Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2558
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
4 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๒๙ ย้อนแย้งแย่งชิง

 

ผลพลอยได้จากกลยุทธ์ของบริษัท วี.โอ.ซี. ด้วยความบังเอิญนั้น ทำให้ฉันต้องมานั่งถกเถียงกับหัวใจของตัวเองอยู่ที่ลานหลังบ้านเมอเตสเพียงลำพังในค่ำวันนั้น โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเนปามายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่


เมื่อเล่าถึงเรื่องสัญญาพิเศษที่บริษัท วี.โอ.ซี. เสนอขอทำกับเมืองสิงหลา เนปาก็มีท่าทีครุ่นคิดกังวลเช่นกัน


‘บรรดาลูกจ้างและทหารคุ้มกันของบริษัท วี.โอ.ซี. ที่มาอยู่สิงหลานี่....ใช่ว่าจะดีไปหมดทุกคน....หลายคนมีพฤติกรรมกร่างทำร้ายคนท้องถิ่นจนเกิดปัญหาอยู่บ่อย ๆ ที่ผ่านมาฉันเห็นว่าสิงหลาเองก็ยอมอะลุ่มอะหล่วยมาตลอด...หากไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายลงโทษของสิงหลา คนจำพวกนั้นก็จะยิ่งได้ใจและอาจสร้างปัญหาต่อคนท้องถิ่นมากขึ้นได้’ เนปาให้ความคิดเห็นหลังจากฟังเรื่องราวแล้ว ‘ฉันก็พอจะรู้ข่าวเรื่องสัญญาฉบับนี้มาบ้าง...แต่...ไม่รู้เพราะเหตุผลกลใด...ฉันกลับไม่ได้รู้สึกยินดีกับพวกเราชาววิลันดามากนัก โดยเฉพาะ...ทั้ง ๆ ที่ความจริงมันมีผลดีต่อเราทั้งสองคนด้วยซ้ำ’


 แม้ความทรงจำที่แท้จริงของดินในฐานะของลูกครึ่งไทย-ดัตช์ จะหายไป ฉันคิดว่าตอนนี้ภายใต้จิตสำนึกลึก ๆ ของเขาในฐานะเนปาคงกำลังเป็นห่วงถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาวสิงหลากับชาววิลันดาในยุคนี้อยู่ไม่น้อยเลย


 ‘ถ้า...ในฐานะน้องสามี และพี่สะไภ้ เป็นความรักต้องห้ามของที่นี่...เราไปอยู่ที่อื่นกันดีไหม’ จู่ ๆ เนปาก็พูดประโยคที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีอาการหูแดงด้วยความเขินอายขึ้นมาอย่างฉับพลัน


‘ท่านพูดราวกับว่า...กำลังจะขอฉันแต่งงานอย่างนั้นหรือ’ ฉันกระเซ้าแหย่กลับ  ด้วยรู้ดีว่าคงเป็นไปไม่ได้...เพราะตอนที่ฉันมาอยู่ในร่างสร้อย เขาแสดงท่าทีมึนตึงเฉยชาต่อเพนนีมาก...ซึ่งฉันในตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะเพราะด้วยสาเหตุใดกัน


เนปาไม่ได้ตอบคำถามทีเล่นทีจริงของฉัน เขาเดินเข้ามาใกล้และจับมือทั้งสองของฉันไปกุมไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองดวงจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้า จนฉันต้องเงยหน้ามองตามไปด้วยอีกคน


‘จากต้นทางของความทรงจำแรกที่มี...ฉันอยู่บนเรือโจรสลัดสัญชาติดัตช์ หรือวิลันดาตามที่ชาวพื้นเมืองแถบภูมิภาคนี้เรียกขาน’ เนปาพูดช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล ราวกับว่ากำลังพยายามรำลึกถึงความทรงจำที่มีให้ชัดเจนมากที่สุด ‘บนเรือลำนั้น พวกเขาพูดถึงเมืองอัมสเตอร์ดัม...ฉันจับใจความได้ว่า...เรือของพวกเราลำนั้นออกเดินทางมาจากที่นั่น...ฉันจึงแอบคิดเสมอมาว่า...หากฉันได้กลับไปที่เมืองอัมสเตอร์ดัมอีกสักครั้ง...ความทรงจำที่หายไปอาจจะฟื้นคืนมาได้’


‘หากความทรงจำที่แท้จริงของท่านกลับคืนมา...แล้วกลับกลายว่าความทรงจำที่เกิดขึ้นในภายหลังหายไปหมดเล่า...ท่านจะทำอย่างไร...และ...บางทีท่านอาจจำฉันไม่ได้หลังจากความทรงจำที่แท้จริงกลับมาแล้ว’ ไม่รู้อะไรมาดลใจให้ฉันคิดและถามออกไปแบบนั้น


‘ไม่มีทางที่ฉันจะลืมเธอ...เพนนี’ เนปาหันขวับมาจ้องหน้าฉันทันที สายตาของเขาทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นหัวใจและมีความเชื่อมั่นในตัวเขามากขึ้นไปอีก ‘ฉันจะลืมเธอได้อย่างไร...หากต้องแลกกันกับความทรงจำของชีวิตที่หายไป...ฉันขอเลือกที่จะมีความทรงจำเกี่ยวกับเธออยู่ในชีวิตของฉันแบบนี้ต่อไปมากกว่า’


‘แล้วหากสมมุติ....ชีวิตที่แท้จริงท่านเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เนปา...และท่านยังมีคู่หมั้นที่กำลังจะแต่งงานกันอีกด้วยเล่า’


ความทรงจำเมื่อตอนได้พบกับดินบนสะพานสกินนีที่เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ในยุคของฉันนั้นกลับเป็นสาเหตุทำให้ฉันเป็นฝ่ายหวาดกลัวความจริงขึ้นมาเสียเอง...ปาอัสคือชื่อของดินที่เนอเธอร์แลนด์ เขาจำฉันไม่ได้ด้วยซ้ำในตอนแรก และที่สำคัญเขามีคู่หมั้นที่กำลังจะแต่งงานกัน


‘จะเป็นไปได้หรือ’ เนปาหัวเราะเสียงดัง ปากกว้างจนดวงตาหยีน่ารัก ‘เด็กบนเรือโจรสลัดกลางทะเลจะมีคู่หมั้นได้อย่างไร...ตอนที่ฉันลืมตาขึ้นมาพบตัวเองนอนอยู่บนเรือลำนั้น...ฉันทั้งผอมกระหร่องกระดูกโปน ผมเผ้ายาวรกรุงรังเหม็นเขียว ขี้ฟันเต็มปากอย่างนั้น...จะมีเด็กที่ไหนมีคู่หมั้นอยู่แล้วเล่า...เพนนี’


‘ก็ไม่ได้เด็กมากมายนักหรอก...ตอนที่เห็นท่านครั้งแรก..ฉันคิดว่าท่านน่าจะมีอายุราวสิบสี่หรือสิบห้าปีแล้ว’ ฉันอดขำไปดวยกับเนปาไม่ได้ 


‘คิดอีกที...ฉันอาจจะอยู่บนเรือโจรสลัดนั่นมาตั้งแต่แบเบาะก็ได้เลยด้วยซ้ำ...เพราะตอนที่ฉันได้ลงจากเรือครั้งแรกที่ปัตตาเวีย...ฉันเดินทรงตัวบนบกไม่เป็น ถึงขนาดต้องคลานเลยด้วยซ้ำ...คงเป็นอาการเมาบกกระมัง’ เนปายังเล่าต่อไปด้วยอารมณ์ขำขันจนฉันรู้สึกอารมณ์ดีตามไปด้วย


นั่นสินะ...เมาบกกับเมาทะเล  ก็คงมีอาการคลื่นเหียนเวียนหัวจนอยากอาเจียนเหมือนกัน


‘ว่าแต่...เธอยังไม่ได้ตอบฉันเลยนะ..เพนนี...ว่าหากฉันเดินทางไปอัมสเตอร์ดัมจริง ๆ...เธอจะไปกับฉันไหม’ เนปาเปลี่ยนเรื่องจนฉันตั้งตัวไม่ทันเลยทีเดียว


ฉันควรตอบว่า ‘ไป’ ในทันทีตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ...ทว่า ฉันกลับนิ่งเงียบงันครุ่นคิดก่อนจะตอบเนปาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


‘ฉันเลือกที่จะอยู่กับท่านเสมอ...เพียงแต่ว่า ณ ตอนนี้ ฉันยังไปจากสิงหลาไม่ได้’

* * * * * * * * * * * * * *


ด้วยความกังวลเกี่ยวกับสัญญาพิเศษ ต่อมาในคืนก่อนที่จะต้องเข้าไปในวังพร้อมกับคณะของผู้แทนการค้าบริษัท วี.โอ.ซี. ฉันตัดสินใจลอบหาข่าวให้แน่ใจอีกครั้ง


‘ข้ามีเรื่องลับที่สุด...การข่าวแจ้งว่า องค์สุลต่านเรียกผู้แทนการค้าชาวดัตช์เข้าพบในที่ประชุมรัฐวันพรุ่งนี้’ เสียงชายคนเดิมที่ฉันเคยได้ยินเมื่อครั้งก่อนดังขึ้นในทันทีที่เขาขึ้นไปบนเรือนของท่านอิบรามัน ‘ข้ารัฐในที่ประชุมฝ่ายเราเพิ่งจะทราบเรื่องการข่าวเมื่อตอนเย็นนี่เอง...คงหวังไม่ให้เรารู้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวทัดทานบางประการกระมังท่าน’


 ‘การข่าวของท่านช้านัก...เลิกจ้างพวกมันเสียเถิด’ อิบรามันหัวเราะสวนกลับ น้ำเสียงฟังออกว่าทั้งตำหนิและเหยียดหยัน ‘การข่าวของข้ารู้เรื่องนี้มาหลายวัน...ข้าคาดการณ์ว่าองค์สุลต่านคงกำลังวางแผนบางประการเพื่อปกป้องท่านมุตตาฟาในอนาคต...องค์สุลต่านน่าจะรู้อาการป่วยของตัวเองดี...การที่ท่านตัดสินใจยอมลงนามสัญญาพิเศษนั่น ก็จะได้ชื่อว่าท่านเป็นผู้กระทำการ...เพราะหากไม่เช่นนั้น ในอนาคตท่านมุตตาฟาก็จะยังถูกบีบคั้นจากพวกวิลันดาให้ยอมทำสัญญาต่อไปอีกจนได้อยู่ดี...องค์สุลต่านจึงน่าจะยอมลงนามกระทำสัญญาเองในตอนนี้...เพราะเมื่อท่านสิ้นไปแล้ว...พ่อค้าวาณิชย์ชนชาติอื่น ๆ และพวกที่ต่อต้านท่านมุตตาฟาจะได้ไม่ยกขึ้นเป็นประเด็นทำลายความน่าเชื่อถือต่อท่านมุตตาฟาได้’


อิบรามันพูดถึงการคาดการณ์ยืดยาวจนฉันเองก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน


‘ร่างสัญญาฉบับนี้ ตัวแทนบริษัทพ่อค้าวิลันดาอะไรนั่นได้นำมาเสนอต่อองค์สุลต่านนานแล้ว แต่ท่านก็ไม่ยอมลงนามตกลงสักที...แต่ตอนนี้คงรับรู้ข่าวกระแสการต่อต้านท่านมุตตาฟาที่อาจจะได้ขึ้นเป็นสุลต่านรัฐสิงหลาในอนาคต...องค์สุลต่านจึงหวังแก้ปัญหาสัญญาพิเศษนี้ให้จบลงในสมัยของตน’ คู่สนทนาของอิบรามันก็คงเริ่มเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งเช่นเดียวกัน


คืนนั้นฉันนอนไม่หลับเลยด้วยความกังวลครุ่นคิดหาทางออกบางประการ ทั้งที่แว่บหนึ่งในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า...ฉันจะกังวลคิดมากไปทำไมกันนักหนาล่ะ...ในเมื่ออะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิดอยู่แล้ว ฉันก็แค่ดวงจิตที่หลงยุคมาอยู่ในร่างของคนสมัยนี้ มีหน้าที่เลื่อนไหลเดินไปตามชะตาที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น


เช้าต่อมา หลังจากจัดแจงแต่งกายอยู่ในชุดหญิงวิลันดาเรียบร้อยแล้ว ฉันก็ขึ้นรถม้าออกเดินทางไปพร้อมกับคณะผู้แทนการค้า บริษัท วี.โอ.ซี ประจำเมืองสิงหลา เพื่อเข้าพบองค์สุลต่าน ณ ห้องโถงใหญ่ซึ่งเป็นสถานที่ประชุมการรัฐในเขตวัง


ทันทีที่เข้าไปข้างใน สายตาของฉันก็เหลือบเห็นองค์มุตตาฟาในชุดเครื่องแต่งกายเต็มยศนั่งอยู่บนที่นั่งชั้นถัดลงมาจากแท่นที่นั่งขององค์สุลต่าน


ฉันไม่กล้าจ้องมององค์สุลต่านสุลัยมาน และองค์มุตตาฟาโดยตรงนักในยามนี้ ด้วยความรู้สึกผิดบางอย่างกำลังเกาะกินในหัวใจของตัวเอง


เมื่อถึงเวลาเริ่มประชุม การทำสัญญาพิเศษระหว่างรัฐสิงหลากับบริษัทวี.โอ.ซี. ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระแรก...ท่านเมอเตส เป็นผู้อ่านข้อความในสัญญาด้วยภาษาดัตช์ โดยมีฉันทำหน้าที่เป็นล่ามแปลเป็นภาษาเปอร์เชีย ซึ่งเป็นภาษาที่ข้ารัฐสิงหลาใช้สื่อสารกัน นอกจากนี้ ยังมีข้ารัฐสิงหลาคนหนึ่งที่รู้ทั้งภาษาดัตช์และเปอร์เซียทำหน้าที่ตรวจเอกสารสัญญาเพื่อตรวจสอบว่าเป็นไปถูกต้องตรงกันทั้งสองฉบับหรือไม่...เมื่อข้ารัฐผู้ตรวจสอบเอกสารสัญญาพยักหน้ายืนยันการตรวจสอบก็ถึงเวลาตัดสินใจขององค์สุลต่านในที่สุด


ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงที่ประชุม ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าของข้ารัฐผู้ตรวจสอบเอกสารที่กำลังเดินถือพานใส่สัญญาขึ้นไปยื่นมอบต่อองค์สุลตานเท่านั้น ฉันแอบกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่เมื่อเห็นองค์สุลต่านหยิบปากกาหางนกยูงซึ่งเป็นปากกาประจำองค์ขึ้นมาถือไว้ ขณะจ้องมองมาที่ท่านเมอเตสด้วยแวววตานิ่งขรึม จนฉันอ่านใจไม่ออกเลยว่าท่านกำลังรู้สึกอย่างไร


วินาทีที่องค์สุลต่านกำลังจะจรดปลายปากกานั้น ฉันรู้สึกได้ว่าขาตัวเองมีอาการสั่นขณะก้าวเดินออกไปจากจุดที่ยืนอยู่พร้อมกับตะโกนบอกเสียงดังด้วยภาษาดัตช์


‘หยุดก่อน...องค์สุลต่านสุลัยมาน’


‘มีอะไรรึ...เพนนี ฟาน เมอเตส’ องค์มุตตาฟาซึ่งเข้าใจภาษาดัตช์อยู่บ้างด้วยติดต่อสื่อสารกับชาววิลันดามานาน เป็นฝ่ายถามฉันกลับมาในทันที สีหน้าของท่านบ่งบอกถึงอาการเครียดและสงสัยอย่างที่สุด


‘สัญญาฉบับนี้ไม่สมบูรณ์’ ฉันให้คำตอบด้วย และเป็นคำตอบที่ทำให้ท่านเมอเตสถึงกับก้าวเดินออกมายืนอยู่ข้าง ๆ ฉัน...แววตาของเขาเบิ่งโตขึ้น อาจด้วยทั้งแปลกใจสงสัยและโกรธขึ้งไปพร้อม ๆ กัน


เสียงซุบซิบของบรรดาข้ารัฐในที่ประชุมดังขึ้น ทำให้องค์มุตตาฟาต้องยืนขึ้นและทำสัญญาณมือให้ทุกคนเงียบเสียงลง


‘บอกมาสิ...ว่าสัญญาฉบับนี้ไม่สมบูรณ์ด้วยเหตุใด’


‘สิงหลาในยามนี้...อยู่ในฐานะรัฐอิสระ หาได้ขึ้นต่อเมืองอื่นใดไม่...การที่บริษัท วี.โอ.ซี. จะยื่นเสนอทำสัญญาเพื่อผูกขาดการค้าเครื่องเทศนั้น...ไม่ได้มีข้อน่าท้วงติงแต่อย่างใด...ด้วยเป็นเรื่องที่บริษัทกระทำการพาณิชย์กับรัฐ’ ฉันอธิบายโดยมีข้ารัฐล่ามของสิงหลาแปลเป็นภาษาเปอร์เซียอีกต่อนึ่ง ‘แต่ประเด็นด้านกฎหมายที่ชาววิลันดาผู้มาอาศัยอยู่และทำงานที่สิงหลาไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและบทลงโทษของรัฐสิงหลานั้น เห็นว่าต้องทำในฐานะรัฐต่อรัฐเท่านั้น...ไม่ใช่เพียงในฐานะบริษัทกับรัฐ’


‘สัญญาฉบับนี้ ลงนามมาแล้วด้วยประธานบริหารกลุ่มผู้ถือหุ้นบริษัท วี.โอ.ซี. ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับมอบอำนาจให้รวบรวบกิจการค้าทั้งหลายของบรรดาพ่อค้าชาวดัตช์ไว้ด้วยกัน บริษัทจึงถือเป็นตัวแทนของรัฐได้อย่างสมบูรณ์แล้ว’ ท่านเมอเตสสวนขึ้นมาทันทีด้วยน้ำเสียงเข้มและแววตาตำหนิฉันอย่างชัดเจน


‘ก็เฉพาะด้านการค้าขายต่อกันเท่านั้น’ ฉันยืนยันน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น ‘แต่ประเด็นด้านกฎหมายเพื่อการควบคุมพลเมือง...คงไม่ใช่ธุรการค้าของบริษัทเป็นแน่’


‘แต่หากสิงหลาไม่ยอมทำสัญญาพิเศษนั่น...กองกำลังทหารของบริษัทซึ่งมีอยู่มากมายในแถบภูมิภาคนี้ ก็อาจได้รับคำสั่งให้กระทำการบางอย่างต่อสิงหลาได้’ ผู้ช่วยผู้แทนการค้าคนหนึ่งพูดขู่ขึ้นมาอย่างโจ่งแจ้งโดยไม่เก็บอาการ


‘ว่ากันด้วยเฉพาะที่เมืองสิงหลา...ทหารของบริษัท วี.โอ.ซี. ไม่ได้มีกำลังมากพอ เมื่อเทียบกับทหารสิงหลา และทหารรับจ้างชนชาติอื่น ๆ ที่อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นบูกิส ชวา โปรตุเกส และฝรั่งเศส หรือหากจะเป็นทหารของวี.โอ.ซี. ที่ประจำการอยู่ด้านนอก หรือจะมาเสริมจากที่อื่นก็ตามที...ใช่ว่าจะบุกเข้ามาทำอะไรเมืองสิงหลาได้ ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ กำแพงเมือง ป้อมปราการ หอรบของสิงหลาที่มีความพร้อมในการเผชิญศึกอีกเล่า’ ฉันขู่กลับไปบ้าง ‘อีกประการที่สำคัญ...วี.โอ.ซี. จะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร...ในเมื่อสิงหลาเป็นคู่ค้าขายกันมานาน นับเป็นเมืองท่าสำคัญในภูมิภาคนี้ที่สร้างรายได้ให้บริษัทอยู่ไม่น้อย หากจะถล่มทำลายเมืองสิงหลาแล้วก็เท่ากับทุบหม้อข้าวตัวเองส่วนหนึ่งไปด้วยมิใช่หรือ...ประการสุดท้าย ขอให้จงดูตัวอย่างของเมืองถลาง ที่ได้ลุกขึ้นสู้การกดขี่ของพ่อค้าวิลันดา โดยขับไล่ชาววิลันดาออกจากเกาะถลางในปลายปีที่ผ่านมานี้ ด้วยสาเหตุเพราะสัญญาผูกขาดและบีบคั้นด้านกฎหมายของวี.โอ.ซี นั่นเองมิใช่หรือ’

 

‘เจ้ารู้ได้อย่างไร...ว่าวิลันดาถูกขับไล่ออกจากเมืองถลาง’ ท่านเมอเตสหันขวับมาตะคอกถามฉันในทันที

 

ฉันรู้ว่าการข่าวนี้เป็นความลับสำคัญของบริษัท วี.โอ.ซี. ที่พยายามปกปิดความอับอาย และพยายามกลบข่าวไม่ให้แพร่งพรายมาถึงหูชาวเมืองสิงหลา และท่านเมอเตสก็ไม่เคยบอกเล่าเรื่องนี้ให้ฉันรู้มาก่อนเลย

 

‘ข้ารู้...เหมือนตอนที่ข้ารู้เรื่องพายุและน้ำท่วมเมืองสิงหลาเป็นการล่วงหน้าอย่างไรเล่า’ ฉันจำเป็นต้องใช้ไม้เด็ดนี้แทนการบอกความจริงว่าฉันรู้มาจากประวัติศาสตร์น่ะสิ ‘และข้ายังรู้อีกด้วยว่า...หากบริษัท วี.โอ.ซี. ยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำสัญญาพิเศษกับสิงหลาแล้ว...บริษัทก็จะยังคงทำกำไรจากการค้าที่สิงหลาและภูมิภาคนี้ต่อไปได้อีกนาน’

 

ความเงียบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง...หลังจากนั้นเสียงฉีกกระดาษเนื้อหนาก็ดังขึ้น...เมื่อหันไปดู...ฉันจึงได้รู้ว่าองค์สุลต่านสุลัยมาน ได้ฉีกสัญญาทั้งสองฉบับที่วางอยู่ตรงหน้านั้นแล้ว

 

‘ถ้าอย่างนั้น...ข้าขอให้มีการค้าขายกันอย่างอิสระเสรีดังเดิม...และด้วยความที่สิงหลากับบริษัท วี.โอ.ซี. ทำการค้าขายกันมานานด้วยดี...ข้าจึงไม่ถือโทษโกรธเคืองถึงการกระทำในครั้งนี้...แต่ก็อย่าได้คิดกระทำการซ้ำอีกเป็นอันขาด’ องค์สุลต่านประกาศกร้าวเสียงดังฟังชัด จนฉันต้องรีบหันไปดูท่านเมอเตสซึ่งกำลังยืนทำหน้านิ่งแต่กำหมัดไว้ด้วยความสับสน

 


บุญคุณของเขาที่มีต่อฉันนั้นช่างมากมายนัก...แต่ในวันนี้...ฉันกลับเป็นคนหักหลังเขาในที่สุด...ประเด็นนี้ใช่ว่าฉันจะไม่รู้สึกผิดต่อท่านเมอเตส และเป็นสิ่งที่เครียดกังวลมาตลอดนับตั้งแต่รู้ตัวและฉุกคิดได้เมื่อช่วงกลางดึกของคืนที่ผ่านมาว่า...หากมีการทำสัญญายินยอมให้ชาววิลันดาอยู่นอกกฎหมายของสิงหลา....ในอนาคตของสร้อยนั้นเล่า...จะมีทางหลุดรอดจากเงื้อมมือของมะเตโอสได้อย่างไรกัน


ฉันจึงจำเป็นต้องแลก...แลกทุกอย่างกับความอยู่รอดของสร้อยในอนาคต...แลกแม้กระทั่ง...โอกาสในความรักที่ฉันจะได้แต่งงานอยู่กินกับเนปาโดยไม่มีความผิดตามจารีตประเพณีของสิงหลา


 ‘เพนนี...นับจากนี้ไป...ฉันจะไม่นับว่าเธอเป็นคนในครอบครัวเมอเตสอีกต่อไป...ฐานะสะไภ้เมอเตสได้สิ้นสุดลงแล้ว ขอให้เราอย่ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอีกเลย’ ท่านเมอเตสหันมาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงก้องกังวานราวกับเป็นการประกาศให้คนอื่น ๆ ในห้องประชุมได้รับรู้ทั่วกัน ‘ที่สำคัญ...ตอนนี้ฉันสงสัยคลางแคลงใจนัก...ว่าเธอมีสายเลือดชาวดัตช์อยู่ในตัวจริงหรือไม่’

* * * * * * * * * * * * * *


เมื่อท่านเมอเตสกับคณะตัดสินใจยุติการเจรจรและเดินออกจากห้องประชุมที่ว่าการรัฐไปแต่โดยดี...ทว่าสถานการณ์ในห้องนั้นกลับเริ่มมีการพูดคุยแตกหน่อหาประเด็นอื่นต่อไปอีกภายหลังองค์สุลต่านสุลัยมานมีอาการไออย่างหนักจนหมอที่ดูแลอยู่เสนอให้ปิดประชุมเพื่อให้องค์สุลต่านได้กลับไปพักผ่อน


‘หญิงวิลันดาผู้นี้...ยอมหักหลังพ่อสามีของตนเพื่ออะไรกัน’ เสียงที่ตั้งประเด็นสงสัยขึ้นมานี้ทำให้ฉันต้องหันขวับไปมองคนพูดทันที...เพราะฉันจำได้ว่า...เป็นเสียงของคู่สนทนากับทานอิบรามันนั่นเอง ‘นางอาจหวังในตัวท่านมุตตาฟา จึงยอมสละความสัมพันธ์กับครอบครัวสามีที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อเริ่มต้นใหม่หวังเป็นหญิงสูงศักดิ์ในวังสุลต่านก็เป็นได้...ข้าได้ข่าวว่าท่านมุตตาฟาเองก็มีใจรักต่อหญิงวิลันดาผู้นี้...และบัดนี้นางก็ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเข้าข้างสิงหลาอย่างน่าประหลาดใจ...เท่ากับว่านางอาจมีใจต่อท่านด้วยเช่นกัน...ท่านมุตตาฟา...ท่านจะอธิบายและตัดสินใจเรื่องนี้อย่างไรเล่า’


‘ข้าแยกแยะเรื่องหัวใจ กับหน้าที่ต่อบ้านเมืองได้....พวกท่านไม่ต้องมาช่วยกันเตือนข้ามากนักหรอก’ องค์มุตตาฟาซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิมพูดด้วยสีหน้านิ่งเฉย ราวกับว่ารู้ดีอยู่แล้วว่าอาจจะมาคนหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา


‘แล้ว...การที่ท่านหวังกำจัดชายคนรักของหญิงผู้นี้เมื่อครั้งเกิดเหตุพายุน้ำท่วมใหญ่ด้านทิศตะวันออกนั่นเล่า...จะให้เชื่อว่าท่านแยกแยะได้อย่างไร...และพวกเราจะเชื่อได้หรือว่าท่านจะไม่กลับคำในภายหลัง โดยการนำหญิงนอกศาสนาขึ้นเป็นหญิงสูงศักดิ์ในอนาคต’


‘ถ้าอย่างนั้น...ข้าขอเบิกตัวพยานสำคัญมาให้ความต่อพวกท่านให้หายข้องใจเสียที’ องค์มุตตาฟาพูดเสร็จก็ส่งสัญญาณสายตาไปยังทหารคนสนิท


เมื่อทหารคนนั้นเดินออกจากห้องและกลับเข้ามาอีกครั้ง ใครคนหนึ่งได้เดินตามหลังเขากลับมาด้วย....ทันทีที่เห็นฉันก็รีบเก็บอาการดีใจไว้ก่อน เพราะเนปาเดินหน้านิ่งขรึมในชุดทหารรับจ้างแบบเต็มยศเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผยน่าเกรงขามยิ่งนัก


‘ท่านมุตตาฟา ไม่ได้หวังจะให้ข้าตายหรอก...แต่ในเวลาจวนตัวเช่นนั้น...เป็นใครก็ต้องรีบนำเรือกลับขึ้นไปให้ปลอดภัยไว้ก่อน  เพราะนอกจากเพนนีแล้วยังมีชีวิตคนอื่นอยู่บนเรือลำนั้นอีกด้วย’ เนปาให้ข้อมูลหลังจากนั้น ‘ที่สำคัญ...ท่านมุตตาฟายังได้โยนเชือกไว้ให้ข้าช่วยเหลือตัวเองแล้ว ข้าจึงผูกตัวเองเข้ากับกิ่งไม้ใหญ่ใกล้ ๆ แต่โชคไม่ดีที่แม้จะเป็นกิ่งไม้ใหญ่แต่เปราะนักจึงหักขาดตามกระแสกระชากของน้ำ...แต่ก็เพราะเชือกที่ผูกเอวกับกิ่งไม้ไว้นี่เล่า ข้าจึงรอดลอยตัวเกาะกิ่งไม้มาได้ แม้จะถูกรุมทำร้ายจนตำทะเลไปอีกครั้งก็ตาม’


‘แล้วพวกไหนกันที่ทำร้ายเจ้าจนตกทะเลอีกครั้ง...ข่าวว่าเรือนั่นเป็นเรือเล็กของทหารสิงหลาของท่านมุตตาฟามิใช่หรือ’ ข้ารัฐสูงวัยคนหนึ่งซึ่งฉันไม่รู้จักมาก่อนถามถึงอีกประเด็นสงสัย


‘ข้าสืบความจนรู้แล้วว่า...ไม่ใช่ทหารสิงหลา’ ฉันเห็นเนปามีสีหน้าเครียดมากขึ้นไปกว่าเดิม ‘หากเป็นทหารสิงหลาจริง...ป่านนี้เราคงได้รู้ตัวแล้วว่า...ศพที่เอาเชือกสร้อยคอของข้าไปนั้นเป็นใคร เพราะทหารด้วยกันย่อมรู้ว่าใครในกองที่หายไปเป็นแน่’


‘เท่าที่รู้...เจ้าเป็นทหารรับจ้างในสังกัดท่านมุตตาฟา...เจ้าอาจได้รับตำแหน่งและยศตอบแทนจากการยอมความก็เป็นได้’ ใครคนหนึ่งย้อนกลับมาจนฉันอดแอบคิดดีใจไม่ได้ว่า...แสดงตัวตนกันออกมาเถิด...จะได้รู้เสียทีว่าใครบ้างที่เป็นปรปักษ์ต่อองค์มุตตาฟาบ้างในขณะนี้


‘ข้าจะยอมได้อย่างไร...ในเมื่อข้าเป็นคนรักของเพนนี...หากท่านมุตตาฟาหวังกำจัดข้าจริง มีหรือที่ข้าจะยอมแลกหัวใจกับเงินทองและยศตำแหน่ง’ เนปามีน้ำเสียงแข็งกร้าวดุดันขึ้นมาทันที


‘แต่เจ้าเป็นบุตรของท่านเมอเตสมิใช่หรือ...แม้จะเป็นเพียงบุตรบุญธรรม...แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นน้องสามีของเพนนีอยู่ดี...แล้วพวกเจ้าจะรักกันได้อย่างไร’ ข้ารัฐคนเดิมยังคงย้อนแย้งกลับมาจนได้อย่างน่ากลัว


‘ข้ากับเพนนี ไม่เคยทำอะไรเสียหาย ความรักของเรานั้นบริสุทธิ์ปราศจากความสัมพันธ์ทางกายอันผิดบาป’ เนปาเปลี่ยนมาให้น้ำเสียงที่นุ่มนวลและมั่นคงขึ้น ‘ที่สำคัญ...เมื่อสักครู่ข้าทราบมาว่า ท่านเมอเตสก็ได้ประกาศชัดเจนแล้ว...นับจากนี้ เพนนีไม่ใช่คนในครอบครัวเมอเตส...นางจึงมิได้อยู่ในฐานะพี่สะไภ้ของข้าอีกต่อไป’


ฉันหูผึ่งขึ้นมาทันทีหลังฉุกคิดได้ตามที่เนปาอธิบาย...แต่ความกังวลใจก็ใช่ว่าจะหายไป...ท่านเมอเตสคงไม่ยอมรามือจากฉันเป็นแน่...และมีหรือที่จะยอมให้ฉันสมหวังกับเนปาซึ่งอยู่ในฐานะบุตรบุญธรรมของเขา


‘หยุดเบี่ยงถามไปประเด็นความรักของชาววิลันดาคู่นี้ได้แล้ว...ความน่าจะสรุปกันได้เสียทีว่าอะไรเป็นอะไร’ เสียงอิบรามันดังขึ้นในที่สุด ฉันเห็นเขาก้าวออกมายืนอยู่ต่อหน้าคนอื่น ๆ แววตาขึงขัง ‘ข้าเชื่อว่าท่านมุตตาฟามีใจเมตตาต่อหญิงวิลันดาในฐานะมิตรเท่านั้น...หาได้มีเจตนาอื่นใดตามที่พวกท่านสงสัยหรอก...ข้าคิดว่าคงจบเรื่องนี้ได้เสียที...เราควรดีใจเรื่องที่ไม่ต้องทำสัญญาพิเศษกับ วี.โอ.ซี.มากกว่ามิใช่รึ...’


นับตั้งแต่ต่อสู้ด้วยการเจรจากันมาตลอดตั้งแต่เช้า...คำพูดในลักษณะนี้ของทานอิบรามัน เป็นสิ่งที่ฉันไม่คาดคิดว่าจะได้ยินมากที่สุด

* * * * * * * * * * * * * *




Create Date : 04 กรกฎาคม 2558
Last Update : 19 กรกฎาคม 2558 16:38:22 น. 2 comments
Counter : 479 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ
แวะมาเยี่ยมหลังหายไปนาน
มาอ่านสิงหลาต่อ
สบายดีนะคะ

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
mariabamboo Travel Blog ดู Blog
~My Birthday is on April 14~ Literature Blog ดู Blog
ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 5 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


โดย: pantawan วันที่: 18 กรกฎาคม 2558 เวลา:12:39:26 น.  

 
@ขอบคุณค่ะคุณปาน
ขอบคุณที่ยังไม่ลืมกันนะคะ



โดย: ~My Birthday is on April 14~ วันที่: 19 กรกฎาคม 2558 เวลา:16:41:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.