Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2558
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
23 มิถุนายน 2558
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๒๗ หมากเหนือเกม






‘เพนนี’

เสียงเรียกเหมือนดังมาจากที่อันห่างไกล แต่เมื่อลืมตาขึ้น กลับพบดวงหน้าของเจ้าของเสียงนั้นอยู่ไม่ห่างจากฉันนัก

‘ท่าน...’ ฉันรีบพยุงตัวขึ้นด้วยความตกใจเมื่อรับรู้ว่าองค์มุตตาฟากำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ ฟูกที่นอนและกำลังกุมมือฉันอยู่

ทว่าอาการปวดศีรษะและปวดเมื่อยเนื้อตัวอย่างหนักทำให้ฉันไม่มีแรงพอที่จะลุกขึ้นอย่างที่ใจต้องการ ได้แต่พยายามมองไปรอบ ๆ ด้วยความมึนงงว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน

‘เจ้าปลอดภัยแล้ว...เพนนี’ องค์มุตตาฟาบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนก่อนจะลุกขึ้นยืน ฉันจึงเห็นว่ามีหญิงรับใช้อีกสองคนกำลังนั่งอยู่ด้านหลังของท่าน ซึ่งฉันจำได้ว่าทั้งสองเป็นหญิงรับใช้ประจำเรือนขององค์มุตตาฟา

‘ข้าอยู่ที่เรือนของท่านรึ’ ฉันถามตัวเองด้วยความมึนงงมากกว่าที่จะถามองค์มุตตาฟา ‘เกิดพายุและน้ำท่วมเมืองด้านตะวันออกใช่ไหม...ข้ากำลังจมน้ำตาย  แต่...รอดมาได้อย่างไร...แล้วเนปาเล่า...ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไรบ้าง’

‘ข้าขอตอบคำถามแรกก่อนก็แล้วกัน’ องค์มุตตาฟาแย้มยิ้มให้ฉันอย่างมีเมตตาเหมือนเคย ‘นี่ไม่ใช่เรือนของข้า...แต่เป็นเรือนท่านหญิงปารีซา ข้าเพียงให้คนรับใช้ประจำเรือนมาช่วยดูแลเจ้าที่นี่’

‘ท่านหญิงปารีซา’ ฉันทบทวนคำบอกเล่านั้นอย่างนึกไม่ถึง...ไม่นึกว่าจะได้เข้ามานอนอยู่ในเรือนหลังนี้อีกครั้ง...เรือนที่ฉันในร่างสร้อยเคยอยู่อาศัยมาก่อนแล้วในอนาคตช่วงหนึ่ง

ฉันรู้มาว่า หลังมารดาของท่านหญิงปารีซาเสียชีวิต องค์มุตตาฟาได้ส่งหญิงคนหนึ่งในเรือนมาช่วยเลี้ยงดูท่านหญิงเป็นอย่างดีแล้ว 

‘ข้าไม่ควรเข้ามาในเขตวังอีกมิใช่หรือ’ ฉันพึมพำถามเบา ๆ ขณะรู้สึกปวดอื้อที่ศีรษะที่เหมือนกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ 

‘เกิดพายุและคลื่นน้ำทะเลขนาดใหญ่ซัดถล่มเมืองด้านทิศตะวันออกตามคำเตือนของเจ้าจริง...เพราะฉะนั้นเจ้าจึงพ้นจากความผิดข้อหากุเรื่องฉ้อฉลหวังแย่งที่ดินนั้นให้บริษัท วีโอซี. แล้ว’ องค์มุตตาฟายืนยันเสียงดังฟังชัดอย่างเคร่งเครียด 

‘เกิดพายุนั้นใช่...แต่ข้าไม่รู้ว่าจะมีคลื่นน้ำทะเลขนาดใหญ่ด้วย’ ฉันเองก็แทบไม่อยากเชื่อ 

ตามบันทึกของชาวฝรั่งเศส เขียนระบุเพียงว่าเคยมีพายุถล่มและน้ำท่วมหมู่บ้านด้านทิศตะวันออกของเมืองสิงหลา...ส่วนคลื่นน้ำทะเลขนาดใหญ่ที่ซัดทำลายบ้านเรือน ซึ่งคล้ายกับเหตุการณ์ที่แหลมตะลุมพุกในยุคสมัยของฉันนั้น เป็นเพียงการสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์ที่คาดการณ์กันไปต่าง ๆ นานาเท่านั้น ฉันจึงไม่ได้ปักใจเชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริง...จึงไม่ได้เตือนเรื่องคลื่นใหญ่ซัดถล่มหมู่บ้านแต่อย่างใด 

ความทรงจำแล่นกลับเข้ามาเตือนโสตประสาท...ก่อนจะถูกกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากระรอกแรกซัดพัดพากรงขังของฉันจนกลิ้งตลบไปนั้น...เนปากำลังเดินไปเอากุญแจจากทหารที่หลบอยู่ใต้ถุนเรือนเพื่อมาช่วยเปิดกรงให้ฉัน...หลังจากนั้น ฉันก็ไม่เห็นเนปาอีกเลย

‘เนปา...ตอนนี้เขาอยู่ไหน’ ไม่ถามเปล่า แต่ฉันยังพยายามดันตัวให้ลุกขึ้นอีกครั้ง ทว่าเรี่ยวแรงของฉันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ จึงได้แต่เงยหน้าขึ้นเพื่อขอคำตอบจากองค์มุตตาฟา

‘โชคดีที่ข้าฟังคำเตือนของเจ้า...ปีที่ผ่านมาจึงได้สั่งการให้ทหารเตรียมเรือเล็กไว้ให้พร้อมต่อการช่วยเหลือผู้คนหากเกิดเหตุขึ้นจริง...เมื่อวานข้ากำลังจะสั่งให้ทหารเก็บเรือเล็กกู้ภัยไปไว้ที่อู่ท่าเรืออยู่พอดี...ไม่นึกว่าจะได้ใช้งานในทันทีที่เกิดเหตุการณ์’ คำตอบขององค์มุตตาฟาซึ่งไม่ได้ตอบคำถามเรื่องเนปา ทำให้ฉันยิ่งร้อนรุ่มกลุ้มใจมากขึ้นไปอีก แต่ก็พยายามอดทนเงียบรอให้ท่านพูดต่อไป ‘โชคดีมากกว่านั้นที่เรือลำของข้าไปพบกรงขังของเจ้าติดอวนของชาวบ้านที่ขึงไว้กับต้นมะพร้าว จึงสามารถช่วยเจ้าขึ้นมาจากน้ำไว้ได้ทันการณ์...ส่วนชาวบ้านที่ถูกน้ำทะเลซัดกลืนหายไป...รวมถึง...เนปา...ข้าได้สั่งให้ทหารระดมกำลังกันตามหาแล้ว...แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ข่าวว่ามีใครพบตัวของเขาแล้วหรือไม่’

‘เนปาจะต้องไม่เป็นอะไร’ แม้ฉันบอกตัวเองอย่างมั่นใจ แต่ก็อดที่จะหวั่นใจเป็นห่วงความเป็นไปของเขาไม่ได้ ‘ฉันจะออกไปตามหาเขา’

‘ขนาดลุกนั่ง...เจ้ายังไม่มีแรง...ตอนนี้ลมฝนยังหนักนักแม้จะเบาลงกว่าเมื่อวานมากแล้วก็ตาม...’ องค์มุตตาฟามีน้ำเสียงดุขึ้นจนฉันรับรู้ได้ในทันที ‘นอนพัก...รักษาตัวเองก่อนเถิด...เมื่อเจ้าดีขึ้นแล้ว...ข้าก็จะไม่ห้ามเจ้าหรอก’

‘แล้ว...ชาวบ้านแถบนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง’ ฉันถามไปตรง ๆ ‘มีบาดเจ็บล้มตายมากหรือไม่’

อากัปกิริยาขององค์มุตตาฟาที่ถอนหายใจออกมาอย่างหนักทำให้ฉันใจหายเป็นอย่างมาก...แม้รู้มาก่อนล่วงหน้าจากบันทึกประวัติศาสตร์ที่เขียนไว้ว่ามีชาวบ้านจำนวนมากล้มตายจากพายุถล่มและน้ำท่วมในครั้งนี้ 

‘ตอนนี้องค์สุลต่านได้สั่งการให้ทหารตั้งศูนย์ช่วยเหลือที่เชิงเขาเพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวแก่ชาวบ้านที่ไร้เรือนอาศัย...ปัญหามีมากก็ตรงจำนวนคนเจ็บ...และคนตายที่มีไม่น้อยเลย...หวังว่าหากลมฝนสงบลง ทหารคงสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้มากขึ้น...เมื่อครู่ข้ากลับมาที่นี่ก็เพื่อดูอาการของเจ้าให้หายห่วง...ตอนนี้ข้าต้องออกไปที่นั่นแล้ว’

หลังพูดจบและยิ้มให้ฉันอย่างมีเมตตา องค์มุตตาฟาก็เดินออกไปจากห้องทันที หญิงรับใช้เข้ามาเช็ดตัวและป้อนยาให้ฉันซึ่งรีบกินอย่างว่าง่าย เนื่องจากหวังรักษาให้ตัวเองหายไข้โดยเร็วที่สุดเพื่อจะได้ออกไปช่วยเหลือคนอื่น ๆ และตามหาเนปาต่อไป

* * * * * * * * * * * * * *

สองวันผ่านไป อาการไข้ของฉันทุเลาลงบ้าง แม้จะไม่ได้หายสนิท แต่ความร้อนใจของฉันนั้นสูงกว่าความร้อนด้วยพิษไข้มากนัก และด้วยความที่ไม่มีใครสามารถห้ามฉันได้เนื่องจากองค์มุตตาฟาออกมาดูแลให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ศูนย์พักพิง ฉันจึงดื้อรั้นขี่ม้าออกมานอกเขตวังได้ในที่สุด

นับเป็นความโชคดีเหลือเกินที่ฉันพบกับยายจันทร์ในทันทีหน้ากระโจมหลังหนึ่งที่ศูนย์พักพิงริมเชิงเขา นอกจากนางจะไม่ได้เจ็บป่วยเป็นอะไรแล้ว แต่ยังทำหน้าที่ช่วยดูแลคนป่วยอยู่อีกด้วย มีเพียงใบหน้าที่เศร้าหมองน้ำตาคลอเบ้าของนางเท่านั้นที่ทำให้ฉันหวาดหวั่นใจ

‘วันนั้น ด้วยความที่เป็นห่วงพ่อแก้ว...เอ่อ...เป็นห่วงเอ็ง...ฉันเลยเข้าไปในวังเพื่อฟังคำประกาศตัดสินความผิด’ ยายจันทร์น้ำมูกน้ำตาไหลขณะเล่า ‘พอรู้คำตัดสินว่าเอ็งไม่ต้องโทษถูกประหารฉันก็โล่งใจ...ฉันกำลังจะเดินตามขบวนแห่ประจานเพื่อคอยปลอบใจเอ็งด้วยแล้ว...แต่มีทหารคนหนึ่งมาตามหาและขอร้องให้ฉันไปดูอาการเมียของเขาที่กำลังท้องแก่ใกล้คลอดเสียก่อน...ฉันจึงไม่ได้กลับไปที่หมู่บ้านในตอนนั้น...เลยรอดมาได้ ไม่อย่างนั้นฉันคงตายไปแน่แล้ว’

‘ลุงทอง เคว็ด พี่ไม้กับครอบครัวล่ะยาย’ ฉันถามหลังจากพยายามมองหาสอดส่องผู้คนในกระโจมรักษาคนป่วยทุกหลังแล้ว  

‘คนอื่น ๆ หนีรอดมาได้ปลอดภัยดี ตอนนี้ถูกแยกไปอยู่ที่พักพิงด้านทิศเหนือเพื่อป้องกันการติดไข้ตามคำสั่งของหมอฝรั่ง....เว้นก็แต่...ผัวข้า...ตอนนี้ยังไม่มีใครหาลุงทองของเอ็งเจอเลย’ ยายจันทร์ร้องไห้โฮอย่างน่าสงสาร 

ฉันได้แต่กอดยายจันทร์ไว้เพื่อปลอบโยน เชื่อว่าก่อนหน้านี้ยายจันทร์คงอดกลั้นความทุกข์มาพอสมควร เพราะต้องเข้มแข็งทำหน้าที่ช่วยดูแลรักษาคนอื่นไปด้วยในคราวเดียวกัน...น้ำใจของยายจันทร์ช่างงดงามนักในความรู้สึกของฉัน 

‘อีกอย่าง...เรือนของพวกเราแถบนั้น ถูกพายุคลื่นทะเลซัดทำลายไปหมดแล้ว...หลังจากนี้ ยังไม่รู้จะไปอยู่อาศัยที่ไหนเลย‘ ยายจันทร์ยังร่ำไห้บอกเล่าต่อไป

‘ยายไม่ต้องกลัวหรอกนะ...ฉันได้เตรียมการปลูกเรือนให้ยายกับครอบครัวไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว’ ฉันรีบบอกทันทีเพื่อให้ยายจันทร์คลายกังวลลงและหยุดร้องไห้ ‘แต่ตอนนี้...ฉันจะต้องไปตามหาเนปาและลุงทองก่อน...ยายจันทร์อยู่ที่นี่ ดูแลตัวเองอย่าให้ป่วยไปด้วยอีกคน’ 

หลังแยกมาจากยายจันทร์ ฉันรุดหน้าไปที่หมู่บ้านแถบตะวันออกของเมืองทันที และเพราะสายฝนที่ยังคงลงเม็ดอยู่แม้จะบางเบาแต่ก็ทำให้อาการไข้ของฉันกลับขึ้นสูงมาอีกครั้ง ทว่าแรงใจที่ต้องการออกตามหาเนปากับลุงทองนั้น ทำให้ฉันมุ่งหน้าต่อไปจนสามารถเห็นฉากเบื้องหน้าอันน่าสะพรึงได้...น้ำทะเลท่วมหมู่บ้านชาวพื้นเมือง ซากบ้านเรือนบ้างจมบ้างลอยทับซ้อนกันอยู่ มิหนำซ้ำกำแพงเมืองและป้อมปราการบางส่วนด้านทิศตะวันออกยังพังทลายลงอีกด้วย...แต่ที่สะดุดหัวใจและสายตาชวนให้เวทนาที่สุดนั้นหนีไม่พ้นภาพศพผู้เสียชีวิตจำนวนมากถูกห่อคลุมด้วยผ้าวางอยู่บนเนินดินที่น้ำท่วมไม่ถึงนั่นเอง

น้ำตาของฉันไหลพรากขณะมองดูทหารที่กำลังช่วยกันหามศพเหล่านั้นขึ้นเกวียนและทยอยลากนำออกไปที่อื่น  เมื่อเห็นนายทหารคนหนึ่งที่กำลังสั่งการอยู่บริเวณนั้นก็ทำให้ฉันมีความหวังในการตามหาเนปาและลุงทองมากขึ้น

‘เปอลุส’ ฉันเรียกชื่อเขาก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้าและวิ่งไปหานายทหารรับจ้างชาวดัตช์ซึ่งเป็นสามีของแม่เปลื้องในทันทีที่เห็นเขาเดินผ่านมา ฉันจับมือเขาไว้แน่นขณะถามด้วยความร้อนรน ‘สร้อยกับแม่เปลื้องปลอดภัยดีใช่ไหม...เนปาล่ะ...มีใครเจอเขาแล้วหรือไม่’

‘เปลื้องกับสร้อยอยู่ที่เรือน...ปลอดภัยดี’ เปอลุสยิ้มกว้างให้ขณะตอบ ฉันซึ่งกำลังร้อนใจถึงเนปานั้นลืมไปสนิทว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น...เมื่อนึกขึ้นได้จึงรีบปล่อยมือของเขาทันที ‘ส่วนเนปา...ยังไม่มีใครพบเขาเลยตั้งแต่เกิดเหตุการณ์วันนั้น’

‘ศพคนเหล่านี้จะนำไปที่ใดกันรึ’ ฉันถามด้วยความอยากรู้ต่อไป

‘นำไปเพื่อให้ญาติ ๆ ชี้ตัว...น่าเสียดาย  บางศพอยู่ในน้ำมานานหลายวันจนยากที่จะรู้ว่าเป็นใคร’ เปอลุสบอกสีหน้าไม่สู้ดีนัก ‘แต่บางศพก็มีสัญลักษณ์ประจำตัว...เสื้อผ้า...หรือไม่ก็...สิ่งของที่สวมใส่ติดกาย...ญาติ ๆ ก็สามารถชี้ตัวจากสิ่งเหล่านั้นได้’

‘สิ่งของที่สวมใส่ติดกาย...’ ฉันทวนคำของเปอลุสก่อนจะพยายามนึกว่าลุงทองสวมใส่อะไรติดกายไว้บ้าง

แต่ประโยคต่อมาจากเปอลุสทำให้ฉันถึงกับไม่เชื่อหูตัวเอง

‘อย่างศพชายคนหนึ่งที่ถูกส่งมาเมื่อสักครู่ เป็นศพที่ลอยเข้าติดอวนเรือชาวประมงชายฝั่ง ร่างกายเปลือยเปล่าบวมอืดเน่าเปื่อยไม่เหลือเค้าหน้าตาว่าเป็นใคร...แต่ญาติอาจชี้ตัวว่าเป็นใครจากเชือกห้อยคอของเขาได้...เป็นเชือกห้อยคอร้อยตุ้มไข่มูกเม็ดใหญ่’

ฉันเผลอใช้มือลูบตุ้มหูไข่มุกของตัวเองทันที หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ก่อนพยายามเตือนสติตัวเองว่า...เป็นไปไม่ได้ที่ศพนั่น คือ เนปา

‘อยู่ที่ไหน...ศพที่มีเชือกห้อยคอร้อยตุ้มไข่มุกที่ท่านว่า’ ฉันได้ยินเสียงตัวเองถามออกไปอย่างร้อนรน

‘ศพที่ยังไม่มีญาติมาขอรับ จะถูกขนไปที่จุดรวมศพด้านประตูเมืองทิศเหนือโน่น...จะได้ทำการใส่โลงฝังไว้ก่อนเพื่อป้องกันโรคระบาด’

คำตอบของเปอลุสทำให้ฉันตัดสินใจรีบเดินทางไปยังจุดรวมศพไร้ญาติพร้อมกับเปอลุสทันที...ระหว่างเดินทาง ฉันคิดอยู่ตลอดว่าขออย่าให้เป็นจริงอย่างที่เปอลุสเล่ามาเลย

* * * * * * * * * * * * * *

ทว่า...เมื่อค้นหาศพร่างเปลือยเปล่าขึ้นอืดหน้าตาเละเทะจนดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าเป็นดวงหน้าของคนตามที่เปอลุสเล่าให้ฟังจนเจอก็ทำให้ฉันมีอาการเข่าทรุดลงทันที...ฉันจำได้ไม่ผิดเพี้ยน เชือกห้อยคอร้อยตุ้มหูไข่มุกนั่นเป็นของเนปาจริง ๆ

เนปา’ ฉันเรียกชื่อนั้นออกมาอย่างเบาหวิว...ไม่อยากเชื่อว่าเนปาถูกคลื่นซัดออกไปในทะเลตั้งแต่วันที่เกิดพายุคลื่นใหญ่ซัดทำลายหมู่บ้าน สภาพศพที่เห็นนั้นยากที่จะทำใจให้เชื่อได้ และ...ฉันก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี ‘ไม่ใช่...ไม่ใช่เนปา’

แต่เชือกห้อยคอร้อยตุ้มไข่มุกนั่น...เป็นของเนปาอย่างแน่นอนมิใช่รึ’ เปอลุสตอกย้ำ เขาคงต้องการให้ฉันยอมรับความจริงจากหลักฐานที่เห็น ‘เนปาตายไปแล้วจริง ๆ ...ทำใจเสียเถิด...หากเธอยอมรับเป็นพยานว่าศพนี่คือเนปา...ฉันจะได้ให้เจ้าหน้าที่ลงบันทึกชื่อผู้ตายไว้ และประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป’

แม้จะมีสิ่งของประจำกายเป็นหลักฐานระบุตัวศพว่าคือเนปา แต่ฉันเมื่อตอนที่มาอยู่ในร่างสร้อยยังได้เจอกับนายทหารเนปาอยู่...จึงไม่เชื่อว่าเนปาจะมาตายไปตอนนี้ ขณะเดียวกันก็นึกสงสัยข้อพิรุจของเปอลุสขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง

‘ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าศพนี่เป็นศพไร้ญาติ...ไม่มีใครสามารถระบุตัวตนได้...มีเพียงเชือกห้อยคอร้อยตุ้มหูไข่มุกนี้เท่านั้นที่อาจช่วยให้ญาติระบุตัวตนได้’ ฉันพูดทวนความจำอีกครั้ง ‘มาตอนนี้...พอฉันปฏิเสธว่าไม่ใช่เนปา...ท่านกลับยืนยันว่า...เชือกห้อยคอร้อยตุ้มไข่มุกนั่น...เป็นของเนปาแน่นอน...แสดงว่า...ท่านรู้ดีอยู่แล้วว่าศพนี่เป็นเนปา...แล้วทำไมจึงไม่ระบุตัวตนว่าเป็นศพของเนปาตั้งแต่แรกเล่า’

แม้อาการไข้ของฉันจะสูงขึ้น แต่ยังดีที่สายตาของฉันก็ยังไวพอจะมองเห็นอาการกลืนน้ำลายและกระพริบตาถี่ ๆ ของเปลลุสอย่างน่าสงสัย

ร่างกายไม่เคยโกหก...ฉันเชื่ออย่างนั้น...ยิ่งเปอลุสมีพิรุจ ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าการหายตัวไปของเนปาอาจมีเงื่อนงำบางอย่างมากกว่าสาเหตุจากถูกคลื่นซัดหายไปเป็นแน่ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดเท่านั้นเอง

‘ศพนั่น...ไม่ใช่ศพของข้า’ เสียงทุ้มแหบพร่าที่ดังมาจากด้านหลังทำให้ฉันต้องรีบหันขวับไปมองเจ้าของเสียงทันที ก่อนจะรีบโผเข้าไปกอดเขาไว้แน่นอย่างลืมตัว 

‘เนปา...ท่านยังไม่ตายจริง ๆ ด้วย...หายไปไหนมา...ฉันเป็นห่วงมากรู้ไหม’

‘เกือบตายไปเหมือนกัน’ เนปาตอบก่อนจะกระซิบเตือนต่อไป ‘แต่ตอนนี้...ทหารและชาวบ้านต่างมุงดูเรากอดกันใหญ่แล้ว...เพนนี’

เมื่อนึกขึ้นได้ฉันจึงรีบผละออกจากเนปาทันที ก่อนจะเจอเข้ากับสายตาขององค์มุตตาฟาที่กำลังมองมาพอดี...ฉันไม่รู้เลยว่าท่านเข้ามายังเพิงเก็บศพไร้ญาติตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

‘ว่าแต่...ทำไมเชือกห้อยคอร้อยตุ้มหูไข่มุกของท่านไปอยู่กับศพนี่’ ฉันอยากรู้ทันทีหลังจากนั้น

เนปาเดินไปที่ศพ และดึงเชือกห้อยคอร้อยตุ้มหูไข่มุกของเขาออกจากศพมาถือไว้อย่างครุ่นคิด ก่อนจะเล่าที่มาที่ไปของเรื่องราวที่เกิดขึ้น

‘ฉันถูกคลื่นใหญ่ที่ซัดเข้ามาทำลายหมู่บ้านดูดลากออกไปนอกทะเล...แต่ก็ยังประคองตัวรอดอยู่บนขอนไม้ได้...กระทั่งเรือลำหนึ่งมาพบฉันเข้าในตอนใกล้ค่ำ ฉันมัวแต่ดีใจที่ได้เจอเรือทหารที่คงกำลังช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอยู่...แต่พอฉันปีนขึ้นเรือได้แล้วกลับถูกรุมชกต่อย...สักพักเมื่อสู้ไม่ไหวก็เหมือนถูกฟาดเข้าที่ศีรษะจนตกลงจมน้ำไปอีกครั้ง’  

สิ่งที่เนปาเล่ามานั้นทำให้ฉันรู้สึกสงสารจับใจ เขาเจอเหตุการณ์ถูกทำร้ายซ้ำในลักษณะคล้ายกันกับตอนตกเรือที่น่านน้ำประเทศอังกฤษ 

‘นี่เจ้าถูกทำร้ายจนตกทะเลหายไปรึ’ เปอลุสถามซ้ำก่อนจะแสดงอาการโกรธเกรี้ยวออกมาทันที ‘ใครกันที่กล้าทำร้ายทหารอย่างพวกเรากันเองได้’

‘โชคดีที่ยังทนฝืนดำน้ำว่ายออกไปให้ห่างเรือลำนั้นเพื่อปลอดภัยไว้ก่อนจึงเกาะขอนไม้รอดค่ำคืนกลางทะเลมาในที่สุด พอตอนเช้าก็ได้รู้ว่ากระแสน้ำพัดออกไปจนใกล้ถึงเกาะหนู จึงว่ายน้ำขึ้นไปพักหลบลมฝนอยู่ที่นั่น กระทั่งมีเรือผ่านไปพบฉันในวันนี้...’ เนปาสรุปประเด็นที่หลายคนสงสัยในตอนท้าย  ‘ส่วนเชือกห้อยคอของฉันคงหล่นตอนถูกกระชากรุมทำร้ายอยู่บนเรือทหารสิงหลาลำนั้น...เพราะก่อนจะปีนขึ้นเรือฉันยังจับมันไว้แน่นเพื่อสร้างกำลังใจให้ตัวเอง ครั้นรอดจากการถูกรุมทำร้ายจนตกน้ำถึงได้รู้ว่ามันหายไปแล้ว... แต่จะมาอยู่ที่คอศพขึ้นอืดไร้ญาตินี่ได้อย่างไร ฉันก็มิอาจรู้ได้’

‘ที่บอกว่าเรือลำนั้นเป็นเรือทหารสิงหลา...เจ้ารู้ได้อย่างไร’ องค์มุตตาฟาถามน้ำเสียงดุดัน และมีแววตาครุ่นคิดสงสัยอย่างชัดเจน

‘เรือเล็กของหน่วยทหารสิงหลา...แม้จะใกล้ค่ำเห็นไม่ชัดนัก แต่แสงตะเกียงที่หัวเรือยังพอช่วยให้เห็นสัญลักษณ์ของสิงหลาได้ชัดเจน’ เนปาพูดน้ำเสียงราบเรียบ สีหน้านิ่งเฉยจนฉันเองยังบอกไม่ถูกว่าเขารู้สึกอย่างไรอยู่กันแน่

‘หรือศพไร้ญาตินี่ คือหนึ่งในคนที่ทำร้ายเจ้า...แล้วยึดเอาเชือกร้อยตุ้มไข่มุกของเจ้ามาไว้เสียเอง’ เปอลุสแสดงความคิดเห็นแทรกขึ้นอย่างรวดเร็ว ‘ว่าแต่เขาตายกลายเป็นศพขึ้นอืดนี่ได้อย่างไรเล่า...น่าเสียดายที่เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร หรือจะเป็นทหารสิงหลาอย่างที่เนปายืนยันก็ไม่แน่ชัดนัก... ’

‘แล้วหากเป็นทหารสิงหลาที่รุมทำร้ายเนปา บุตรชายของฉันจริง...ใครจะรับผิดชอบเรื่องนี้’ จู่ ๆ ท่านเมอเตสก็ปรากฏตัวเข้ามาให้เห็นอีกคน ‘ทราบมาว่า...ท่านเป็นผู้บัญชาการหน่วยทหารประจำเรือกู้ภัย อีกทั้งยังนำเรือกู้ภัยออกทะเลในครั้งนี้ด้วย...มิใช่หรือ’

ฉันรู้สึกใจคอไม่ดีเลยที่เห็นสายตาของท่านเมอเตส ผู้แทนการค้าบริษัท วีโอซี. จ้องมองไปยังองค์มุตตาฟาอย่างเปิดเผย

‘นอกจากนี้...มีคำบอกเล่าจากคนที่ข้าสั่งให้คอยติดตามดูแลเพนนีในวันที่ถูกแห่ประจาน...ตอนเกิดพายุและคลื่นใหญ่นั่น เขาหลบภัยเกาะอยู่บนต้นไม้ใกล้ ๆ กับเพนนี ...จึงได้เห็น...ท่านเป็นผู้ช่วยเหลือเพนนีออกจากกรงขังใต้น้ำได้อย่างปลอดภัย...แต่กลับไม่เหลียวแลที่จะช่วยเหลือเนปาที่กำลังฝ่ากระแสน้ำไปช่วยเพนนีในขณะเดียวกัน...ท่านรีบสั่งให้ทหารพายเรือกลับเข้าฝั่ง เป็นเหตุให้ต่อมาเนปาต้องถูกน้ำซัดดูดกลืนหายไปในทะเล’

‘ที่ข้าตัดสินใจเช่นนั้น...เพราะรู้ว่าหากขืนชักช้าไม่รีบนำตัวเพนนีหลบขึ้นที่ปลอดภัยให้ทันเสียก่อน พวกเราก็จะถูกคลื่นดูดออกไปนอกทะเลเช่นกัน...ในเวลาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเช่นนั้น...หากเป็นท่าน...จะทำอย่างไร’ องค์มุตตาฟาให้คำถามฉุกคิดกลับมาเช่นกัน 

‘ถึงแม้เรื่องเนปาอาจไม่มีหลักฐานแน่ชัด...แต่บริษัท วีโอซี. ของพวกเราชาววิลันดา...อาจต้องทบทวนความสัมพันธ์บางอย่างต่อสิงหลา...เพราะระยะหลังมานี้ สิงหลาไม่ให้เกียรติพวกเราเท่าที่ควร...ดูอย่างกรณีการลงโทษเพนนี ทั้ง ๆ ที่ข้าได้ขอร้องให้ละเว้นแล้ว แต่สิงหลากลับเห็นความสัมพันธ์กับชนชาติอื่นมากกว่าวิลันดาที่เคยช่วยเหลือสิงหลามาเนิ่นนาน’ สายตาและน้ำเสียงผู้แทนการค้าเมอเตสแข็งกร้าวดุดันมากจนฉันเองยังตกใจที่ได้เห็น เพราะปกติส่วนตัวแล้วฉันมักจะได้เห็นมุมอ่อนโยนของเขาอยู่เสมอ

‘กรณีการลงโทษเพนนี...ทราบมาว่าตอนนั้น ท่านมุตตาฟาได้พยายามช่วยเหลือจนที่สุดแล้ว มิใช่หรือท่านเมอเตส...แสดงว่าท่านมุตตาฟาก็สนับสนุนช่วยเหลือบริษัท วีโอซี. อยู่ไม่น้อย’ เปอลุสพูดตะโกนเสียงดังจนฉันแอบตงิด ๆ สงสัยว่าทำไมเขาต้องทำเช่นนั้น 

‘หยุดนะเปอลุส...ท่านมุตตาฟาช่วยเพนนีนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว หาได้เกี่ยวกับการที่ท่านจะสนับสนุนเข้าข้างการผูกขาดการค้าของบริษัท วีโอซี. แต่อย่างใด’ คนสนิทขององค์มุตตาฟาตำหนิเปอลุสทันทีเช่นกัน

‘ท่านมุตตาฟาช่วยเพนนี...เป็นเรื่องส่วนตัว...ถ้าอย่างนั้น...ท่านมุตตาฟาก็หวังในตัวเพนนี ถึงขนาดต้องกำจัดเนปา บุตรบุญธรรมของท่านเมอเตส ออกไปให้พ้นทางเชียวรึ’ ดูเหมือนเปอลุสยังคงพูดให้สถานการณ์ของทุกฝ่ายแย่ลงไปกว่าเดิม...’ว่าแต่ทหารเนปา เป็นน้องสามีของเพนนีมิใช่รึ...ฉันชักจะงงไปใหญ่แล้วสิ...ท่านเมอเตส’

ฉันจับสังเกตได้ว่า...ไม่ว่าเปอลุสจะพูดไปทิศทางใดก็รังแต่จะทำให้หลายฝ่ายเดือดร้อนกันไปทั่ว 

แม้อาการไข้ของฉันเริ่มหนักขึ้นแต่ก็จำเป็นต้องทนเพื่อรอดูเหตุการณ์ต่อไป...ด้วยมีลางสังหรณ์บางอย่างบอกให้ฉันรู้ว่า แม้พายุร้ายจะผ่านพ้นไป แต่บัดนี้เมฆแห่งความอึมครึมกลับเริ่มก่อตัวขึ้นอีกแล้ว



* * * * * * * * * * * * * *




Create Date : 23 มิถุนายน 2558
Last Update : 23 มิถุนายน 2558 8:57:21 น. 0 comments
Counter : 385 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.