัยแม่ดีว่าไม่นึกอยากจะไปเดินเบียดเสียดกับผู้คนสักนิด แม่ว่าสมัยอายุสิบแปดสิบเก้าเห็นขบวนเรือพระผ่านหน้าบ้านรู้สึกเฉยๆ ไม่อยากจะไปเที่ยวงานกับเขาหรอก แต่ครั้นเห็นบ้านนั้นบ้านนี้อุ้มลูกจูงหลานชวนกันไปเที่ยวงาน ก็ให้เกิดอดรนทนไม่ไหวอยากไปเที่ยวกับเขาบ้าง จนต้องเข้าบ้านเปลี่ยนชุดขึ้นรถไปเที่ยวงานด้วย


ตอนนั้นตาของฉันไปเช่าบ้านอยู่ที่นิคมเทพาซึ่งติดกับอำเภอโคกโพธิ์ที่เคยอยู่มาแต่เดิม แม่บอกว่านึกอยากจะไปเที่ยวก็นั่งรถสองแถวเดินทางไปคนเดียวได้เลย ยายไม่เคยรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยอะไร เพราะสถานการณ์สมัยนั้นไม่ได้หนักหนาสาหัสเหมือนปัจจุบัน ไทยพุทธและไทยมุสลิมต่างพึ่งพาอาศัยเอื้ออารีต่อกัน ไม่เหมือนยุคที่เขาบอกว่าการศึกษาทำให้คนฉลาดขึ้น ฉันไม่รู้ว่าเขาสอนอะไรให้เด็กมุสลิมในโรงเรียนปอเนาะหรือโรงเรียนสอนศาสนา หลายคนถึงมองไทยพุทธเป็นศัตรูที่ต้องเข่นฆ่าให้หมดสิ้นไป ทั้งที่เราเคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมานาน


ฉันสงสัยว่า เมื่อครั้งยังเล็กที่ครอบครัวเราไปเที่ยวงานชักพระของอำเภอโคกโพธิ์ เราไปเที่ยวกันในตอนกลางคืน ยุคแม่ที่รถราน้อยยิ่งกว่าสมัยฉันมีรถสองแถววิ่งรับส่งคนตอนกลางคืนด้วยหรือ แม่บอกว่าก็ไปเที่ยวตั้งแต่ตอนกลางวันสิ ตอนเย็นค่อยกลับ หรือถ้าเที่ยวงานจนค่ำก็ไปอาศัยนอนที่บ้านแม่เฒ่าของแม่ซึ่งก็คือทวดของฉัน บ้านของแม่เฒ่าอยู่ตรงสามแยกในตลาดโคกโพธิ์ แม้ลูกหลานจะแยกย้ายกันไปแล้ว แต่แม่เฒ่าก็ยังอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้นจนตลอดชีวิต


แม่ว่าสมัยนั้นแม่มีเพื่อนเที่ยวอยู่หนึ่งคนชื่อหลวยเป็นชาวป่าลาม ฉันสงสัยว่าสมัยที่ยังไม่มีโทรศัพท์สาวๆ รุ่นแม่นัดกันเที่ยวได้อย่างไร เมื่อบ้านอยู่ห่างกันตั้งเป็นสิบกิโล แถมไม่ใช่สมัยที่จักรยานยนต์วัยรุ่นเกลื่อนเมืองอย่างเดี๋ยวนี้


แม่ตอบว่าก็นัดกันไว้ก่อนวันงาน หรือไม่อย่างนั้นก็ไปถามหากันในงานว่าใครเห็นเพื่อนบ้างไหม และเห็นอยู่แถวไหน เรียกได้ว่าคนมาเที่ยวงานล้วนแล้วแต่เป็นเครือญาติและคนรู้จักแทบทั้งสิ้น ถามไปเรื่อยๆ อย่างไรเสียก็หากันจนเจอ



ฉันไม่คุ้นชินกับการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ของชาวบ้านที่รู้จักกันทั่วหมู่บ้าน เพราะต้องย้ายไปอยู่ที่โน่นที่นี่บ่อยครั้ง ได้แต่นึกอิจฉาแม่ที่เคยอยู่ร่วมในสังคมชนบทแบบที่ฉันคงไม่มีโอกาสได้สัมผัส



แม่เล่าว่าเที่ยวงานชักพระอยู่จนสี่ทุ่มก็ง่วงจนตาจะปิด จึงเดินไปบ้านแม่เฒ่าตะโกนอยู่นานกว่าแม่เฒ่าจะมาเปิดประตูรั้วให้ ซึ่งประตูรั้วบ้านก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะเปิดออกได้ แม่บรรยายถึงประตูรั้วอย่างน่าฟัง บ้านชนบทไม่มีเสารั้ว ตรงประตูรั้วยึดเอาต้นไม้สองต้นเป็นเสา เมื่อจะปิดประตูก็จะเอาไม้ลำยาวมาพาดขวางทางเข้าออก แล้วเอาใบโหนดแห้งหลายใบมาพิงไว้บนไม้พาดจนเต็ม ใบโหนดก็คือใบตาลตามภาษาไทยกลาง จากนั้นจึงเอาไม้ลำยาวมาขัดทับอีกชั้นหนึ่ง ฉะนั้นเวลาใครจะไปจะมาเข้าออกในเวลากลางคืน เสียงรื้อใบโหนดที่เปิดปิดประตูจะดังลั่นจนเจ้าบ้านรู้สึกตัวได้ ถ้าไม่นอนขี้เซาเกินไปซึ่งเท่าที่สังเกตมาชาวบ้านมักจะนอนไวกันแทบทั้งนั้น นับว่าเป็นภูมิปัญญาที่น่าทึ่งของคนไทย เรียบง่ายแต่ได้ผล


ฉันนึกไปถึงสะพานไนติงเกลในวังของโชกุนญี่ปุ่น และสัญญาณไฟฟ้ากันขโมยที่วางขายกัน


แม่บอกว่ารั้วบ้านแม่เฒ่าไม่มีเสา ไม่มีไม้ปักเป็นหลักขึงลวดอย่างยุคหลังๆ ฉันเกิดสงสัยขึ้นมาอีกว่า ถ้าอย่างนั้นจะแน่ใจได้อย่างไรว่าโจรขโมยจะต้องเข้าแต่ทางประตูรั้ว ในเมื่อมีทางอื่นให้เข้าบ้านได้ แม่นิ่งคิดก่อนจะเฉลยว่า ถึงแม้จะไม่มีไม้ปักเป็นเสาแต่บ้านแม่เฒ่ามีต้นไม้เป็นแนวรั้ว ฉันคิดถึงต้นกระถินที่นิยมปลูกกันเป็นแถวสำหรับเก็บยอดกิน ถามแม่ไปว่าแม่เฒ่าแม่ปลูกต้นอะไรเป็นแนวรั้ว แม่ตอบว่าต้นหวาย ฉันจึงเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมโจรจะไม่เลือกเข้าบ้านทางอื่นนอกจากประตูรั้ว


คนที่เคยเห็นแต่เครื่องเรือนสานด้วยหวายคงไม่รู้สึกว่าหวายน่ากลัว แต่คนชนบทหรือคนเดินป่าที่เคยเห็นต้นหวายคงรู้ดี ว่าหนามหวายตามลำต้นแหลมยาวเลื้อยพันให้ต้องระแวดระวังยามเดินทาง ถ้าปลูกหวายเป็นดงล้อมบ้าน คนมุดเข้ายามค่ำคืนจะมองหาหนามที่ดักรออยู่อย่างไร



ฉันหวนคิดถึงวันวัยในอดีต และช่วงเวลาที่สัมผัสได้เพียงคำบอกเล่า อยากให้ดำรงอยู่เนิ่นนาน แต่ในความเป็นจริงทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าเราจะอยากให้มันเปลี่ยนหรือไม่ก็ตาม


สิ่งที่ฉันทำได้คงเพียงแค่บันทึกไว้ให้โลกรู้ ว่าเรื่องราวในอดีตเคยเป็นมาอย่างนี้



๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
เพรางาย มณีโชติ






Create Date : 30 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2550 18:57:17 น.
Counter : 408 Pageviews.

3 comments
  
ไม่เคยไปสุรินทร์แต่เคยไปออกค่ายที่ขอนแก่น
ได้ไปงานวัดที่นั่น วันพระจันทร์เต็มดวง
ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

เรื่องอดีตของคุณเจ้าของบล็อกเป็นความทรงจำที่สวยจังนะคะ

เรื่องรั้วบ้าน.. ทำให้นึกถึงบ้านแถวๆที่อยู่นี่
สมัยมาอยู่ใหม่ๆ บ้านคนที่นี่ก็ไม่ค่อยมีรั้วนะคะ
นานๆจะเห็นสักหลัง

หลังๆบ้านเริ่มมีรั้วมากขึ้น แต่ยังไม่สูงเท่าที่เมืองไทย
มีบ้างเหมือนกันที่ปลูกต้นไม้เป็นรั้ว แต่ก็เพื่อว่าคนเดินผ่านไปผ่านจะได้ไม่เห็นภายในบ้านค่ะ

โดย: SevenDaffodils วันที่: 1 ธันวาคม 2550 เวลา:11:52:07 น.
  
ขอบคุณที่ไปเยี่ยม blog ครับ
ขออนุญาต Add Friend's blog นะครับ
โดย: pooce62 วันที่: 3 ธันวาคม 2550 เวลา:10:02:06 น.
  
อ่านแล้วนึกถึงบ้านยายเลยทีเดียว


เขียนได้ดีจังครับ อ่านง่ายและลื่นไหลไม่มีสะดุด
โดย: ST.Exsodus วันที่: 3 ธันวาคม 2550 เวลา:19:31:07 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#15



เพรางาย
Location :
อุบลราชธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]



คนที่กำลังไล่ตามความฝัน ท่ามกลางความผกผันของวันเวลา
พฤศจิกายน 2550

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
 
 
All Blog