Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2558
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
19 มิถุนายน 2558
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๒๖ พิพากษา

ผลจากการไปแจ้งเตือนภัยชาวบ้านแถบด้านตะวันออก ดูท่าจะบานปลายไปใหญ่โตโดยที่ฉันไม่ได้คาดการณ์ไว้ องค์มุตตาฟาได้รับผลกระทบพลอยฟ้าพลอยฝนจากเรื่องนี้ไปด้วย เนื่องจากฉันเป็นหมอหญิงสังกัดราชสำนักซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของท่านโดยตรง

‘ที่ดินแถบนั้น ต่างเป็นที่ต้องการของบรรดาพ่อค้าต่างเมือง ทั้งดัตช์ โปรตุกีส ฝรั่งเศส  เปอร์เซีย หรือแม้แต่อังกฤษที่กำลังติดต่อเข้ามาขอเช่าที่ดินเพื่อสร้างห้างร้านโกดัง เพราะบริเวณนั้นอยู่ใกล้ประตูเมืองฝั่งท่าเรือ จึงสะดวกรวดเร็วในการลำเลียงขนส่งสินค้า’ องค์มุตตาฟาอธิบายยืดยาวเกี่ยวกับปัญหาที่ฉันไปก่อไว้โดยไม่ได้เจตนา ‘องค์สุลต่านไม่ต้องการให้เกิดปัญหาการแย่งชิงที่ดินตรงนั้นระหว่างพวกพ่อค้าต่างชาติ จึงให้ชาวพื้นเมืองดั้งเดิมอาศัยอยู่ที่นั่นตลอดมา แต่บริษัท วีโอซี.ของดัตช์ ซึ่งช่วงหลัง ๆ มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในขณะที่สิงหลามีศึกสงคราม ระบุความต้องการที่ดินแถบนั้นเพื่อแลกกับอาวุธที่จะขายให้กับสิงหลา เรื่องนี้สร้างความลำบากใจต่อองค์สุลต่านไม่น้อย...และเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องระมัดระวังในการตัดสินใจ ไม่เพียงแต่กระทบกับชาวเลพื้นเมือง แต่ยังกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสิงหลากับพ่อค้าเมืองอื่น ๆ ด้วย’

‘ข้าไม่รู้เรื่องที่บริษัทวีโอซี. ต้องที่ดินแถบนั้นเลยจริงๆ’ ฉันรีบออกตัวชี้แจง รู้สึกตกใจที่พลาดข้อมูลสำคัญดังกล่าวไปได้ ทั้งที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกสะไภ้ของเมอเตส ซึ่งเป็นผู้แทนการค้าบริษัท วีโอซี. ‘ข้าไม่รู้เรื่องแผนการค้าของบริษัทวีโอซี. ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะมัวแต่สนใจและเป็นห่วงชาวบ้านแถบนั้นที่จะเกิดพายุ’

‘แต่ข้ารัฐผู้ใหญ่ส่วนมากเชื่อว่าเป็นกลลวงของผู้แทนการค้าบริษัท วีโอซี. โดยมีเจ้าเป็นผู้วางอุบาย’ องค์มุตตาฟามีสีหน้ากลุ้มใจอย่างเห็นได้ชัด ‘และข้ากำลังถูกกลุ่มพ่อค้าชาติอื่น ๆ คลางแคลงใจว่าให้การสนับสนุนบริษัทดัตช์ผูกขาดทางการค้าที่สิงหลา’

‘ข้าเสียใจเหลือเกินที่ทำให้ท่านเดือดร้อน’ ฉันรู้สึกผิดเต็มประตูที่ไม่คิดอะไรให้รอบคอบกว่านี้

‘มีคำสั่งลงมาให้ข้าปลดเจ้าออกจากตำแหน่งหมอหญิงประจำราชสำนัก จนกว่าเรื่องพายุจะได้รับการพิสูจน์ว่าเจ้าไม่ได้แต่งเรื่องขึ้นเพื่อหวังช่วยบริษัท วีโอซี.ได้ที่ดินจากชาวพื้นเมือง’ องค์มุตตาฟาถอนหายใจอย่างหนักก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ‘อดคิดไม่ได้ว่า...เจ้าคงแอบดีใจที่จะได้ถือโอกาสออกจากวังไปอยู่ข้างนอกเสียที’

ฉันไม่ปฏิเสธคำพูดประชดประชันขององค์มุตตาฟา เพราะฉันแอบดีใจอย่างนั้นจริง ๆ แต่ขณะเดียวกัน ความรู้สึกที่มีมากกว่าความดีใจคือ ความรู้สึกเสียใจที่ทำให้องค์มุตตาฟาถูกตำหนิด้วยสาเหตุจากการกระทำของฉัน

* * * * * * * * * * * * * *

ภายหลังเก็บข้าวของเดินทางออกจากวังในวันต่อมา ฉันก็มุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านวิลันดาทันทีเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงจากหัวหน้าผู้แทนการค้าบริษัท วีโอซี.

‘ทางบริษัทต้องการให้ย้ายห้างร้านและโกดังไปอยู่แถบนั้น เพื่อลดปัญหาการลำเลียงขนส่งและความปลอดภัยมากขึ้น ฉันจึงได้ทำการเจรจาขอเช่าที่ดินจากรัฐสิงหลา’ ท่านเมอเตสบอกกับฉันตามตรง ‘แต่ได้รับการปฏิเสธ...ด้วยเหตุว่าเป็นที่อยู่ดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองซึ่งได้ให้การยอมรับและสนับสนุนองค์ดาโต๊ะ โมกอล และครอบครัว เมื่อคราวอพยพหนีสงครามจากที่อื่นมาสร้างบ้านแปงเมืองที่นี่แต่โดยดี’

‘ฉันก็เพิ่งรู้มาว่าท่านได้ส่งคนไปติดต่อขอเช่าที่ดินจากชาวบ้านแถบนั้นเพื่อให้พวกเขายินยอมโดยไม่ต้องผ่านรัฐสุลต่าน...แต่ชาวบ้านก็ไม่ยินยอมเพราะเกรงจะถูกยึดที่ดินถาวร’ ฉันทวนข้อมูลที่เพิ่งรับรู้เพิ่มเติมมาภายหลัง ‘ฉันหวังดีต้องการไปเตือนให้พวกเขาย้ายออกมาเพื่อหนีพายุ แต่กลับถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอุบายให้พวกเขายอมยกที่ดินให้ท่าน’

‘ว่าแต่...เธอรู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดพายุขึ้นจริง’ เมอเตสจ้องหน้าฉันด้วยความสงสัย ‘เนปายืนยันว่าเธอไม่ได้โกหก แต่เขาอธิบายฉันไม่ได้...ว่าเธอรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างไร’

‘ฉัน...ลองทำนายตามหลักโหรพยากรเท่านั้น’ ฉันไม่สามารถบอกท่านเมอเตสได้หรอกว่าฉันมาจากอนาคต ‘แต่เชื่อฉันเถอะว่าจะมีพายุพัดถล่มและน้ำท่วมบ้านเรือนแถบนั้นแน่นอน’

‘แล้วเธอคิดไว้หรือยังว่าจะทำอย่างไรต่อไป...ถ้าไม่มีพายุนั่น’ ท่านเมอเตสมีน้ำเสียงเครียดจริงจัง ‘นอกจากเนปาที่เดือดร้อนไปด้วยกับเธอแล้ว...ฉันในฐานะหัวหน้าผู้แทนการค้าบริษัท วีโอซี. ก็ถูกคาดโทษ...ข้ารัฐสิงหลาที่ติดต่อเจรจาการค้าด้วยกันลดระดับความเชื่อใจฉันลงมาก’

‘ฉันได้ให้ถ้อยคำต่อผู้สืบความไปแล้วว่าฉันกระทำการไปโดยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนปา...ท่าน...และบริษัท วีโอซี. ...ฉันขอรับผิดชอบเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น’ ฉันยืนยันความจริงอีกครั้ง ‘และพายุนั่นจะเกิดขึ้นภายในปีนี้แน่นอน’

เมื่อไม่ได้เป็นหมอหญิงในวังอีกต่อไปแล้ว ผู้แทนการค้าเมอเตสจึงเสนอให้ฉันทำงานที่ห้างสินค้าของบริษัทวีโอซี. เพราะรู้ว่าฉันสามารถพูดได้หลายภาษา...แต่ฉันปฏิเสธท่านไป ด้วยภายภาคหน้าฉันรู้ดีว่ามะเตโอสจะต้องเดินทางกลับมา และที่สำคัญฉันไม่อยากทำการค้าที่ดูเหมือนว่าในอนาคตจะต้องต่อสู้แข่งขันเป็นไม้เบื่อไม้เมากับบริษัทของอังกฤษซึ่งผู้แทนการค้าประจำเมืองสิงหลา คือ...แฮรอน...พ่อของเบน...หรือปู่ของสร้อยนั่นเอง

ฉันเดาว่าตอนนี้แฮรอนคงยังประจำการอยู่ที่ญี่ปุ่น เพราะมีผู้แทนการค้าคนหนึ่งของบริษัทอังกฤษเพิ่งเดินทางมาเจรจาการค้าขออนุญาตตั้งห้างร้านกับองค์สุลต่านสุลัยมาน เมื่อเกือบสองปีที่ผ่านมานี่เอง ...จากบันทึกของพ่อค้าชาวดัตช์ทำให้ฉันรู้ว่าตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรมซึ่งได้แต่งตั้งดาโต๊ะ โมกุล เป็นเจ้าเมืองสิงหลา พระองค์ได้ให้สิทธิการค้าที่สิงหลาแก่ชาวดัตช์ หรือวิลันดา เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากการที่พระเจ้าทรงธรรมอนุญาตให้ชาวดัตช์เข้ามาตั้งห้างที่สิงหลาเมื่อ พ.ศ. ๒๑๕๖ และพระราชทานที่ดินสำหรับที่พักอาศัยจนกลายเป็นหมู่บ้านวิลันดา ที่สำคัญพระเจ้าทรงธรรมไม่อนุญาตให้ชนชาติอื่น ๆ อย่างโปรตุเกส ฝรั่งเศส และอังกฤษ เข้ามาทำการค้าที่สิงหลาเป็นอันขาด 

ต่อมาเมื่อท่านดาโต๊ะ โมกุล เสียชีวิต องค์สุลต่านสุลัยมาน ซาร์ ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทน กระทั่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๘๕ องค์สุลต่านได้ประกาศตั้งเมืองสิงหลาเป็นรัฐอิสระ ไม่ขึ้นกับอโยธยาในยุคสมัยพระเจ้าปราสาททอง ...พ่อค้าชาติอื่น ๆ ก็เข้ามามีบทบาทที่สิงหลามากขึ้นเนื่องจากองค์สุลต่านสุลัยมาน มีนโยบายให้สิงหลาเป็นเมืองท่าอิสระ เปิดโอกาสให้ชนชาติอื่น ๆ เข้ามาทำการค้าได้อย่างเสรี สาเหตุหนึ่งก็มาจากการต้องพึ่งเทคโนโลยีของชนชาติโปรตุกีส ฝรั่งเศส และอังกฤษในการก่อสร้างกำแพงเมือง ป้อมปราการ และหอรบ รวมทั้งอาวุธสมัยใหม่ไว้ป้องกันการบุกรุกของข้าศึก นอกจากนี้ยังใช้ความสัมพันธ์กับชาติอื่น ๆ เหล่านั้นเพื่อไว้ถ่วงดุลอำนาจของบริษัทดัตช์อีกด้วย

กว่าหลายสิบปีก่อน บริษัทอังกฤษนั้นสนใจทำการค้าที่เมืองปตานีมากกว่าสิงหลา แต่สามถึงสี่ปีหลังมานี้ ปตานีเริ่มไม่พอใจอังกฤษและพยายามหาทางกีดกันโดยเรียกเก็บภาษีจำนวนมากขึ้น อังกฤษจึงเบนความสนใจมาที่สิงหลาซึ่งเป็นเมืองท่าอิสระ อีกทั้งยังไม่มีการเรียกเก็บภาษี เพียงแต่ให้ของกำนันแก่องค์สุลต่านเป็นการแลกเปลี่ยนเท่านั้น...การมาปรากฎตัวของผู้แทนการค้าอังกฤษเมื่อช่วงเกือบสองปีที่ผ่านมาจึงเป็นการแสดงเจตนาของอังกฤษอย่างชัดเจน ที่จะย้ายห้างสินค้าจากปตานีมาประจำที่สิงหลาแทน

* * * * * * * * * * * * * *

นอกจากถูกปลดจากการเป็นหมอหญิงรับใช้ในเขตวังแล้ว ฉันยังถูกห้ามไม่ให้ทำงานที่ค่ายรักษาทหารผู้ได้รับบาดเจ็บอีกด้วย เนื่องจากหมอฝรั่งเศสคนใหม่ที่เพิ่งเดินทางมาถึงสิงหลาไม่ยอมรับวิธีการรักษาด้วยสมุนไพร ฉันจึงทำได้เพียงเป็นหมอรักษาชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น

ที่น่าเสียใจยิ่งขึ้นคือฉันถูกชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ด้านทิศตะวันออกรังเกียจเดียดฉันท์ พวกเขาไม่ยอมให้ฉันเข้าไปในเขตหมู่บ้านแม้จะเพื่อการรักษาผู้ป่วยก็ตาม พวกเขาไม่สนใจในความเป็นหมอของฉันเพราะมีลุงทองเป็นหมอสมุนไพรและฝังเข็มให้อยู่แล้ว

เพื่อความอยู่รอดที่สิงหลา ฉันจึงตัดสินใจทำงานอิสระเป็นล่ามแปลภาษาอยู่แถวท่าเรือ หากใครต้องการล่ามก็มาติดต่อให้ฉันไปทำงานให้ ท่านเมอเตสเองก็ให้คนมาเรียกฉันไปเป็นล่ามที่สถานีการค้าของบริษัท วีโอซี. อยู่บ่อยครั้ง

การทำงานเป็นล่ามอิสระทำให้ฉันพอใจและมีความสุขมากเช่นกัน เพราะจะได้มีเวลาช่วยแม่เปลื้องดูแลสร้อยมากขึ้น อีกทั้งการทำงานเป็นล่ามแถวท่าเรือยังทำให้ฉันมีโอกาสได้เจอกับเนปาบ่อยขึ้นด้วย ยกเว้นก็แต่เวลาที่เขาต้องเดินทางออกไปกับทัพเรือเพื่อลาดตระเวณและตรวจตราป้องกันการบุกรุกของเรือข้าศึกที่หน้าน่านน้ำทะเลของสิงหลา

จะว่าไปแล้ว ความจริงฉันก็ไม่ได้ลำบากตรากตรำในการทำงานรับจ้างอิสระที่สิงหลาสักเท่าไหร่นัก เพราะองค์มุตตาฟาได้ให้คนสนิทของท่านแอบส่งข้าวของเครื่องใช้มาให้อย่างสม่ำเสมอแม้จะได้รับการปฏิเสธจากฉันไปหลายครั้งก็ตาม

‘ถึงแม้เจ้ามิหวังรับความช่วยเหลือจากข้า...แต่มิตรแท้...ย่อมดูแลและไม่ทอดทิ้งมิตรในยามยากมิใช่หรือ’ ข้อความตัวหนังสือในจดหมายที่องค์มุตตาฟาฝากมาพร้อมกับข้าวของเครื่องใช้ทำให้ฉันซาบซึ้งใจมากเหลือเกิน

คำว่า...มิตรแท้...ทำให้ฉันรู้สึกละอายใจไม่หายที่ทำให้องค์มุตตาฟาต้องโดนครหาว่าเอนเอียงเข้าข้างบริษัท วีโอซี.ของชาวดัตช์ และอาจทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์กับชนชาติอื่น ๆ ได้

แม้จะไม่สามารถเกลี้ยกล่อมลุงทองให้พายายจันทร์และลูกหลานย้ายออกไปอยู่แถบอื่นของเมืองได้ แต่ด้วยความรักและความผูกพันต่อพวกเขา ฉันจึงตัดสินใจใช้เงินทองที่มีอยู่ซื้อที่ดินใกล้เชิงเขาเขียวและสร้างบ้านไว้หลังหนึ่งเพื่อเตรียมการให้พร้อมสำหรับอพยพครอบครัวลุงทองกับยายจันทร์ในวันที่เกิดพายุ เพราะฉันเองก็ไม่แน่ใจสักเท่าไหร่ว่าบ้านริมคลองที่ท้ายหมู่บ้านวิลันดาของฉันนั้นจะปลอดภัยจากพายุหรือไม่... เพราะอยู่ในพื้นที่ที่ใกล้กับแถบด้านตะวันออกที่น้ำทะเลจะท่วมขึ้นมาในอนาคต...อีกอย่างก็ดูได้จากลักษณะของบ้านในตอนนี้กับในอนาคตตอนที่ฉันมาอยู่ในร่างสร้อย...ลักษณะของตัวบ้านที่เห็นนั้นแตกต่างกัน...จึงคาดการณ์ว่าบ้านหลังนั้นคงไม่ปลอดภัยนักในยามที่เกิดภัยพายุ

และก็เพิ่งมารู้ด้วยตัวเองนี่ล่ะ...ว่าบ้านของยายจันทร์ในเขตเมืองชั้นในที่ฉันเคยเข้าไปหลบซ่อนตัวและแกล้งปลอมเป็นคนท้องแก่เพื่อหนีทหารสิงหลาในคราวนั้น...ที่แท้เป็นบ้านของเพนนีอีกหลังในตอนนี้

ส่วนสร้อยซึ่งอยู่บ้านแม่เปลื้องกับเปอลุส สามีทหารรับจ้างชาวดัตช์นั้น ฉันไม่ค่อยเป็นห่วงหากเกิดพายุ เนื่องจากพวกเขาอยู่ทางด้านทิศเหนือของเมืองสิงหลา และที่สำคัญอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเนปาสักเท่าไหร่อีกด้วย...แม้เนปาและเปอลุสซึ่งเป็นทหารจะไม่ค่อยได้อาศัยอยู่ที่บ้านกันสักเท่าไหร่ก็ตามเพราะต้องอยู่ประจำการที่ฐานทัพทหารที่ท่าเรือเป็นส่วนใหญ่ แต่ฉันก็ยังอุ่นใจที่สร้อยไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงด้านทิศตะวันออก

ความน่ารักน่าชังของสร้อยที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ย่างเข้าสู่วัยสี่ขวบ ทำให้ฉันแทบจะลืมความกังวลเรื่องพายุไปสิ้น จนกระทั่งเวลาผ่านไปเข้าสู่วันปีใหม่ของ ค.ศ. ๑๖๖๗ หรือ พ.ศ. ๒๒๑๐ กลับยังไม่มีพายุตามที่ฉันยืนยันแต่อย่างใด

‘เพนนี...ฉันทราบข่าวมาว่าเมื่อวานนี้ผู้นำชาวพื้นเมืองได้ไปขอให้ชำระความเรื่องพายุที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงตามที่เธอกล่าวอ้าง’ เนปาบอกด้วยสีหน้าเป็นกังวลขณะเรายืนคุยกันอยู่บนท่าไม้ที่ทอดตัวยาวลงไปในทะเลสาบ ‘แน่ใจหรือว่าเธอรู้อนาคต...ในเมื่อพายุที่เธอบอกนั้น...ไม่ได้เกิดขึ้นจริง’

เงาของดวงจันทร์ที่กำลังโยกไหวตามคลื่นบางเบาของน้ำในทะเลสาบคงเป็นเหมือนความรู้สึกของฉันในตอนนี้ที่กำลังสับสนหวั่นใจกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น...ไม่ได้ได้เกิดพายุตามที่นักเดินทางชาวฝรั่งเศสบันทึกไว้...เรื่องนี้มีความผิดพลาดที่ไหนกัน...ฉันเองก็ครุ่นคิดเรื่องนี้มาหลายวัน

‘หากคำตัดสินรุนแรงถึงขั้นประหารตามที่ผู้นำชาวพื้นเมืองต้องการ...ฉันจะพาเธอหนีไปจากที่นี่’ เนปาจับมือฉันไว้แน่นขณะพูดด้วยน้ำเสียงดุดันเป็นเชิงเหมือนจะบังคับให้ฉันเห็นด้วยกับเขา ‘ฉันเตรียมลู่ทางหนีทีไล่ไว้แล้ว...ท่านเมอเตสก็ยินดีและรับปากว่าจะช่วยเหลือพวกเราให้หนีออกจากสิงหลาไปยังปัตตาเวีย’

* * * * * * * * * * * * * *

สามวันหลังจากงานเฉลิมฉลองต้อนรับปีใหม่ของชาวต่างชาติที่ท่าเรือ ฉันก็ถูกทหารสิงหลาบุกจับตัวที่บ้านริมคลองก่อนจะนำไปคุมขังไว้ก่อนเพื่อรอการตัดสินความจากที่ประชุมรัฐ...และเมื่อวันประกาศคำตัดสินมาถึง ฉันจึงถูกนำตัวออกมาจากที่คุมขัง...เพื่อฟังคำแถลงพิพากษา

‘เพนนี ฟาน เมอเตส...โทษฐานที่เจ้าฉ้อฉน กุสร้างเล่ห์เพทุบายเรื่องพายุเพื่อหวังไล่ที่ให้ผู้คนออกจากถิ่นอาศัยทำกินแถบตะวันออก...เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งและวุ่นวายจนเป็นเหตุให้ชาวพื้นเมืองต้องตาย...เพื่อมิให้เกิดข้อครหาและยุติความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น...จึงสมควรประหารให้ตายตกชาวบ้านผู้นั้นไปด้วย’ คำประกาศของหัวหน้าคณะตัดสินความทำให้ฉันเกิดอาการหูอื้อขึ้นมาอย่างกระทันหัน จนเกือบไม่ได้ยินประโยคถัดไป ‘แต่ด้วยเจ้าเคยทำคุณประโยชน์ช่วยเหลือผู้คนและบ้านเมืองมามาก...จึงมิควรขนาดต้องโทษถึงสิ้นชีวิต...เพียงแต่ต้องโทษแห่ประจานและขับไล่ออกไปอยู่นอกเขตเมืองสิงหลา ห้ามเข้ามาอีกตลอดไป’

ฉันถูกมัดมือไพล่หลังนำตัวออกจากห้องตัดสินความ พาเข้าไปอยู่ในกรงไม้เพื่อให้ทหารนำไปแห่ประจานที่หมู่บ้านทางทิศตะวันออก

ไม่นึกว่าฉันในฐานะเพนนี ฟาน เมอเตส จะถูกชะตาเล่นงานให้ต้องเข้ามาอยู่ในกรงขังเหมือนกับตอนสมัยที่มาอยู่ในร่างเดียวกับสร้อย...ผิดกันก็แต่คราวนี้ถูกแห่ประจานและถูกชาวพื้นเมืองขว้างก้อนหินใส่ โห่ไล่อย่างรังเกียจ...ฉันหลับตาลงเป็นการยอมรับกับชะตาที่เกิดขึ้น

เป็นเวลาเนิ่นนานเหลือเกินสำหรับฉันกว่าขบวนแห่ประจานจะไปถึงลานกลางหมู่บ้านชาวพื้นเมืองเพื่อให้ฉันกราบขอขมาต่อชาวบ้าน แต่แล้วสิ่งที่ทำให้ต้องตกใจลืมตาขึ้นอย่างกระทันหันคือสัมผัสจากแรงลมกรรโชกที่พัดเข้ามาปะทะ ท้องฟ้ามืดคลึ้มตั้งแต่เมื่อไหร่ฉันก็ไม่อาจรู้ได้เพราะหลับตามาตลอดตั้งแต่ออกจากเขตวัง เม็ดฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและกระทันหันทำให้ผู้คนที่มายืนรอดูขบวนแห่ประจานต่างวิ่งหลบเข้าไปยังบ้านเรือนของตัวเอง แม้แต่ทหารที่แบกแห่กรงขังของฉันก็รีบวางกรงลงและวิ่งเข้าไปหลบฝนที่ใต้ถุนบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ แถวนั้น ปล่อยให้ฉันนั่งตากฝนอยู่ในกรงบนถนนดินตามลำพัง

‘เพนนี’ เสียงทุ้มอันคุ้นเคยดังมาจากทางด้านหลัง ไม่จำเป็นต้องหันไปดูก็รู้ว่าคือเนปา 

ทั้งลมและฝนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนฉันหวาดหวั่นใจ...หันไปสบตากับเนปาที่มีแววความเป็นห่วงกังวลอย่างมากเช่นกัน

‘ใครถือกุญแจคล้องโซ่ล่ามกรง’ เนปาตะโกนฝ่าเสียงลมฝนไปทางทหารที่ยังยืนหลบอยู่ใต้ถุนเรือน ‘ออกมาเปิดกรงเดี๋ยวนี้...ไม่อย่างนั้นข้าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด’

ลมแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนฉันรู้สึกได้ว่าแม้กระทั่งกรงขังยังขยับโยก ฝนเม็ดใหญ่ที่เทกระหน่ำลงมาทำให้รู้สึกเจ็บปวดตามเนื้อตัว สักพักเสียงครืนใหญ่ก็ดังมาจากฝั่งกำแพงเมืองหลังหมู่บ้านโดยยังไม่ทราบสาเหตุทำให้ฉันอดที่จะเผลอกรีดร้องด้วยความตกใจไม่ได้

‘มันคนไหนถือกุญแจ...เอามาให้ข้าเดี๋ยวนี้’ เสียงเนปาตะโกนแข่งลมฝนออกไปอย่างโกรธเกรี้ยว ก่อนจะลุกขึ้นเดินฝ่ากระแสลมไปยังทหารที่ยืนเกาะเสาอยู่ใต้ถุนบ้าน

เสียงครืนใหญ่ดังขึ้นกว่าเดิม คราวนี้มีเสียงแตรจากป้อมปืนดังขึ้นตามมาติด ๆ แต่สัญญาณแตรแปลกไปไม่เหมือนกับทุกครั้งที่เคยเป็นสัญญาณเตือนเวลาเห็นเรือข้าศึกบุกเข้ามาใกล้น่านน้ำ...ทันใดนั้น ฉันก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่านั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยพายุก็เป็นได้

คำตอบจากความสงสัยที่ฉันได้รับคือกระแสลมที่พัดโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง พร้อมระรอกคลื่นน้ำขนาดใหญ่ที่สาดซัดเข้ามาปะทะตัวอย่างจังจนกรงขังหมุนพลิกคว่ำหลายตลบ เมื่อกรงหยุดหมุน ฉันรู้สึกจุกแน่นปวดไปทั้งตัว สายตาพร่ามัวมองไม่เห็นว่าโดยรอบเป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกได้แต่เพียงว่าเหมือนตัวเองกำลังนั่งอยู่ในน้ำสูงถึงระดับหน้าอกแล้ว

ฉันตะโกนร้องเรียกหาเนปาด้วยความเป็นห่วง เมื่อพยายามลืมตาฝ่าห่าฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ฉันก็เห็นว่าน้ำกำลังเอ่อท่วมขึ้นมาเรื่อย ๆ ใกล้ถึงระดับคอของฉันแล้ว น้ำท่วมสูงขึ้นเร็วมาก ฉันพยายามจะช่วยเหลือตัวเองด้วยการยืนขึ้นเพื่อให้ศีรษะพ้นระดับน้ำ แต่กรงไม้ที่มีน้ำหนักมากบวกกับกระแสน้ำที่เริ่มไหลเชี่ยวทำให้ฉันยืนต้านไว้ไม่ไหว ต้องปล่อยให้กรงหมุนติ้วไปตามกระแสน้ำและกลั้นหายใจไม่ให้น้ำเข้าปากจมูก

โชคดีอยู่บ้างที่กรงเหมือนจะไปติดอยู่กับอะไรสักอย่างที่มาขวางทางไว้ไม่ให้ไหลตามน้ำที่เชี่ยวกรากออกไป ฉันรวบรวมพละกำลังยืนขึ้นอีกครั้ง จึงรู้ว่าน้ำท่วมศีรษะแล้วแม้ว่าฉันจะยืนได้ก็ตาม

พายุและน้ำท่วมเขตเมืองด้านทิศตะวันออกของสิงหลา...เกิดขึ้นจริง...เพียงแต่ช่วงที่เกิดนั้นคลาดเคลื่อนจากที่ฉันคาดการณ์ไว้....มิหนำซ้ำยังมาเกิดผิดเวลาเอาตอนที่ฉันต้องมาอยู่ในสภาพที่ไม่อำนวยต่อการมีชีวิตรอดอีกด้วย

อาการจมน้ำในคราวนี้ ฉันรู้สึกได้ว่าทรมานกว่าตอนที่อยู่ในร่างสร้อยขณะจมน้ำในทะเลสาบมากนัก เพราะมือของฉันยังถูกมัดไพล่หลัง มิหนำซ้ำยังอยู่ในกรงไม้ที่ผูกล่ามโซ่คล้องกุญแจไว้อย่างแน่นหนาอีกด้วย

ฉันอดคิดไม่ได้ว่า....คงถึงเวลาที่ฉันจะได้กลับไปยังร่างของตัวเองในอนาคตเสียที...คิดว่าดวงจิตของฉันเดินทางมาที่ยุคสิงหลาได้ก็เพราะตกน้ำ...ดังนั้นก็อาจต้องกลับไปร่างตัวเองในอนาคตด้วยน้ำเช่นกัน

ร่างกายนี้....ผู้หญิงที่สร้อยจะได้เจอในอนาคตคงเป็น...ฮารูโกะ...เจ้าของร่างตัวจริงที่กลับมาก็เป็นได้ เพราะดูท่าทางฮารูโกะจะฉลาดและเก่งกาจกว่าฉันหลายเท่านัก

‘ลาก่อน เพนนี ฟานเมอเตส’ ฉันบอกลาร่างกายที่กำลังหมดเรี่ยวแรงและลมหายใจเฮือกสุดท้ายอย่างอาลัยอาวรณ์


* * * * * * * * * * * * * *




Create Date : 19 มิถุนายน 2558
Last Update : 19 มิถุนายน 2558 15:47:02 น. 0 comments
Counter : 371 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.