Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
10 พฤศจิกายน 2556
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๔ เรือสินค้า

 

เรือสินค้า


เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งท่ามกลางแสงสลัว มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงเล็ก ๆ ตรงมุมห้องข้างประตูไม้ทางซ้ายมือที่ทำให้ฉันพอจะมองเห็นว่ามีใครคนหนึ่งกำลังยืนกอดอกจ้องมองฉันอยู่

‘ตื่นแล้วหรือ’ เสียงผู้ชายคนนั้นถามขึ้นด้วยภาษาอังกฤษ

ฉันได้ยินความเงียบของตัวเองเป็นคำตอบให้เขา เพราะสิ่งเดียวที่ฉันต้องการในตอนนั้นคือน้ำดื่ม  ฉันรู้สึกกระหาย ในลำคอแห้งผากราวกับเพิ่งกลืนทรายร้อน ๆ เข้าไป แต่การจะพูดร้องขอน้ำออกไปนั้นช่างยากเย็น ขณะเดียวกันความรู้สึกเจ็บที่บริเวณเหนือหน้าอกด้านขวาทำให้ฉันต้องกัดฟันเอาไว้

‘อย่าเพิ่งลุกขึ้น เธอบาดเจ็บ’ ชายคนนั้นเดินไปหยิบอะไรบางอย่างที่โต๊ะด้านหลังของเขา เมื่อหันกลับมาฉันจึงเห็นแก้วทรงสูง ในนั้นมีน้ำสีเหลืองอยู่ ‘เธอคงกระหายน้ำมาก เพราะหมดสติไปสองวันเต็ม ๆ’

เขายกลำตัวของฉันขึ้นแล้วป้อนน้ำแก้วนั้นให้ฉันดื่ม

‘ฉันจะยังไม่ถามอะไรเธอตอนนี้ กินยานี่ก่อน เธอจะได้พักผ่อน’ แม้ยาน้ำนั่นจะขมปี๋แต่ด้วยความกระหายทำให้ฉันดื่มมันหมดในรวดเดียว ‘เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งเธอจะรู้สึกดีขึ้น’

ฉันหลับไปตามที่เขาบอก เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง คราวนี้แสงสว่างส่องมาจากหน้าต่างเล็ก ๆ เหนือที่นอน แต่มีเพียงฉันที่นอนอยู่ในห้องเล็ก ๆ นั้น ฉันค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง รู้สึกว่าอาการเจ็บเหนือหน้าอกด้านขวาจะทุเลาเบาบางกว่าที่รู้สึกตัวขึ้นมาในคราวก่อนแล้ว

ในห้องนั้นมีโต๊ะไม้เล็ก ๆ อยู่ข้างประตู มีข้าวของแปลกตาวางกระจัดกระจายอยู่เต็ม แต่สิ่งที่เตะตาฉันเข้าอย่างจังคือปืนกระบอกยาวซึ่งแขวนอยู่บนผนังห้องทางขวามือของโต๊ะ ฉันรู้ว่ามันเป็นปืนไฟแบบโบราณ นั่นทำให้ฉันต้องพยายามยันตัวเองลุกขึ้นจากที่นอนเพื่อหวังจะไปดูปืนใกล้ ๆ แต่ใครคนหนึ่งเปิดประตูและเดินเข้ามาเสียก่อน เขาเป็นชายหนุ่มผมสีทองยาวประบ่า ร่างสูงนั้นอยู่ในชุดเสื้อสีขาวที่คอและแขนมีระบาย กางเกงสีน้ำตาลขาสี่ส่วนสวมรองเท้าบูทสีดำสูงถึงใต้หัวเข่า ที่เอวของเขาทั้งสองข้างเหน็บปืนสั้นโบราณไว้สองกระบอก ฉันได้แต่จ้องมองเขาตากระปริบ...ครุ่นคิดว่าโชคชะตาอาจกำลังเล่นตลกอะไรกับฉันอีกแล้วก็เป็นได้

‘ฉันอยู่ที่ไหน’ ฉันถามออกไปในที่สุด

‘เธอยังอยู่บนเรือสินค้าของเรา’ ชายหนุ่มเจ้าของดวงตาสีเทาเดินเข้ามาหยุดอยู่ใกล้ ๆ โต๊ะในห้อง ฉันจึงต้องทรุดตัวลงนั่งอยู่บนที่นอนจ้องมองเขาอยู่ด้วยความสงสัย ‘เรือทหารมาช่วยเหลือเราให้ปลอดภัยจากโจรสลัดได้ทันเมื่อสามวันที่ผ่านมา ตอนนี้เราปลอดภัยแล้ว’

‘คุณ...เป็นใคร’

‘อะไร...ทำไมถามแบบนั้น’ เขาเสียงดังขึ้น ‘เธอคงกำลังเพ้อเพราะพิษบาดแผล’

‘ฉัน...ไม่เข้าใจ คุณพูดเรื่องอะไร’

‘อย่าบอกว่าเธอจำอะไรไม่ได้หลังถูกยิงตกจากเรือ’  เขาเลิกคิ้วหนาขึ้นขณะนั่งลงบนเก้าอี้ ‘เธอช่วยเหลือฉันไว้ไม่ให้ถูกโจรสลัดคนหนึ่งทำร้าย แต่เธอถูกยิงจนตกทะเลไป ดีที่พวกโจรสลัดพ่ายแพ้ ทหารจึงช่วยเธอขึ้นมาจากทะเลได้ทันเวลา’

สำเนียงและภาษาพูดของเขาบ่งบอกว่าไม่ใช่ภาษาอังกฤษที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเลย ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเกิดเดจาวูขึ้นจึงรีบสำรวจตัวเอง ฉันนุ่งกางเกงผ้าเนื้อหนาสีน้ำตาล เสื้อแขนยาวตัวโคร่งสีน้ำตาล...ดูจากลักษณะเนื้อผ้าและการตัดเย็บแบบโบราณแล้วทำให้ฉันเริ่มหายใจติดขัดขึ้นมาทันที

‘เนปา...เนปาอยู่ไหน’ ฉันโพล่งชื่อนั้นออกไปทันทีที่เริ่มจับต้นชนปลายอะไรบางอย่างได้บ้างแล้ว ‘เนปา...เขาตกทะเลไปพร้อมกับฉัน’

‘เธอพูดถึงใคร...เนปา...ใครหรือ’ เขาส่ายศีรษะไปมาขณะพูด ’เท่าที่ฉันเห็น....เธอตกทะเลไปพร้อมโจรสลัดคนหนึ่ง น่าแปลก...ฉันเห็นเขาพยายามช่วยเหลือไม่ให้เธอตกเรือ แต่เขากลับถูกทำร้ายตกทะเลไปพร้อมกับเธอด้วย’

‘ไม่จริงใช่ไหม...คุณไม่เห็นเนปาจริงหรือ’ ฉันถามเสียงสั่นกว่าเดิม ก่อนจะวกไปคำถามแรกที่เคยถามเขาออกไปอีกครั้ง ‘คุณ...เป็นใคร’

‘อย่าล้อเล่นน่า...ฉันเป็นผู้ดูแลเรือสินค้าที่เธอแอบปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชายอยู่ในห้องครัวมาตลอดตั้งแต่เดินทางออกจากญี่ปุ่น’

‘ได้โปรดบอกฉันว่าคุณ...เป็นใคร’ ฉันได้ยินเสียงตัวเองสั่นเทามากขึ้น หวังว่าจะได้รับคำตอบจากเขาเสียที

‘เธอคงจำฉันไม่ได้จริงๆ’ ชายแปลกหน้าลุกขึ้นเดินไปซ้ายทีขวาทีอยู่ข้างโต๊ะ ‘เรือของเราเดินทางมาจากญี่ปุ่น แต่พอใกล้ถึงอังกฤษเมื่อห้าวันก่อน มีเรือโจรสลัดเข้าปล้นชิงเรือและจับพวกเราที่รอดชีวิตเป็นเชลย แต่โชคดีเรือทหารอังกฤษมาช่วยเราให้รอดมาได้’

คำบอกเล่าของเขาทำให้ฉันเริ่มมีอาการตัวสั่น...ฉันคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ความสงสัยของฉันจะเป็นจริง ฉันจึงพยายามยันตัวลุกจากที่นอนอีกครั้ง เดินโซเซประคองร่างอันอ่อนแรงไปที่ประตู ชายแปลกหน้าส่งเสียงร้องห้าม

‘อย่า...เธอจะออกไปข้างนอกในสภาพนี้ไม่ได้ นอกจากฉันแล้ว...คนอื่น ๆ บนเรือยังไม่มีใครรู้ว่าเธอ...เป็นผู้หญิง’

‘ฉันขอออกไปดูให้เห็นกับตา’ ฉันยืนยันเสียงแข็ง ชายหนุ่มใจดีรีบไปคว้าผ้าห่มมาคลุมตัวให้ทันที ‘ฉันคงห้ามเธอไม่ได้ แต่ขอเตือนว่าตอนนี้ข้างนอกลมเย็นพัดแรงมาก’

เมื่อประตูเปิดออก ขาฉันก็เริ่มสั่น เพราะสายตาปะทะเข้ากับเสากระโดงเรือขนาดใหญ่ ผ้าใบสีขาวหม่นซีดเหลืองที่กางรับลมอยู่นั้นทำให้ฉันต้องอ้าปากค้าง...ฉันอยู่บนเรือสำเภาโบราณ มีธงชาติอังกฤษแบบที่ฉันเคยเห็นในสมัยสิงหลาโบกสะบัดอยู่ที่หัวเรืออย่างแจ่มชัด

ฉันหันหลังกลับ ปิดประตู จ้องมองชายที่อยู่ในห้อง

‘ตอนนี้...ปีอะไร’ ฉันถามเสียงเบาหวิว

‘ปลายปี ๑๖๕๙’

คำตอบที่ได้รับทำให้ฉันต้องรีบพยุงตัวไปนั่งทรุดอยู่บนฟูกที่นอนอย่างอ่อนล้า

“พ.ศ. ๒๒๐๒” ฉันบอกตัวเอง “นี่มันก่อนที่ฉันจะไปอยู่ในร่างสร้อยตั้งสิบเก้าปี”

‘ฮารูโกะ...ฉันคิดว่าเธอพักผ่อนต่อดีกว่าจะได้หายเป็นปกติ ความทรงจำจะได้กลับคืนมา’ เสียงของผู้หวังดีฟังดูอ่อนโยนและห่วงใยจนฉันอดสงสัยไม่ได้

‘ฮารูโกะ’ ฉันทวนชื่อที่ได้ยิน ‘คุณเรียกฉันว่า...ฮารูโกะ’

‘ก่อนวันที่โจรสลัดเข้าปล้นเรือ ฉันจับผิดเธอได้ เธอรับสารภาพว่าเธอคือหญิงสาวชาวญี่ปุ่น อายุสิบเจ็ดปี ชื่อฮารูโกะ และต้องการเดินทางมาอังกฤษเพื่อตามหาพ่อของเธอ’

‘ตามหาพ่อ’

‘ใช่...และสร้อยของเธอ...ทำให้ฉันคิดว่า...พ่อของฉันกับพ่อของเธอ...คือคน ๆ เดียวกัน’

‘ใคร...ใครคือพ่อของฉัน’

‘แฮรอน’ เขาตอบมาสั้น ๆ ก่อนจะเปิดฝากล่องไม้เล็ก ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะ

‘แฮรอน’ ฉันทวนชื่อที่แสนคุ้นเคยนั้นด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม ‘อย่าบอกว่า...คุณคือ...เบน...ลูกชายของแฮรอน’

‘เธอจำได้แล้ว... และนี่สร้อยของเธอที่ฉันเก็บไว้ให้หลังช่วยเธอขึ้นมารักษาบาดแผลในห้องนี้’

เขาหันมาส่งยิ้มให้ รอยยิ้มของเจ้าของดวงตาสีเทานั้นช่างเหมือนกับของแฮรอนไม่มีผิดเพี้ยน ฉันสังเกตเห็นเขามีท่าทางลังเลเล็กน้อยก่อนจะหยิบสร้อยเส้นหนึ่งขึ้นมาถือไว้...ให้ตายเถอะ นั่นเป็นสร้อยที่ฉันสวมไว้ตอนมาร่วมงานปาร์ตี้บนเรือนั่นเอง

‘ฉันคืนให้เธอสวมไว้ดีกว่า’ เขาบอกก่อนจะเดินมาที่ฉันและยื่นสร้อยให้ตรงหน้า ฉันใช้มือขวารับมาถือไว้ ‘สร้อยของเธอเหมือนกับของฉันมาก แม้ฉันจะเปิดล็อกเก็ตดูข้างในไม่ได้ แต่ฉันคิดว่าคงเหมือนกับของฉัน แหวนของพ่อเท่านั้นที่จะเปิดออกได้’

การที่ต้องครุ่นคิดด้วยความสงสัยทำให้ฉันต้องเผลอใช้มือซ้ายรวบผมตัวเอง แต่แล้วก็ต้องสะดุ้ง เพราะสัมผัสจากมือได้ว่าผมของฉันนั้นถูกตัดจนสั้นกุดและไม่ได้หยักศกเป็นลอน...จากประสบการณ์ที่เคยอยู่ในร่างของสร้อยเมื่อสิบสี่ปีก่อน ทำให้ฉันต้องขนหัวลุกอีกครั้ง

คำพูดของเบนทำให้ฉันต้องพยายามคิดหาคำตอบ...เบนบอกว่าฉันเป็นน้องสาวของเขา แฮรอนคือพ่อของฉัน...เบนเรียกฉันว่าฮารูโกะ...แต่ทำไมตอนอยู่สิงหลาฉันไม่เคยได้ยินแฮรอนเอ่ยถึงชื่อนี้มาก่อนเลย

‘แฮรอนมีลูกสาวที่เกิดจากภรรยาชาวญี่ปุ่น’ เสียงของพัตเตอร์ในสมัยสิงหลาย้อนกลับมาสู่ความทรงจำอีกครั้ง...ให้ตายเถอะ...นี่ฉันกำลังอยู่ในร่างของฮารูโกะ ลูกสาวของแฮรอนที่เกิดจากหญิงญี่ปุ่นจริง ๆ หรือ

เบนถอดสร้อยของเขาให้ฉันดูใกล้ ๆ ก่อนจะวางลงบนมือซ้ายของฉัน มันดูเหมือนกันมากจริงๆ  แต่เมื่อนำมาเทียบกันดูใกล้ๆ ฉันสังเกตเห็นความต่างตรงลอกเก็ตของฉันนั้นมีวงกว้างกว่าเล็กน้อย ฉันสลับสร้อยของเบนมาไว้ในมือขวาเพื่อใช้มือข้างที่ถนัดส่องดูสร้อยของเบนให้ชัดขึ้นกว่าเดิม

มีเสียงเคาะประตูดังรัว ๆ ทำให้เบนต้องรีบคว้าสร้อยที่อยู่ในมือซ้ายของฉันไปอย่างรวดเร็ว เขารีบสวมมันก่อนจะเดินไปที่ประตูทันที

‘สร้อยคุณอยู่นี่’ ฉันตะโกนบอก แต่ดูเหมือนเสียงดังเอะอะโวยวายจากข้างนอกจะเรียกความสนใจของเขาได้มากกว่า ฉันจึงต้องประคองร่างเดินไปแอบฟังอยู่หลังประตู

‘อะไรนะ...เรือลำนี้กำลังจะล่ม...เป็นไปได้อย่างไร’ เสียงเบนดังลั่น ‘ทำไมกัปตันจึงตรวจไม่พบว่าเรือมีรอยรั่ว’

‘ชั้นล่างสุดเป็นห้องเก็บข้าวเปลือก ข้างท้องเรือใต้ระดับน้ำมีรอยรั่วจากการถูกยิง น้ำซึมเข้ากระสอบเก็บข้าวเปลือก พวกเราตรวจสอบช่องวัดระดับน้ำที่ใช้ตรวจดูว่ามีน้ำเข้าเรือหรือไม่แต่ไม่พบความผิดปกติ นั่นเพราะข้าวเปลือกในห้องล่างสุดช่วยซับน้ำเอาไว้  แต่ตอนนี้น้ำได้ท่วมชั้นล่างสุดแล้ว ซ้ำข้าวเปลือกก็กำลังขยายตัวและท้องเรือกำลังจะปลิแตก’ ใครคนหนึ่งอธิบายยาวเหยียดด้วยเสียงสั่น ๆ

‘กัปตันกำลังให้ลูกเรือช่วยกันขนถุงข้าวเปลือกนั่นทิ้งทะเล แต่คงไม่ทันแล้ว เราต้องหนีลงเรือเล็ก’ เสียงอีกคนเสริม

‘เรือทหารอังกฤษที่มาช่วยพวกเราอยู่ไม่ไกลใช่ไหม’ เสียงเบนถามเสียงดังลั่น

‘พวกเขาคงเห็นว่าเรือของเราใกล้ถึงอังกฤษแล้ว จึงแล่นออกห่างไปด้านนอกโน่น’

เบนเข้ามาในห้อง เขากระแทกปิดประตูด้วยความฉุนเฉียว

‘ฉันภาวนาขอให้เธอแข็งแรงมากพอที่จะมีชีวิตรอดอยู่บนเรือเล็กเพราะเรือสินค้าลำนี้กำลังจะล่ม’ เบนบอกขณะรวบบรรดาข้าวของบนโต๊ะลงบนผ้าห่มผืนใหญ่ เขาผูกช่อไว้แน่นหนาก่อนจะหยิบปืนยาวข้างฝามาถือไว้ด้วยก่อนจะหันมาตวาดสั่งฉัน ‘ทำอะไรอยู่...รีบเปลี่ยนไปสวมชุดของฉัน มันอยู่ใต้เตียงนอนนั่น จะให้พวกลูกเรือรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงไม่ได้’

แม้จะรู้สึกเจ็บบริเวณเหนือหน้าอกขวาอยู่มากพอสมควร แต่ฉันต้องอดทนหาผ้ามาพันหน้าอก จากประสบการณ์การเป็นแกลรี่ ฉันจึงตัดสินใจพันผ้ารัดท่อนบนไว้ทั้งหมดให้รัดกุมกว่าเดิม หลังจากนั้นจึงสวมกางเกงและเสื้อของเบนซึ่งหลวมโคร่งเมื่อมาอยู่บนร่างของฉัน

‘เสื้อคลุมนี่จะช่วยให้เธอทนลมหนาวในทะเลได้จนกว่าจะมีเรือใหญ่มาพบ...ถ้าเราโชคดี’ เบนโยนเสื้อขนสัตว์แขนยาวตัวหนาให้ฉันก่อนที่จะมีเสียงเคาะประตูรัว ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้คนเคาะไม่รอให้เบนไปเปิดแล้ว ประตูถูกผลักออกและมีเสียงเร่งร้อนรนจากชายคนหนึ่ง

‘เร็วเข้า...ท้องเรือกำลังจะแตก...เราต้องลงเรือเล็กตอนนี้ ก่อนที่เรือจะจม’

เบนโยนห่อผ้าห่อใหญ่ให้ชายคนนั้นก่อนจะเดินมาหิ้วปีกฉันออกไปจากห้องอย่างรีบร้อน เมื่อออกมานอกห้อง ฉันจึงได้เห็นว่าเรือสำเภาลำใหญ่กำลังจมลงไปเรื่อย ๆ และเรือลำเล็กซึ่งจอดอยู่ใกล้ ๆ มีคนอยู่ในนั้นแล้วประมาณสิบคน เมื่อนับรวมฉัน เบน และชายที่ตามหลังมาอีกคนหนึ่งก็นับได้รวมเป็นสิบสามคน โชคดีที่เรือสำเภาจมลงมากจนดาดฟ้าเรือไม่สูงจากระดับน้ำทะเลมากนัก ฉันจึงสามารถกระโดดลงไปอยู่บนเรือเล็กได้สะดวก แต่ปัญหาคือต้องรีบพายเรือเล็กออกไปให้ห่างเรือสำเภาลำใหญ่ก่อนที่มันจะจมและดูดเรือเล็กของเราให้เอียงกระเท่เร่จมตามลงไปด้วย

พวกลูกเรือทั้งสิบคนช่วยกันเร่งพายเรือเล็กให้ออกห่างจากเรือสำเภาที่กำลังจมลง แรงกระเพื่อมของน้ำทะเลที่ดูดเรือสำเภาจมลงไปเกือบคว่ำเรือเล็กของเราได้ แต่โชคดียังมีอยู่ เรือเล็กรอดจากแรงดูดของน้ำได้ในที่สุด

เย็นวันนั้น ฉันรอดชีวิตจากการจมของเรือสำเภาลำใหญ่มาได้ แต่ฉันก็ต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บในทะเลยามค่ำคืนอันโหดร้าย บาดแผลของฉันเหมือนมีเข็มนับพันทิ่มตำอยู่ข้างในทุกครั้งที่ลมทะเลพัดกระพือเข้ามาปะทะร่างกาย

ลูกเรือผลัดกันเป่าแตรเขาสัตว์เป็นสัญญาณให้เรือใหญ่ที่อาจอยู่ใกล้ ๆ ได้ยิน เมื่อผ่านไปหนึ่งคืนก็ยังไร้ซึ่งวี่แวว กระทั่งกลางดึกในคืนต่อมา สายตาของฉันที่กำลังพร่ามัวก็เห็นแสงไฟดวงเล็ก ๆ มาจากที่ไกล ๆ ส่องกระทบเข้ามา ความหวังของฉันยังมีอยู่...แสงที่เห็นนั่นค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น ๆ และท้ายสุดจึงได้เห็นว่าเป็นเรือสำเภาลำใหญ่ก่อนที่ฉันจะหมดสติลงไปอีกครั้ง


------------------------------------------------------------------

‘เฮ้...เขายังไม่ตาย’ เสียงหนึ่งดังขึ้นปลุกฉันให้รู้สึกตัวท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น

‘เด็กนี่ยังมีชีวิตอยู่...แต่เรือพวกอังกฤษแล่นไปโน่นแล้ว และฉันไม่อยากไปยุ่งกับพวกนั้นอีก ขืนแล่นตามไป อาจถูกเข้าใจผิดว่าพวกเราเปลี่ยนใจคิดจะแย่งเรือสินค้าของพวกนั้น’ อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้ ๆ ตัวฉัน ...ภาษาดัทช์ที่เขาพูดทำให้ฉันต้องรีบเปิดเปลือกตาขึ้นทันที ‘เฮ้ย...ลืมตาแล้ว’

‘พวกคุณ...เป็นใคร’ ฉันถาม รู้ตัวว่าเสียงแหบพร่า ภาพรอบตัวที่เห็นทำให้รู้ว่ากำลังนอนอยู่บนดาดฟ้าของเรือสำเภาลำใหญ่ลำหนึ่งในเวลาตกเย็นมากแล้ว

‘โชคร้ายหน่อยนะน้องชาย...ถึงแม้แกจะรอด แต่ฉันคงไม่แล่นเรือไปส่งแกที่เรือพวกอังกฤษนั่น’

‘เบน...เบนอยู่ไหน’ ฉันสอดส่ายสายตามองหาชายคนนั้น...คนที่จะเป็นพ่อของสร้อยในอนาคต

‘แกคงหมายถึงผู้ชายที่สลบไปเพราะพิษไข้คนนั้น เขาถูกทหารอังกฤษพาตัวกลับไปแล้ว’

‘พวกคุณเป็นใคร’ ฉันถามซ้ำเพื่อฟังคำตอบที่ยังไม่ได้รับขณะพยายามลุกขึ้นนั่งด้วยความออนล้า ริมฝีปากของฉันแห้งผากจนต้องใช้นิ้วเลียให้ความชุ่มชื้นก่อนจะรู้สึกแสบเพราะผิวปากนั้นแห้งแตกเป็นแผล แต่แม้ไม่ได้รับคำตอบจากใครในเวลาต่อมา ธงตรงหัวเรือทำให้ฉันรับรู้ได้เองว่าฉันกำลังอยู่บนเรือของ วี.โอ.ซี. หรือ บริษัทอินเดียตะวันออกของดัทช์นั่นเอง ‘เรือลำนี้กำลังจะไปไหน’

‘เรากำลังไปปัตตาเวีย’ ใครคนหนึ่งให้คำตอบ

‘ปัตตาเวีย’ ฉันทวนชื่อนั้นพลางนึกถึงดินแดนที่เคยเป็นเมืองท่าและที่ทำการสถานีการค้าอันใหญ่โตของฮอนแลนด์ หรือ เนเธอร์แลนด์ในสมัยคริตส์ศตวรรษที่ ๑๗...ปัตตาเวียก็คือกรุงจาการ์ตาของประเทศอินโดนีเซียในเวลาต่อมานั่นเอง ‘ฉันขอไปกับเรือลำนี้ด้วย....ได้โปรด ฉันยินดีเป็นเด็กรับใช้บนเรือนี้’

‘แกจะทำประโยชน์อะไรได้...เป็นเด็กผู้ชายผอมแห้งแบบนี้...สู้ขายให้เรือลำอื่นไปดีกว่า’ ใครคนหนึ่งพูดเสียงกร้าว

‘ฉันทำงานในครัวได้’ ฉันรีบบอกก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ทัน ‘อีกอย่าง...ฉันเป็นชาวดัทช์...ฉันจึงพูดภาษาดัทช์ได้ไงเล่า...พวกอังกฤษเพียงจับฉันไปเป็นทาสบนเรือ...ได้โปรดเห็นใจฉันด้วย’

ฉันแต่งเรื่องเพื่อหวังว่าจะได้เดินทางไปกับเรือลำนี้ด้วย...เป้าหมายในใจของฉันคือหาทางไปที่สิงหลา ซึ่งคงห่างไปจากปัตตาเวียมากพอสมควร และฉันก็ต้องหาทางเดินทางต่อไปยังสิงหลาหลังจากไปถึงปัตตาเวียแล้ว 

‘ถ้าอย่างนั้น...ก็ให้ทำงานเป็นทาสในครัว’ เสียงชายคนหนึ่งบอกในที่สุด ‘คนครัวเพิ่งจะตายไปเมื่อวาน ศพยังค้างเติ่งอยู่ในนั้น ให้ใครโยนทิ้งลงทะเลด้วย’

แม้จะรู้สึกขนพองสยองเกล้าแต่ฉันก็ต้องทำใจดีสู้เสือเดินประคองร่างตามชายคนหนึ่งเข้าไปในครัวซึ่งอยู่ด้านท้ายเรือ และทันได้เห็นชายสองคนกำลังแบกศพ ๆหนึ่งออกมาจากครัวพอดี

‘แกโชคดีมากที่ท่านเมอเตอัสให้ความเมตตา...แต่ถ้าแกทำงานครัวไม่ได้ตามที่แกโม้ไว้ล่ะก็...แกได้กลายเป็นอาหารปลาอีกคนแน่’ ชายคนที่เดินนำฉันมาที่ครัวเริ่มขู่ด้วยแววตาเพ่งพิจารณา ‘เริ่มลงมือทำอาหารเข้า...พวกลูกเรือคงกำลังหิว เรากินแต่ขนมปังแข็ง ๆ ชื้น ๆ มาสามมื้อแล้ว’

‘เมอเตอัส’ ฉันทวนชื่อ...แม้จะได้ยินชื่อนี้เพียงไม่กี่ครั้งตอนอยู่ที่สิงหลา แต่ฉันจำได้ว่านั่นคือชื่อพี่ชายของมะเตโอส ฉันจึงลองเสี่ยงพูดชื่อเต็มของเขาออกไปอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ‘เมอเตอัส ฟาน เมอเตส’

‘แกรู้จักฉันได้อย่างไร’ คราวนี้เสียงเจ้าของชื่อดังมาจากประตูห้องครัว สองตาของเขาเหล่มองฉันอย่างระแวดระวัง

‘โอ้...ท่านเป็นคนมีชื่อเสียงไม่ใช่หรือ เด็กในหมู่บ้านของฉัน รู้จักตระกูลฟาน เมอเตส โดยเฉพาะท่านนั้น สาว ๆ เลื่องลือว่าหล่อที่สุด’ ฉันเริ่มใช้วิชาของเจฟมาช่วยเอาตัวรอด นั่นคือการแต่งเรื่องให้สมจริงและป้อนคำป้อยอพอให้คนฟังหัวใจพองโต...แต่ฉันก็ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ถามว่าหมู่บ้านที่ว่านั่นคือหมู่บ้านอะไร

‘แกชื่ออะไร มาอยู่กับพวกพ่อค้าอังกฤษได้อย่างไร’ เมอเตอัสถามเป็นชุด แต่ฉันสัมผัสได้ว่าเสียงนั้นออนโยนลงแล้ว

‘ฉันชื่อ...’ ฉันพยายามนึกชื่อของชาวดัทช์ ‘เฟอลิต ฟาน ฟลิต’

ฉันแอบขโมยนามสกุลของพ่อค้าชาวดัทช์ซึ่งตามประวัติศาสตร์เคยเดินเรือไปค้าขายที่อยุธยามาใช้เพื่อเอาตัวรอด

‘คุ้น ๆ เหมือนจะเคยได้ยินนามสกุลฟาน ฟลิตมาก่อน...แล้วทำไมแกมาอยู่กับพวกพ่อค้าอังกฤษ’

‘เรือที่ฉันทำงานเป็นเด็กในครัวถูกพวกโจรสลัดปล้น ฉันถูกจับเป็นเชลย มีเรือทหารอังกฤษมาจับพวกโจรสลัดได้ ฉันจึงรอดมาด้วย และยอมเป็นทาสบนเรือพ่อค้าอังกฤษ’

‘แกคงเป็นคนบนเรือของกัปตันนาสลาที่ถูกโจรสลัดปล้นไปเมื่อหลายเดือนก่อนใช่ไหม’ เขาถามเข้าทางจนได้ ฉันจึงรีบพยักหน้าตอบรับ ‘พวกโจรสลัดนั่นร้ายกาจมาก ได้ข่าวว่ากัปตันและพวกลูกเรือถูกฆ่าหมด ไม่น่าเชื่อว่าแกจะรอดมาได้’

‘ฉันซ่อนตัวอยู่ในลังไม้เก็บเครื่องเทศจึงรอดมาได้กระทั่งพวกทหารอังกฤษเข้าจู่โจมพวกโจรสลัดในสามวันหลังจากนั้น’ ฉันแต่งเรื่องเหลือเชื่อต่อไป ’ก่อนจะถูกส่งตัวให้เป็นทาสของพ่อค้าอังกฤษ’

‘อืม...พอเรือพ่อค้าอังกฤษนั่นล่ม แกก็โชคดีที่รอดมาได้จนกระทั่งมาเจอเรือฉันเข้า...พวกทหารอังกฤษที่มาจู่โจมเรือฉันต้องการตัวพวกพ่อค้าอังกฤษและลูกเรือกลับไป แต่เขาคิดว่าแกตายไปแล้ว จึงไม่ได้นำตัวกลับไปด้วย’

‘เบน...พ่อค้าอังกฤษเป็นอย่างไรบ้าง’

‘ชายคนนั้นป่วยหนักด้วยพิษไข้ ตัวร้อนจ้านอนสลึมสลือไม่ค่อยได้สติ พวกทหารอังกฤษจึงรีบนำตัวไปก่อนเป็นคนแรก’

ฉันจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมเบนจึงไม่พาฉันขึ้นเรือไปกับเขาด้วย เพราะเขาไม่น่าจะยอมทิ้งน้องสาวให้อยู่บนเรือลำนี้แน่หากเขาไม่ได้ป่วยหนักจนไม่ได้สติขนาดนั้น

‘ท่าน...ท่านกำลังมุ่งหน้าไปปัตตาเวีย...อีกนานไหมกว่าจะถึงที่นั่น’

‘น่าจะอีกสี่หรือห้าเดือน...ราว ๆ นั้น   ถ้าไม่เจอพายุกลางทะเลเสียก่อน’ เขาตอบก่อนจะถามต่อ ‘ทำไมล่ะ’

‘ท่านรู้จักเมืองสิงหลาหรือเปล่า...สิงหลา’

‘สิงหลา...เมืองท่าที่อยู่เลยไปจากปัตตาเวียน่ะหรือ...พ่อของฉันไปเป็นผู้แทนการค้าอยู่ที่นั่น และบางทีเที่ยวนี้ฉันอาจต้องเดินเรือไปหาเขาที่นั่นด้วย...แต่เอาล่ะ...ฉันมีเรื่องจะถามเพียงแค่นี้...แม้เหมือนว่าจะถูกแกถามซะมากกว่า...เร่งทำอาหารเร็วเข้าล่ะ...ฉันหิวเต็มที’ เขาสั่งเสียงเข้มก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากห้องครัว ฉันสังเกตเห็นท่าทางการเดินของเขาซึ่งดูเหมือนว่าเท้าขวาจะเขย่ง ๆ ผิดปกติ และเขาส่งเสียงผิวปากดังกลับเข้ามาอย่างคนอารมณ์ดี

ฉันรู้สึกขนหัวลุกเมื่อนึกถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับพี่ชายของมะเตโอสได้...เมอเตอัสเป็นสามีของเพนนี แต่กลับต้องตายเพราะเพนนีหนีการแต่งงาน

‘ว่าแต่ตอนนี้เพนนีอยู่ที่ไหนกันล่ะ’ ฉันแอบคิดถึงผู้หญิงคนนั้นขณะคลำหาสร้อยที่คอเพราะเกรงว่ามันอาจถูกใครสักคนยึดไปแล้ว แต่โชคดีเมื่อพบว่ามันยังคล้องอยู่ที่คอของฉัน...แต่แล้วต่อมาก็นึกขึ้นได้ว่า...สร้อยเส้นนี้เป็นของเบน เขาหยิบเอาเส้นของฉันไป...เราสลับสร้อยกันอยู่

 

* * * * * * * * * * * * * *




Create Date : 10 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2556 18:55:41 น. 9 comments
Counter : 781 Pageviews.

 
แวะมาเยี่ยมในวันหยุด...สวัสดีครับ

มาติดตามงานเขียนเรือสินค้าด้วยครับ

โหวต และไลค์ส่งกำลังใจไปให้จขบ.ด้วยนะครับ

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
~My Birthday is on April 14~ Literature Blog ดู Blog


และได้กดติดตามบล็อกด้วยครับ


โดย: **mp5** วันที่: 10 พฤศจิกายน 2556 เวลา:14:57:51 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแกะ
แวะมาอ่านสิงหลาต่อ
เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่อย่างมีความสุขนะคะ
โหวตให้กำลังใจ

~My Birthday is on April 14~ Literature Blog

~


โดย: pantawan วันที่: 10 พฤศจิกายน 2556 เวลา:22:22:03 น.  

 
ตามมาผจญภัยด้วยคนก๊าบป๋ม กระโดดลงเรือสินค้าตามไปด้วยคะ



บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต

~My Birthday is on April 14~ Literature Blog ดู Blog


โดย: au_jean วันที่: 11 พฤศจิกายน 2556 เวลา:11:59:53 น.  

 
ขอบคุณนะคะคุณแกะที่แวะไปหากัน

มาทักทายแบบเมารีกับอุ๊ก็ได้นะ ถ้าเรามีโอกาสได้เจอกัน อิอิ เกรงว่าจะเขิลอายกันทั้งคู่


โดย: au_jean วันที่: 12 พฤศจิกายน 2556 เวลา:7:55:15 น.  

 
ดีค่ะ มีแรงฮึด จะได้สรรหาเรื่องมาเล่า


โดย: ยายเก๋า (ชมพร ) วันที่: 13 พฤศจิกายน 2556 เวลา:10:53:59 น.  

 
แวะมาทักทายจ้าคุณเพื่อน แบบมาเหมาเองเลยนะคะ ว่าคุณแกะเป็นเพื่อน แหะๆๆ อย่าถือสาคนบ้าเลยน๊า

เทคแคร์นะจ๊ะ รออ่านตอนต่อไป


โดย: au_jean วันที่: 14 พฤศจิกายน 2556 เวลา:8:06:58 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแกะ
แวะมาเยี่ยม
ทำงานด้วยความสุขค่ะ



โดย: pantawan วันที่: 14 พฤศจิกายน 2556 เวลา:13:03:24 น.  

 
ก่อนอื่น ขอขำก่อนน๊า อิอิ จริงๆด้วยอ่ะ แอบกินเนื้อเพื่อนเข้าไปสักงั้น ก็เนื้อแกะที่นิวมันหาง่ายกว่าเนื้อหมูนะจ๊ะ กินเพื่อนอย่าว่ากันเนอะ

เทคแคร์มีความสุขในวันศุกร์ก๊าบป๋ม


โดย: au_jean วันที่: 15 พฤศจิกายน 2556 เวลา:10:35:37 น.  

 
สวัสดียามค่ำค่ะพี่แกะ . .

มีมื้อเย็นมาฝากนะคะ



มีความสุขในวันสบายๆจ้า


โดย: กาปอมซ่า วันที่: 15 พฤศจิกายน 2556 เวลา:19:50:32 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#14


 
~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.