Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
30 ตุลาคม 2556
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๒ กางใบ

กางใบ

 

 


ตึก ตัก ตึก ตัก ตึก ตัก....

ขณะกำลังวิ่งย้อนกลับไปตามทางเดินริมฝั่งคลองอัมสเทลโดยมีสะพานสกินนีอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลนัก ฉันได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองดังลั่นจนสามารถกลบสรรพเสียงในบริเวณนั้นไปจนหมดสิ้น ในหัวของฉันมีแต่เสียงเรียกชื่อของเขา 

“เนปา” ปากของฉันตะโกนออกไปในที่สุด เมื่อวิ่งเข้าไปใกล้มากขึ้น เป้าหมายของฉันเริ่มออกเดิน ฉันสังเกตเห็นเขาถือกล้องถ่ายรูปแบบที่มืออาชีพใช้กันและดูเหมือนกำลังมีสมาธิกับการมองหาอะไรบางอย่าง ฉันวิ่งแทรกผู้คนที่เดินอยู่ตามทางเดินริมฝั่งคลอง ลืมแม้แต่จะเอ่ยปากขอโทษคนที่ฉันวิ่งชนเข้าอย่างไม่สามารถเลี่ยงได้ หลังไว ๆ ของชายหนุ่มเจ้าของทรงผมหยักศกสีน้ำตาลอมแดงและร่างสูงทะมัดทะแมงที่อยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์สีซีดคือสิ่งที่ฉันไม่สามารถจะยอมให้คลาดสายตาไปได้

โชคดีเป็นของฉันเพราะดูเหมือนเขาจะหยุดเดินเพื่อถ่ายภาพเป็นระยะ ๆ ต่อเมื่อชายหนุ่มเดินไปหยุดอยู่บนสะพานสกินนีและเล็งกล้องถ่ายภาพไปเบื้องหน้าของเขา ฉันจึงสามารถตามเขาทันในที่สุด ทนทีที่ไปหยุดยืนอยู่ใกล้เขาคนนั้น ระยะห่างเพียงสี่ก้าว ฉันจึงร้องเรียกชื่อเนปาด้วยเสียงอันดังอีกครั้ง ทว่าชายหนุ่มร่างสูงกลับไม่หันมามองตามเสียงเรียกสักนิด

“ดิน” ฉันเรียกอีกชื่อออกไป...ใช่  ฉันคิดว่าเขาคือดิน อดีตเด็กผู้ชายที่ฉันเคยช่วยเหลือไว้ไม่ให้ถูกเพื่อน ๆ แกล้งในวัยเด็กเมื่อสิบสี่ปีที่ผ่านมา และเป็นคนที่ฉันพยายามสืบหาตัวมาตลอดเวลาแต่ไม่เคยสำเร็จเลยกระทั่งวันนี้

น้ำตาของฉันไหลพรากเมื่อร่างนั้นค่อย ๆ หันมามองตามเสียงเรียก

“ดิน...ใช่ไหม” ฉันถามออกไปเสียงเบาหวิว ดวงตาสีน้ำตาลใต้คิ้วเข้มของเขากระพริบถี่ ๆ คล้ายกำลังแปลกใจเป็นอย่างมาก แม้จะไม่มีไรหนวดเคราสั้นอยู่บนดวงหน้าเข้มแต่ทว่าฉันจำได้ไม่เคยลืมว่านั่นคือดวงหน้าของเนปา

“คุณ...เรียกผม...ว่าดิน” เขาส่งเสียงถามด้วยภาษาไทยสำเนียงแปร่ง ๆ เขี้ยวตรงมุมปากตอกย้ำให้ฉันมั่นใจมากยิ่งขึ้นเข้าไปอีก

“คุณ...รู้จักชื่อเก่าผม...ได้ยังไง”

ฉันกำลังจะอ้าปากบอกแต่มีเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน

‘ปาอัส...เร็วเข้าเถอะ’ เธอพูดด้วยภาษาดัทช์ ฉันไม่ทันสังเกตเห็นมาก่อนด้วยซ้ำว่ามีผู้หญิงผมยาวคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ เขาเช่นกัน ‘ฉันยืนอยู่ตรงนี้ รอให้คุณเดินไปถ่ายภาพมานานแล้ว ฉันรู้สึกหิวเต็มที กลับกันเถอะ คุณไม่เบื่อบ้างหรือ เรามาที่นี่บ่อย มากและคุณก็มัวแต่ถ่ายภาพวิวเดิม ๆ อยู่ได้’

เมื่อเธอยื่นมือไปคว้าแขนของชายหนุ่ม สายตาเจ้ากรรมของฉันก็เหลือบเห็นแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายของเธอคนนั้นเข้าอย่างจัง

‘รอสักครู่...ที่รัก’ เสียงจากชายหนุ่มบอกเธอคนนั้นก่อนจะหันมาพูดกับฉันด้วยภาษาไทย ‘คุณเป็นใคร...รู้จักชื่อไทยของผมสมัยเด็ก ๆ ได้ยังไง”

ฉันเชื่อในฉับพลันว่าเขาคือดินจริง ๆ แต่เขาไม่ใช่เนปาที่ฉันเคยรู้จัก...ปากของฉันแข็งค้างไม่มีเสียงหลุดรอดออกมาสักแอ่ะและน้ำตาก็เริ่มไหลบ่าลงมาอีกครั้ง ในขณะที่ผู้หญิงคนนั้นรีบลากตัวชายหนุ่มร่างสูงให้ออกเดินทันที ดวงตาของฉันพร่ามัวด้วยน้ำตาจึงไม่สามารถเห็นใบหน้าของเธอได้ชัดนัก

‘คุณไม่รู้จักเธอ...ใช่ไหม’ เสียงหญิงสาวพูดขึ้นด้วยเสียงเข้มที่แสดงออกถึงความหงุดหงิดเป็นอย่างมากเมื่อเห็นชายหนุ่มยังยืนอยู่ที่เดิม ‘ไปกันเถอะ..ปาอัส...คนอะไรมายืนร้องไห้อยู่หน้าคนรักของคนอื่น...อย่าบอกเชียวว่าคุณมีอะไรกับผู้หญิงคนนี้’

‘ไม่...คุณอย่ามาตลกร้ายน่า’ ชายหนุ่มเสียงเข้มขึ้น ‘เราจะแต่งงานกันอยู่แล้ว ผมจะไปคบกับใครอีกเล่า’

หลังจบคำพูดประโยคนั้น หญิงสาวก็ลากตัวชายหนุ่มให้เดินจากไปอย่างรวดเร็ว แม้ฉันจะเห็นว่าดินได้หันกลับมามองฉันอีกครั้งก็ตาม

“ฉัน...แก้ว” เสียงของฉันคงดังออกไปไกลแค่ปลายจมูกตัวเอง ขาของฉันแข็งทื่อยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น

‘วิ่งตามเขาไปสิ’ เสียงในหัวบอกตัวเอง ‘มัวยืนอยู่ตรงนี้ทำไม’

‘ตามไปทำไม’ ฉันถามเสียงในหัว

‘ก็ตามไปบอกเขาว่าเธอคือแก้ว’

‘ฉันควรให้ทุกอย่างเป็นแค่อดีต...ผู้หญิงคนนั้นอาจเป็นเพนนีในสมัยสิงหลาก็ได้ พวกเขารักกัน มาถึงเวลานี้...พวกเขาก็คงต้องคู่กันอยู่นั่นเอง’

“แก้ว...แก้ว” เสียงเรียกของพรทิพย์ทำให้ฉันสะดุ้ง เมื่อกลับมาเผชิญกับภาพตรงหน้าจึงเห็นเพื่อน ๆ ทั้งสามกำลังยืนหอบอยู่ “พวกเราเป็นห่วง..ก็เลยขึ้นจากเรือตามมา”

“คนขับเรือโวยวายใหญ่ คงด่าเปิงนั่นล่ะ” สุจิตตราเสริม

“ช่างเขาเถอะ..เราฟังภาษาดัทช์ไม่ออกนี่ว่าเขาด่าว่าอะไร” จิตตรียักไหล่ขณะพูด แต่ฉันเห็นว่าเธอกำลังหอบแฮ่ก ๆจนน่าสงสาร

“ฉัน...ฉันขอโทษพวกเธอทุกคน” ฉันบอกเพื่อน ๆ ด้วยความรู้สึกผิด น้ำตาของฉันยังคงไหลออกมาโดยไม่สามารถห้ามไว้ได้ มันผสมปนเประหว่างความผิดหวังต่อความจริงที่ได้รับรู้และความรู้สึกผิดต่อเพื่อนๆ

“ไม่เป็นไรนะแก้ว...พวกเราเข้าใจ” พรทิพย์บอกพลางจับมือฉันไว้แน่น “ว่าแต่...ตกลงว่า...คนนั้นใช่ดินที่เธอตามหารึเปล่า”

“ใช่...เขาคือดินจริง ๆ” ฉันตอบ รู้ตัวว่าน้ำเสียงแหบพร่า “แต่...เขาไม่ใช่คนที่ฉันตามหา”

เพื่อน ๆ ทั้งสามหันมองหน้ากันเองเลิกลัก ฉันรู้ว่าพวกเธอคงไม่เข้าใจความหมายที่ฉันพูด ฉันคิดว่าเมื่ออารมณ์และสติของฉันกลับเป็นปกติฉันจะเล่าให้พวกเธอฟังอย่างแน่นอน

‘เฮ้...คุณผู้หญิงทั้งสี่ พวกคุณลืมกระเป๋า’ เสียงชายหนุ่มซึ่งเป็นไกด์บนเรือดังมากจากด้านหลังของเพื่อนทั้งสาม เมื่อเขาเดินมาใกล้ ๆ ฉันจึงเห็นว่าในมือของเขามีกระเป๋าสะพายของฉันซึ่งคงเผลอวางทิ้งไว้บนที่นั่งตอนที่กระโดดขึ้นจากเรือ

ฉันเอ่ยขอบคุณเขาก่อนจะรับกระเป๋ามาสะพายไว้ด้วยความรู้สึกที่ยังเหม่อลอย

‘ว่าแต่พวกคุณจะไม่นั่งเรือต่อแล้วหรือ...มีอะไรให้ช่วยไหม’ ไกด์หนุ่มถามด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย

“กลับไปนั่งเรือก็ดีนะ” จิตตรีคะยั้นคะยอทันที ฉันจึงพยักหน้าเห็นด้วย เพราะหากจะเดินกลับไปที่โรงแรมก็น่าสงสารเพื่อน ๆ เพราะระยะทางอยู่อีกไกลมากพอสมควร

เมื่อกลับไปลงเรือท่ามกลางสายตาตำหนิของนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ แล้ว ฉันก็ต้องพยายามพาตัวเองกลับมาอยู่กับความเป็นจริงอีกครั้ง เพราะไม่อยากให้เพื่อน ๆ พลอยหมดสนุกไปเพราะฉันเป็นต้นเหตุ

“นี่แก้ว...พ่อหนุ่มไกด์คนนี้...น่าร๊ากกกกกกอ่ะ” จิตตรีแอบกระซิบบอกในที่สุดพลางทำตาหวานเยิ้มไปยังเป้าหมาย ฉันรู้ทันว่าจิตตรีพยายามเอ็นเตอร์เทนให้ฉันรู้สึกดีขึ้น “นี่ถ้าฉันได้เป็นนักเขียนที่โด่งดังมีชื่อเสียงขึ้นมาเมื่อไหร่ ฉันจะมาอยู่ที่นี่ นั่งเขียนนิยายอยู่ตรงริมหน้าต่างบ้านพักริมคลอง ตกเย็นก็ทำอาหารให้สามีที่เป็นไกด์นำเที่ยวสุดหล่อได้กินอย่างเอร็ดอร่อย”

“ฝันเพ้ออีกแล้วนะจิต” พรทิพย์ตีแขนคนที่กำลังเพ้อเบา ๆ “กลับไปไทยคราวนี้ ฉันจะต้องตรวจสภาพจิตเธอซะแล้ว”

“แหม...คุณหมอเอ๋เจ้าขา...เธอน่ะเป็นหมอรักษาผิวหนังนะยะ ไม่ใช่จิตแพทย์  และอีกอย่างนักเขียนอย่างฉันมีหน้าที่ต้องจินตนาการจ้ะ”

“ปล่อยให้จิตจิ้นต่อไปเถอะ...พ่อหนุ่มไกด์คนนี้ลุ้นได้อยู่...เพราะเขายังโสด...แต่อายุน้อยกว่าจิต...น่าจะประมาณห้าปีล่ะมั้ง” ฉันบอกข้อมูล “เขาชื่อฟาลิต”

“ว้าว...ใช่ฟาน ฟาลิต พ่อค้าชาวดัทช์นักบันทึกที่ไปค้าขายเมืองไทยสมัยอโยธยารึเปล่า” สุจิตราแซวขึ้น “ที่คนไทยชอบเรียกว่า วัน วลิต”

“ไม่รู้ล่ะ...อย่างน้อยฉันก็มีโอกาสอีกตั้งสองวันที่อัมสเตอร์ดัม” จิตตรีตายังหวานเยิ้ม “แก้ว...เธอต้องสอนฉันพูดภาษาดัทช์เบื้องต้นแล้วล่ะ”

“ฟาลิตพูดอังกฤษได้” ฉันเริ่มให้ความหวังแม่สาวเจ้าเนื้อ  “คนที่นี่ส่วนใหญ่พูดได้ทั้งดัทช์และอังกฤษ...ไม่น่ามีปัญหาพราะจิตก็เก่งอังกฤษนี่”

หลังจากนั้น เพื่อน ๆ ทั้งสามก็เริ่มแซวพ่อหนุ่มฟาลิตไปตลอดทาง จนเจ้าตัวทำหน้าเขินๆ อยู่พอสมควร กระทั่งไปถึงปลายทางของการเดินทางล่องเรือซึ่งอยู่ใกล้ ๆ โรงแรมที่พัก

เมื่อขึ้นจากท่าเรือ โทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายของฉันก็ดังขึ้น เสียงริงโทนเป็นเพลงการ์ตูนสุดโปรดซึ่งเจ้าของเบอร์ที่โทรมาหาฉันได้ตั้งค่าไว้ให้นั้นทำเอาฉันต้องเผลอยิ้มออกมาด้วยความดีใจก่อนจะรับสาย

“ฮัลโหล...โดลอฟ” ฉันทักทายไปยังปลายสาย “พี่มาถึงอัมสเตอร์ดัมแล้วใช่ไหม...จะมารับแก้วกับเพื่อน ๆ กี่โมง”

“พี่รออยู่ที่โรงแรมแล้ว...โทรหาหลายครั้งแต่แก้วไม่รับสาย” เสียงทุ้ม ๆ รัว ๆ เร็ว ๆ ของโดลอฟบ่งบอกให้ฉันรู้ว่าเขากำลังเป็นห่วง เขาพูดภาษาไทยได้ดีมาก แต่นั่นไม่น่าแปลกใจหรอกเพราะมีฉันเป็นครูสอนให้มานานหลายปี “พี่ออกมายืนรออยู่แถวท่าเรือ...โอ้ว...นั่นแก้วนี่”

โดลอฟวางสายไปแล้ว เมื่อหันไปมองที่จอดรถทางขวามือของท่าเรือ ฉันจึงได้เห็นชายหนุ่มผมสีทองเจ้าของร่างสูงในชุดสูทสีดำกำลังวิ่งมาหาและยิ้มร่าปากกว้างมาแต่ไกล

* * * * * * * * * * * * * *

โดลอฟเดินทางจากอังกฤษมาที่อัมสเตอร์ดัมบ่อย ๆ เพราะเขาต้องมาติดต่อธุรกิจกับบริษัทคู่ค้า อีกทั้งยังต้องตรวจงานการผลิตที่โรงงานแถวเมืองรอตเตอดัมด้วย เขาอาสาขับรถพาฉันและเพื่อน ๆ ไปเที่ยวอัมสเตอร์ดัมยามราตรีหลังกลับจากบ้านพักของฉันแล้ว รวมทั้งอีกสองวันต่อมายังยังขับรถพาไปเที่ยวเมืองอื่น ๆ รอบ ๆ อัมสเตอร์ดัม ซึ่งนั่นรวมทั้งรอตเตอดัมด้วย

เมื่อครบสี่วันในการมาเที่ยวเนเธอร์แลนด์ เพื่อนทั้งสามก็เดินทางกลับประเทศไทย โดยมีฉันกับโดลอฟไปส่งพวกเขาที่สนามบินสคิพโพล

“พรุ่งนี้แก้วว่างไหม” โดลอฟถามขึ้น ขณะขับรถนำฉันกลับบ้านพัก “ไปเป็นเพื่อนพี่หน่อย พี่ต้องไปพบลูกค้า  พวกเขานัดให้ไปพบที่งานปาร์ตี้บนเรือ พี่ไม่อยากฉายเดี่ยว...กลัวสาว ๆ รุม”

“โอ้ย...แก้วไม่ชอบงานปาร์ตี้พี่ก็รู้ ให้แก้วไปวิ่งรอบเมืองยังดีซะกว่า”

“น่า..ไหน ๆ แก้วก็ต้องกลับไปเตรียมตัวเสนอความก้าวหน้างานวิจัยที่อังกฤษสัปดาห์หน้าแล้ว ถือโอกาสนี้ไปเปิดหูเปิดตาในงานปาร์ตี๊ซะหน่อยจะเป็นไรไป”

“สัปดาห์นี้แก้วเที่ยวตลอดเลย กะว่าจะโฟกัสเขียนงานวิจัยต่อนับตั้งแต่พรุ่งนี้แล้วนะ” ฉันรำพึง แต่เมื่อเห็นแววตาหงอยของคนที่กำลังขับรถอยู่ก็ใจอ่อนจนได้ “โอเค...แก้วไปเป็นเพื่อนก็ได้...แต่อย่าบังคับให้แก้วเต้นรำเชียวนะ แก้วจะกระโดดลงจากเรือให้ดู”

“ฮ่าๆ  ๆ ตกลง..ไม่บังคับหรอก รู้ว่าแก้วไม่ชอบเต้นรำ”

เสียงหัวเราะของโดลอฟทำให้ฉันรู้สึกสดใสขึ้นมาก เขามีอะไรหลายอย่างคล้ายโดโลฮอฟจนน่าแปลกใจ และนั่นช่วยเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้ฉันได้เป็นอย่างดีแม้ตลอดสามวันที่ผ่านมาใจฉันจะรู้สึกโศกเศร้าเป็นที่สุดหลังได้พบกับคนที่พยายามตามหามานานกว่าสิบสี่ปี

ฉันคงคาดหวังมากเกินไป เฝ้าถามตัวเองว่าต้องการอะไรในการตามหาตัวเขาอย่างนั้นหรือ ดินตอนนี้คงมีอายุประมาณยี่สิบห้าปี โตเป็นหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกับคนรัก น่าเสียดายที่ฉันเห็นหน้าแฟนของเขาได้ไม่ชัดนัก ถ้าเนื้อคู่ตามพรหมลิขิตมีจริง บางทีผู้หญิงคนนั้นอาจมีหน้าตาเหมือนเพนนีก็ได้

“หัวเราะอะไร...อยู่ ๆ ก็หัวเราะออกมา” เสียงโดลอฟถามขึ้น จนฉันเองยังแปลกใจว่าเผลอหัวเราะออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แต่เมื่อนึกขึ้นได้ก็หัวเราะดังออกมาอีกครั้ง

“แก้วหัวเราะให้กับความงี่เง่าของตัวเองน่ะ” ฉันตอบพลางพยายามสูดลมหายใจหนัก ๆ เข้าปอด “คาดหวังอะไรเรื่อยเปื่อยเป็นการ์ตูนไปได้ แบบว่าเป็นเจ้าหญิงรอคอยชายคนรัก และสุดท้ายก็แฮปปี้เอ็นดิ้ง มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง”

“แก้ว...พูดเหมือนคนกำลังอกหัก” ฉันหันไปเห็นเขาเลิกคิ้วขณะพูด

“คงจะอย่างนั้น”

“หนุ่มตาถั่วคนไหนที่ปฏิเสธน้องของพี่” โดลอฟเสียงเข้มขึ้น “ว่าแต่...ตลอดเวลาที่รู้จักกันมา...พี่ไม่เห็นแก้วสนใจใครเลยสักคนนี่นา”

“จำเรื่องนั้นที่แก้วเล่าให้ฟังได้รึเปล่า...ถึงแม้พี่จะไม่เชื่อเรื่องที่แก้วเล่า...แต่แก้วเจอเขาจริง ๆนะ”

“ใช่คนที่แก้วตามหามาตลอดน่ะเหรอ ทำไมแก้วเพิ่งมาบอกล่ะ เจอกันตั้งแต่เมื่อไหร่”

“แก้วไม่อยากคิดเศร้าถึงเรื่องนั้นในตอนที่อยู่กับเพื่อน ๆ น่ะ...อยากให้พวกเรามีช่วงเวลาที่ดีที่ได้อยู่ด้วยกันมากกว่า” ฉันอธิบาย

“ดีแล้วล่ะแก้ว...ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะสั้นเสมอ และไม่ควรให้ความโศกเศร้าเรื่องอื่นมาพรากช่วงเวลานั้นไป”

“แก้วจะเก็บความทรงจำเหล่านั้นไว้ในส่วนลึก จะไม่เก็บมาคาดหวังลม ๆ แล้ง ๆ อีกต่อไปแล้ว”

ฉันบอกเพื่อสัญญากับตัวเองขณะจ้องมองออกไปนอกรถที่กำลังติดสัญญาณไฟแดง กังหันลมริมถนนยังคงหมุนเหมือนที่เคยเห็นมา

ใช่...ชีวิตฉันก็ต้องหมุนต่อไปเช่นกัน

* * * * * * * * * * * * * *
ภาพหญิงสาวในชุดราตรีสั้นเหนือเข่าแบบเกาะอกสีเขียวน้ำทะเลที่ปรากฏผ่านเงากระจกตรงห้องนั่งเล่นทำให้ฉันต้องหันกลับไปมองดูตัวเองอีกครั้ง ฉันไว้ผมยาวจนถึงกลางหลังแล้วทั้งที่ความจริงฉันชอบทรงผมสั้นมากกว่าเพราะดูแลรักษาง่ายกว่ากันเยอะ แต่ฉันยอมที่จะปล่อยให้ยาวแบบนั้นด้วยเพราะความคิดถึงสร้อย

สร้อยและล็อกเก็ตทองคำส่องแสงประกายสวยงามแม้เพิ่งจะนำมาสวมอีกครั้งในวันนี้ ฉันให้ช่างที่มีฝีมือซ่อมสร้อยและล็อกเก็ตให้อยู่ในสภาพที่ดีขึ้นมาก แต่ตัดสินใจเก็บไว้ไม่นำมาสวมใส่แม้จะหยิบขึ้นมาลูบคลำก่อนนอนอยู่บ่อยครั้ง แต่วันนี้เมื่อต้องไปงานปาร์ตี้บนเรือสำราญกับโดลอฟ ฉันจึงนำมันออกมาจากกล่องและสวมเป็นเครื่องประดับให้รู้สึกอุ่นใจ...ฉันเป็นคนขาดความมั่นใจในการออกงานสังคมระดับไฮโซและมักหลบเลี่ยงการเชิญชวนของเดวิดและโดลอฟอยู่เสมอหากพวกเขาเชื้อเชิญให้ไปร่วมงานของบริษัทที่อังกฤษ

“ว้าว...แก้วสวยมาก ๆ” เสียงโดลอฟทำให้ฉันต้องผละจากการจ้องมองตัวเองเพื่อหันไปหาเขา

“เฮ้อ...นี่แก้วจะกันสาว ๆ ไม่ให้มาห้อมล้อมหนุ่มนักธุรกิจเจ้าเสน่ห์จากอังกฤษได้ยังไงกัน” ฉันสัพยอกแต่ไม่ได้เกินจริงเลยพี่ชายบุญธรรมสุดหล่อของฉันยืนยิ้มกว้างอยู่ในชุดสูทสีดำ มีเสื้อสีเขียวน้ำทะเลสวมไว้ข้างใน ผูกเน็คไทด์สีเขียวเข้ม ผมสีทองของเขาถูกหวีเซ็ตไว้อย่างเรียบหรู “แถมยังเป็นนายแบบกิตติมศักดิ์ชื่อดังอีกต่างหาก”

“เยอะไปแล้ว...พี่ก็แค่นายแบบจำเป็น ที่พวกเจ้าของหนังสืออยากได้โฆษณาจากบริษัทเราต่างหาก” โดลอฟบอกอย่างถ่อมตัว แต่นั่นก็เป็นข้อมูลจริงอย่างหนึ่งในวงการธุรกิจที่จำเป็นต้องมีเครือข่ายทางสังคมในรูปแบบต่าง ๆ โดยการเอื้ออาศัยพึ่งพากันและกันต่างประโยชน์ตอบแทน “ว่าแต่แก้วพร้อมแล้วใช่ไหม...งั้นเราไปกันเถอะ”

เราไปถึงท่าเรือในเวลาประมาณหกโมงเย็น โดลอฟบอกฉันเกี่ยวกับกำหนดการของงานว่าเรือเฟอร์รี่ส่วนตัวของบริษัทคู่ค้าจะออกจากท่าราว ๆ หกโมงครึ่ง เจ้าภาพจะขึ้นพูดทักทายแขกประมาณหนึ่งทุ่ม หลังจากนั้นก็พูดคุยดื่มกินตามอัธยาศัย และเรือจะกลับถึงท่าไม่เกินเที่ยงคืน

ดาดฟ้าของเรือคือสถานที่จัดงานปาร์ตี้แบบเรียบง่ายไม่หรูหราอลังการมากเกินไปอย่างที่ฉันหวาดกลัวในตอนแรก โต๊ะของฉันกับโดลอฟอยู่ด้านขวาของดาดฟ้าเรือ เมื่อเรือเริ่มออกจากท่า นักดนตรีก็เริ่มบรรเลงเพลงคลาสสิกเบา ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มางานปาร์ตี้ได้พูดคุยกัน โดลอฟแนะนำให้ฉันรู้จักบรรดาเพื่อนๆ ในแวดวงธุรกิจของเขาซึ่งนั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน

‘น้องสาวของคุณจริงหรือ’ ชายคนหนึ่งซึ่งฉันยังจำชื่อไม่ได้พูดแซวขึ้น ท่าทางการพูดของเขาแสดงให้เห็นว่ากำลังหยอกล้อโดลอฟอย่างเปิดเผย “เท่าที่รู้มา คุณเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัวไม่ใช่หรือ’

‘เธอเป็นหลานสาวบุญธรรมของเดวิด’ โดลอฟพูดเสียงหนักแน่นขึ้นแต่ยังปรากฏรอยยิ้มกว้างเช่นเคย ‘เธอจึงเป็นน้องสาวของฉัน’

‘ถ้าอย่างนั้น ฉันก็จีบน้องสาวคุณได้...ใช่ไหม’ ชายคนเดิมหันมายักคิ้วให้ฉันซึ่งก็ได้แต่พยายามฉีกยิ้มกว้างกลับไปให้

‘เฮ้...โดโลดี้’ เสียงชายคนหนึ่งตะโกนเรียกโดลอฟมาแต่ไกล

ฉันจำได้ว่าเขาชื่อโธมัส เป็นทั้งผู้ช่วยและเพื่อนสนิทของโดลอฟมาตั้งแต่เด็ก ๆ เขาจึงเรียกพี่ชายบุญธรรมของฉันว่าโดโลดี้ เพราะจากเรื่องเล่าที่ได้รับรู้มานั้น สมัยเล็ก ๆ โดลอฟเป็นเด็กขี้แยมาก ๆ และชอบร้องไห้เมื่อถูกเพื่อน ๆ แกล้งเล่น เพื่อน ๆ จึงเรียกแซวและให้ฉายาว่า ‘โดโลดี้’ ที่สื่อความหมายภายในกลุ่มเพื่อนสนิทว่าโดลอฟขี้แยเหมือนเด็กผู้หญิง แต่เมื่อโตขึ้นโดลอฟ กลับเติบโตเป็นผู้ชายที่เข้มแข็งแถมยังเป็นเจ้าของเหรียญทองกีฬาว่ายน้ำระดับชาติอีกต่างหาก เมื่อเดวิทมีอายุมากขึ้น โดลอฟจำเป็นต้องทิ้งความฝันในวงการกีฬามาช่วยบริหารงานของบริษัทจิวเวอรี่ซึ่งมีสาขาอยู่หลายแห่งทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย พ่อแม่ของโดลอฟเสียชีวิตไปตั้งแต่เขาอายุไม่ถึงสองขวบจากอุบัติเหตุรถคว่ำขณะเดินทางไปท่องเที่ยวยังสถานที่พักตากอากาศที่นิวซีแลนด์ เขาจึงต้องอยู่ในความดูแลของปู่กับย่ามาตลอด แม้ว่าโดลอฟจะยังมีลุงกับป้าสะไภ้ด้วย แต่เท่าที่ฉันเคยเจอพวกเขาและครอบครัวมาแล้วนั้น ฉันรู้สึกได้ว่าโชคดีแล้วที่โดลอฟยังมีปู่กับย่าเป็นที่พึ่ง

โดนัล และ มาร์กี๊ คือชื่อของลุงกับป้าบุญธรรมของฉัน และเพราะสายตาของพวกเขาทั้งสองที่มีให้ฉันนั้นไม่ค่อยเป็นมิตรนักตลอดเวลาที่รู้จักกันมา ฉันก็เลยทำตัวเป็นหลานบุญธรรมของเดวิดและแมรี่แบบเจียมเนื้อเจียมตัวเป็นที่สุด และพยายามจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจของเดวิดแม้ฉันจะถูกร้องขอให้ลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อช่วยงานของบริษัท ฉันเรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์จึงมีพื้นฐานด้านธุรกิจระหว่างประเทศอยู่พอสมควร เดวิทออกปากจะชดใช้ทุนเล่าเรียนพร้อมค่าปรับให้ เพราะนั่นเป็นจำนวนเงินเพียงกระจี๊ดริดสำหรับเขาเท่านั้นเอง

โรงงงานผลิตจิวเวอร์รี่ของเดวิดที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ตั้งอยู่ที่เมืองรอตเตอร์ดัม อยู่ภายใต้การบริหารของมาร์คอฟ ลูกชายคนโตของโดนัลและมาร์กี๊ แม้เดวิทจะมีบ้านพักอยู่ใกล้โรงงานของบริษัทที่รอตเตอดัมซึ่งห่างจากตัวเมืองอัมสเตอร์ดัมเพียงขับรถไม่เกินสี่สิบนาที แต่ฉันปฏิเสธที่จะไปพักที่นั่น เพราะไม่อยากไปอยู่วนเวียนใกล้ ๆ สำนักงานบริษัทที่อยู่ในความดูแลของลุงกับป้าบุญธรรมโดยไม่จำเป็น

‘อยากถูกฉันโยนลงจากเรือรึไง...โธมัส’ โดลอฟลุกขึ้นยืนหันไปยิ้มกว้างจับมือทักทายเพื่อนรัก ฉันรู้ว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่ถือสาหรอกที่ถูกเรียกแบบนั้น

‘เฮ้...แคล...สวัสดี...ดีใจที่ได้เจอคุณที่นี่’ โธมัสหันมาส่งยิ้มทักทายฉันก่อนจะยื่นมือมาให้ โธมัสชอบเรียกฉันว่าแคลอยู่เสมอ เขาบอกว่าชื่อแก้วนั้นออกเสียงยากสำหรับเขา

ฉันยื่นมือออกไปจับทักทายโธมัสด้วยความดีใจ เพราะไม่ได้เจอเขามานานมากแล้ว ‘ดีใจที่ได้เจอคุณเช่นกัน’

‘คุณต้องไปกับฉันเดี๋ยวนี้ โดลอฟ’ โธมัสหันไปคุยกับคนที่เป็นทั้งเพื่อนและเจ้านายต่อ

‘หน้าตาคุณตื่นเต้นมาก ทำยังกับไปได้สัมปทานเหมืองเพชรที่หมายตาไว้อย่างนั้น’

‘ยิ่งกว่าเหมืองเพชร...ทายสิว่าฉันเจอใครบนเรือลำนี้ด้วย...เฉลยเลยดีกว่า เราจะได้รีบไปพบเขาที่ชั้นล่าง’ ฉันเห็นได้ชัดว่าโธมัสเก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่จริง ๆ เขากระซิบข้างหูของโดลอฟ ทำให้ฉันไม่รู้ว่าใครกันที่ทำให้โดลอฟถึงกับรีบเดินตามโธมัสไปในทันที

โดลอฟหายไปนานมากจนฉันรู้สึกใจคอไม่ดี เพราะเจ้าภาพงานปาร์ตี้ขึ้นไปพูดเปิดงานเรียบร้อยนานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าโดลอฟจะกลับมาที่ดาดฟ้า และเมื่อนาฬิกาบอกเวลาหนึ่งทุ่มครึ่งฉันจึงตัดสินใจลุกจากโต๊ะเพื่อไปตามหาเขาที่ชั้นล่างใต้ดาดฟ้าซึ่งเป็นชั้นที่ดัดแปลงเป็นห้องพักส่วนตัวในตอนท้าย และมีเคาเตอร์เครื่องดื่มคอยให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการนั่งพักผ่อนชมวิวทิวทัศน์โดยไม่ต้องออกไปตากลมอยู่ที่ระเบียงเรือด้านนอกและที่ชั้นดาดฟ้า

เมื่อลงมาสำรวจดูด้วยสายตาแล้วไม่พบโดลอฟ ฉันจึงรู้สึกเป็นห่วงเขามาก ใจหนึ่งนั้นคิดจะโทรศัพท์หาเขา แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าจะไปขัดจังหวะในการเจรจาธุรกิจและอาจทำให้เสียงานใหญ่ได้ ฉันจึงตัดสินใจสั่งเครื่องดื่มที่เคาเตอร์และนั่งรออยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง ฉันไม่อยากขึ้นไปปาร์ตี้ที่ชั้นดาดฟ้าเรืออีก เพราะตอนที่ฉันลงมานั้นดูเหมือนจะเริ่มมีการบรรเลงเพลงเต้นรำกันแล้ว ฉันคิดว่าถ้าโดลอฟกลับขึ้นไปข้างบนแล้วไม่เห็นฉัน เขาจะต้องเป็นฝ่ายโทรหาฉันเอง มือซ้ายของฉันจึงกุมโทรศัพท์ไว้แน่นเพื่อจะได้ไม่พลาดในการรับสายเมื่อเขาโทรหา

สองทุ่ม ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงมากแล้วราวกับต้องการจะจุมพิตขอบน้ำทะเลสีเขียวให้ชื่นใจ แต่ภาพอันสวยงามนั้นไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดื่มด่ำอะไรนักเพราะยังไร้วี่แววว่าโดลอฟจะปรากฏตัวหรือโทรหาฉัน ด้วยความเมื่อยและเบื่อหน่ายจึงลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำ เมื่อเสร็จธุระและทำท่าจะแง้มเปิดประตู แต่เมื่อได้ยินเสียงคนกำลังเดินผ่านมาข้างนอกทำให้ฉันไม่เปิดออกไปเพราะเกรงว่าบานประตูอาจกระแทกโดนพวกเขาได้ 

‘เรียบร้อยใช่ไหม’ มีเสียงพูดเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่ง ๆ ดังเข้ามา ‘อย่าให้มีอะไรผิดพลาด งานนี้พวกเราเสี่ยงกันมาก’

ฉันยืนนิ่งขึงอยู่กับที่ มือขวาถือที่จับประตูไว้แน่นไม่ให้มีอาการเคลื่อนไหวใด ๆ

‘แน่นอน แม้จะผิดแผนไปสักนิด แต่ตอนนี้เขาอยู่ในห้องนั้นแล้ว ไม่มีทางหนี เขาจะถูกพวกนั้นนำตัวลงเรือไปที่เกาะเมื่อได้เวลาที่นัดไว้’ แม้จะเป็นเสียงพูดเบา ๆ แต่ฉันจำได้ว่าเป็นของโธมัส นั่นทำให้ฉันใจหายวาบด้วยมีลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง

‘แล้วผู้หญิงที่มากับเขาล่ะจะทำยังไง’ เสียงของคนแรกถามต่อ

‘ตอนที่พวกนั้นขึ้นยึดเรือ ชะตาของเธอคือถูกพวกโจรสลัดฆ่าตายแล้วทิ้งศพลงทะเล’ เสียงโธมัสช่างน่ากลัวในความรู้สึกของฉัน

สองคนนั้นไม่รู้ตัวเลยว่า ฉันกำลังยืนตัวแข็งด้วยความรู้สึกอันหวาดผวาอยู่ในห้องน้ำที่พวกเขากำลังเดินผ่านไป ฉันตัดสินใจปิดประตูห้องน้ำและล็อกไว้ทันทีก่อนจะโทรศัพท์หาโดลอฟแต่กลับพบว่าไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลยสักนิด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีสัญญาณโทรศัพท์เป็นปกติดี  

ฉันคิดว่าพวกของโธมัสอาจวางแผนอย่างเป็นระบบ และตัดสัญญาณโทรศัพท์บนเรือ แต่ที่ฉันไม่รู้คือพวกนั้นจะทำอะไรโดลอฟ และตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน

เมื่อโทรศัพท์ใช้การไม่ได้ ฉันจึงต้องเรียกความกล้าทำการเปิดประตูแล้วย่องไปยังทางเดินที่ชายทั้งสองเดินมา คำพูดที่ได้ยินจากโธมัสทำให้รู้ว่าโดลอฟจะต้องอยู่ในห้องใดห้องหนึ่งตอนท้ายเรือ และเขายังมีชีวิตอยู่

โดยสัญชาตญาณแล้วฉันคิดว่าห้อง ๆ นั้นจะต้องมีคนเฝ้า แต่เท่าที่กวาดสายตาดูกลับพบว่าทุกห้องไม่มีใครเฝ้าอยู่เลย เมื่อลองเปิดประตูดูก็พบว่าห้องส่วนใหญ่ถูกล็อกไว้จากด้านใน ฉันไม่สามารถเดาได้เลยว่าโดลอฟถูกขังไว้ในห้องไหนกันแน่

ในตอนแรก ฉันคิดว่าการจัดงานปาร์ตี้ครั้งนี้น่าเป็นการจัดฉากเพื่อลวงโดลอฟให้มาตกหลุมพราง ทุกคนบนเรืออาจร่วมมือในแผนการร้ายต่อโดลอฟ แต่เมื่อคิด ๆ ดูแล้ว ฉันเห็นว่ามีหญิงชราพิการนั่งรถเข็นมาร่วมงานอยู่ที่ชั้นดาดฟ้าเรือด้วย จึงเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะเป็นนักแสดงตบตา หลายคนที่ถูกเชิญมาร่วมงานอาจเป็นเพียงเพื่อใช้ในการเป็นพยานอะไรบางอย่างที่พวกคนร้ายวางแผนไว้เท่านั้น

การเผชิญหน้ากับโธมัสบนดาดฟ้าบริเวณขอบเรือจึงเป็นทางออกที่ฉันตัดสินใจเลือกอย่างบ้าบิ่น ฉันแกล้งทำเป็นเดินโซเซคล้ายคนกำลังเมาหนักเข้าไปถามเขาเกี่ยวกับโดลอฟ

‘เฮ้...โธมาสสสส’ ฉันถามเสียงดังและแกล้งสะอึกต่อท้ายชื่อนั้น ทั้งที่ในชีวิตจริงฉันยังไม่เคยดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์เลยสักครั้ง ‘พี่ชายของฉัน...หายไปไหน’

ประโยคหลังนั้นฉันส่งเสียงดังขึ้นเพื่อหวังให้คนอื่น ๆ ที่ยืนดื่มเครื่องดื่มอยู่แถวนั้นได้ยินด้วย...ฉันต้องการใช้พวกเขาซึ่งอาจถูกเชิญมาเป็นแค่พยานของโธมัสกลายมาเป็นพยานของฉัน


* * * * * * * * * * * * * *




Create Date : 30 ตุลาคม 2556
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2556 19:52:51 น. 6 comments
Counter : 721 Pageviews.

 
ดีจ้าคุณแกะ ขอบคุณน๊าที่ยังแวะเวียนไปเยียนกัน ตอนนี้อุ๊พักฟื้นนะคะ เลยไม่ค่อยเข้ามาเท่าไร แต่สัญญานะว่า ถ้าสุขภาพดีกว่าจะมาเยี่ยมบ่อย คิดถุงฝุดๆๆเล้ย


โดย: au_jean วันที่: 31 ตุลาคม 2556 เวลา:7:03:49 น.  

 
แวะมาอ่านตอนที่ 2
ส่งกำลังใจให้คุณแกะด้วย ไลท์และโหวต

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
ALDI Food Blog ดู Blog
เศษเสี้ยว Photo Blog ดู Blog
กะว่าก๋า Dharma Blog ดู Blog
~My Birthday is on April 14~ Literature Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 5 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


โดย: pantawan วันที่: 31 ตุลาคม 2556 เวลา:12:38:02 น.  

 
ตามอ่านมาตลอด เอาใจช่วยโดลอฟกับแก้วสุดๆ


โดย: เฟม IP: 27.55.0.91 วันที่: 31 ตุลาคม 2556 เวลา:14:45:00 น.  

 
คุณแกะเขียนนิยายเก่งนะคะ ทั้งคุณแกะและคุณนุ่น เก่งทั้งคู่เลย

อยากทราบจังว่า นักเขียนคนไหนคือนักเขียนในดวงใจคุณแกะกันคะ

ปล. แอบเดาได้ไหมว่า คุณแกะมีหวานใจเป็นหนุ่มดัตช์นะ อิอิ ล้อเล่นน๊า



โดย: au_jean วันที่: 1 พฤศจิกายน 2556 เวลา:10:50:54 น.  

 
สวัสดีค่าพี่แกะอ่านแล้วคิดตามไปกับชื่อพระเอกพระเอกนะคะเนี่ยหนุ่มไกด์คนที่ไม่ใช่แต่ทำให้หัวใจหวั่นไหวคนนั้นหัวใจแก้วจ๋าเต้นเป็นจังหวะตึกๆๆแระพี่แกะเขียนนิยายเป็นเรื่องราวสนุกมากเก่งจริงๆเลยค่ะไม่ค่อยเข้ามาอ่านเลย แต่แพมชอบสำนวนการเขียนมากๆเลย แฮ๊ปปิ้ๆนะค่ะ เย้!!


โดย: mastana วันที่: 1 พฤศจิกายน 2556 เวลา:12:08:27 น.  

 
สวัสดียามค่ำค่ะพี่แกะ . . .

มีความสุขในวันสบายๆนะคะ



คิดถึงเสมอจ้า



โดย: กาปอมซ่า วันที่: 2 พฤศจิกายน 2556 เวลา:18:27:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.