Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
3 พฤศจิกายน 2556
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๓ ทะเลสีดำ

 
ทะเลสีดำ


‘นี่ไง...โดลอฟ...อยากเจอไม่ใช่เหรอ’

เสียงโธมัสดังเหี้ยมเกรียมมาจากด้านหลังขณะที่ผลักฉันเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่งอยู่ท้ายสุดของชั้นสองซึ่งเป็นใต้ชั้นดาดฟ้า โดลอฟนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นห้องในสภาพถูกมัดมือมัดเท้าและปิดปากไว้ เขานอนนิ่งไม่ไหวติงจนฉันรู้สึกใจหาย

เมื่อตอนที่อยู่บนดาดฟ้า โธมัสมีท่าทีนิ่งเฉยทำสีหน้าแปลกใจเมื่อฉันถามหาโดลอฟ เขาบอกว่าโดลอฟยังคุยอยู่กับนักธุรกิจสำคัญคนหนึ่ง เขาจึงขอตัวกลับขึ้นมาบนดาดฟ้าก่อนเพื่อพูดคุยกับนักธุรกิจคนอื่น ๆ โธมัสไม่ยอมบอกว่าโดลอฟคุยธุรกิจอยู่ที่ส่วนไหนของเรือ บอกเพียงว่าแยกกันตรงเคาเตอร์เครื่องดื่มชั้นล่าง ฉันแกล้งทำทีเป็นโทรศัพท์หาโดลอฟแม้จะรู้แล้วว่าสัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตบนเรือถูกตัด ฉันทำใจกล้าเดินถามคนอื่น ๆ ว่าโทรศัพท์ของใครใช้งานได้บ้างเพื่อจะได้ขอยืม มีหลายคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาลองโทรดูและต่างบอกเป็นเสียงเดียวว่าไม่มีสัญญาณ และนั่นทำให้ฉันสามารถรู้ได้ว่าใครบ้างที่ไม่ใช่คนของฝ่ายโธมัส เพราะใครก็ตามที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาลองโทรดู แสดงว่าคนนั้นไม่รู้ล่วงหน้าว่าสัญญาณถูกตัด แต่ฝ่ายของโธมัสที่รู้ล่วงหน้าย่อมไม่ลองโทรแน่ ๆ ฉันเห็นหลายคนทำสีหน้าเย้ยหยันไม่ยี่หระอะไรด้วยซ้ำไป

ฉันเคยนั่งเรือเฟอร์รี่สิบชั้นขนาดใหญ่ เดินทางไปกลับระหว่างกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และรอตเตอดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์มาแล้วหลายครั้ง ฉันคาดเดาถึงสาเหตุที่ฝ่ายของโธมัสเลือกใช้เรือเฟอร์รี่ส่วนตัวขนาดสามชั้นแทนที่จะเช่าเรือเฟอร์รี่ของบริษัทเอกชนว่านอกจากไม่มีเรือเฟอร์รี่บริการในเส้นทางนี้และการลดต้นทุนจำนวนมากแล้ว ยังเพราะพวกเขาต้องการลดความเสี่ยงในการควบคุมสถานการณ์ หากเป็นเรือของบริษัทที่มีชื่อเสียงจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจำนวนมาก ระบบการในป้องกันและรักษาความปลอดภัยสูงทั้งกล้องวงจรปิด ระบบการติดต่อสื่อสาร ซึ่งไม่มีทางที่เรือพวกนั้นจะถูกตัดสัญญาณโทรศัพท์และระบบอินเตอร์เน็ตเหมือนเรือเฟอร์รี่ส่วนตัวลำนี้ ซึ่งฉันค่อนข้างมั่นใจว่าผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยบนเรือลำนี้ร่วมมือกับฝ่ายโธมัสอย่างแน่นอน

ฉันเดินเลี่ยงผู้คนบนดาดฟ้าเพื่อลงไปชั้นล่างอีกครั้ง แต่ปรากฏว่ามีผู้ชายในชุดทีมงานบนเวทีได้มากันฉันไว้

‘คุณผู้หญิง ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง เรากำลังจะแสดงโชว์ และต้องใช้บันไดทั้งสองเป็นทางขึ้นลงของการแสดงแบบ’ ชายหนุ่มท่าทางเป็นมิตรอธิบายด้วยน้ำเสียงสุภาพ ก่อนที่จะมีใครอีกคนดันร่างฉันให้ไปยืนอยู่ตรงดาดฟ้าด้านขวาของเวที ข้าง ๆ บันไดมีทีมงานยืนกั้นทางไว้ฉันจึงต้องสงบท่าทีไว้ก่อน คิดว่าบางทีการอยู่บนดาดฟ้าเรือท่ามกลางแขกร่วมงานอาจปลอดภัยกว่าลงไปข้างล่าง และอย่างน้อยตอนนี้โดลอฟต้องยังมีชีวิตอยู่เพราะเสียงที่ได้ยินหน้าห้องน้ำนั้นบอกให้รู้ว่าฝ่ายคนร้ายจะนำตัวโดลอฟไปเกาะที่ไหนสักแห่ง

‘สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี’ เสียงพิธีกรชายบนเวทีดังขึ้นเมื่อท้องฟ้ายามราตรีมาเยือนตอนสามทุ่มต้น ๆ อากาศเริ่มหนาวจนฉันต้องกระชับเสื้อคลุมที่ทำจากขนสัตว์ให้ชิดตัวมากขึ้น กางเกงเลกกิ้งขายาวสีเนื้อในกระโปรงชุดราตรีสั้นช่วยทำให้ท่อนล่างของฉันสามารถทนทานต่อลมหนาวใกล้ชายฝั่งได้เป็นอย่างดี ‘หลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมเราจึงเลือกจัดงานครั้งนี้บนเรือซึ่งกำลังมุ่งหน้าเลียบชายฝั่งไปทางเหนือใกล้หมู่เกาะฟรีเซียนตะวันตก นั่นเพราะเราอยากให้ทุกท่านได้สัมผัสกับบรรยากาศแห่งท้องทะเลอันสวยงามยามราตรีบริเวณหมู่เกาะอันเป็นที่มาของไข่มุกธรรมชาติอันเลื่องลือในตำนาน ทะเลซึ่งเป็นต้นกำเนิดของไข่มุกเม็ดงามอันแสนบริสุทธิ์สดใส บัดนี้ขอเชิญทุกท่านพบกับแฟชั่นโชว์เครื่องประดับสุดอลังการของเรา...ไข่มุกราตรี’

ฉันไม่รู้เรื่องแฟชั่นโชว์ในงานมาก่อน บางทีอาจเป็นเพราะฉันมัวเผลอคิดไปถึงเรื่องอื่นตอนที่โดลอฟบอกก็เป็นได้ นางแบบเดินขึ้นมาบนชั้นดาดฟ้า พวกเธอเดินผ่านทางเดินซึ่งขนาบไปด้วยโต๊ะของแขกร่วมงานทั้งสองด้น เสียงปรบมือเกรียวกราวเมื่อนางแบบแต่ละคนปรากฎตัวขึ้นเพราะเครื่องประดับทองคำที่พวกเธอสวมใส่นั้นมีส่วนประกอบที่ทำจากไข่มุกขาวอันสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ สร้อยข้อมือ และต่างหู 

‘นี่คือการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างทองคำและไข่มุก โดยนักออกแบบระดับโลก และโชว์เครื่องประดับสุดอลังการที่จะนำเสนอเป็นชุดสุดท้าย ขอทุกท่านพบกับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานอันยอดเยี่ยม...เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งไข่มุกราตรี’

ฉากหลังเวทีซึ่งเป็นจอ แอล.อี.ดี. ขนาดใหญ่ปรากฏภาพเขียนหญิงสาวสวมตุ้มหูไข่มุก ซึ่งเป็นภาพเขียนสีน้ำมันที่รู้จักกันในชื่อ โมนาลิซาแห่งทางเหนือ (Mona Lisa of the North) ผลงานของโยฮันส์ เวร์เมร์ จิตกรชาวเนเธอร์แลนด์ วาดไว้ในปี ค.ศ. ๑๖๖๕ ฉันเคยได้ไปดูภาพจริงซึ่งตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์มาวริทส์เฮิส ณ กรุงเฮก เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์มาแล้ว

มีเสียงเฮดังลั่น เมื่อนายแบบผิวสีแทนร่างสูงใหญ่คนหนึ่งปรากฏกายขึ้นมาบนชั้นดาดฟ้า ฉันเห็นเขาสวมเพียงกางเกงในตัวจิ๋วสีเนื้อซึ่งกลมกลืนกับสีผิวอย่างน่าใจหาย ผมของเขาถูกรวบตึงไว้ด้านหลัง แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตากลับเป็นสร้อยคอทองคำที่เขาสวมอยู่ มันมีจี้เป็นทองคำวงกลมตรงกลางมีไข่มุกสีขาวเม็ดใหญ่ส่องแสงวาววามท่ามกลางความมืดสลัว เขายืนอยู่ใกล้ ๆ บันไดพลางทำท่าผายมือคล้ายเชื้อเชิญให้ใครตามขึ้นมา เพียงชั่วครู่ หญิงสาวผมสั้นเกรียนติดศรีษะดูสวยสง่าแปลกตาก็ปรากฏกายขึ้น ร่างบางสูงระหงส์ผิวสีแทนของเธอสวมกางเกงชั้นในสีเดียวกับผิวเพียงตัวเดียวเช่นกัน เครื่องประดับของเธอคือตุ้มหูทองคำไข่มุกสีขาว

ฉันรู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมาอย่างกระทันหัน...ทั้งเขาและเธอทำให้ฉันหวนนึกไปถึงเพนนีและเนปาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้...ใครกันนะที่ออกแบบโชว์เจ้าหญิงและเจ้าชายแห่งไข่มุกราตรีนั่น

เมื่อนายแบบนางแบบทั้งสองเริ่มออกเดิน ไฟบนดาดฟ้าเรือก็ดับลง มีเพียงแสงจันทร์ครึ่งดวงบนท้องฟ้าเท่านั้นที่ฉายแสงสลัวลงมาพร้อม ๆ กับไฟฟอลโล่สีนวลฉายไปที่นายแบบและนางแบบเท่านั้น

‘และนี่คือเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งไข่มุกราตรี ภายใต้แสงจันทร์ที่จะช่วยให้ทุกท่านซึมซับกับความงามอันเลอค่าอมตะของทองคำและความบริสุทธิ์ผุดผ่องของไข่มุก’ เสียงพิธีกรบรรยายอย่างอลังการตามมาด้วยเสียงปรบมือเกรียวกราว

หลังจากนั้น บรรดานายแบบและนางแบบคนอื่น ๆ ที่ขึ้นโชว์เครื่องประดับก่อนหน้านั้นก็ขึ้นมาบนดาดฟ้าอีกครั้งพร้อม ๆ กับนักออกแบบเครื่องประดับชุดดังกล่าว เขายืนอยู่ระหว่างเจ้าหญิงและเจ้าชายแห่งไข่มุกราตรี พวกเขาทั้งสามจับมือกันและโค้งให้ผู้ชมก่อนจะรับช่อดอกไม้จากเจ้าภาพจัดงานและเดินลงไปจากชั้นดาดฟ้า

ฉันตัดสินใจจะเดินตามพวกนั้นไป แต่กลับมีชายคนหนึ่งล็อกแขนฉันไว้ก่อนส่งเสียงกร้าวเบา ๆ ข้างหู ฉันสัมผัสได้ถึงปลายกระบอกปืนข้าวเอวด้านซ้าย ความมืดสลัวคงทำให้แขกคนอื่น ๆ ไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับฉัน

‘ฉันจะพาไปหาพี่ชายของเธอ’ ฉันจำได้ว่าไม่ใช่เสียงโธมัส คนที่ประชิดหลังฉันไว้ขู่ซ้ำหลังจากนั้น ‘อย่าคิดร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ ถ้าไม่อยากให้โดลอฟตาย เดินตามกลุ่มแฟชั่นโชว์ลงไป เร็วเข้า’

และฉันก็ได้พบกับโดลอฟตามที่เขาบอกไว้โดยมีโธมัสเดินตามมาติด ๆ คนของโธมัสจัดการเอาผ้ามาปิดปากฉันอย่างแน่น มัดเท้า และมัดมือไพล่หลังไว้ หลังจากนั้น ไม่น่าจะเกินสามนาที ชายเจ้าภาพงานปาร์ตี้ก็ถูกนำตัวเข้ามาในห้องด้วย เขาถูกจับมัดมือมัดเท้าและปิดปากเช่นเดียวกันกับฉัน ซึ่งนั่นแสดงว่าเจ้าของงานวันนี้ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือด้วย

คนที่ฉันหวังว่าจะให้ความช่วยเหลือเราได้คือเด็กสาวคนหนึ่ง ตอนที่ฉันทำทีเป็นขอให้เธอช่วยลองโทรศัพท์นั้น เธอช่วยโทรให้หลายครั้ง เมื่อแน่ใจว่าเครื่องของเธอไม่มีสัญญาณเธอยังใจดีเรียกให้ผู้หญิงคนหนึ่งมาเพื่อขอยืมโทรศัพท์ ระหว่างนั้นฉันขอโทรศัพท์ของเด็กสาวมาโดยบอกว่าขอลองโทรเอง แต่ตอนส่งคืนฉันสับเปลี่ยนเครื่องของฉันให้แทน และสาเหตุที่ฉันเลือกเธอคนนั้น เพราะเราบังเอิญใช้เครื่องสมาร์ทโฟนยี่ห้อ สี และแคสใสแบบเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน ฉันพิมพ์ข้อความไว้แล้วตอนที่อยู่ให้องน้ำและหวังเป็นที่สุดว่าเธอจะได้อ่านมันทันเวลา

‘มีแต่คนอยากเจอแก...โดลอฟ ฉันเลยพามาพบแกไงเล่า’ โธมัสนั่งยอง ๆ ลงพูดข้าง ๆ หูของโดลอฟทั้งที่ฝ่ายนั้นยังนอนนิ่งไม่ไหวติง

มีคนเข้ามาในห้องอีก และเสียงพูดภาษาอังกฤษแบบแปร่ง ๆ ที่ฉันเคยได้ยินตอนอยู่ในห้องน้ำก็ดังขึ้น

‘ทำให้พวกเขาสลบ ใกล้ถึงเวลาแล้ว’

เมื่อมีผ้าเย็น ๆ มาโปะลงบนจมูก ไม่นานนักฉันก็สลบไป รู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้อง ๆหนึ่งท่ามกลางแสงสลัวของไฟสีส้มในห้องนั้นเพียงลำพัง

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แต่จากสภาพพื้นที่ไหวเอนโคลงเคลงอยู่บ้างก็พอจะเดาได้ว่าต้องอยู่ในเรือแน่ ๆ ข้อเท้าและมือของฉันยังถูกมัดไพล่หลังไว้ แต่อย่างน้อยฉันก็คิดว่ายังมีความหวังเพราะพวกนั้นไม่ได้ถอดรองเท้าของฉันทิ้งไป ฉันสลัดรองเท้าออก ก่อนจะนอนตะแคงกับพื้น ตวัดสองเท้าขึ้นไปหาสองมือที่ถูกมัดอยู่ และในที่สุดฉันก็สามารถแก้เชือกที่ผูกขาไว้ได้ คราวนี้ก็เหลือเชือกที่มัดสองมือไพล่หลังไว้ ฉันหยิบรองเท้าข้างหนึ่งเพื่อปลดล็อกส้นสูงปลายแหลมออกจากตัวรองเท้า มันเป็นรองเท้าที่โดลอฟสั่งทำพิเศษสำหรับให้เป็นของขวัญวันเกิดกับฉันในปีที่ผ่านมา เขารู้ว่าฉันชอบสะสมข้าวของเครื่องใช้ที่สามารถดัดแปลงเป็นอาวุธป้องกันตัวได้แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นักก็ตาม

ฉันใช้มือซ้ายดึงปลอกมีดที่ดูเหมือนส้นรองเท้านั้นออก มือขวาจับด้ามถือไว้และต้องใช้ความอดทนพอสมควรในการตัดเชือกที่มัดข้อมือ เพราะไม่ทันใจฉันเอาเสียเลย แต่ในที่สุดมือของฉันก็เป็นอิสะจากเชือกที่พันธนาการอยู่

ห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่ฉันถูกขังไว้นั้นมีขนาดเล็กไม่น่าจะเกินสิบตารางเมตร ที่ประตูเหล็กมีรูเล็ก ๆ สำหรับใช้มองออกไป แสงสว่างจากหลอดไฟด้านนอกทำให้ฉันเห็นว่ามีผู้ชายศรีษะล้านผิวดำปี๋ร่างสูงใหญ่คนหนึ่งยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูห้องตรงข้าม ที่เอวของเขามีปืนเหน็บอยู่  ฉันแกะมีดสั้นออกจากรองเท้าอีกข้างและถือไว้ด้วยสองมือ คิดว่าอาจเป็นโดลอฟหรือไม่ก็เจ้าของงานปาร์ตี้ที่ถูกขังอยู่ในห้องนั้น

มีเสียงฝีเท้าของคนหลายคนกำลังมาจากทางเดินด้านขวาของประตู ฉันตัดสินใจนั่งลงใช้เชือกมัดข้อเท้าไว้หลวม ๆ และพันเชือกที่ข้อมือไพล่หลังไว้ให้ดูเหมือนว่ายังถูกมัดไว้เหมือนเดิม ฉันนอนตะแคงหันหน้าไปทางประตูแต่ทำทีเป็นหลับอยู่

‘อีกไม่นานจะถึงที่หมาย ใครสักคนนำผู้หญิงคนนี้ไปใส่ในตู้คอนเทนเนอร์ เร็วเข้า ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมพวกนั้นจึงเปลี่ยนแผนให้นำตัวผู้หญิงคนนี้มาด้วย’ เสียงภาษาอังกฤษแปร่ง ๆ ของชายผู้สั่งการเสียงเหี้ยมทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุก ‘พวกที่เหลือ ตามฉันไปแบกผู้ชายอีกสองคนที่อยู่ห้องโน้น’


ฉันถูกชายคนหนึ่งอุ้มขึ้นพาดบ่าในลักษณะศรีษะและลำตัวห้อยอยู่ด้านหลังของเขา มือทั้งสองของฉันกำมีดสั้นปลายแหลมที่ซ่อนไว้แน่นเพื่อรอโอกาส ฉันแอบลืมตาขวาขึ้นดูเหตุการณ์ ปลายหางตาเห็นว่าคนจำนวนหนึ่งกำลังเปิดประตูห้องที่อยู่เยื้องกับห้องที่ขังฉันไว้ 

มีเสียงวิ่งโครมครามมาตามทางเดินบนพื้นซึ่งเป็นเหล็กหนาก่อนจะได้ยินเสียงตะโกนอยู่ไม่ไกล

‘มีเรือเร็วหลายลำตามเรือของพวกเรามาใกล้มากแล้ว’ เสียงชายคนนั้นฟังดูสั่น ๆ หายใจติดขัดพอสมควร

‘อะไร...ก็พวกนั้นไล่ตามเรือที่พวกเราล่อไปทางทะเลเหนือแล้วไม่ใช่หรือ ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีสัญญาณว่ามีเรือลำอื่นเข้าใกล้เราเลย’ เสียงชายคนหนึ่งพูดเหมือนคนลิ้นเต็มปาก ‘รีบเอาทั้งสามคนนี่ไปไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ แล้วบอกพวกเราทุกคนให้ทำตัวตามปกติ ถ้านั่นเป็นเรือทหารก็ให้นิ่งเฉยไว้’

ชายที่อุ้มฉันไว้เริ่มออกวิ่ง ฉันเปิดตาทั้งสองข้างขึ้นมาแล้วเพื่อเตรียมพร้อม หากถูกขังไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ก็จะไม่มีทางรอดอีกเพราะใครก็ตามที่มาช่วยอาจหาไม่เจอก็ได้

เสียงครืดบ่งบอกว่าเป็นเสียงเปิดตู้คอนเทนเนอร์ทำให้ฉันตัดสินใจดึงมือออกจากเชือกที่พันไว้อย่างหลวม ๆ และปักมีดลงไปที่แขนซ้ายของชายที่อุ้มฉันอยู่ ใช้แขนซ้ายตวัดรัดคอของเขาไว้แน่นก่อนจะเหวี่ยงพลิกตัวไปอยู่ด้านหลังของเขาอย่างรวดเร็ว และนั่นเป็นช่วงที่ฉันเริ่มได้ยินเสียงปืนดังรัวดังขึ้นไม่ไกล...คงมีการยิงต่อสู้กันแล้ว

ชายร่างใหญ่ล้มหงายตัวลงหลังจากที่ฉันแย่งปืนที่เหน็บอยู่ตรงเอวด้านขวาของเขามาได้ ชายร่างใหญ่หน้าตาเหยเกขณะเอามือขวากุมไหล่ซ้ายที่ถูกแทง มีดสั้นของฉันยังปักอยู่ที่ต้นแขน แต่เขาก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและเดินจังก้าเข้าหาฉันทำท่าเหมือนจะชักปืนออกมาจากซองพกที่เอวขวา...แต่ต่อมาเขาคงรู้ตัวเมื่อฉันตะโกนบอก

‘ปืนอยู่นี่...แต่เอาลูกมันคืนไปก่อนดีไหม’ ฉันยิงไปที่ขาของเขา ฉันได้ฝึกซ้อมยิงปืนอยู่บ้างแต่ไม่บ่อยนัก ทำให้ฝีมือในการยิงของฉันแม่นราวกับพลุ๊ค...มันพลาดไปถูกต้นขาอ่อนด้านขวาของเขา เฉียดกล่องดวงใจไปเพียงครึ่งคืบ ฉันเห็นหมอนั่นหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ

‘นังสารเลว’ เขาก่นด่า

“หน้าขาวโดยไม่ต้องฉีดกลูต้าเชียวนะแก”

ตู้คอนเทนเนอร์ข้าง ๆ ที่ฉันยืนอยู่ถูกยิงรัวขึ้น โชคดีที่ฉันม้วนตัวหลบไปอยู่ด้านหลังตู้ได้ทันเสียก่อน เมื่อลองโผล่หน้าแวบออกไปดู ตู้คอนเทนเนอร์ก็ถูกยิงกระหน่ำอีกครั้ง...ฉันคิดว่าพวกนั้นคงต้องไปฝึกยิงปืนใหม่แล้ว

ฉันยิงปืนออกไปข่มไว้เหมือนกัน แต่แล้วก็มีเสียงวิ่งมาทางด้านหลัง ฉันหันขวับไปดูพร้อมกับเหนี่ยวไก...กลายเป็นโดลอฟที่โผล่หน้ามาจากตู้คอนเทนเนอร์ที่บังตัวเขาไว้...โชคดีที่กระสุนนั่นพลาดเป้าไปไกลจากเขาพอสมควร แต่โดลอฟไม่ได้มาคนเดียว ชายคนหนึ่งมากับเขาด้วย แม้เพียงปราดเดียวฉันก็จำได้ว่าเขาคือนายแบบผิวสีแทนที่นุ่งเพียงกางเกงในตัวจิ๋วเท่านั้น แต่คราวนี้ในมือของเขามีปืน ฉันจึงเล็งปืนไปที่เขาทันที

‘อย่ายิง...เขาจะช่วยเรา’ โดลอฟยกมือขึ้นห้ามก่อนที่ชายคนนั้นผลักเขาเข้าไปหลังตู้และเล็งปืนมาทางฉัน

‘ก้มลงเร็ว’ ฉันได้ยินนายแบบตะโกนบอก...เสียงฝีเท้าด้านหลังทำให้ฉันรีบทำตามทันที เสียงปืนดังขึ้นหลายนัดอยู่เหนือศรีษะของฉัน เมื่อเสียงเงียบลงฉันหันไปดูด้านหลังพบชายสามคนนอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น ฉันรีบวิ่งไปหาโดลอฟทันที

“พี่บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า” ฉันถามด้วยความเป็นห่วง 

“ถูกยิงที่ขา...แต่เขามาช่วยพี่ไว้ได้ทัน” โดลอฟบอกขณะพยักพยิดหน้าไปทางนายแบบจอมบู๊ที่กำลังวิ่งเข้ามาหาพวกเรา

‘เข้าไปหลบในตู้คอนเทนเนอร์จนกว่าจะปลอดภัย’ นายแบบหนุ่มออกคำสั่งรัวเร็ว แสงไฟสว่างจ้าบนเสาข้างเรือทำให้ฉันเห็นหน้าของเขาอย่างแจ่มชัด...แม้ผิวของเขาจะเป็นสีแทนเข้ม แต่หน้าตาของเขานั้นทำให้ฉันต้องอ้าปากค้าง

“เนปา....เอ่อ....ดิน” เสียงของฉันดังลั่นขณะผงะสะดุ้ง...ตอนเขาเดินแบบอยู่ที่งานปาร์ตี้บนดาดฟ้าเรือนั้นแสงสลัวทำให้ฉันเห็นหน้าของเขาไม่ชัดนักและใจฉันก็มัวแต่จดจ่ออยู่กับการหายไปของโดลอฟ...ตอนนี้ฉันสังเกตเห็นว่าแขนของเขามีลายกระดำกระด่างคล้ายสีแทนเข้มที่เคลือบผิวจริงของเขาไว้นั้นกำลังหลุดลอก

เขาผงะถอยหลังไปอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน

“คุณ...เราเคยพบกัน...ที่...สะพานสกินนี” เขาพูดกลับมาด้วยภาษาไทย

แต่หลังจากนั้น เสียงปืนที่รัวดังกระหน่ำอยู่ไม่ไกลนักก็ไม่เปิดโอกาสให้เราพูดคุยเรื่องอื่นได้นอกจากการหาทางเอาตัวรอดก่อนเป็นอันดับแรก

‘เข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์...หลบอยู่จนกว่าจะปลอดภัย’ เขาหันไปพูดภาษาอังกฤษกับโดลอฟก่อนจะวิ่งนำอ้อมไปทางด้านหน้าของตู้คอนเทนเนอร์

‘แต่...’ ฉันลังเลใจที่จะทำตามคำสั่งนั้น

‘พวกเราที่มาช่วยเป็นกองกำลังทหารเรือแห่งสหภาพยุโรป’ ดินบอกเสียงเข้ม ฉันจึงค่อนข้างมั่นใจว่าเขาต้องปลอมตัวเป็นนายแบบมาเพื่อทำภารกิจบางอย่างแน่ ๆ แม้จะยังแปลกใจว่าทำไมเขาจึงไม่หาเสื้อผ้ามาสวมให้เรียบร้อยเสียที

ประตูตู้คอนเทนเนอร์ถูกปิดลงแล้ว ฉันใช้เนคไทด์ของโดลอฟรัดพันปิดบาดแผลที่ขาให้เขา

“พี่ขอโทษ...แก้ว‘ โดลอฟพูดเสียงเบาหวิวจนฉันใจหาย “พี่ทำให้แก้วเดือดร้อนเพราะไว้ใจเพื่อนมากเกินไป”

“ไม่เป็นไรหรอก...แก้วดีใจที่มาอยู่ที่นี่กับพี่ด้วย...เราต้องรอด” ฉันพูดพลางภาวนาในใจขอให้เป็นอย่างนั้น

เสียงปืนยังดังมาจากด้านนอกไกล ๆ แต่ไม่นานต่อมาก็เงียบลง สักพักประตูตู้คอนเทนเนอร์ก็ถูกเปิดออก

--------------------------------------------------------

‘โชคดีที่พวกคุณปลอดภัย’ ดินบอกหลังจากพาฉันกับโดลอฟออกมาจากตู้คอนเทนเนอร์ โดลอฟได้รับการปฐมพยาบาลเรียบร้อยทำให้ฉันใจชื้นขึ้นมาก ‘ว่าแต่ใครก็ได้ช่วยหาเสื้อผ้าให้ฉันที...อุจาดตาตัวเองเต็มทน’

มีเสียงหัวเราะกราวและเสียงผิวปากของบรรดาทหารที่อยู่ในห้องนั้นก่อนที่ใครคนหนึ่งจะโยนเสื้อผ้าให้เขา

‘ฉันเจอที่ห้องข้าง ๆ น่าจะใช้ได้’ ทหารคนหนึ่งพูดขึ้น ‘สงสัยจริงว่าปกติโจรสลัดโซมาเลียไม่เคยกล้าเข้าไปปล้นเรือเฟอร์รี่ส่วนตัวตามชายฝั่ง ทำไมคราวนี้อุกอาจผิดปกติ’

‘พวกนั้นเป็นแค่โจรรับจ้างธรรมดา ไม่ใช่โจรสลัดโซมาเลียอย่างที่เราคิดในตอนแรก ไม่อย่างนั้น คงไม่เปลี่ยนเรือและขับย้อนกลับไปอังกฤษ แค่วางแผนทำให้ดูเหมือนเป็นผลงานของพวกโจรสลัดโซมาเลียเท่านั้น’ ดินบอกขณะสวมเสื้อผ้า

ฉันแอบมองดินสวมเสื้อกล้ามสีดำและกางเกงยีนส์เก่าซีดขาดวิ่นหลายจุดที่ใครคนหนึ่งโยนให้ เมื่อเห็นเขาหันมาสบตา ฉันก็เลยต้องรีบหลบ

“ว่าแต่...คุณกับผม...ออกไปคุยกันข้างนอกหน่อยได้มั้ย” เขาหันมาพูดภาษาไทยกับฉัน

ชายร่างสูงกำยำเดินนำฉันออกมาคุยที่ดาดฟ้าเรือบริเวณหัวเรือ ผมของเขาไม่ถูกมัดรวบตึงเหมือนตอนเดินแบบแล้ว เขาหันมามองจ้องหน้าฉันนิ่งทันทีที่ฉันเดินไปหยุดอยู่ใกล้ ๆ

“คุณเป็นใคร...วันนั้นผมวิ่งกลับไปหาคุณที่สะพานแต่ไม่เจอ” ดินเริ่มพูดออกมาในที่สุด “แต่คุณ...ดูคุ้นตามาก...คล้ายใครคนหนึ่งที่ผมเคยรู้จัก...นานมาแล้ว...กว่าสิบปี...แต่คงเป็นไปไม่ได้”

“ทำไมถึงเป็นไปไม่ได้ล่ะ” ใจของฉันเต้นโครมครามขณะถามออกไป

“เพราะ...เธอตายไปแล้ว...เมื่อสิบสี่ปีก่อน”

“แต่ความจริง...แก้วยังไม่ตาย” ฉันโพล่งออกไปในที่สุด “และฉันก็คือแก้ว...ที่เคยช่วยคุณไว้ไม่ให้ถูกเพื่อนแกล้งในห้องน้ำไงล่ะ”

ฉันดีใจที่เห็นดวงตาของเขาเบิกโพลง รอยยิ้มกว้างโชว์เขี้ยวตรงมุมปากนั้นทำให้ฉันอดหวนคิดไปถึงช่วงเวลาที่ยืนดูโคมลอยสมัยสิงหลากับเนปาในคืนเข้าสู่วันปีใหม่...แต่ดินตอนนี้คงไม่ใช่เนปาแน่ ๆ

“แต่...ผมไปงานศพของแก้ว” หลังจากนั้นแววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความสงสัย ครุ่นคิด คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่น...น่าแปลกที่ฉันกลับยิ้มมีความสุขที่ได้เห็นดวงหน้าเคร่งเครียดนั้น “ว่าแต่...คุณร้องไห้ทำไม”

คำตอบของฉันคือการโผเข้าไปกอดเขาไว้แน่นและปล่อยโฮออกมาดังลั่นจนฉันเองยังตกใจก่อนจะค่อย ๆ ถอยตัวออกมา

“คุณ...คือแก้วจริง ๆ เหรอ”

ฉันพยักหน้าเป็นคำตอบ “เรื่องมันยาวมาก...ฉันยังไม่ตาย พ่อไม่ได้พาร่างฉันไปที่วัดหรอก เอาเป็นว่าฉันฟื้นในคืนวันนั้น”

ดินอ้าปากค้าง “เหลือเชื่อที่สุด”

คราวนี้เขากลับเป็นฝ่ายดึงร่างของฉันไปกอดเสียเอง...ฉันรับรู้ได้ว่าเป็นการกอดเพื่อแสดงความยินดี ไม่ได้มีความรู้สึกอย่างอื่นมากไปกว่านั้น เพียงชั่วครู่เราก็ถอยห่างออกจากกัน ความเงียบเข้ามาแทรกระหว่างเราในชั่วขณะก่อนที่ฉัจะสังเกตเห็นสร้อยที่เขาสวม

“นั่นสร้อยที่คุณสวมตอนเดินแบบนี่”

‘อย่าพูดเรื่องเดินแบบนั่นเลย มันเป็นการฝืนใจเป็นที่สุด แต่เพื่อภารกิจในการสอดแนม ผมจำเป็นต้องทำ’ เขาพูดเป็นภาษาอังกฤษเร็วปร๋อบอกพลางลูบสร้อยคอนั่นเบา ๆ 

‘ที่แท้ก็เป็นแก’ เสียงพูดเป็นภาษาอังกฤษของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของฉัน ‘ฉันไม่คิดว่าอยู่บนเรือนี่ แกยังมีสาว ๆ ให้คุย’ 

‘จาคอบ...คุณฟื้นแล้วหรือ’ ดิน หรือปาอัสทักกลับไป ฉันหันไปดูจึงเห็นว่าเป็นชายเจ้าภาพงานปาร์ตี้บนเรือที่ถูกจับตัวมาด้วยนั่นเอง...ฉันลืมเขาไปเสียสนิท แต่แล้วเขากลับทำให้ฉันต้องผงะเมื่อเห็นแท่งเหล็กในมือซ้ายของเขา ส่วนมือขวากำลังยกขึ้นเล็งปืนจ้องไปที่ดินอย่างรวดเร็ว

‘แกทำให้แผนของฉันพังพินาศ ฉันจะฆ่าแก’

ยังไม่ทันสิ้นคำพูดของจาคอบ ดินกระโดดผลักฉันออกมาอย่างแรง ปืนนั่นคงเป็นปืนเก็บเสียงเพราะฉันไม่ได้ยินเสียงปืนลั่นออกมาเลย แต่เลือดที่แขนขวาของดินทำให้ฉันรู้ว่าจาคอบเป็นคนร้ายจริง ๆ

‘ในเมื่อฉันต้องถูกทางการจับได้แน่ว่าเป็นคนร่วมวางแผนนี้ พวกแกก็ตายไปก่อนเถอะ’ จาคอบพูดเสียงกร้าวก่อนจะเหนี่ยวไกอีกครั้ง แต่ดินโถมเข้าหาเขาอย่างรวดเร็วและเกิดการแย่งปืนขึ้น ลูกกระสุนสองสามนัดถูกยิงปล่อยออกไปถูกเสาธงบนหัวเรือ ฉันตัดสินใจลุกขึ้นวิ่งเข้าไปเพื่อช่วยเหลือดินอีกแรงแต่แล้วก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกขวาและคล้ายมีแรงปะทะทำให้ร่างของฉันซวนเซถอยหลัง ฉันสูญเสียการทรงตัวโดยที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ รู้เพียงแต่ว่าร่างของฉันกำลังหงายหลังตกจากราวกั้นดาดฟ้าเรือ

“แก้ว...จับมือฉันไว้” เสียงดังมาจากด้านบน ดินจับข้อมือฉันไว้ทัน ฉันก้มลงดูด้านล่างเห็นผิวทะเลสีดำยามค่ำคืนอันหนาวเหน็บที่รอคอยกลืนกินร่างของฉัน...หากตกลงไป

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันตกใจมากกว่าคือเมื่อเงยหน้าขึ้นไปเห็นจาคอบเงื้อแท่งเหล็กทุบเข้าที่ศรีษะของดินเต็มแรง ทว่าข้อมือของฉันก็ยังไม่หลุดออกจากมือของดิน เขายังยื้อจับมันไว้แน่น ฉันส่งเสียงกรีดร้องเมื่อเห็นจาคอบเงื้อแท่งเหล็กตีที่ศรีษะของดินอีกครั้ง ภาพที่เห็นหลังจากนั้นคือร่างของดินร่วงพ้นจากดาดฟ้าตามฉันมาด้วย


 --------------------------------------------------------




Create Date : 03 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2556 21:01:00 น. 8 comments
Counter : 705 Pageviews.

 
แวะมาส่งกำลังใจคุณแกะก่อน
วันหลังค่อยมาอ่านนะ
ไลท์และโหวต

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
~My Birthday is on April 14~ Literature Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 5 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


โดย: pantawan วันที่: 3 พฤศจิกายน 2556 เวลา:23:48:14 น.  

 
ดีจ้าคุณแกะ สบายดีอ่ะป่าวเอ่ย
เห็นคุฯแกะชอบเขียนเรื่องราวผจญภัย ทำเอานึกว่าตัวจริง คงจะชอบท่องเที่ยวและหาประสบการณ์ใหม่ๆแน่ๆเลยคะ (น่าจะบู๊ อิอิ)



โดย: au_jean วันที่: 4 พฤศจิกายน 2556 เวลา:8:09:33 น.  

 
หมู่นี้เพื่อนบล๊อกเขียนเรื่องลงบล๊อกกันมากขึ้น โอกาสเป็นนักประพันธ์ก็มาก
คุณคนหนึ่งละที่เขียนเรื่องได้น่าสนใจ


โดย: ยายเก๋า (ชมพร ) วันที่: 5 พฤศจิกายน 2556 เวลา:11:39:37 น.  

 
แวะมาทักทายก๊าบป๋ม


โดย: au_jean วันที่: 6 พฤศจิกายน 2556 เวลา:10:15:02 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแกะ
แวะมาเยี่ยมและส่งเข้านอน
ฝันดีนะ


โดย: pantawan วันที่: 6 พฤศจิกายน 2556 เวลา:23:36:25 น.  

 
แวะมาเยี่ยมคุณแกะ
สบายดีหรือป่าว หรือไปเที่ยวไหนคะ


โดย: pantawan วันที่: 9 พฤศจิกายน 2556 เวลา:22:08:22 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณอุ๊และคุณปาน^^

ขอบคุณมากจริง ๆ ที่แวะมาทักทายกันตลอดนะคะ ช่วงนี้แกะงานเข้านิดหน่อย เลยไม่ได้อัพบล็อก
วันนี้ได้ฤกษ์อัพแล้วจ้า

ขอบคุณนะคะ


โดย: ~My Birthday is on April 14~ วันที่: 10 พฤศจิกายน 2556 เวลา:11:08:22 น.  

 
สวัสดีคุณยายเก๋าด้วยค่ะ

ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ทำให้มีแรงฮึดขึ้นมากค่ะ^^


โดย: ~My Birthday is on April 14~ วันที่: 10 พฤศจิกายน 2556 เวลา:11:45:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#14


 
~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.