มุมพักผ่อนของคนอยากเขียน
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
9 พฤศจิกายน 2553
 
All Blogs
 
เพียงเปิดใจ 17

บทที่17


อีกมุมของอดีต



    เช้าวันอาทิตย์ต่อมาขณะที่พีร์ธาดากำลังอยู่ในผ้าเช็ดตัวยาวแค่เข่านั่งโป๊ะครีมทาตัวทาหน้าอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เสียงอ๊อดก็ดังขึ้น หญิงสาวชะงักตัวเล็กน้อยก่อนเดินไปยังประตูตรวจดูตรงช่องตาแมวว่าใครมาหา ซึ่งพอทราบว่าเป็นใครหญิงสาวก็ต้องรีบตะโกนบอกข้างนอกให้รอเธอก่อนจากนั้นก็รีบกุลีกุจรไปหาเสื้อผ้าใส่ เพราะหากยังอยู่ในชุดที่เอ็กซ์เซ็กซ์แตกแบบนี้คงไม่รอดจากคนข้างนอกแน่


    “มาทำไมแต่เช้านะพี่ก้อง” หญิงสาวออกมาเปิดประตูต้อนรับในชุดใหม่เสื้อแขนยาวคอลึกตัวหลวมกับกางเกงขาสั้นตัวหนึ่งดูเป็นชุดอยู่บ้านมากจนผู้มาหาต้องขมวดคิ้วมองชุด ก็วันนี้เขาตั้งใจจะชวนเธอไปเดตนี่


    “คิดถึงนะ”


    ก้องภพตอบพลางถอดรองเท้าเก็บไว้บนชั้นวาง ถือวิสาสะหอมแก้มเธออย่างไม่ให้ตั้งตัวไปฟอดใหญ่อย่างมันเขี้ยว ก่อนเดินเลยเจ้าของห้องเข้ามานั่งโซฟากอดตบโซฟาแรงๆ เรียกหล่อนเข้าไปนั่งกับเขา ซึ่งพีร์ธาดาก็ปฏิบัติตามโดยดีทั้งมือยังคงลูบแก้มตัวเองไปมาเบาๆ อยู่


    “อะไร หอมแค่นี้รังเกียจผมขนาดนั้นเลยเหรอ เช็ดไม่หยุดเลย”


    “น้ำลาย แหยะ”


    แล้วหญิงสาวก็ต้องตกใจเพิ่มเมื่อก้องภพจับแก้มเธอรั้งเข้าหาตัวแล้วหอม จูบ และหอมอย่างไม่หยุด ไอ้จูบหอมไม่ว่าทำไมต้องทิ้งน้ำลายไว้ด้วยเนี่ย คนถูกหอมยกมือขึ้นมาปิดแก้มก้มหน้าล้มตัวลงถีบสีข้างคนแกล้งอย่างแรงๆ จนอีกฝ่ายร้องเจ็บเธอก็หยุด “ซกมก ทำไมต้องเอาน้ำลายมาแปะด้วยอะ”


    “แก้มพีชนี่ ผมทำอะไรก็ได้ ไม่ชอบให้น้ำลายโดนแก้มก็ไม่บอก งั้นเอาปากมาม๊ะ” พูดจบก้องภพก็ทำปากจู๋ยื่นให้อย่างกวนประสาท


    “ตรงนี้ดีกว่ามั้ย” พีร์ธาดาพูดหน้ายิ้มพลางก้มที่ก้นตัวเอง


    “ยอมนะ” ก้องภพตอบหัวเราะร่วน เขารู้ตัวว่าชอบฉวยโอกาสเธออยู่เรื่อย แต่ทำยังไงก็เธอน่าแกล้งนี่ ตัวก็หอมจากโลชั่นที่ทา แก้มแดงๆ เวลาเขาพูดเรื่องทำนองนั้นออกมามันทำให้เขามันเขี้ยวจนอย่างจะงับเธอไว้ทั้งตัว เธอคงไม่รู้หรอกว่าทำให้คนคนหนึ่งคลั่งไคล้ได้ขนาดไหน


    “บ้า! แล้วสรุปมาทำไมแต่เช้าเนี้ย”


    “จะชวนไปเที่ยว”


    “ที่ไหนอ่ะ”


    “ไม่ไปแล้ว”


    “เอ้า” เอ้าจริงๆ นะนี่ หญิงสาวร้องขึ้นมาหลังเขาบอกว่าจะไม่ออกไปไหนแล้ว แล้วนี่จะขลุกอยู่กับเธอทั้งวันหรืออย่างไง “แล้วอยู่ที่นี่จะทำอะไร”


    “แล้ว อยู่ที่นี่ทำอะไรได้มั่งล่ะ” ก้องภพตอบพลางส่งสายตาหวานของตัวเองไปให้เธออย่างเชิญชวน กัดริมฝีปากพอเซ็กซี่เล็กน้อยเผื่อเจ้าหล่อนจะยอม


    พีร์ธาดารู้สึกว่าตัวเองอ้ำอึ้งทำอะไรไม่ถูกพอเจอสายตาหวานเยิ้มที่เธอเริ่มมาพ่ายแพ้อย่างจริงจังก็ตอนที่ตอบรับรักแล้วนี่แหละ สติสตังเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ประโยคที่หลุดจากปากบางของเขาทำไมเธอจะไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร ประกอบกับสายตาประกายแบบที่ทำให้เธอระทวยอยู่บ่อยๆ นั่นอีก หญิงสาวรีบหลับตา สะบัดหัวแรงๆ ตบหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติกลับมา ซึ่งกิริยาแบบนั้นทำเอาก้องภพหัวเราะดังหงายหลังลงไปกองกับพื้นทันที


    “ถ้าอยู่ห้องแล้วพีชไม่รอด ไปบ้านพี่ก้องดีกว่า”


    “คิดว่าไปบ้านผมแล้วจะรอดเหรอ วันนี้แม่ผมไปวัดไหนไม่รู้กับคุณหญิงป้าโน่น มารับกันไปตั้งแต่เช้ามืด... จะไปไหมล่ะบ้านผม”


    “งั้นออกไปข้างนอกกันก็ได้” พีร์ธาดาตกใจตัวเกร็งบอกเสียงสั่น เมื่อชายหนุ่มลุกขึ้นมานั่งใกล้เธอ พาดแขนกับโซฟาคล้ายโอบเธออยู่ เขาหันหน้ามาหาเธอ นิ้วมืออีกข้างเริ่มลูบไล้ไปตามแก้มนวลบ้าง เรียวปากบ้าง


    “ไม่เอา ขี้เกียจ” เสียงกระซิบข้างหูทำเอาหญิงสาวสายตาพร่ามัว ใจเต้นแรงกับการกระทำที่ได้รับ เพราะแบบนี้ใช่ไหมผู้หญิงทั้งหลายถึงยอมพลีกายถวายตัวให้เขามานักต่อนักแล้ว เพราะผู้ชายแบบก้องภพจัดได้ว่าเป็นคนที่มีเซ็กซ์แอพพีลสูงมาก เขามักทำให้ผู้หญิงระทวยได้แค่การมองตา ให้ตายสิ เธอก็ดันเป็นหนึ่งในนั้นแล้วเหมือนกัน!


    “วันก่อนพีชเพิ่งซื้อหนังมาใช่ไหม เราดูกันที่นี่แหละ”


    “ใช่ๆ เดี๋ยวพีชไปหยิบให้”


    ก้องภพดึงแขนตัวเองจากที่พาดโซฟามาโอบไหล่เธอไว้ขืนตัวไม่ให้หญิงสาวที่ดูรนๆ ตั้งแต่เขาแกล้งเย้าเล่น ทำท่าจะลุกไปหยิบหนังตามที่บอก ตอนแรกเขาตั้งใจที่จะแกล้งเธอให้ตกใจเล่น เขาอาจจะเป็นผู้ชายประเภทหนึ่งที่ชอบเห็นแฟนตัวเองเขินหน้าแดง แต่เอาเข้าจริงพอเห็นเธอเขินหรือทำท่าจะปฏิเสธทีไรมันก็มักทำให้เขาหยุดไม่ทุกที ชายหนุ่มก้มหน้าลงไปคลอเคลียแถวแก้มนวลสีฝาดพลางกระซิบเสียงแหบนุ่มส่งตอบ “เอาไว้ก่อนก็ได้ ตอนนี้ผมยังไม่อยากดู”


    ชายหนุ่มจับคางหญิงสาวเชิดขึ้นมาก่อนกดริมฝีปากเข้าประทับกับกลีบปากอิ่มนุ่มชมพูที่เขาใฝ่ฝันหาอยู่ทุกวัน ชิมความหวานล้ำที่เพ้อหาอยู่เสมอ หากเจ้าหล่อนคิดว่าตัวเองใจเต้นสั่นคนเดียวล่ะก็ นั่นถือว่าเป็นการคิดผิดถนัด เพราะเขาเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้เธอหรอก


    เขาเป็นผู้ชายประเภทยิ่งห้ามยิ่งท้าทาย สำหรับพีร์ธาดาแล้วเขาทั้งรักทั้งหลงอยากครอบครองทุกอย่างในตัวเธอ ยิ่งเธอต่อต้านเขายิ่งอยากทำแต่ไม่ถึงขั้นมีอะไรกัน เพราะถึงแม้เขาจะเป็นพวกที่ต้องการปลดปล่อยบ้าง แต่กับเธอเขาอยากจะถนอมไว้จนถึงวันสำคัญของเราสองคน แต่หากเขาทนขึ้นมาไม่ได้เมื่อไหร่ก็คงต้องเร่งรัดลากเธอไปจดทะเบียนให้ได้ ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง เธอมีวิธีในการปราบเขา และเขาก็มีวิธีปราบพยศเธอเหมือนกัน


    พีร์ธาดาหอบหายใจถี่เมื่อชายหนุ่มถอนริมฝีปากออก เธอรู้สึกเหมือนมวลอากาศจากตัวเธอจะโดนเขาดูดไปหมด รู้ทั้งรู้ว่าก้องภพชอบที่ยั่วแหย่เธอหลายครั้งที่พยายามทำขึงขังแสร้งไม่พอใจ แต่ทำไมทุกครั้งก็ต้องยอมศิโรราบโดยดีก็ไม่รู้ ทว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดียังคงมีอยู่ เอาเป็นว่าเธอยังอยากเป็นพรหมจรรย์ไว้ให้ได้ถึงตอนเข้าห้องหอแล้วกัน


    เธอพักอกชายหนุ่มที่ยังพยายามจะจูบเธอออก พร้อมบอกเสียงแหบพร่าที่เขาสรุปเอาว่ามันเซ็กซี่ชะมัด มันน่าหยุดมั้ยนี่ “พอแล้ว ทำข้าวให้พีชกินหน่อย แล้วเดี๋ยวพีชไปหยิบหนังมานั่งดูด้วยกัน”



    “พี่ก้อง พีชถามเรื่องพี่หมออิทธ์กับอินหน่อยสิ” พีร์ธาดาละมือจากการทานอาหารที่ชายหนุ่มทำให้ขึ้นมาถามอย่างสงสัย


    “ว่า”


    “คือพีชเพิ่งมารู้เรื่องทั้งหมดจากที่อินมันเล่าให้ฟัง สรุปแล้วพี่หมออิทธ์กับอัญชลีนั้นเขา...” พีร์ธาดาตั้งใจหยุดประโยคหลังเอาไว้ แล้วใช้นิ้วชี้สองข้างขึ้นมาชิดๆ ส่งสายตาที่รู้กันต่อประโยคแทน


    “ไม่หรอก อิทธ์มันไม่ทำหรอก มันรักไอ้อินจะตาย” ก้องภพหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มพลางตอบคำถามของเธอ “แต่พูดตามตรง ผมไม่เคยเห็นคนที่รักเดียวใจเดียวเท่าอิทธ์มาก่อนเลย มันรักของมันยังไงมันก็รักของมันเหมือนเดิม... อินนี่ก็ดื้อเหลือเกิน ไม่ฟังเหตุผลอะไรทั้งนั้น ขนาดผมช่วยยืนยันมันยังไม่เชื่อเลย มันถือว่ามันเชื่อสิ่งที่มันเห็น พีชก็รู้ว่าไอ้อินมันนิสัยยังไง”


    “อืม อินมันดื้อ เอาแต่ใจ หัวแข็งด้วย... นี่พีชกำลังนินทาเพื่อนอยู่ใช่มะ ไม่ดีเลยเนอะ” พีร์ธาดาแสร้งทำเหมือนตกใจว่ากำลังพูดจาถึงเพื่อนในทางไม่ดี แต่ก็ไหวไหล่ไม่แคร์ “สงสารพี่หมออิทธ์”


    “ไม่ต้องไปสงสารมันหรอก ไอ้นี่มันก็เพื่อนผมมานานทำไมผมจะไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง คนอย่างยัยอินมันต้องเจอคนอย่างคุณหมออิทธ์ถึงจะปราบอยู่... คอยดูต่อไปเถอะ” อันเป็นเรื่องจริงเลยทีเดียว เขาสังเกตได้ตั้งนานนมแล้วว่าพออินทิราดื้อแพ่งเพียงได้หากคนชื่ออิทธ์เกลี้ยกล่อมทีไรเธอต้องยอมลงให้เขาทุกที


    “แล้ว”


    เสียงพูดขึ้นของคนฝั่งตรงข้ามที่ใช้ช้อนเขี่ยจานเปล่าไปมาไม่ยอมเงยสบตาเขาเวลาพูด ก้องภพเลิกคิ้วสูงส่งเสียง ‘ฮือ’ คืนเมื่อเจ้าหล่อนไม่ยอมพูดประโยคต่อจากนั้น ก่อนต้องเม้มปากแน่นเมื่อคำถามต่อมาเล่นเอาเขาอยากหัวเราะลั่น...แม้อดีตก็ไม่เว้นเลยนะนั่น


    “เห็นอินบอกอีกว่า พี่ก้องเลิกกับอัญชลีทันที... ไม่ต้องหัวเราะเลยนะ พีชแค่อยากรู้เท่านั้นเอง” เธอยื่นปากขมวดคิ้วส่งกลับไปเมื่อเห็นแววตาสั่นระริกคู่นั้นมองมายังเธอ กว่าจะรวบรวมความกล้าถามออกมาได้นี่ก็เล่นเอาเหนื่อย เพราะดูเหมือนมีหลายเรื่องที่เธอพลาดไปเยอะเหมือนกัน เพราะช่วงเวลานั้นเธอเพิ่งจะเสียบิดาผู้อันเป็นที่รักไปไม่กี่ปีแถมหลังจากนั้นยังต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองอีก เรื่องราวต่างๆ เธอเลยรู้เพียงผิวเผิน พอมารู้ทีหลังก็ดูเหมือนจะพลาดอะไรไปหลายอย่างเหลือเกิน ขนาดชาตรีที่มารู้จักทีหลังยังรู้เรื่องมากกว่าเธอเสียอีก


    “ผมห่างจากพีชหกปีใช่ไหม... อืม ผมน่าจะชอบพีชตอนช่วงก่อนเลิกกับลีนิดหน่อยมั้ง” ก้องภพเท้าคางพลางทำหน้านึกถึงอดีตโดยไม่สนใจอาการตกตะลึงของคนตรงหน้ากับการตอบไม่ตรงคำถามของเขา


    “ช่วงนั้นผมกับลีมีปัญหากันบ่อย พูดตามตรงผมคงเลวเองเพราะเป็นฝ่ายตีออกห่างเขาก่อน ผมมันคนเห็นแก่ตัวน่ะ ตอนลีบอกชอบก็ลองคบดูเพราะผมก็ไม่มีใคร แต่ผมก็รู้ดีว่าผมกับเขาคงไม่มีทางไปได้สวยหรอก ลีเขาป็อปมากหนุ่มมาชอบเยอะ... ผมมีปัญหากับเขาออกจะบ่อย ลีเขาชอบควงคนอื่นให้ผมเห็น คงจะทำให้ผมหึงล่ะมั้ง แต่ผมก็ไม่แสดงอาการอะไรเขาก็ไม่พอใจแล้วจบที่ทะเลาะกันเป็นประจำ ผมไม่หึงไม่หวงเขาเลยไม่ใช่ผมรับกับเรื่องแบบนี้ได้นะ แต่ผมคิดว่าผมคบกับเขาแบบนี้ไปดีกว่าที่เขาจะคบใครคนอื่น อย่างน้อยลีก็เพื่อนผมคนหนึ่ง จุดแตกหักจริงคงเพราะมาเจอเรื่องนั้นเข้า ผมรับไม่ได้”


    ก้องภพหยุดบทสนทนาละเมียดละไมจิบน้ำพอชุ่มคอเล็กน้อยก่อนเล่าต่อ “ที่ผมรับไม่ได้คือ นั่นห้องเพื่อนรักผมแล้วเขากล้าดียังไงมาทำเป็นรังรักเขา แถมทำให้เพื่อนผมกับยัยอินเข้าใจผิดอีก ลีมีสิทธิ์ที่จะพูดบอกความจริงให้กับทั้งคู่รู้แต่เขาก็ไม่ทำ เขาปล่อยให้อินเข้าใจผิดจนเป็นเหตุให้เลิกกับอิทธ์ ตอนนั้นพอผมรู้เรื่องผมก็บอกให้ลีไปบอกความจริงกับอิน แต่ลีปฏิเสธผมก็เลยขอเลิกไป พอมาตอนหลังที่ผมบอกเลิกได้หลายอาทิตย์ลีเขาก็เข้ามาบอกว่า ถ้าผมกลับไปคืนดีกับเขา เขาจะไปบอกความจริงอินให้รู้”


    “น่าเกลียดจริง” พีร์ธาดาส่ายหัวกับการกระทำครั้งอดีตของบุคคลที่สาม “แล้วพี่ก้องทำไง”


    “นี่พีชตกข่าวไปอย่างแรงเลยนะนั่น”


    “ก็ช่วงนั้นพีชทำงานพิเศษเยอะนี่ แถมช่วงเตรียมเอนท์ฯอีก เวลาจะคุยกับไอ้อินยังไม่ค่อยมีเลย รู้งี้สนใจมันมากกว่านี้ดีกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องยอดดราม่าแห่งปีเลยนะนั่น”


    “ก็จริง ช่วงนั้นผมเพิ่งจบด้วย... ผมตกลงที่จะกลับไปคบกับลี แต่พอไอ้อิทธ์มันรู้ว่าผมยอมทำเพื่อมัน มันก็เบรกผมทันทีมันไม่อยากให้ผมฝืนทำ แล้วบอกว่าเดี๋ยวมันจัดการเรื่องนี้เอง ถ้าอินรักเขาก็ต้องเชื่อใจเขา ผลสุดท้ายเฟลทั้งคู่อินไม่ยอมเชื่อ ไอ้อิทธ์เกือบไม่จบหมอแน่ะดีที่พ่อแม่กับอัทธ์ช่วยไว้ได้ ผมอยากสมน้ำหน้ามันนะแต่เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ยิ่งตอนที่อินไปคบกับทินกรไอ้อิทธ์แทบต้องส่งเข้าโรง’บาล มันไม่กินไม่พูดไม่จาเอาแต่ดื่มเหล้า จนที่บ้านต้องส่งมันไปรักษาแผลใจที่อเมริกาโน่น ก็ดีที่กลับมาแล้วเป็นผู้เป็นคนขึ้นเยอะ... เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ ไม่ต้องห่วงผมไม่เคยรักลีมากกว่าเพื่อนแน่นอน”


    “คิดแค่เพื่อนแล้วมีอะไรกันหรือเปล่าล่ะ”


    ก้องภพแทบสำลักน้ำกับคำถามตรงๆ ที่โพลงออกมา เขาคงเลวจริงๆ เพราะคิดกับอีกฝ่ายแค่เพื่อนแต่หลายครั้งเขากับเธอก็นอนด้วยกันประจำแถมตอนคบกันแรกๆ เขาก็ชอบไปค้างที่ห้องพักฝ่ายหญิงออกจะบ่อย แต่ช่วงหลังที่เขาพยายามรักษาสถานะเดิมไว้เขาก็ไม่เคยทำอะไรเธออีกเลย ผู้ชายอย่างเขามันเห็นแก่ตัวจนน่ารังเกียจด้วยการตักตวงความสุขใส่ตัวโดยไม่สนความรู้สึกของอีกฝ่าย พอรู้ตัวว่าผิดพลาดก็ดูเหมือนทำให้อีกฝ่ายหลงเขามากเกินกว่าจะถอนตัวได้


    ชายหนุ่มไม่ตอบคำถามของพีร์ธาดา ก้มหน้าหลุบต่ำน้อมรับความผิดที่ก่อไว้แต่โดยดี จะยอมให้เธอดุด่าเขาได้ตามใจชอบ...แต่ทำไมวันนี้เขาต้องมานั่งโดนเธอจับผิดด้วยเนี่ย อุตส่าห์เล่าให้ฟังแล้วด้วย


    “เฮ้อ...ผู้ชายนี่นะ พี่ก้องไม่คิดอะไรกับเขาแล้ว แล้วเขาล่ะยังคิดอะไรกับพี่ก้องอยู่อีกหรือเปล่า”


    ก้องภพจนคำตอบ เพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเพื่อนสาวยังคิดกับเขาเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า แต่ท่าทางจะไม่แล้วเพราะคนอย่างอัญชลีไม่จมปลักอยู่กับอดีต “คงไม่แล้วล่ะ...แต่ลีเขาเป็นคนเกลียดการพ่ายแพ้ ผมไม่รู้เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองแพ้อะไรหรือเปล่า ถ้าเขารู้สึกเขาจะจำแม่นมาก”


    “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น พี่ก้องจะอยู่ข้างพีชมั้ย จะทิ้งพีชไปเปล่า” เธอเองยังตกใจกับคำพูดที่หลุดจากปากโดยไม่ทันคิดของเธอ ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจให้พูดแบบนี้ออกมา นับเป็นลางไม่ดีจริงๆ นี่มันอาถรรพ์ผู้หญิงที่ชื่ออัญชลีรึเปล่านี่


    “ผมไม่รู้นะว่าทำไมพีชถึงพูดแบบนี้ออกมา แต่ผมยืนยันได้เลยว่าผมไม่มีทางทิ้ง ‘ลมหายใจ’ ตัวเองไปแน่นอน”


    พีร์ธาดารู้สึกหัวใจพองโต เหมือนเธอได้ความเชื่อมั่นมาเต็มเปี่ยม ไม่แปลกเลยที่เธอจะหลงรักคนนี้ได้อย่างง่ายดาย “...ชื่นใจจริง อิ่มแล้ว ไปดูหนังกันดีกว่า”



    อิทธ์บีบแตรรถเอสยูวีของตัวเองอยู่หน้าประตูอัลลอยสีเงินวาววับสูงตระหง่าน จากนั้นก็มีผู้ชายสูงวัยเดินแกมวิ่งมาเปิดประตูให้เขา ชายหนุ่มเดินรถเข้าไปก่อนหยุดไว้กดปุ่มเปิดกระจกถามชายสูงวัยซึ่งเป็นคนงานในบ้านหลังใหญ่ที่รู้กันกันดี


    “อินอยู่มั้ยครับลุง”


    “อยู่ครับ เดี๋ยวลุงให้คนไปตามคุณหนูอินมาให้ คุณหมออิทธ์รอในบ้านก่อนดีกว่าครับ”


    อิทธ์ร้องห้ามลุงบุญช่วยที่กำลังจะเดินไปทำตามที่บอกกับเขา เพราะเขาไม่อยากให้คุณหนูของบ้านรู้ว่าเขามาหา “ไม่ต้องหรอกครับลุงช่วย เดี๋ยวผมไปหาอินเอง อินทำอะไรอยู่ลุงช่วยพอจะรู้มั้ยครับ”


    “เอ่อ” บุญช่วยอึกอักที่จะบอกออกไป ถึงแม้จะรู้ว่าหมออิทธ์คนนี้เป็นคนรู้จักมักจี่กับเจ้านายเขาดี แต่หากเขาพูดออกไปเขาเองก็มีสิทธ์ที่จะโดนเล่นงานเหมือนกัน ก่อนหน้านี้คุณหนูคนเล็กของบ้านนี้ก็เกิดอาการเหวี่ยงทุกอย่างที่ขัดตาจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เพิ่งจะมาดีเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง


    “ผมไม่บอกอินหรอกครับว่าลุงบอกผม”


    และจากนั้นชายหนุ่มก็ได้รับคำตอบกลับมา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกินคาดนิดหน่อยสำหรับเขา อิทธ์ย้ายรถไปยังโรงจอดรถ เดินเข้าบ้านหลังใหญ่อย่างอารมณ์ดี ทักทายพูดคุยกับเฮียเอกที่กำลังจะพาครอบครัวออกไปเที่ยวพักผ่อนนอกบ้านให้พอเป็นมารยาทแล้วจึงขอตัวออกตามหาคุณหนูอินต่อ เขาเดินทะลุไปยังด้านข้างของบ้านอย่างชินทาง ตรงไปยังจุดหมายที่เป้าหมายกำลังทำกิจกรรมอยู่ในตอนนี้... สระว่ายน้ำ


    เขาเลือกที่นั่งเก้าอี้ตัวยาวฝั่งใกล้ประตูบ้านที่มีต้นเสาช่วยอำพรางพอหลอกตาอยู่ไม่มากก็น้อย มองดูเงือกสาวตัวเล็กในชุดว่ายน้ำทูพีชหลากสีสันโชว์หน้าท้องแบนเรียบกับผิวขาวเหลืองที่กำลังแหวกว่ายไปมาอยู่ในสระว่ายน้ำสีฟ้าประกายจากการต้องแดดยามเช้า การนั่งมองหญิงสาวอยู่เงียบๆ ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโรคจิตยังไงพิกล แต่หากเขาเลือกเข้าไปทักเจ้าหล่อนนั่นก็อาจทำให้เธอหมดสนุกเอาได้ เอาเป็นว่าเขานั่งมองผู้หญิงว่ายน้ำแบบนี้ต่อไปแล้วกันดีกว่า


    การได้เห็นท่วงท่าจังหวะการว่ายของเธอ กรปอกับชุดที่เผยสัดส่วนที่ชัดเจนให้เห็นทำเอาเขาหายใจติดขัด อย่างน้อยเขาก็เป็นผู้ชายที่มีความรู้สึกและมีจินตนาการกับเรื่องหญิงชายอยู่บ้าง จึงพยายามมองเสมองทางอื่นเป็นครั้งเป็นคราว แต่ก็ทนการรบเร้าจากก้นบึ้งของหัวใจไม่ไหว เพราะ ณ เวลานี้เขามิอาจละสายตายจากเธอได้เลย


    อินทิราตกใจตาโตสุดๆ เมื่อเธอขึ้นจากสระน้ำกำลังจะเดินไปหยิบเสื้อคลุมตัวแล้วตาก็ไปประสานเข้ากับตาเรียวสีนิล เธอทำอะไรไม่ถูกยื่นแข็งทื่ออยู่ที่ขอบสระพลางนึก วันนี้วันมหาวิปโยคหรือไง ทำไมคนคนนี้ถึงมาโผล่อยู่ที่นี่ได้แล้วอยู่ที่สระว่ายน้ำ แล้วเธอก็กำลังใส่ชุดว่ายน้ำที่โชว์รูปร่างตัวเองสุดๆ ! อินทิราตัดสินใจกระโดดจ๋อมลงไปในสระต่อเธอไม่กล้าแม้จะเดินเข้าไปเอาเสื้อคลุมมาใส่ ก็เพราะเก้าอี้ที่เธอวางเสื้อคลุมมันอยู่ข้างเขาเลยนี่!


    อิทธ์ยิ้มมุมปากนึกขันการกระทำของเจ้าหล่อน คงทั้งโกรธทั้งอายเลยล่ะสิ แต่ว่าตอนอยู่ในน้ำว่างามแล้ว พอขึ้นมายืนให้เขามองแม้ไม่ได้ตั้งใจนี่เล่นเอาเขาเพ้อได้เลยทีเดียว ถึงแม้ร่างจะเล็กแต่จากประมาณสายตาเขาก็สรุปได้ว่าไอ้ส่วนที่พึงมีก็มีอย่างลงตัวเหมาะสมกับรูปร่าง... นี่เขาคงเป็นหมอโรคจิตขนานแท้ อิทธ์สายหัวตัวเองเบาๆ ขำความนึกคิดของตัวเองพร้อมลุกเดินเข้าไปรอในบ้านให้สาวเจ้าได้ทำอะไรโดยไม่นึกรังเกียจการกระทำที่มาแอบมองดูหล่อนของเขา


    หญิงสาวที่อยู่ในชุดคลุมมัดปมหลวมๆ จากความรีบร้อนเดินตื่นๆ เข้ามาในบ้าน เกือบจะได้วิ่งขึ้นบันไดแล้วถ้าไม่เพราะเสียงของคนถ้ำมองหยุดเธอเอาไว้ก่อน นั่นทำให้เธอได้ตกใจอีกรอบวันนี้ดูท่าเธอจะเป็นคนขวัญอ่อนจริงๆ


    “วันนี้พี่จะพาอินไปข้างนอก เสร็จแล้วลงมาด้วยนะ...พี่ไม่อยากขึ้นไปตาม”


    อินทิราตวัดค้อนวงใหญ่ให้ คนบ้า เผด็จการ ชอบบังคับ! เธอประชดเขาในใจ สะบัดหน้าพรืดเดินจ้ำอ้าวขึ้นบันไดหินอ่อนไปชำระล้างร่างกายตัวเอง หญิงสาวตั้งใจอาบน้ำแต่งตัวให้นานที่สุด อยากจะพาไปไหนก็ต้องรอ รอไปนานๆ แล้วกัน ชิ!


    เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมการสะดุ้งโหยงตกใจของเธอ อินทิราพยายามบังคับให้เสียงตัวเองดูมีอำนาจกลบอาการหวาดๆ ของเธอเอ่ยถามคนเคาะเสียงห้วน “ใคร”


    “ใจเองค่ะ คุณอิทธ์ให้มาตามค่ะ”


    อินทิรายิ้มอย่างเป็นต่อ ก็แน่ล่ะรอมาเป็นชั่วโมงแล้วนิ โธ่ไม่กล้าขึ้นมาตามล่ะสิท่า ถึงส่งเด็กในบ้านหล่อนขึ้นมาแทน “ไปบอกเขา รอไปก่อน เดี๋ยวฉันเสร็จแล้วจะลงไป”


    “เอ่อ คุณหนูคะ คุณอิทธ์ฝากบอกอีกว่า ให้เวลาแค่สิบนาทีค่ะ”


    “ไปบอกเขาว่าฉันรู้แล้ว” อินทิราสั่งเสียงดังอย่างหงุดหงิด ก่อนรีบจัดการแต่งตัวคว้าเชิ้ตแซกยาวเกือบเข่าสีชมพูอ่อนมาสวม พับแขนเสื้อขึ้น หยิบเข็มขัดเส้นเล็กมาคาด สำรวจตัวเองในกระจกเดินไปหยิบกระเป๋าสะพายสีน้ำตาล แหงนมองนาฬิกาบนฝาผนัง ครบสิบนาทีพอดี



    อิทธ์เลี้ยวรถเข้าร้านอาหารหนึ่งที่เขาเคยมาลองทานแล้วติดใจกับรสชาตอาหารเจ้านี้ ช่วงสายๆ ของวันอาทิตย์คนค่อนข้างบางตาอยู่หน่อย แต่หากมาช้ากว่านี้สักสองชั่วโมงรับรองเขาไม่มีที่นั่งแน่นอน ชายหนุ่มเดินนำหน้าหญิงสาวเข้าร้าน ชูนิ้วชี้และกลางเป็นสัญลักษณ์บอกเด็กเสิร์ฟที่เดินเข้ามาถามเขาว่ากี่ที่ จากนั้นจัดการสั่งอาหารทันทีที่ได้มุมนั่งเรียบร้อยแล้ว มองหน้าอินทิราพร้อมถามว่าจะเอาอะไรก็ได้รับคำตอบกลับมาเป็นการส่ายหน้า เขาจึงสั่งอาหารให้คนไม่อยากไปอีกที่


    “อินกินมาแล้ว”


    “เพิ่งว่ายน้ำมา ย่อยหมดแล้วล่ะ พี่เห็นว่ายตั้งนาน” แล้วเขาก็ต้องยิ้มขึ้นเมื่อได้รับค้อนวงใหญ่งามๆ แทนคำตอบแถมด้วยเสียงงึมงำว่า ‘โรคจิต’


    “พี่เคยมากินข้าวร้านนี้กับครอบครัวของคนไข้ อร่อยใช้ได้เลย อยากพาอินพากินมั่ง คงชอบ”


    อินทิราทำเหมือนไม่สนใจกับสิ่งที่เขาพูด แต่หูกับสมองดันทรยศที่จะเลือกฟังและจำคำพูดเขาซะทั้งหมด ก่อนขมวดคิ้วเรียวน้ำตาลเพราะมือใหญ่ของคนตรงหน้ายื่นสิ่งของรูปเด็กผู้หญิงหัวฟูในชุดยาวหลากสีคลุมถึงหน้าแข้งใส่รองเท้าที่ดูเหมือนเป็นรองเท้านักเรียนผิดแต่ว่าเป็นสีชมพูเข้ม กำลังยิ้มแฉ่งตาหยีอวดฟันขาวคงน่าจะเป็นที่ห้อยโทรศัพท์ ในสายตาเธอดูว่ามันน่ารักแบบประหลาดมาก


    “อาทิตย์ก่อนพี่ขึ้นไปเชียงใหม่มา แล้วไปเจอไอ้นี่เข้ามันเป็นของแฮนด์เมคที่นักศึกษาเขาทำขาย เห็นว่ามันน่ารักดีอินคงชอบ พี่เลยซื้อมาฝาก”


    เขานึกย้อนไปถึงตอนที่จะซื้อของชิ้นนี้ที่ถูกคนขายถามว่า ‘จะซื้อไปให้แฟนเหรอ หนูเป็นแบบเองแหละไอ้ตัวนี้ น่ารักเนอะพี่เนอะ แต่ต้องดูรสนิยมแฟนพี่ด้วยถ้าไม่ชอบล่ะโกรธตายเลยนะพี่’ ตอนนั้นอิทธ์ยิ้มขำกับการเชียร์ขายสินค้าเขามองของในมือแล้วเงยขึ้นไปมองหน้าคนขายคนนั้นแล้วตกลงตัดสินใจซื้อ ยื่นแบงค์ร้อยไปให้หญิงสาวหัวฟูแบบเดียวกับของจำลองเด๊ะ จากนั้นเจ้าหล่อนก็ทำในสิ่งที่เขากลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ‘มาแล้วโว้ยๆ แบงค์ใบแรก บอกแล้วไงกูเป็นแบบนี่แหละลูกค้าซื้อแน่’ หญิงสาวหันไปบอกเพื่อนตัวเองเสียงดังพร้อมเอาธนบัตรตีตามตัวตามหน้าพร้อมพูด ‘เงินมา เงินมา’


    อินทิรามองดูของในมือชายหนุ่มด้วยสายตาเรียบอย่างสนใจแต่ไม่แสดงออก ซึ่งมันน่ารักจริงๆ อย่างที่เขาบอก แต่เพราะมันเป็นของจากเขานี่สิ “ไม่เห็นจะน่ารักเลย” เธอเลือกการพูดปดออกไป


    “เอาน่าพี่อยากให้ รับไปเถอะ” คงไม่รู้หรอกมั้งว่าตาตัวเองเป็นประกายขนาดไหนเวลามองของในมือเขา นี่ไม่ต้องพูดถึงหากเจ้าตัวไปเห็นสินค้าที่วางเรียงเป็นตับอยู่ที่โน่น ไม่อย่างนั้นคงไปนั่งขอให้คนขายเลือกเธอเป็นแบบมั่งแน่นอน “ช่วงนี้งานพี่หนักมาก เด็กไม่สบายกันเยอะ เดือนที่ผ่านมาพี่แทบไม่ได้หยุดเลยหาโอกาสมาเจออินไม่ได้ เอาเป็นว่าวันนี้พี่ชดเชยให้แล้วกัน... แต่ขอก่อนสามโมงนะครับ”


    หญิงสาวเลิกคิ้วมองชายหนุ่มอย่างฉงนใจ ว่าไปนั่นกลับกลายเป็นว่าเธอพาเขาออกมาหรือไง “อินไม่ได้เรียกร้องซะหน่อย”


    “พี่อยากเจอนิ จะหมดก๊อกอยู่แล้ว ได้เห็นหน้าอินแค่นี้พี่ก็มีพลังทำงานขึ้นเยอะเลย”


    ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเสียงเรียบๆ หน้านิ่งๆ ของเขาจะกล้าพูดอะไรแบบนี้ขึ้นมา เธอไม่เคยเจอเขาในรูปแบบนี้คงเป็นเพราะเมื่อก่อนตอนที่คบกันเขาไม่ได้จีบเพียงแค่ความใกล้ชิดของคนสองคนจนรู้ว่าแต่ละคนคิดอะไรกันอยู่ นี่ใช่ไหมที่เขาว่าจะเริ่มจีบเธอใหม่... แล้วถ้าเธอเจอแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะต้านทานเขาได้นานแค่ไหนกันนะอินทิรา


    หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จแล้วทั้งคู่ก็พากันมายังห้างสรรพสินค้าในเขตเดียวกันกับร้านอาหาร อิทธ์เอ่ยปากขอหญิงสาวเสียงอ่อยเมื่อเดินเลี้ยวเข้าร้านเสื้อผ้าในช็อบแบรนด์หรูในห้างใหญ่ “พี่ขอซื้อเสื้อใหม่สักสองสามตัวนะ พอดีชุดที่ใส่อยู่พี่ใส่มาหลายปี จนพยาบาลแซวแล้ว”


    อินทิราไม่ตอบอะไรเดินนำเขาเข้าไปด้อมๆ มองๆ ในโซนเนคไทหยิบขึ้นมาดูพินิจพิจารณาว่าจะเหมาะกับเขาหรือไม่  ไม่ได้อะไรกับเขานา แค่จะซื้อตอบแทนเขาที่พามากินข้าวอร่อยๆ แค่นั้นเอง จริงๆ นะ


    การกระทำของหล่อนไม่อาจรอดพ้นสายตาของชายหนุ่มไปได้ จากอารมณ์ที่ดีอยู่กลับกลายเป็นคุกรุ่นเอาง่ายๆ เขาไสตัวเข้าไปใกล้เธอเอ่ยถาม “ซื้อให้แฟนเหรอ”


    เฮ้ย นี่เขายังไม่รู้หรอกหรือนี่ อินทิราแปลกใจเล็กน้อยเพราะเรื่องที่เธอพูดกับเขานั่นมันเป็นเดือนเข้าไปแล้ว คิดว่าน่าจะมีคนบอกอะไรเขาไปแล้วเสียอีก แต่นี่ดูท่าทางแล้วเขายังไม่ได้ไปสืบอะไรมาเลยสิท่า เธอเลือกเงียบไม่ตอบคำถามของเขาก่อนหยิบเนคไทสองเส้นต่างลายขึ้นมาถามเสียงใสกลับไป “พี่หมอว่าเส้นไหนดูดีที่สุด... แต่อินว่าเอาไปสองเส้นเลยดีกว่า เขาจะได้สลับกันใส่ได้” หญิงสาวกวักมือเรียกพนักงานของร้านแล้วหยิบกระเป๋าตังค์ส่งบัตรเครดิตใบทองพร้อมกับเนคไทไปให้ “ไม่ซื้อเสื้อเหรอคะ”


    อิทธ์ไหวไหล่พลางบอกว่าไม่รู้จะซื้อตัวไหนดี เพราะปกติก็แม่เขาจะเป็นคนซื้อให้ตอนนี้แม่ก็กลับไปอยู่บ้านเกิดที่ต่างจังหวัดกับพ่อ เขาจึงต้องมาหาเลือกซื้อเอาเอง ชายหนุ่มตัดสินเดินไปหยิบเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่สีเทาสองตัว สีขาวสองตัว สีกรมท่าอีกหนึ่งตัวขึ้นมาขณะกำลังส่งให้กับมือพนักงานก็มีมือเล็กเข้ามาตีแขนที่ยื่นของเขาดังเพี้ยะ


    ดูเหมือนคนตีเองก็ตกใจที่อยู่ดีๆ ถือวิสาสะเข้าไปตีแขนล่ำนั่น แต่มันไม่ใช่ความผิดเธอนะก็ใครใช้ให้เขาเลือกเสื้อสีแบบนี้ซ้ำๆ กันล่ะ มันหมองน่าดูสำหรับหมอเด็ก อินทิราหยิบเสื้อห้าตัวในมือนั้นมาถือแทนพลางหันไปยิ้มให้กับพนักงานสาวที่ทำหน้างงใส่ให้พร้อมบอก “อ่า ไม่เป็นไรค่ะ พวกนี้ไม่เอาเดี๋ยวสักครู่นะคะ” จากนั้นจึงหันไปพูดใส่คนซื้อเสื้อเสียงไม่พอใจบ่งบอกถึงความระอาในตัวเขาได้เป็นอย่างดี “พี่หมอเป็นหมอเด็ก หาชุดที่มันสว่างใส่หน่อยไม่ได้หรือไง แล้วทรงมันก็มีตั้งหลายแบบ คิดจะใส่เสื้อตัวใหญ่ๆ นั่นให้มันเทอะทะเหรอ... ไม่มีเซนส์เลยจริงๆ ”


    ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะแหยกับคำพูดติดตำหนิของเธอ แต่สำหรับเขากับรู้สึกดีอย่างไม่น่าเชื่อ ชายหนุ่มยิ้มขึ้นเมื่อคนเจ้ากี้เจ้าการหันหลังไปเดินเลือกเสื้อตัวใหม่ให้เขา พอได้ก็เอามาทาบตัวทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนในแขนเธอเต็มไปด้วยเสื้อที่ผ่านเกณฑ์เต็มแขนไปหมด ชายหนุ่มตกใจบอก “อิน พี่เอาไปใส่ ไม่ได้เอาไปขาย เยอะไปเปล่า”


    “เสื้อพอแล้วแหละ ดูกางเกงสักหน่อยสิ” หญิงสาวส่งเสื้อให้กับพนักงานในร้านให้ถือไว้พร้อมเดินไปยังแผนกกางเกงกะประมาณไซส์จากสายตาแล้วหยิบกางเกงสแลกสีดำส่งเขาเพื่อให้เข้าไปลอง ชายหนุ่มส่ายหัวพร้อมบอก “เอวพี่ใหญ่กว่านั้นหน่อย” อินทิราจัดการหยิบกางเกงออกมาอีกสามตัวยื่นให้กับพนักงานคนเดิมที่เข้ามารอรับสินค้า


    อิทธ์ส่งบัตรเครดิตให้กับพนักงานอีกคนทันทีบอกให้คิดเงินเลย เขารู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อยกับการหยิบแหลกของเธอ ไม่ใช่กลัวหมดตัวหรอกแต่กลัวใส่ไม่หมดต่างหาก



    ทั้งคู่กำลังยื่นดูโปรแกรมหนังวันนี้ ซึ่งอันที่จริงต้องบอกว่าอินทิรายืนดูโปรแกรมหนังที่สนใจอย่างใจจดใจจ่อคนเดียวมากกว่า เพราะอิทธ์ตัดสินใจให้หญิงสาวเป็นคนเลือกหนังเอง แต่กว่าเธอจะยอมมาดูหนังต่อกับเขาก็เล่นเอาหว่านล้อมเสียเหนื่อย... เหมือนพูดกับเด็กยังไงก็ไม่รู้ หญิงสาวหันมาชี้หนังเรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องที่เขาสนใจอยากจะดูอยู่ไม่น้อย เพราะได้ยินคำวิจารณ์ว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดแห่งปีเลยก็ว่าได้ หนังแนวดราม่าทริลเลอร์โดยเฉพาะหนังปลายเปิดเป็นอะไรที่คนอย่างเขากับหล่อนชอบมาก เพราะทุกครั้งที่ดูจบเขามักชอบตั้งคำถามต่อเนื่องจากหนังให้เธอตอบเสมอ


    อิทธ์ยืนต่อแถวซื้อบัตรคิวที่ถือจัดได้ว่ายาวเพราะอยู่ในช่วงหยุดสุดสัปดาห์ทำให้คนมาใช้ปริการค่อนข้างหน้าตา ก็มีเด็กชายซึ่งดูราวอายุอานามไม่น่าเกินห้าขวบวิ่งมาดึงมือเขาพร้อมพูด ‘คุณหมอ’ ไม่หยุดปาก ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นส่งยิ้มละไมไปให้เด็กชายคนนั้นดึงมือขึ้นมาลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ เอ่ยถาม “น้องนนท์ มาเที่ยวหรือครับ” และเดินออกมาจากคิวซื้อตั๋วเพื่อจะได้คุยกับน้องนนท์ได้โดยไม่กั๊กที่คนอื่นที่ต่อแถวต่อจากเขา


    “คับ นนท์มากับแม่” เด็กชายตอบเสียงใสพร้อมจับมืออีกข้างโยกไปมา “คุณหมอมาเที่ยวเหรอฮะ”


    “ครับหมอมาพักผ่อน... สวัสดีครับคุณแม่” เขายิ้มทักทายคุณแม่ของเด็กนนท์ที่เดิมตามเข้ามา


    “ถ้าทิพย์มีลูกตัวเท่าคุณคงต้องเอาไปลงกินเนสบุ๊คแล้วล่ะค่ะคุณหมอ”


    อิทธ์ไม่พูดอะไรได้แต่ส่งยิ้มบางๆ ไปให้ เขาหันมาสนใจเด็กต่อ “น้องนนท์ ทานผักทานนมบ้างหรือเปล่าครับ”


    “กินฮะ แม่ทิพย์บังคับนนท์ให้กิน แต่นนท์ว่ามันไม่หร่อยเลย” เด็กหนุ่มตอบหน้าเบ้ส่ายหน้าเจื่อนของตัวเองไปมาเพื่อยืนยันว่ามันไม่หร่อยอย่างที่บอกจริงๆ


    “คุณทิพย์ต้องให้น้องเขาทานผักกับนมเยอะๆ นะครับ แล้วก็ให้ออกกำลังกายประเภทกลางแจ้งบ้าง นิดๆ หน่อยๆ พอ หมอว่าน้องนนท์ตัวขาวซีดไปครับ” อิทธ์ละความสนใจเอ่ยบอกแม่ของเด็ก แม้นี่ไม่ใช้เวลางานแต่การได้เจอคนไข้ในความดูแลก็อดไม่ได้ที่จะให้คำแนะนำเหมือนที่ผ่านมา


    “ค่ะ ช่วงนี้ทิพย์ก็พาน้องเขาออกไปเดินรับแดดตอนเช้าอยู่เหมือนกัน เอ๊ะ คุณหมอผู้หญิงคนนั้นรู้จักคุณเปล่าคะ ทิพย์เห็นเขามองมาทางเรานานแล้ว”


    อิทธ์หันตามไปทางที่ทิพย์สุดากวาดสายตาไป ก็สบเข้ากับตาโตๆ ที่ดูตกใจนิดหน่อยเมื่อตอนสบกับเขาก่อนเธอจะหันหน้ามองทางอื่น ชายหนุ่มยิ้มมุมปากเอ่ยตอบเสียงเรียบตัวเองออกไป “ครับ”


    “อย่างนั้นทิพย์กับลูกไม่รบกวนเดตคุณหมอดีกว่า เดี๋ยวเธอเข้าใจผิดแล้วแย่เลย ทิพย์ยิ่งเป็นหม้ายสาวพราวเสน่ห์อยู่... แต่แฟนคุณหมอเด็กจังนะ น่ารักมากๆ ด้วย ไม่น่าเชื่อว่าคุณหมอจะชอบเคี้ยวหญ้าอ่อน งี้นี่เองทิพย์ถึงสู้ไม่ได้” ทิพย์สุดาบอกเสียงกลั้วขำยักคิ้วหลิ่วตาให้หมอหนุ่มที่ดูนิ่งและในสายตาของเธอกลับมองว่าเขาเป็นคนน่าค้นหาอย่างมาก เธอก็แค่ลองโปรยเสน่ห์ดูเพื่อจับพลัดจับพลูได้ขึ้นมาลูกเธอจะได้มีคนดูแลไปตลอด


    “ครับ แต่คุณทิพย์อย่ามาสู้เลยครับ... ผมยังไม่อยากตายด้วยกระสุนของสามีคุณ”


    คำตอบชายหนุ่มทำเอาทิพย์สุดาเปลี่ยนสีหน้าแทบไม่ทัน เพราะวีรกรรมที่อดีตสามีเธอทำไว้ช่างแสบสันนัก เอาเป็นว่าเกือบทำคลินิกของหมออิทธ์พังระนาบมาแล้ว พร้อมขู่จะเอาปืนมายิงอีกหากระหว่างเขากับคุณหมอสุดหล่อกิ๊กกัน ดูเอาว่ามันหวงก้างขนาดไหน เลิกกันแล้วก็ยังมาตามราวีไม่เลิก หม้ายสาวขอตัวพาลูกชายเธอไปดูของเล่นพร้อมเน้นย้ำคำเดิม “อดีตค่ะหมออิทธ์ ทีหลังกรุณาเติมคำว่าอดีตลงไปด้วยนะคะ”




Create Date : 09 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2553 19:13:39 น. 3 comments
Counter : 502 Pageviews.

 
มาก่อนกำหนดตั้งหนึ่งวันเพราะวันนี้เป็นวันที่ 9 เดือน 11

... ฉลองครบ 2 เดือน ที่ลงนิยาย 17 ตอนเชียว เฮ !!

ถึงตอนนี้ที่ลงก็ไม่มีวี่แววว่าจะจบจ่ายๆ เพราะมันคิดขึ้นได้เรื่อยๆ รู้สึกเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองเต็มไปหมด แต่ก็สนุกดีค่ะที่ได้เขียน improvise เอามากกว่าครึ่งเรื่อง ฮา

การแถกับคนเขียนเป็นของคู่กัน


หวังว่านักอ่านจะตามอ่านต่อไป แม้เรื่องจะยืดแบบไม่มีที่สิ้นสุดนะคะ ฮา ขอบคุณทุกคำแนะนำและกำลังใจ

ติเตียน แนะนำได้ค่ะ หรืออยากให้นิยายเดินในรูปแบบไหน ถ้าสามารถเอาไปมิกซ์ได้ก็จะลองทำดูค่ะ

เริ่มร้อนแล้ว ไม่ต้องห่มผ้าแล้ว


ปล. คาดว่าน่าจะลงอีกทีช่วงหยุดเสาร์อาทิตย์


โดย: ตุยเหมี่ย วันที่: 9 พฤศจิกายน 2553 เวลา:16:58:34 น.  

 
เอ๊ะ ต้องง่ายๆ สิ จ่ายๆ มาจากไหน


โดย: ตุยเหมี่ย วันที่: 9 พฤศจิกายน 2553 เวลา:17:00:05 น.  

 
น่ารักทั้งสองคู่เลย...ตอนนี้ใจตุ้มๆ ต่อมๆ กลัวฤทธิ์เดชของคุณลีจังเลย...เธอเป็นตัวแปรที่สามารถบั่นทำลายความรักของทั้งคู่เลยนะนั่น...แม้ว่าเรื่องจะยืด จะยาว แค่ไหนก็จะติดตามและตามติดไปเรื่อยๆ ค่ะ...เป็นกำลังใจให้นะค่ะ...รักษาสุขภาพด้วยค่ะ


โดย: เอิงเอย IP: 68.224.193.220 วันที่: 9 พฤศจิกายน 2553 เวลา:21:43:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ตุยเหมี่ย
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




"ดากร" ... ณ ตอนนี้ขอเปลี่ยนนามปากกาเป็นชื่อนี้แล้วนะคะ

นามปากกานี้เป็นการดึงชื่อจริงของตัวเองออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (ว่าเข้าไปนั่น)

เหตุที่เปลี่ยนก็เพราะว่า รู้สึกแปลกเล็กน้อยที่เอานางเอกของเรื่องมาทำเป็นนามปากกา มันเขินบวกรู้สึกชาที่หน้าแบบบอกไม่ถูกยังไงไม่รู้

ดากร ... จำไม่ยากหรอกค่ะ ดากร
< /embed>

Friends' blogs
[Add ตุยเหมี่ย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.