มุมพักผ่อนของคนอยากเขียน
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
26 ตุลาคม 2553
 
All Blogs
 
เพียงเปิดใจ 14

บทที่ 14


ความหลัง



    ถนนข้างหน้านอกกระจกรถคันใหญ่ไม่ใช่ทางที่คุ้นเคยเท่าไหร่สำหรับอินทิรา แต่กลับเป็นเส้นทางในความทรงจำระหว่างเขากับเธอ สถานที่ที่เขากำลังจะพาไป ตัวเธอหวังอย่างยิ่งว่าจะไม่ใช่ที่แห่งนั้น


    แต่เหมือนความหวังเริ่มเลือนลางเมื่อรถทะยานออกจากโทร์ลเวย์พระรามสองมุ่งหน้าไปตามป้ายบอกทาง ‘เพชรบุรี’ แม้ปลายทางจะไม่ใช่จังหวัดนี้ แต่เส้นทางที่จะไปต้องผ่านจังหวัดนี้ก่อน อินทิราหลับตาแน่น นี่ไม่ใช่สิ่งที่หวังอย่างแน่นอน ทำไมเขาต้องพากลับไปที่นั่นด้วย จะทำร้ายเธอมากกว่านี้ทำไม ก่อนลืมตาพิงหัวไปยังเบาะนั่งอย่างอ่อนแรงเสมองออกไปนอกรถ มองดูบ้านเรือนที่ผ่านตาไปอย่างรวดเร็วตามความไวของรถ ภาพข้างทางเริ่มช้าลงเมื่อรู้สึกถึงการชะลอ ก่อนจะได้ยินเสียงตบไฟเลี้ยวหางตาบอกได้เพียงว่ารถคันนี้เลี้ยวแวะเข้าปั้มน้ำมัน


    อินทิราหันไปมองคนขับรถอย่างงุนงง ในเมื่อเขาเข้าปั้มน้ำมันแต่กลับไม่เติมน้ำมัน ขับรถเลยไปด้านร้านสะดวกซื้อในปั้ม และต้องเบี่ยงสายตาอย่างรวดเร็วเมื่อสบเข้าอย่างจังกับดวงตาสีนิลของคนขับรถ


    “พี่เพิ่งเติมมา... อินหิวมั้ย เดี๋ยวไปหาอะไรรองท้องก่อนดีกว่า ถึงแล้วถ้ายังหิวอยู่พี่จะทำอะไรให้กิน” อิทธ์ตอบคำถามจากสายตาของหญิงสาว ก็รู้ว่าเธอยังไม่มีอะไรลงท้อง กลัวว่าจะหิวเลยจอดแวะหาอะไรเล็กๆ น้อยๆ กินพลาง


    หญิงสาวไม่ตอบคำถามของชายหนุ่ม ตัดสินใจเปิดประตูก่อนเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ อิทธ์ได้แต่ส่ายหัวกับความดื้อดึงของคนขี้งอน เขาตัดสินใจแล้วว่าเป็นไงเป็นกัน ไม่อยากให้เรื่องมันยืดเยื้อไปมากกว่านี้ ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าความรู้สึกของเจ้าหล่อนเป็นอย่างไร แต่เพราะอนาคตทำให้เขาต้องรีบเร่งเรียนให้จบมีการมีงานที่มั่นคงทำ จะได้ดูแลผู้หญิงคนนี้ ผู้หญิงคนเดียวที่เขารักได้ ‘ตลอดชีวิต’




    อินทิราหน้าหงิกตวัดค้อนส่งไปให้คนที่หยิบขนมออกจากอ้อมแขนของตัวเอง ส่งเสียงฟึดฟัดใส่ก่อนหันหลังไปหยิบขนมยี่ห้อเดิมมาถือไว้แน่นต่อ เรื่องอะไรมาเอาขนมโปรดไปเก็บ ฝันไปเหอะ ยู่หน้าให้เขาคนนั้นก่อนจงใจเดินชนร่างหนาไปยังตู้น้ำอัดลม ตั้งใจจะเปิดตู้หยิบน้ำส้มอัดลมแต่เพราะขนมที่หอบมาเต็มไม้เต็มมือทำให้เปิดตู้ได้อย่างยากเย็น แต่พอเปิดได้ปุ๊ปประตูก็ปิดปั๊ปเพราะคนเดิม


    “พี่ไม่ให้กินน้ำอัดลม... น้ำเปล่า” อิทธ์ว่าพร้อมชูน้ำเปล่าในมือให้ดู


    อยากจะกรี๊ดใส่หน้าคนจริงๆ ‘ทำมาเป็นห่วง เชอะ! จะกิน ทำไม มีไรม๊ะ’ นั่นเป็นสิ่งที่อยากจะโต้ออกไปแบบนั้น แต่อินทิรากลับทำเพียงสะบัดหน้าไปอีกทาง ถือคติ ไม่พูดกับคนคนนี้เหมือนเดิม วางขนมลงบนเคาเตอร์แคชเชียร์หยิบกระเป๋าเงินตัวเองขึ้นมาก่อนจะควักธนบัตรสีแดงออกมาก็ยังไม่วายโดนมือใหญ่กุมทั้งกระเป๋าเงินทั้งมือเธอ อินทิราสะดุ้งตกใจหันขวับไปยังเจ้าของมือนั้น เห็นชายหนุ่มส่ายหัวเบาๆ


    “เดี๋ยวพี่จ่ายเอง ยังไม่หมด มีไส้กรอกอีก” และคำตอบก็เป็นการกระทำสะบัดหน้าส่งค้อนให้เขาเหมือนเดิม ก็ไม่รู้ว่าวันนี้คอเจ้าหล่อนจะเคล็ดหรือเปล่าหนอ




    เสียงเคี้ยวเสียงดังที่ให้ตายก็ดูรู้ว่าคนทำ ‘จงใจ’ ทำแน่นอน อิทธ์พยายามไม่สนใจกับการกวนโมโหของคนข้างๆ พยายามตั้งสมาธิในการขับรถอย่างแน่แน่วหวังจะกลบการเคี้ยวเสียงดังให้ได้ แต่ดูเหมือนยิ่งตั้งใจขับหูก็ตั้งใจฟังเสียงกินอาหารเหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าหิวแต่ไม่ชอบ


    “อิน เบาๆ พี่ไม่ชอบ”


    “กรวบ แจ๊บๆ ” เสียงเขี้ยวขนมที่รู้สึกจะดังขึ้นเป็นคำตอบของคำขอของเขา อินทิราเลิกคิ้วตายังคงมองลงไปในถุงขนม ยิ้มเล็กน้อยเมื่อทำสำเร็จ


    “อิน... หรือจะให้พี่ช่วย”


    เงียบ เงียบทันที อิทธ์ยิ้มขึ้นเอื้อมมือไปหยิบขนมในมือของหญิงสาวเข้าปากบ้าง ก็แน่ล่ะ ถ้าไม่เงียบอินทิราต้องโดนการสั่งสอนจากเขาแน่นอน เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูก ‘ท้าทาย’ และผลลัพธ์ก็ทำเอาของกินในปากเธอไปอยู่ในปากเขาด้วยสิ!


    “ดื้อ”


    อินทิราขมวดคิ้วลง มือยังคงหยิบขนมเข้าปาก ใช่สิ เธอมันดื้อนี่ แล้วมายุ่งทำไม มาทำดีด้วยทำไมอีก จะพาไปที่นั่นอีกทำไม หลายคำถามที่อยากถามออกไป แต่ปากมันหนักเกินกว่าจะพูดออก เธอและเขาไม่ได้พูดกันมาตั้งหลายปี อันที่จริงต้องบอกว่า เขาเป็นคนเพียรโทรหา มาหา เริ่มบทสนทนาทั้งหมด แต่เป็นเธอที่ผลักไสออกไป แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนตรงที่เขาไม่ยอมเหมือนครั้งก่อนๆ


    และเสียงดังก็อบแก็บจากการยัดขยะลงในถุงที่ใส่มาทำให้อิทธ์หันไปมองเล็กน้อย เขารู้ได้ว่าหญิงสาวคงจะอิ่มแล้ว มือใหญ่เอื้อมไปกดปุ่มเอาแผ่นเพลงออกจากเครื่องเล่น ก่อนคลำหาแผ่นซีดีเพลงอีกแผ่น เสียงคลอเบาจากบทเพลงสากลยุคเซเว่นตี้ดังแผ่วออกมาจากซีดีที่เขาเพิ่งดันเข้าไปในเครื่องเล่น อิทธ์ฮัมเพลงร้องตามเบาๆ หันไปมองด้านหลังของหญิงสาวที่นั่งตะแคงเอาหัวหนุนมือมองออกไปข้างทาง เอื้อมมือไปลูบเบาๆ ที่ผมของเจ้าหล่อน


    “นอนก่อนนะอิน ถึงแล้วเดี๋ยวพี่ปลุก”


    อินทิรารับรู้การสัมผัสจากมือที่คุ้นเคยด้านหลัง หัวใจเต้นรัวอย่างอบอุ่น ก่อนหลับตาลงตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย... หนังท้องตึง หนังตาหย่อน ไม่รู้เพราะคำพูดของเขา หรือเพราะมันอิ่มแล้วง่วงก็ไม่รู้




    “พี่ก้อง” พีร์ธาดาเอ่ยเรียกเมื่อก้าวเข้ามานั่งในเบาะข้างคนขับรถของชายหนุ่ม


    “ครับ” ก้องภพค้างประตูที่กำลังจะปิดลง ยืนตัวและหน้าชะโงกเข้าไปตอบเสียงเรียกของคนรักอย่าง... ใกล้ชิด


    “ชิดมากไป” พีร์ธาดาเอามือยันหน้าของชายหนุ่มออก มีอย่างที่ไหนชะโงกมาทีปากแทบจะชนกัน และไอ้คนข้างหลังนั่นก็มองตาไม่กระพริบเลย “พีชไว้ใจพี่อิทธ์ แต่... ”


    “พวกเราไม่ไว้ใจอินครับ” ชาตรีที่ขึ้นไปประจำที่เบาะหลังยื่นหน้ามาช่วยหญิงสาวตอบ ซึ่งก็โดนพีร์ธาดาสวนทันทีจากฝ่ามือตีเบาอย่างจังเข้าที่ใบหน้าหล่อเหลา “ไอ้พีช !! จมูกฉันเพิ่งไปเหลามา ไอ้บ้านี่นิ” ชาตรีกุมจมูกตัวเอง พลางหัวเราะอย่างชอบใจ


    “เอาง่ายๆ นะพี่ก้อง... ไอ้อินปลอดภัยแน่นอนใช่ไหม” พีร์ธาดาตัดบทสรุป เพราะดูท่าคนข้างหลังจะไม่หยุดอยู่แค่ใส่ร้ายเพื่อนสาวแน่นอน


    “ปลอดภัยในที่นี้หมายถึงอะไร ถ้าอินสมยอมผมก็ว่าไม่น่ามีปัญหานะ” ก้องภพเอียงหน้าถามคืน


    “สมยอมแน่พี่ก้อง” ชาตรีตอบพลางกุมมือที่ท้องหัวเราะอย่างชอบใจกับการสวนมุข


    “ไอ้ยอดชาย ถ้าแกไม่หยุดวันนี้แกนอนนอกห้องนะ... พี่ก้อง พีชซีเรียส”


    ก้องภพยืดตัวขึ้นหัวเราะอย่างอดไม่ได้ จะไม่ปลอดภัยได้ไงเล่า ก็ไอ้หมออิทธ์มันรักมันหวงของมันจะตาย แค่เขาเรียกยศนำหน้าคนรักมันไม่เพราะก็จ้องอย่างกับกินเลือดกินเนื้อ มันดูแลอินทิราดีกว่าบรรดาเฮียๆ ของยัยตัวเล็กอีก ก้องภพยันประตูรถโน้มตัวลงมาสบตากับหญิงสาว อมยิ้มน้อยๆ เอื้อมมือไปขยี้หัวสาวคนรักอย่างมันเขี้ยวจนผมยุ่ง


    “ชัวร์แน่นอนครับ... หรือจะตามไปดู”


    ไม่ใช่แค่พีร์ธาดาที่ออกอาการตกใจ หากพ่วงชาตรีไปด้วย เพราะตอนนี้ตาทั้งคู่เบิกกว้างอย่างประหลาดใจ แถมคำถามยังออกมาพร้อมกันอีกนั่น


    “พี่ก้องรู้เหรอ”


    อะไรมันจะขนาดนั้น ก้องภพพยักหน้าแทนคำตอบ พร้อมปิดประตูฝั่งข้างคนขับลง อ้อมตัวไปเปิดประตูฝั่งตัวเองลงนั่งก่อนสตาร์ทรถ เข้าเกียร์เตรียมออกรถ เขาจงใจเงียบเพราะไม่อยากให้ทั้งคู่ตามไป แต่ยังไม่วายเจอคำถามเดิมจากปากเดิม


    “พี่ก้องรู้เหรอ”


    “รู้... แต่ดึกแล้ว” ก้องภพตอบพลางปฏิเสธจากคำตอบต่อ


    “ไม่เป็นไรพีชไม่มีงานต่อ ว่าง”


    “ชายด้วย กลับบ้านนอกมะรืนนี้ ว่าง”


    เสียงดื้อดึงพยายามกระตุ้นให้เขาพาไป แต่ก้องภพกลับส่ายหน้าให้กับทั้งคู่ มองด้านข้างที มองกระจกหลังที ก็พบแต่รังสีความงอนตลบอบอวลเต็มรถ ชายหนุ่มเอื้อมมือไปยีหัวหญิงสาว มองกระจกหลังส่งยิ้มพิมพ์ใจไปให้แต่... ไม่ได้ผล


    “พรุ่งนี้ผมมีประชุมทั้งวัน วันนี้ต้องกลับบ้านครับ... จะถามอัทธ์ดูก็ได้นะ” ก้องภพตอบตามความจริง ก็เขามีประชุมนี่นา แต่ไม่ทั้งวันหรอก แค่ประชุมประจำทุกวันจันทร์แค่นั้นเอง


    พีร์ธาดามองหน้าก้องภพแบบ ‘ไม่อยากเชื่อ’ แต่ก็ต้องเชื่อเพราะจากประสบการณ์ที่ทำงานด้วยกันมา เธอรู้ว่าคนอย่างก้องภพไม่เคยขาดการประชุมแม้ครั้งเดียว และทุกวันจันทร์ก็มีประชุมประจำตามที่ชายหนุ่มบอก แต่จะทั้งวันหรือแค่ช่วงเช้าก็ขึ้นอยู่กับงานที่เข้ามา


    “งั้น... ”


    “ไม่มีงั้น ผมจะไม่บอกว่าสองคนนั่นอยู่ที่ไหน และที่สำคัญผมไม่ยอมให้พีชกับชายขับรถตามไปแน่นอน”


    ก้องภพตัดบทเจ้าหล่อนที่กำลังอ้าปากต่อรองกับเขา รู้แน่ว่าคิดอะไรอยู่ แต่เพราะบอกไม่ได้ อันที่จริงคือไม่อยากบอกต่างหาก มันไม่ได้มีแค่เขาหรอกที่รู้ว่าอิทธ์มันพาอินทิราไปไหน ยังมีอัทธ์อีกคนที่เขาเชื่อว่ารู้แน่นอน เพราะหากเพื่อนเขามันจะปรับความเข้าใจกับคนรักมัน มันก็ต้องพาไปที่เดียวเท่านั้น... ที่ที่ทั้งอิทธ์และอินทิราพบกันครั้งแรก


    “ก็ได้... มีรถไปที่ไหนเล่า” พีร์ธาดากระแทกเสียงงอนตอกกลับ พึมพำบ่นเสียงเบาแต่จงใจให้คนข้างๆ ได้ยิน


    “ถึงแล้วปลุกด้วยแล้วกัน... ไม่ไปก็ดี ง่วงชะมัด” ชาตรียกเท้ากระแทกไปยังเบาะข้างคนขับเพื่อสะกิดให้เพื่อนสาวรู้ พีร์ธาดาหันมาตอบเออออรับเสียงเขี้ยว




    จังหวะที่รถชะลอเลี้ยวเข้าทางเข้าที่แห่งหนึ่ง ส่งผลให้หญิงสาวรู้สึกตัวขึ้นมา อินทิราแอบลืมตาดูนิดหน่อยเมื่อพบต้นจำปาต้นเดิมก็รีบหลับตาลงทันทีเหมือนเดิม ใจเริ่มกระหน่ำโซโล่รัวจนเธอควบคุมมันไม่ได้ ก่อนคิ้วขมวดเล็กน้อยเพราะความรู้สึกเหมือนว่ารถที่นั่งอยู่ตอนนี้ขับออกไปเรื่อยเปื่อยไม่จอดเสียที ทั้งที่จากหน้าปากทางไปถึงตัวบ้านใช้เวลาไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ โชคดีที่เธอนั่งหันหลังให้คนขับ เขาจึงไม่มีทางเห็นสีหน้าปรับเปลี่ยนแน่นอน โชคดีจริงๆ ว่าแล้ว... อินทิราก็หลับตาต่อ เขาจะพาไปไหนก็ช่างเขาเถอะยังไงก็หนีไม่พ้นอยู่ดี


    อิทธ์จอดรถเมื่อสุดทางรถเดิน ทางข้างหน้าคือทรายที่ทอดยาวไปถึงชายหาด เขาไม่ได้ปิดเครื่องยนต์เพราะเห็นว่าคนที่ลักพาตัวมาด้วยกำลังหลับอยู่ ไม่อยากปลุกเธอปล่อยให้นอนอยู่ในรถต่อไปดีกว่า เขาจงใจขับรถเลยมายังหาดส่วนตัวของบ้านพักตากอากาศของหญิงสาว อิทธ์ก้มเอื้อมไปดันปุ่มเปิดฝากระโปรงรถก่อนเปิดประตูลงแล้วไปเปิดฝากระโปรงรถเพื่อระบายความร้อน ก่อนเดินห่างออกจากรถไปเล็กน้อยทอดมองไปยังหาดสีส้มจางๆ จากแสงไฟสลัวๆ ที่ส่องมาพอไม่ให้มืดจนเกินไป ทบทวนเหตุการณ์วันวานที่เจอะเจอกับคนในรถครั้งแรก




    ในอดีตเขาอายุเพียงสิบสี่ปี ได้รับอนุญาตจากบุพการีให้มาเที่ยวค้างคืนเป็นครั้งแรก และก้องภพได้พาทั้งเขา อัทธ์ และกรกฎมาพักผ่อนยังบ้านพักตากอากาศของญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือคนหนึ่ง วันแรกที่เขามาถึงถูกเพื่อนชายดึงมาแนะนำตัวกับบรรดาเจ้าของสถานที่ที่มาพักผ่อนด้วยเช่นกัน ในตอนนั้นเองที่เขาได้พบกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง คนที่โดนใจเขาตั้งแต่แรกเห็น


    “มาเร็ว โน่นครอบครัวเพื่อนพ่อข้าเอง เดี๋ยวพาไปให้รู้จักก่อน เจ้าของที่นี่แหละ” ก้องภพวิ่งนำเพื่อนเมื่อช่วยมารดาขนกระเป๋าลงเสร็จ


    ทั้งสามวิ่งตามหลังเพื่อน โดยก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันจะวิ่งหน้าตั้งไปทำไม เดินดีๆ ไม่ได้หรือไง แต่ขี้เกียจจะท้วง ก้องภพกระโดดลงจากก้อนหินลงพื้นทรายข้างล่าง ก่อนตะโกนเรียกชื่อคนรู้จักดังลั่น


    “เฮียออม เฮียเอก เฮีย เฮีย! ” ก้องภพตะโกนเรียกใครสักคนในกลุ่มครอบครัวตรงหน้า หันมามองเพื่อนเมื่อเห็นมันกระโดดลงตามมาครบทุกคน เขาก็ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งเหมือนเดิม


    “ไอ้ก้อง ให้ดีนะเฮียว่าเราเรียกพวกเฮียว่าพี่ดีกว่า เรียกแบบนี้บ่อยๆ เกิดเพี้ยนมาจะยุ่งเอา” หนึ่งในบรรดาเฮียที่ก้องภพเอ่ยเรียกไปส่ายหัวตอบเมื่อก้องภพวิ่งไปถึงพวกเขา ก็รู้อยู่ไอ้เด็กคนนี้มันแกล้งพวกเขาเล่น


    ก้องภพหัวเราะร่วนก่อนแนะนำเพื่อนแต่ละคนให้พวกเขา รวมทั้งผู้หญิงอีกคนที่ดูน่าจะเป็นแม่ของเหล่าเฮียให้ได้รู้จัก “นี่อัทธ์ อิทธ์ แล้วก็ปิงครับ เพื่อนสนิทก้องที่โรงเรียน”


    “ฝาแฝดเหรอ” ปวริศราเอ่ยถามพร้อมยกมือชี้ส่ายไปมาระหว่างคนหน้าเหมือนกัน ซึ่งตอนนั้นเธอยังไม่มียศคุณหญิงพ่วงมาด้วย


    “ไม่ใช่มั้งป้าริสา หน้าไม่เหมือนกันเลย” ก้องภพยักคิ้วยิ้มกวนๆ ตอบ


    “ครับ พวกเราเป็นแฝดกันครับ” อัทธ์ส่ายหัวกับความกวนประสาทของเพื่อนชาย ยกเท้าถีบบั้นท้ายเพื่อนชายอย่างเบาๆ แต่มันกลับลงไปกลิ้งคลุกทรายอย่างโอเวอร์ ทั้งหมดพร้อมใจกันส่ายหัวกับความขี้เล่นของเขา เพื่อนทั้งสามยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทุกคน ก่อนได้ยินเสียงดังแหลมเล็กลอยมา ทั้งหมดจึงหันไปยังต้นตอของเสียง


    “ไม่เอา ไม่ไป เดี๋ยวอินดำ ป๊า! อินจะอยู่บ้าน” เสียงเล็กในอ้อมกอดของผู้ชายร่างใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งกำลังอุ้มเจ้าตัวเล็กไว้แน่นเมื่อเด็กน้อยเริ่มดิ้นอย่างรุนแรง


    “มาทะเลแล้วจะอยู่แต่ในบ้านได้ไง เล่นน้ำกับพวกพี่เขาสิ... ดูนู่นมีใครมาด้วย” ผู้ชายที่ถูกเรียกว่าป๊าทั้งปลอบทั้งหลอกล่อให้ลูกสาวตัวเองยอมมาลงมาชายหาดให้ได้


    พอถูกเชิญชวนให้ดูว่ามีใครแปลกหน้ามาด้วย อินทิราก็หยุดดิ้นทันทีก่อนหันเหความสนใจไปยังเด็กผู้ชายที่สูงกว่าเธอและเมื่อพบเขาเด็กหญิงก็ดิ้นหมายจะลงอีกครั้ง และคราวนี้นพชัยก็ปล่อยลูกสาวตัวเองโดยดี


    “พี่ก้อง ! พี่ก้องมา ป๊าปล่อยอิน จะไปหาพี่ก้อง” เสียงตะโกนแหลมเล็กดังออกมาจากปากเล็กจิ้มลิ้ม เมื่อหลุดจากอ้อมแขนของพ่อตัวเอง เด็กตัวเล็กก็วิ่งออกไปทันที แต่แทนที่จะวิ่งไปหาคนที่เรียก กลับวิ่งไปยังเงาของต้นสนใหญ่ที่พาดลงมายังชายหาดและยังคงตะโกนเรียกคนเดิม “พี่ก้อง พี่ก้อง! พี่ก้อง!! ”


    ก้องภพถึงกับอ้าปากค้างในการกระทำของเด็กตัวเล็ก เขาหันไปมองหน้าครอบครัวของเธอและก็เห็นเพียงการถอนหายใจและส่ายหัว ก่อนปล่อยขำออกมาเสียงดังพร้อมบอกเพื่อนชายที่ตามเขามาด้วย “นู่น ยัยอิน ยัยเด็กแก่แดด ตัวแค่นี้กลัวดำ น้องสาวพวกเฮียและข้าด้วย... นั่นลุงนพ” ทั้งสามที่มองเหตุการณ์ตรงหน้าอยู่ยกมือไหว้หนุ่มกลางคนที่เดินเข้ามาหาครอบครัวพร้อมแนะนำตัวเอง


    “จะตะโกนเรียกอะไรนักหนายัยอิน อยากมาหาพี่ก็เดินมาหาสิ เรื่องอะไรมาเรียกให้คนอื่นไปหา” ก้องภพเบ่งเสียงตอบกลับไป


    “ไม่เอา เดี๋ยวผิวอินเสีย แดดร้อน... พี่ก้องมาหาอินหน่อย มาเล่นกันอินหน่อย” วินาทีนี้แม่คนตัวเล็กเริ่มกระทืบเท้าเบ้ปากอย่างไม่พอใจ เมื่อไม่ได้ดั่งใจ


    “เรื่อง พี่จะเล่นน้ำ” เบ่งเสียงตอบกลับไปจบเขาก็ถอดเสื้อเอามากองไว้ ก่อนเดินลุยน้ำลงไปพร้อมเรียกเพื่อนตัวเองให้ไปเล่นตาม


    เกือบทั้งหมดที่ตามก้องภพลงไปเล่นน้ำทะเล ยกเว้นอิทธ์ที่บอกปัดปฏิเสธไปเพราะเขาเริ่มติดใจคนตัวเล็กที่นั่งย่องๆ มองมาทางนี้อยู่คนเดียวมากกว่า “ไปก่อนเถอะ ไว้เดี๋ยวตามลงไป”


    เขาหันไปเอ่ยปากขออนุญาตเข้าไปหาอินทิรากับผู้ใหญ่ทั้งสองคนที่ไม่ได้ตามเด็กๆ ไปลงเล่น ก่อนได้รับรอยยิ้มพยักหน้าตอบรับพร้อมคำอวยพรตามมา “ดื้อมากนะคนนี้” ซึ่งเขาก็แค่ยิ้มก้มหน้าส่งคืนให้เท่านั้น


    ยิ่งเดินเข้าไปใกล้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อได้สบตาสีน้ำตาลเข้มแป๋วที่เงยหน้าจ้องมองเขาเดินเข้าไปหาของเด็กหญิงตัวเล็กก็เหมือนอวลอากาศมันตีบลงเสียอย่างนั้น ยิ่งเสียงเล็กที่เอ่ยถามออกมาอย่างไร้เดียงสาจากปากสีชมพูจิ้มลิ้มนั่นทำให้เขารู้สึกหน้าร้อนขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ


    “คุณเป็นใคร มีอะไรรึเปล่าค่ะ”


    ให้ตายเหอะ นี่มันคำถามของเด็กแปดเก้าขวบเหรอ อิทธ์อมยิ้มนั่งลงเป็นเพื่อนหนูน้อยก่อนเอ่ยแนะนำตัวให้คนที่ทำหน้างงส่งให้เขา “พี่ชื่ออิทธ์ เพื่อนพี่ก้องครับ”


    “เพื่อนพี่ก้องชื่อพี่อิทธ์” เด็กน้อยทวนคำตอบเหมือนตั้งใจจะจำชื่อไว้ในหัวสมอง


    “ครับ เพื่อนพี่ก้องยังมีอีกนะ แต่พวกนั้นไปเล่นน้ำกับพี่ก้องแล้ว”


    “พี่ก้องหนีอินไปเล่นน้ำ ไม่รักอินแล้ว โป้งพี่ก้อง” เหมือนเจ้าตัวนึกอะไรออกก่อนบอกเสียงงอนทำหน้ามุ่ย แถมชูนิ้วโป้งยื่นตึงๆ ไปให้ตัวต้นเหตุ... ยังกับมันจะรู้งั้นแหละ


    “พี่มาอยู่เป็นเพื่อนน้องอินแทนไง” อิทธ์ยิ้มกว้างบอกกับคนช่างงอนก่อนหาเรื่องถามเรื่อยเปื่อย “ทำไมน้องอินไม่เล่นน้ำล่ะ”


    เจ้าคนตัวเล็กหันมาทำหน้าที่แปลได้ว่า ‘ถามมาได้อย่างไร’ มาให้เขาก่อนเอ่ยตอบแถมจิ๊ปากส่ายหัวประกอบไปด้วยราวกับคำถามเขาช่างน่าเขลาเหลือเกิน “พี่อิทธ์ดู แดดเปรี้ยงเลย แล้วดู ผิวอินดำขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ... บอกว่าจะอยู่บ้านป๊าก็ไม่ยอม ป้านิศาก็อยู่ ยังจะอุ้มอินลงมาให้โดนแดดอีก” พลางยื่นแขนขาวๆ เล็กๆ ให้เขาดูด้วยอีก


    อิทธ์ถึงกับกลั้นขำไว้ไม่อยู่เมื่อเจอกับความแก่แดดเข้าอย่างจัง ก่อนหันไปเจอหน้าสงสัยราวกับถามเขาว่า ‘มีอะไรน่าหัวเราะนักเหรอ’ เขาถึงหยุดหัวเราะได้ มองเข้าไปยังตาโตแป๋วสีน้ำตาลเข้มที่มองมา และหัวใจมันก็เต้นรัวอย่างน่าตกใจจึงรีบหลบสายตาจ้องไปยังเงาต้นสนใหญ่ เอ่ยบอกกลเม็ดต้านความดำที่คิดได้สดๆ ร้อนๆ หลอกล่อเจ้าตัวน้อย


    “น้องอินทาครีมกันแดดสิครับ ทาหนาๆ เลยจะได้ไม่ดำ ไปเล่นกับพวกพี่สนุกดีออกนา”


    “หม่าหม้าก็บอกอิน อินทาแล้วด้วย แต่... ทาเยอะๆ แล้วอินจะไม่ดำจริงเหรอ” น้ำเสียงตอนท้ายเริ่มโอนอ่อนตาม เด็กหญิงเอียงคอถามคนตัวใหญ่กว่าอย่างสงสัย และการพยักหน้ายืนยันตอบรับก็ทำให้เธอยิ้มกว้างตาโค้งโชว์ลักยิ้มบุ๋มสองข้างที่มุมปากให้เขา “งั้นอินให้หม่าหม้าทาให้อีกดีกว่า” จากนั้นลุกขึ้นยืนเดินนำเขาไป โดยไม่รู้เลยว่าได้ทิ้งอะไรไว้ให้เขา


    ‘พ่ายแพ้’ แค่รอยยิ้มเดียวเท่านั้นทำให้อิทธ์รู้สึกได้ว่าแพ้เด็กคนนี้อย่างหมดรูป ลักยิ้มทั้งสองข้างของเธอนั้นประทับติดตรึงอยู่ในห้วงความทรงจำของเขาเสมอมา บางครั้งเขารู้สึกว่าตัวเองจะเป็น*โลลิ แต่เมื่อพิสูจน์ตัวเองจากการไปนั่งด้อมๆ มองๆ ผู้หญิงฝั่งประถมที่โรงเรียนก็ตัดสินได้ว่า คนที่ทำให้เขาเพ้อได้ขนาดนี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น และเขาไม่ใช่โลลิอย่างที่คิดด้วย!


    เขาและเธอ ตั้งแต่รู้จักกันครั้งนั้นก็ติดต่อกันเสมอ ตั้งแต่วันที่รู้จักกันครั้งแรกอินทิราถึงกับติดเขาหนึบหนับ ความสัมพันธ์ของเขาและเธอค่อยๆ ก่อขึ้นมาอย่างช้าๆ อยู่ในสายตาของทุกคนเสมอ จนถึงวันหนึ่งที่ก้องภพมันเขาเรื่อง ‘โจ๊ก’ ของมันมาเล่าให้ฟัง เล่นเอาเขาไม่คุยกับมันเป็นอาทิตย์ไปเลยทีเดียว... มันแค่มาบอกว่า ผู้ใหญ่จะให้มันกับอินทิราหมั้นกัน... และแน่นอนมันปฏิเสธไปแล้ว แต่ยังคงล้อเขามาเสมอจนเมื่อมันเริ่มมีความคิดขึ้น มันก็หยุดไปเอง


    เขาและเธอ ช่วยกันบ่มเพาะความรู้สึกดีๆ ที่มีให้แก่กันมานานเป็นเกือบสิบปี ทุกอย่างทำท่าจะไปได้สวยแต่กลับเหมือนฝันร้ายที่พังครืดลงมาไม่เป็นท่า เมื่อวันหนึ่งเธอคิดจะเซอร์ไพร์สเขาด้วยการแอบไปหาที่หอพักข้างมหาวิทยาลัยของเขา แต่โชคร้ายที่เธอไม่ได้เจอเขาแค่คนเดียว กลับพบกับร่างผู้หญิงเปลือยเปล่าคนหนึ่งบนเตียงเขาด้วย


    เหตุการณ์นั้นนับเป็นจุดแตกหักของเขากับอินทิราอย่างสิ้นเชิงความรู้สึกสิ้นหวังถาโถมมาหา ทั้งเขาพยายามเพียรโทรหา ไปอธิบายอะไรต่างๆ นานา ทำทุกอย่างที่ทำได้ แต่เธอกลับไม่สนใจ ไม่ฟังเขาสักนิด ก่อนเธอตัดสินใจจะไปเรียนต่อเมืองนอก และเขาต้องขอบคุณพีร์ธาดาไว้อย่างมากเมื่อเกลี้ยกล่อมจนอินทิราตัดสินใจไม่ไปเริ่มเรียนใหม่ยังต่างประเทศ แต่เลือกเรียนต่อที่เดิมที่เดียวกับเพื่อนต่อ และช็อคยิ่งขึ้นเมื่อหญิงสาวตัดสินใจคบผู้ชายคนอื่น ใจเขาเจ็บปวดเจียนตายเกือบเสียการเรียนหากไม่ได้พ่อแม่เวียนกันขึ้นมาดูและแฝดพี่ที่บินกลับมาช่วยดูแลอีกแรง


    ช่วงที่เขาเพิ่งจะจบหมอมาอย่างลำบาก ก็โดนทางบ้านส่งไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางที่อเมริกาทันที ถึงเขาจะค้านหัวชนฝาขนาดไหนก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ทุกคนต่างเกลี้ยกล่อมให้เขาไปให้ได้


    ‘จบมาเป็นหมอเงินเดือนสูงๆ มั่นคงพอแล้วมาง้อยัยอินก็ยังไม่สาย ถ้ามันจะแต่งกับใครฉันจะไปฆ่าคนนั้นให้เอง’ นี่เป็นสิ่งที่ก้องภพพยายามพูดจาให้เขาไปแต่คำว่า ‘แต่งงาน’... มันชวนแต่จะให้เขาอยู่เมืองไทยเหมือนเดิมมาก


    ก่อนเขาไปเขากระหน่ำส่งข้อความ โทรหา ไปหา ทำทุกวิธีทางที่ได้พบกับเธอแต่ก็ผิดหวังเมื่ออินทิรายุติการติดต่อทุกช่องทาง แม้กระทั่งก่อนเครื่องจะบินเขาก็ยังคอยจนถูกเรียกชื่อให้ขึ้นเครื่องเป็นคนสุดท้าย กระนั้น... แม้แต่เงาเขาก็ไม่เจอ


    ตอนแรกที่ไปนึกว่าแค่สองปีก็จบ แต่เมื่อได้ไปอยู่นานๆ เขาต้องยอมรับว่าการใช้ชีวิตที่แปลกใหม่ทำให้เขาคิดถึงเธอน้อยลง เขาจึงตัดสินใจอยู่ต่อเพื่อสั่งสมประสบการณ์โดยเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จนครบสองปีตามใบสัญญาก็ตัดสินใจว่าจะกลับมา... กลับมาทำสิ่งที่ค้างคาให้หมดไป




    อิทธ์ดึงสายตาตัวเองออกมาจากหาดทรายส้มนวลเบื้องหน้า หลุดออกจากภวังค์ที่นึกถึง หันหลังไปมองเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูรถ เขาตั้งใจส่งยิ้มให้เธอ ไม่รู้ว่าเธอมีสีหน้าหรือปฏิกิริยาอย่างไร ถึงแม้ว่าระยะทางที่เขาเดินกับตัวรถจะอยู่ไม่ใกล้หากความมืดก็ยังมีอิทธิภพปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ ทำให้มองเห็นหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดมาก


    และหากเขาได้เห็นสีหน้าเธอ เขาคงไม่หยุดอยู่แค่ยืน ‘ยิ้ม’ แน่นอน


    อินทิราลืมตานอนกอดอกมองเบื้องหลังของผู้ชายคนนั้นผ่านช่องว่างระหว่างกระจกกับฝากระโปรงรถที่เปิดอยู่ นึกรู้ว่าคนคนนั้นคงกำลังคิดถึงวันวานต่างๆ ครั้งเคยมาด้วยกัน แต่กับการที่เขาพามายังจุดนี้นั่นเท่ากับว่า แม้เวลาผ่านมาเนิ่นนานเท่าไหร่เขายังคงไม่ลืมเหตุการณ์เมื่อวันนั้น อินทิรารู้สึกได้ว่าแสบขึ้นที่กระบอกตาละสายตาออกจากจุดที่ผู้ชายคนนั้นยืน เสมองไปยังข้างรถเอามือขึ้นปิดปากพร้อมคิด... เธอจะทำอย่างไรต่อไปดี


    ก่อนตัดสินใจเอื้อมตัวไปบิดกุญแจรถดับเครื่อง เปิดประตูรถออก แต่ก็ต้องตกใจเมื่อผู้ชายคนนั้นหันมามองขวับ และยิ้มให้กับเธอ... ยิ้มที่ยังให้ความอบอุ่นกับเธอเสมอ เธอเหมือนต้องมนต์ รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง ก็เลยทำตัวไม่ถูกไม่รู้จะวางสายตาไปตรงไหนแถมไม่รู้จะทำหน้ายังไงอีกเลย... ยิ้มตอบ


    ก่อนหุบยิ้มทันทีราวกลับกลัวว่าอีกฝ่ายจะเห็นเข้า แทรกตัวอย่างรวดเร็วเข้าไปในรถเหมือนเดิม นึกตลกตัวเองที่ทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ แล้วจะออกไปทำไม และจะเข้ามาอีกทำไม แต่... เกือบไปแล้วไงล่ะ ไอ้อิน



    “พรุ่งนี้พี่หยุด อินว่างหรือเปล่า” อิทธ์เข้ามาประจำที่คนขับเหมือนเดิมหันไปถามด้านข้างของคนตัวเล็ก


    อันที่จริงว่าง แต่ตอนนี้ไม่อยากว่าง อินทิราจึงส่ายหน้าลอยๆ เป็นคำตอบ พเยิดหน้าเป็นคำพูดสื่อได้ว่า ‘ออกรถได้แล้ว’


    อิทธ์หัวเราะหึขำท่าทางของคนปากหนักที่ป่านนี้ก็ยังไม่คุยกับเขา อยากดูเหมือนกันว่าจะเล่นสงครามเงียบกับเขาไปได้อีกนานแค่ไหน “พี่แปลที่อินส่ายหัวได้ว่า ‘พรุ่งนี้อินว่างไม่เป็นไร พี่อิทธ์จะพาอินไปไหนก็ได้’... แล้วที่พเยิดหน้าส่งให้พี่ พี่ก็แปลได้ว่า ‘อินอยากกลับบ้านแล้ว’ ใช่ไหม”


    หญิงสาวขมวดคิ้วหันไปมองหน้าเขาอย่างจิกๆ ก่อนส่ายหัวยิกครั้งแรก และพยักหน้าครั้งสอง... โอ้ นี่เล่นรหัสมอร์สกับเขาเลยทีเดียว


    “โอเค เดี๋ยวพี่พาอินกลับบ้าน” อิทธ์หัวเราะหึหึถึงสองครั้งก่อนสตาร์ทรถเข้าเกียร์ถอยรถกลับไปยังทางเดิมที่มา


    ทว่า ไปไม่ถึงสามร้อยเมตรก็หยุดรถอีกครั้ง ชายหนุ่มดับเครื่องยนต์ เอื้อมมือมายังลิ้นชักหน้ารถส่งผลให้คนข้างตัวขยับขายกขึ้นอย่างตกใจ เขาค้างตัวไว้หันไปมองหน้าเธอที่ทำหน้าตกใจปนฉงนประสานสายตากับเขา อิทธ์ยิ้มพยักหน้าให้ก่อนหันไปหยิบพวงกุญแจชุดหนึ่งไว้ในมือ ขืนตัวขึ้นมาประจำที่ก่อนเอ่ยประโยคที่ทำให้หญิงสาวแทบปล่อยโฮ


    “ถึงบ้านแล้วครับ” พูดจบก็เปิดประตูรถก้าวออกไปเพื่อไปไขประตูบ้าน


    อึ้ง อึ้ง และอึ้งอินทิรารู้สึกได้แต่ว่าตอนนี้ตัวเองรู้สึกอึ้งอย่างมาก อึ้งแรกนี่หรือคือการกลับบ้านของเขา อึ้งสองเขาไปเอากุญแจบ้านพักตากอากาศของเธอมาตอนไหน และอึ้งที่สามคืนนี้เธอต้องอยู่กับเขาแค่ ‘สองคน’ ในบ้านสีขาวหลังนี้ ใช่ไหม อินทิราลูบหน้าตัวเองแรงๆ หลายทีตบซ้ายตบขวาเบาๆ ราวกลับจะทำให้ตื่นจากฝันบ้าๆ นี้ให้ได้ เมื่อพบว่านี่คือของจริงก็ลูบหน้าตัวเองอีกหลายทีพร้อมคิดว่า... นอนในรถดีกว่ามั้ง


    “ถ้าอินนอนในรถ พี่ก็จะนอนด้วย” อิทธ์เดินมาเปิดประตูฝั่งที่หญิงสาวนั่ง เขาไขประตูบ้านเสร็จแล้วยืนมองให้เจ้าหล่อลงจากรถมาเสียที แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ เกิดขึ้น จึงตัดสินใจจะไป ‘ลาก’ เธอลงมาเอง


    อินทิราส่งเสียงกรี๊ดในลำคอพอให้เขาได้ยิน ฟึดฟัดกระแทกตัวเขาลงจากรถเดินลิ่วนำหน้าเขาขึ้นบันไดตรงชานก่อนเข้าบ้านโดยไม่เหลียวมอง อิทธ์ส่ายหัวอีกครั้งให้กับความดื้อดึงเอาโล่ห์ของเจ้าตัว ก่อนปิดรถกดเซนทรัลล็อคเดินตามเข้าบ้าน




Create Date : 26 ตุลาคม 2553
Last Update : 27 ตุลาคม 2553 16:36:17 น. 3 comments
Counter : 442 Pageviews.

 
ลงอีกทีขอเป็นวันศุกร์เลยแล้วกันค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามจ๊ะ


ไล่ต้นฉบับมาเรื่อยๆ ฮึ๊บๆ ต้องฮึดแล้ว


โดย: ตุยเหมี่ย วันที่: 26 ตุลาคม 2553 เวลา:13:26:50 น.  

 
เย้ๆๆ มาแล้ว

เรื่องอินกับอิทธ์ ก็น่าสนใจไม่แพ้ พีชกับก้องเลยค่ะ


โดย: taekoksaram IP: 58.137.30.201 วันที่: 26 ตุลาคม 2553 เวลา:16:29:08 น.  

 
อะโห...พี่อิทธ์แอบรักน้องอินมาตั้งแต่เด็ก และยังมั่นคงมากว่าอินจะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เค้ารัก...ผู้ชายแบบนี้จะหาได้ที่ไหนอีกเนาะ (นอกจากที่นี่ที่เดียว) แล้วมั่นใจได้ยังไงว่าน้องอินจะรอตัวเอง...แต่เราก็หลงรักคุณอิทธ์เข้าแล้วหล่ะ

พรุ่งนี้วันศุกร์ใช่มั๊ยค่ะ (คือแบบว่าอยากอ่านเร็วๆ แหะ แหะ) อยากรู้ว่าคุณอิทธ์จะปราบเด็กดื้อยังไง...

รักษาสุขภาพด้วยค่ะ


โดย: เอิงเอย IP: 68.224.193.220 วันที่: 26 ตุลาคม 2553 เวลา:22:33:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ตุยเหมี่ย
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




"ดากร" ... ณ ตอนนี้ขอเปลี่ยนนามปากกาเป็นชื่อนี้แล้วนะคะ

นามปากกานี้เป็นการดึงชื่อจริงของตัวเองออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (ว่าเข้าไปนั่น)

เหตุที่เปลี่ยนก็เพราะว่า รู้สึกแปลกเล็กน้อยที่เอานางเอกของเรื่องมาทำเป็นนามปากกา มันเขินบวกรู้สึกชาที่หน้าแบบบอกไม่ถูกยังไงไม่รู้

ดากร ... จำไม่ยากหรอกค่ะ ดากร
< /embed>

Friends' blogs
[Add ตุยเหมี่ย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.