Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2558
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
27 มิถุนายน 2558
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๒๘ ฟ้าเปลี่ยนสี


จากประสบการณ์ตอนมาอยู่ในร่างสร้อย ประกอบกับการเรียนรู้ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และประวัติศาสตร์มาพอสมควร ปัจจัยหลายอย่างบอกให้ฉันฉุกคิดว่า...สถานการณ์ระหว่างฉัน เนปา และองค์มุตตาฟา อาจถูกใช้เป็นเงื่อนไขในเกมการต่อสู้เพื่อประโยชน์ของใครบางคน หรือบางกลุ่มผลประโยชน์ก็เป็นได้


หลังการเข้ามาของอังกฤษเพื่อหวังแย่งส่วนแบ่งทางการค้าจากบริษัท วี.โอ.ซี. ฉันสังเกตุได้ว่าท่านเมอเตส หัวหน้าสถานีการค้าของบริษัท วี.โอ.ซี. เริ่มมีความตื่นตัวและมีท่าทีแข็งกร้าวต่อสิงหลาขึ้นเรื่อย ๆ  ยิ่งมาเจอประเด็นอ่อนไหวเรื่องของฉันที่ถูกลงโทษทั้ง ๆ ที่หวังดีต้องการเตือนภัยพายุ และกรณีเนปาที่ถูกทำร้าย เขาจึงพูดจาแสดงออกให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อสิงหลาอย่างชัดเจนมากขึ้น

ทว่าตอนนี้...เปอลุสคือคนที่ฉันเคลือบแคลงสงสัยมากที่สุด แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนหรือคาดการณ์ได้ว่าเขากำลังหวังผลอะไรกันแน่จากการคอยยั่วยุทุกฝ่ายแบบตีเนียน...และใครกันที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง

‘พวกเจ้าบังอาจพูดจาร้ายกาจต่อหน้าท่านมุตตาฟามากเกินไปแล้ว’ เสียงท่านอิบรามันทำให้ฉันต้องเบิ่งตาหันไปมอง หลังจากที่พิษไข้ทำให้ฉันอ่อนล้าและรู้สึกร้อนผ่าวนัยตามากขึ้นทุกที...ให้ตายเถอะ...ฉันกำลังสงสัยเขาอยู่พอดี ‘ท่านมุตตาฟา ยอมลงมาคลุกฝุ่นเปื้อนดินโคลนอยู่กลางลมฝนเพื่อช่วยเหลือผู้คนโดยไม่แยกว่าเป็นเหล่าชนพันธุ์ใดในสิงหลา...แล้วพวกเจ้ายังจะพูดร้ายทำลายน้ำใจกันได้ลงคอ’

ฉันต้องกระพริบตาถี่ ๆ ด้วยไม่เชื่อหูตัวเองว่าท่านอิบรามันจะพูดจาเข้าข้างองค์มุตตาฟาในยามนี้ เพราะในอนาคตนั้นฉันได้รับรู้มาก่อนแล้วว่าเขามีความขัดแย้งกับองค์มุตตาฟาอย่างมาก

‘สีหน้าเธอไม่ค่อยดีนัก เพนนี...เธอไม่สบายหรือ’ เนปากระซิบถามฉันเบา ๆ ด้วยภาษาดัตช์ ก่อนจะใช้หลังมือมาแตะหน้าผากฉันเพื่อดูอาการให้แน่ใจ ‘ตัวร้อนจ้าขนาดนี้ เธอยังออกมาตากลมตากฝนอยู่ได้อย่างไรกัน’

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการไข้หรือเพราะอาการอ้อนกันแน่ที่ทำให้ฉันรู้สึกอยากพักผ่อนเอนกายตัวเองลงเพื่อให้เนปาประคอง...แต่เท่าที่รู้คือฉันแทบจะยืนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว

ทว่า...เนปาไม่เพียงแต่ประคองฉันไว้เท่านั้น เขายังช้อนร่างฉันขึ้นไปอุ้มไว้ ...สายตาของเขาที่มองมานั้นบ่งบอกถึงความเป็นห่วงเป็นใยอย่างชัดเจน

‘ข้าจะพาเพนนีไปพักผ่อนก่อน...นางไม่สบายมาก’ เนปาบอกคนอื่น ๆ ก่อนจะอุ้มพาฉันออกมาจากกระโจมเก็บศพไร้ญาติ

‘เจ้าจะพาเพนนีไปที่ไหน...ในเมื่อเรือนของนางที่ท้ายหมู่บ้านวิลันดาก็ถูกพายุซัดทำลายไปแล้วเช่นกัน ยังโชคดีบ้างที่น้ำท่วมไม่ถึง’ เสียงองค์มุตตาฟาถามไล่หลังมาทันที

‘เนปา...พาเพนนีไปพักรักษาตัวที่เรือนของข้า...ถึงอย่างไรเสีย เพนนีก็เป็นคนในครอบครัวของเราคนหนึ่ง...เรามีหน้าที่ต้องช่วยดูแลนางให้ดีอยู่แล้ว...ที่นั่นมีคนรับใช้มากมายที่จะคอยดูแลนางเป็นอย่างดี’ ไม่รู้ว่าฉันจะรู้สึกไปเองหรือเปล่าว่าท่านเมอเตสพูดคล้ายเป็นเชิงบอกให้คนอื่น ๆ รับรู้มากกว่าจะเป็นคำสั่งการ

เชื่อว่าท่านเมอเตสคงรู้ดีแล้วว่า หากความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเนปาถูกเปิดเผยให้ชาวเมืองทั่วไปได้รับรู้ก็จะไม่เป็นการดีนัก...ถึงเนปาจะเป็นเพียงบุตรบุญธรรมของท่านเมอเตส และแม้ความจริงแล้วความรักระหว่างเราจะยังไม่มีอะไรเกินเลยไปก็ตาม... แต่พี่สะไภ้กับน้องสามีจะคบหารักใคร่กันนั้นย่อมเป็นที่ครหานินทาและผิดขนบของสิงหลา

* * * * * * * * * * * * * *

กว่าจะหายไข้เป็นปลิดทิ้งก็กินเวลาไปอีกสี่วัน แม้ระหว่งนั้นฉันจะดื้อรั้นขอออกไปข้างนอกเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านผู้ประสบภัยที่กำลังเดือดร้อน แต่เนปาและท่านเมอเตสสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้ฉันออกไปไหนได้ โดยกำชับให้คนรับใช้คอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด...ซึ่งอันที่จริงน่าจะเรียกว่าทั้งคอยดูแลและคอยคุมขังฉันไม่ให้ออกไปไหนเสียมากกว่า

‘มีใครพบลุงทองหรือยัง...ฉันเป็นห่วงมากหากเกิดอะไรขึ้น ยายจันทร์คงเสียใจเหลือเกิน’  ฉันรีบบอกเนปาในทันทีที่เขาแวะมาหาในตอนเช้า ‘ตอนนี้ฉันหายดีแล้ว...ให้ฉันออกไปข้างนอกเถอะนะ’

อาการก้มหน้านิ่งของเนปา ทำให้ฉันรู้สึกหวาดหวั่นกับคำตอบที่จะได้รับ ....และก็จริงดังคาด เมื่อประโยคต่อมาของเนปาทำให้ฉันจำต้องยอมรับถึงการจากไปแล้วของลุงทอง

‘ฉันมาหาตั้งแต่เช้าก็ด้วยเรื่องนี้...เมื่อวานเราพบศพหมอทองแล้ว...ป้าจันทร์เป็นคนชี้ระบุศพด้วยตัวเอง โดยยืนยันจากเสื้อผ้า พระที่ห้อยคอ และรอยสักบนตัวของศพ’

หลังจากนั้นฉันกับเนปาก็เดินทางไปหายายจันทร์ที่ศูนย์พักพิงทันที ดวงตาของยายจันทร์บวมเป่งด้วยคงผ่านการร้องไห้มาทั้งคืน เธอโผเข้ามาสวมกอดฉันไว้ทันทีที่เราได้เจอกัน

‘ลุงทองของเอ็งไปดีแล้ว...เจ้าแก้ว’ ยายจันทร์สะอื้นให้ทำเอาฉันน้ำตาไหลตามออกมาจนนองหน้าเช่นกัน

‘ฉันขอโทษ...ที่ช่วยลุงทองไว้ไม่ได้’ ฉันรู้สึกผิดหวังกับตัวเองมากจริง ๆ...ทั้ง ๆ ที่รู้อนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย

‘อย่าโทษตัวเองเลยเจ้าแก้ว...เอ็งทำดีที่สุดแล้ว...แต่เพราะความดื้อรั้นและทิฐิของพวกเราเองที่ไม่ยอมฟังคำเตือนของเอ็ง’

‘ลุงเคว็ด...เอ่อ..พี่เคว็ดคงเสียใจมาก’ ฉันรำพึงเบา ๆ เมื่อเห็นเขานั่งร้องไห้น้ำตาไหลพรากอยู่ข้างโลงบรรจุศพของลุงทอง 

‘หลังเสร็จงานศพแล้วเจ้าเคว็ดตั้งใจจะไปบวชอยู่ที่นคร...มันเสียใจมากที่พาลุงทองหนีออกมาจากเรือนไม่ทัน...พอพายุมาก็พัดเรือนพังทลาย ลุงทองติดอยู่ข้างในและโดนคลื่นซัดกระหน่ำอีกระรอก ทหารเพิ่งค้นพบศพใต้ซากเรือนที่ถูกน้ำพัดมากองสุมกันอยู่เมื่อวานนี้’ ยายจันทร์เล่าพลางพยายามเช็ดน้ำตาทั้ง ๆ ที่ยิ่งเช็ดก็ยิ่งไหลออกมาเรื่อย ๆ ด้วยความทุกข์ใจจากการสูญเสีย ‘ส่วนเจ้าไม้เห็นมันบอกว่าจะไปอยู่บ้านเมียที่พัทลุงสักพัก...เพราะตอนนี้ไม่มีทุนรอนจะทำมาหากินแล้ว...เรือกับเครื่องมือจับปลาของมันหายไปกับพายุหมด..จึงจะพาลูกเมียไปอาศัยอยู่บ้านพ่อตาที่ทำอาชีพหาปลาในทะเลสาบแถวเมืองพัทลุงสักระยะก่อน’

‘ป้าก็ไปอยู่กับฉันเถอะนะ...จะได้ช่วยดูแลสร้อยด้วยอย่างไรเล่า’ แม่เปลื้องซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ คงได้ยินบทสนทนาของฉันกับยายจันทร์ จึงเดินมาเสนอความช่วยเหลือในทันที ‘สร้อยกำลังหัดพูดเจรจาพาที น่ารักน่าชังมากนัก...คงช่วยทำให้ป้าหายทุกข์ใจได้มากโข’

แม้ฉันจะสร้างบ้านหลังใหม่ไว้รับรองยายจันทร์และครอบครัวเรียบร้อยแล้ว แต่ตอนนี้ฉันเห็นด้วยกับข้อเสนอของแม่เปลื้อง...ยายจันทร์คงสามารถคลายความโศกเศร้าลงได้ในเร็ววัน เพราะความน่ารักของสร้อย ทำให้คนที่อยู่ใกล้พลอยมีความสุขความสดชื่นไปด้วย

ในที่สุด หลังเสร็จสิ้นงานพิธีเผาศพของลุงทอง ยายจันทร์จึงไปอยู่อาศัยที่บ้านของแม่เปลื้องและเปอลุส

ความน่ารักช่างเจราจาพาทีของสร้อยทำให้ฉันซึ่งแอบสอนภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้สร้อยอยู่นั้นมีความสุขมากนัก...นับวันสร้อยก็ยิ่งโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่ฉันไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความสูญเสียครั้งสำคัญจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด...ดังนั้น นอกจากต้องรออาศัยช่วงเวลาที่นายทหารเปอลุสไม่อยู่บ้านเพราะออกเรือลาดตระเวณทางทะเลแล้ว ฉันก็มักหลีกเลี่ยงการเข้าไปข้างในบ้านของแม่เปลื้องหากไม่มียายจันทร์อยู่ด้วย...เพราะภาพจากความทรงจำที่ฉันเคยเห็นตอนอยู่ในร่างสร้อยนั้น...ดูเหมือนยายจันทร์จะไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ


* * * * * * * * * * * * * *

ภายหลังจากเหตุพายุคลื่นถล่มและน้ำทะเลขึ้นท่วมเมืองด้านทิศตะวันออกจนส่งผลให้บ้านเรือนของผู้คนเสียหาย ชาวเลพื้นเมืองส่วนใหญ่จึงอพยพไปสร้างบ้านเรือนอยู่นอกเขตเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอยู่ใกล้ชายทะเลเพื่อความสะดวกในการออกเรือหาปลา

ผลกระทบจากน้ำทะเลขึ้นท่วมพื้นที่บริเวณนั้นอีกประการ คือทำให้กำแพงเมือง ป้อมปราการ และหอรบด้านทิศตะวันออกจมอยู่ในน้ำครึ่งหนึ่ง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันข้าศึกอาศัยจุดอ่อนด้านทิศตะวันออกเข้าโจมตีสิงหลา องค์สุลต่านสุลัยมาน จึงสั่งให้เร่งสร้างกำแพงเมือง ป้อมปราการ และหอรบขึ้นใหม่ ตามแนวเส้นเขตจากป้อมปืนหมายเลขหนึ่งด้านทิศเหนือลากยาวจดไปถึงเขาเขียวด้านทิศใต้...ส่งผลให้ตัวเมืองสิงหลามีพื้นที่แบ่งออกเป็นเขตเมืองชั้นใน และเขตเมืองชั้นนอกอย่างที่ฉันได้เห็นเมื่อตอนมาอยู่ในร่างสร้อยนั่นเอง

อาจจะด้วยเพราะโหมงานอย่างหนัก ปลายปี พ.ศ. ๒๒๑๐ จึงมีข่าวหลุดจากคนในสำนักออกมาร่ำลือกันว่าองค์สุลต่านสุลัยมาน ซาร์ มีอาการป่วยหนักจนถึงขนาดไม่สามารถออกว่าการในที่ประชุมรัฐได้...เมื่อได้ยินข่าวนี้ ฉันเชื่อในทันทีว่าไม่ใช่เพียงข่าวลือ...เพราะจากข้อความที่จารึกไว้ที่สุสานหลุมฝังศพองค์สุลต่านสุลันมาน ซาร์ ที่อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ในยุคของฉันนั้น ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าปีมรณะของท่าน คือ พ.ศ. ๒๒๑๑

แม้ข้อมูลตามประวัติศาสตร์จะบอกให้รู้ว่า หากสิ้นองค์สุลต่านสุลัยมาน ซาร์แล้ว บุตรคนโตของท่าน คือ องค์สุลต่านมุตตาฟา จะได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองรัฐสิงหลาองค์ต่อไป แต่ดูเหมือนว่าในตอนนี้องค์มุตตาฟากลับถูกต่อต้านจากกลุ่มข้ารัฐบางคน ด้วยมีชนักความเคลือบแคลงเรื่ององค์มุตตาฟาที่อาจมีนโยบายให้การสนับสนุนการผูกขาดการค้าแก่บริษัทดัตช์ในอนาคต

‘พวกพ่อค้าวิลันดาเหิมเกริมแข็งข้อ ถึงขนาดจะให้รัฐสิงหลาทำสัญญายินยอมให้บริษัทดัตช์ผูกขาดการค้าที่สิงหลาแต่เพียงผู้เดียว...พวกเราจะยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาดเพราะจะทำให้เกิดความสูญเสียอำนาจทางการเมืองของรัฐในอนาคตต่อไปได้...เพราะอย่างนี้ ข้าจึงเห็นว่าเราไม่ควรไว้ใจพวกวิลันดาได้...ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าผู้แทนการค้าที่ชื่อเมอเตส รวมทั้งพวกทหารรับจ้างชาววิลันดาทั้งหลายด้วย’ ฉันแอบได้ยินข้ารัฐผู้ใหญ่คนหนึ่งพูดคุยกับอิบรามันที่เรือนของเขา

ด้วยความเคลือบแคลงสงสัยและความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อท่านอิบรามันตั้งแต่หนหลัง ทำให้ฉันตัดสินใจที่จะเป็นผู้สืบหาความจริงว่าตอนนี้เขากำลังคิดอ่านทำการใดอยู่กันแน่...การอยู่อาศัยที่เรือนหลังใหม่ของฉันในเขตเมืองชั้นใน ทำให้มีความสะดวกในการหาข่าวได้มากขึ้น แม้จะต้องเสี่ยงลอบหาข่าวในตอนกลางคืนก็ตาม การอำพรางตัวอยู่ในชุดดำและสวมผ้าคลุมปกปิดมิดชิดจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยเหตุนี้นั่นเอง

‘ดูตัวอย่างที่เมืองอโยธยา ครั้งเมื่อปี ๒๒๐๗ เอาเถิด...ทางวิลันดาได้รุกข้อขอทำสัญญาสิทธิพิเศษทางการค้าเพราะไม่พอใจที่อังกฤษได้เข้ามาแข่งขันทำการค้าด้วย เมื่อองค์พระนารายณ์ไม่ยินยอม พวกวิลันดาได้ส่งเรือรบหลายลำไปปิดปากแม่น้ำ จนอโยธยาต้องยอมจำนนทำสัญญาให้วิลันดาผูกขาดการค้าหนังสัตว์ ทั้งยังห้ามมิให้อโยธยาจ้างแรงงานชาวจีน ญี่ปุ่น หรือญวนอีก มิหนำซ้ำที่เห็นจะหนักสุด คือให้ชาววิลันดามีสิทธิพิเศษไม่ต้องขึ้นกับกฎหมายของอโยธยา...องค์พระนารายห์จึงต้องแก้ไขปัญหาอิทธิพลของวิลันดาโดยการเริ่มผูกสัมพันธไมตรีกับชาวยุโรปชาติอื่น ๆ ทั้งโปรตุเกส ฝรั่งเศส และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือชาวอังกฤษซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญของวิลันดา เพื่อถ่วงดุลอำนาจไว้’ ข้ารัฐคนเดิมยังให้ข้อมูลเพิ่มเติม ‘พวกวิลันดาคงคิดเอาสัญญาลักษณะดังกล่าวมาใช้กับรัฐสิงหลาเป็นแน่...เพราะที่เพิ่งผ่านมา เพนนี...ลูกสะไภ้ของผู้แทนการค้าเมอเตส ได้รับการตัดสินให้ถูกลงโทษตามกฎหมายรัฐสิงหลา...คงจะสร้างความแค้นเคืองให้พวกเขาเป็นอย่างมาก’

ฉันแอบสะดุ้งอยู่ใต้ถุนเรือนของท่านอิบรามันเมื่อได้ยินว่าตัวเองกำลังถูกพูดพาดพิงถึง

‘ที่น่าลำบากใจคือดูเหมือนความจริงแล้วท่านมุตตาฟา ยังคงมีใจรักต่อหญิงวิลันดา ที่ชื่อเพนนี คนนั้น’ เสียงท่านอิบรามันพูดขึ้นบ้าง หลังจากเป็นฝ่ายนิ่งฟังมาตลอด ‘แม้จะทรงยืนยันต่อหน้าองค์สุลต่านแล้วว่า...บัดนี้ด้วยรู้ถึงความไม่เหมาะสมต่อสถานะในอนาคต...ความรู้สึกต่อเพนนีจึงเป็นเพียงความรักชอบพอในฐานะกัลยาณมิตรเท่านั้น’

‘เพราะอย่างนี้ไงเล่า...ข้าจึงเห็นด้วยที่พวกเรามิอาจวางใจต่อท่านมุตตาฟาได้...แต่อุปสรรคก็คือเราจะยกบุตรชายอีกสองท่านขององค์สุลต่านขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับท่านมุตตาฟาได้อย่างไรกัน  ในเมื่อทั้งสองท่านนั้น สนใจในการออกรบทำศึกน่านน้ำมากกว่าการบริหารบ้านเมือง อีกทั้งพวกเขาสามพี่น้องยังรักใคร่แน่นแฟ้นกันเป็นอย่างมาก ยากยิ่งนักที่จะทำให้ขัดคอจนถึงขั้นแย่งชิงตำแหน่งสุลต่านรัฐกันได้ในอนาคต’ ข้ารัฐอีกคนซึ่งฉันยังไม่รู้ว่าเป็นใครกันแน่นั้นยังคงพูดแสดงความในใจออกมา...ทำให้ฉันพอจะเข้าใจได้แล้วในตอนนี้ว่าองค์มุตตาฟากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก

‘แม้นมิใช่บุตรแห่งองค์สุลต่าน แต่หากเป็นผู้ที่เหมาะสมต่อการขึ้นครองรัฐมากกว่า...ท่านจะยินดีให้การสนับสนุนหรือไม่เล่า’ ท่านอิบรามันแสดงความจำนงค์ออกมาให้รับรู้แล้วอย่างชัดเจนจนฉันมีอาการขนลุกซู่ขึ้นมาทันทีที่ได้ยินด้วยหูของตัวเอง

‘ไม่ว่าจะเป็นท่าน...หรือจะเป็นบุคคลใดที่ท่านเห็นควร...ข้าก็ยินดีสนับสนุน’

‘ถ้าอย่างนั้น...ก็สั่งให้คนของเราทำตามแผนการณ์ต่อไป หว่านล้อมให้ข้ารัฐคนอื่น ๆ เชื่อว่าท่านมุตตาฟาไม่เหมาะสมต่อการขึ้นเป็นองค์สุลต่านรัฐสิงหลาแทนผู้เป็นบิดา เนื่องจากมีใจฝักใฝ่ต่อวิลันดา’ เสียงของท่านอิบรามันพูดเปิดเผยในสิ่งที่ฉันสงสัยมานาน ‘หลักฐานยืนยันจากฝ่ายเราต่อข้อหาดังกล่าวคือ การที่ท่านมุตตาฟามีใจรักเสน่หาต่อหญิงวิลันดา และการสนับสนุนให้ยศตำแหน่งฐานะแก่บรรดาทหารรับจ้างชาววิลันดาในกองทัพ’

* * * * * * * * * * * * * *

แผนการณ์ของอิบรามันดำเนินการต่อไปตามนั้น ฉันได้ข่าวว่าข้ารัฐผู้ใหญ่หลายคนเริ่มเอนเอียงไปตามที่อิบรามันคาดหวัง...นั่นคือ ความหวาดกลัวว่าหากสุลต่านองค์ใหม่คือองค์มุตตาฟา ก็จะสนับสนุนให้พวกวิลันดาผูกขาดการค้าและเสียอำนาจทางการเมืองได้ในที่สุด

ข่าวลือถึงความไม่เหมาะสมนี้ยิ่งหนาหูออกไปถึงบรรดาทหารสิงหลา ที่เห็นด้วยว่าไม่สมควรให้ยศตำแหน่งแก่ทหารรับจ้างต่างชาติ โดยเฉพาะวิลันดาซึ่งปัจจุบันหลายคนกำลังมีบทบาทอยู่ในกองทัพ...รวมทั้งเนปาด้วย

ลุล่วงผ่านเข้าสู่ปี พ.ศ. ๒๒๑๑ อาการป่วยขององค์สุลต่าน สุลัยมาน ซาร์ กลับทรุดหนักลงไปกว่าเดิม ฉันหาข่าวจากพวกหมอทั้งหลายจึงได้รู้ว่า ลักษณะอาการขององค์สุลต่านนั้น บ่งบอกว่าคงมีชีวิตต่อไปได้อีกไม่นาน

ไม่นานนัก ที่ประชุมรัฐก็มีหนังสือเรียกตัวให้ท่านเมอเตส เข้าไปในวัง...แต่จะเพื่อการใดนั้นไม่อาจรู้ได้ เนื่องจากไม่ได้ระบุให้รู้ล่วงหน้า...และฉันได้รู้ข่าวนี้เนื่องจากท่านเมอเตสเรียกให้ฉันเข้าไปในวังพร้อมกับท่านด้วย...ในฐานะล่ามแปลภาษา ...เนื่องจากท่านเริ่มไม่ไว้ใจล่ามที่ทำงานประจำราชสำนักสิงหลา และกลัวว่าเอกสารการเจรจาทำสัญญาการค้าฉบับใหม่จะถูกบิดเบือน

แต่ฉันซึ่งได้อ่านสัญญาการค้านั้นล่วงหน้า กลับมีความคิดขัดแข้งกับท่านเมอเตส หัวหน้าผู้แทนการค้าบริษัท วี.โอ.ซี. ประจำเมืองสิงหลาเป็นอย่างมาก

‘เป็นจริงดังคำลือ...บริษัท วี.โอ.ซี. ต้องการกลับไปผูกขาดอำนาจการค้าขายเครื่องเทศเหมือนสมัยทานดาโต๊ะ โมกอล เป็นเจ้าเมืองสิงหลา...และยังขอให้ลูกจ้างและทหารคุ้มกันของบริษัท วี.โอ.ซี. ไม่ต้องถูกลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองสิงหลาอีกต่อไป’ ฉันทบทวนสิ่งที่อ่านได้จากสัญญานั้นคร่าว ๆ ‘เรื่องการผูกขาดการค้าขายเครื่องเทศนั่น...ฉันขอไม่ก้าวล่วงด้วยเป็นเรื่องของพาณิชย์ธุรกิจของบริษัท...แต่การไม่ยอมอยู่ภายใต้กฎหมายของสิงหลานั้น อาจเป็นไม้แข็งที่สิงหลากลัวพวกเราจะเข้ายึดอำนาจทางการเมืองในสักวัน...และรังแต่จะสร้างความคลางแคลงหมองใจต่อทั้งสองฝ่ายได้’

‘เธอก็ได้รับบทเรียนจากกฎหมายและการลงโทษของสิงหลาด้วยตัวเองมาแล้วมิใช่รึ...เพนนี...ฉันส่งเรื่องนี้ไปหารือกับทางบริษัท และที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้ทำสัญญาฉบับนี้กับสิงหลา เพื่อป้องกันการแย่งยิงอำนาจทางการค้าของพวกอังกฤษและชาติคู่แข่งอื่นๆ ที่นับวันจะรุกคืบหวังแย่งชิงผลประโยชน์ไปอย่างชัดเจน...ทั้ง ๆ ที่พวกอังกฤษก็มีสถานีการค้าขนาดใหญ่อยู่ที่ปตานีแล้วแท้ๆ...รวมทั้งการข่าวที่คนของบริษัทอังกฤษกำลังมีบทบาทสำคัญในการค้าขายของกรุงอโยธยา...จนมีข่าวว่าคนของบริษัทอังกฤษลาออกจากบริษัทแล้วไปเข้ารับตำแหน่งเป็นข้าราชแห่งองค์พระนารายณ์’ ท่านเมอเตสแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน ‘มิหนำซ้ำตอนนี้ยังมีข่าวว่าพวกอังกฤษหวังเข้าไปตั้งสถานีการค้าและโกดังที่เกาะถลาง อีกด้วย’

เกาะถลางที่ท่านเมอเตสพูดถึงนั้น คงหมายถึงเกาะภูเก็ตในยุคของฉันนั่นเอง

‘แต่บริษัท วี.โอ.ซี. ไม่ควรแสดงออกในท่าทีที่ทำให้สิงหลาเข้าใจผิดเรื่องอำนาจทางการเมืองของรัฐ...ดูอย่างอโยธยาเป็นต้น...บริษัทน่าจะได้รับบทเรียนมาจากการแข็งข้อขององค์พระนารายณ์มาครั้งหนึ่งแล้ว...แม้จะทรงยอมทำสัญญา...แต่พระองค์กลับเปิดโอกาสให้ชนชาติอื่น ๆ เข้าไปทำการค้าที่อโยธยามากขึ้น เพื่อหวังลดทอนอำนาจของ วี.โอ.ซี. ในอนาคต’ ฉันค้านประเด็นนี้ตามหลักฐานความเป็นจริงเพื่อหวังโน้มน้าวให้ท่านเมอเตสเปลี่ยนใจ

"เธอรู้การข่าวของอโยธยาด้วยรึ’ ท่านเมอเตสแสดงสายตาถึงความสงสัยในทันทีหลังฉันพูดจบ ‘รู้ได้อย่างไร...ทั้งที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง ด้วยเห็นว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับเราซึ่งอยู่ที่สิงหลานี่’

‘ฉันรู้...เหมือนกับตอนที่ฉันรู้เรื่องพายุเป็นการล่วงหน้าอย่างไรเล่าท่าน’ ฉันพยายามทำสีหน้าให้เรียบเฉยและหนักแน่นเข้าไว้ ก่อนจะพูดข่มขู่แบบตีเนียนต่อไป ‘ล้มเลิกเรื่องการไม่ขออยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐสิงหลาเสียเถอะนะ...เพราะรังแต่จะส่งผลให้เกิดความหมองใจกันต่อไปในอนาคต’

‘แม้ว่าการที่เรามิต้องอยู่ภายใต้กฎหมายสิงหลา...จะช่วยทำให้เธอกับเนปาสมหวังในรักและครองคู่กันได้อย่างนั้นหรือ...เพราะตามกฎหมายสิงหลาแล้ว...ความรักระหว่างพวกเธอทั้งสองอยู่ในฐานะของความผิดบาป’

ฉันสะอึกนิ่งไปนานภายหลังฟังคำเตือนจากท่านเมอเตส...มันช่างเป็นสิ่งที่เย้ายวนจิตใจเสียเหลือเกิน...นั่นสินะ...หากชาววิลันดาไม่ต้องถือตามกฎหมายสิงหลา...ทั้งฉันและเนปาก็จะสามารถแต่งงานและใช้ชีวิตคู่ร่วมกันที่สิงหลาได้โดยไม่มีความผิด

‘ด้วยเหตุนี้...ฉันจึงอยากให้เธอเข้าไปในวังกับฉัน...ไม่เพียงแต่เป็นล่ามแปลภาษาเท่านั้น...แต่ฉันเชื่อว่า เธอจะทำทุกวิถีทางให้สิงหลายินยอมทำสัญญาฉบับนี้แต่โดยดี’

รู้สึกได้ว่าท่านเมอเตสกำลังใช้จิตวิทยาขั้นสูงกับฉันเข้าให้แล้ว...ต้องยอมรับในความสามารถด้านการเจรจาต่อรองของผู้แทนการค้าของบริษัท วี.โอ.ซี. ประจำเมืองสิงหลา ท่านนี้จริง ๆ..และฉันคงต้องเรียนรู้ทักษะและความสามารถด้านนี้เอาไว้ให้มากขึ้นต่อไป 

* * * * * * * * * * * * * *




Create Date : 27 มิถุนายน 2558
Last Update : 28 มิถุนายน 2558 16:36:09 น. 0 comments
Counter : 450 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.