Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2558
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
16 มิถุนายน 2558
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล :๒๕ ศึกจากพายุ

เนื่องจากเมืองสิงหลาตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ดี มีทะเล ภูเขา และคลองขุดล้อมรอบเกือบทุกด้าน ประกอบกับความแข็งแกร่งของกำแพงเมือง ป้อมปราการ หอรบที่เรียงรายอยู่รอบเมือง รวมทั้งกลยุทธ์ความชำนาญการในการสู้รบทางทะเลของกองทัพทำให้สิงหลาเป็นที่เกรงขามของข้าศึก และนั่นทำให้สิงหลาเริ่มใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุกหวังแผ่ขยายอำนาจออกไปทางเมืองพัทลุง เมืองนคร ไปจนถึงเมืองไชยา

การศึกครั้งนี้ ทหารรับจ้างต่างชาติหลายหน่วยซึ่งรวมทั้งหน่วยทหารชาวดัตช์ของเนปาได้รับการว่าจ้างให้ออกร่วมทำศึกด้วย เนื่องจากมีความชำนาญด้านการใช้อาวุธปืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการวางกลยุทธิ์การรบของเนปาที่แม้จะดูเหมือนว่าอายุยังน้อยแต่ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นถึงผู้ช่วยนายทัพในสังกัดทัพเรือขององค์มุตตาฟา และท่านอัสซัน บุตรชายคนสุดท้องขององค์สุลต่านสุลัยมาน ซาร์ 

‘ไปศึกคราวนี้ ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่’ เนปาเปรยขึ้นในเย็นวันก่อนการเดินทางเมื่อฉันไปหาเขาที่ฐานทัพทหารท่าเรือ ‘ฉันเอาตุ้มหูไข่มุกอีกข้างมาเป็นตุ้มเชือกห้อยคอไว้เป็นกำลังใจยามที่คิดถึงเธอ...เพนนี”

เขาใช้มือลูบตุ้มหูไข่มุกที่ฉันสวมอยู่เบา ๆ จนฉันรู้สึกเขินอายอย่างบอกไม่ถูก...เนปาทำให้ฉันซึ้งใจเป็นที่สุด เขายังไม่ยอมให้ตุ้มหูไข่มุกอีกข้างกับฉัน นั่นเพราะเขาต้องการเก็บไว้กับตัวเพื่อเป็นตัวแทนต่างหน้าฉันในยามที่อยู่ไกลกัน

‘น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเป็นหมอทหารอีกแล้ว’ ฉันบ่นด้วยน้ำเสียงขัดใจเพื่อซ่อนเก็บอาการขวยเขิน

แม้รู้ดีว่าการศึกในครั้งนี้ชัยชนะก็ยังเป็นของกองทัพองค์สุลต่านสุลัยมาน ซาร์ เจ้าเมืองสงขลา ตามประวัติศาสตร์ที่ฉันเคยสืบค้นข้อมูลมาก่อน แต่นั่นก็ทำให้รู้ด้วยว่าการเดินทางไปทำศึกครั้งนี้ของเนปานั้นต้องกินระยะเวลายาวนานเกือบสองปี กว่าทัพหน้าสิงหลาจะกลับมานั้นก็คงราว ๆ ปลายปี พ.ศ. ๒๒๐๘

‘ฉันเห็นด้วยที่ท่านมุตตาฟาสั่งเด็ดขาดให้เธออยู่ที่นี่ การศึกครั้งนี้คงไม่ใช้เวลาสั้น ๆ เหมือนตอนที่เราออกร่วมต้านทหารบกจากเมืองนครคราวก่อนเป็นแน่...ถึงเธอจะเก่งกล้าหาญขนาดไหน  แต่เธอก็เป็นผู้หญิง ที่สมควรได้รับการปกป้องให้อยู่ที่สิงหลาอย่างปลอดภัย มากกว่าจะต้องไปตกระกำลำบากอยู่ท่ามกลางศึกสู้รบ’ เนปาพูดยืดยาว ฉันเดาว่าเขาคงกลัวฉันแอบปลอมตัวเข้าร่วมกองทัพอีกเป็นแน่ ‘อยู่รอฉันที่นี่เถอะนะ อีกอย่างตอนนี้สุขภาพของท่านเมอเตสก็ไม่สู้ดีนัก ฉันขอฝากให้เธอช่วยดูแลด้วย...รวมทั้ง’

‘อัสฟา...’ ฉันพูดต่อให้เขาเองอย่างรู้ใจ ‘หากมีโอกาส ฉันต้องไปเยี่ยมดูแลสร้อยอยู่แล้ว และจะคอยหมั่นไปเยี่ยมเยียนอัสฟาแทนท่านด้วย’

‘ขอบใจที่เธอให้ความเมตตาต่ออัสฟา...ฉันรักและเอ็นดูเขามาก การที่เขาได้รับโอกาสจากฉัน ก็เหมือนกับที่ฉันได้รับโอกาสจากท่านเมอเตส...ชีวิตที่มืดดำของฉันจึงได้รับแสงสว่าง’

“คุณพอจะนึกถึงเรื่องราวของตัวเองได้บ้างรึยัง” ฉันลองเปลี่ยนจากการพูดด้วยภาษาดัตช์เป็นภาษาไทยในยุคปัจจุบันของเรา

ฉันเห็นเนปาเลิกคิ้วสูงขึ้น มีสีหน้าครุ่นคิด แต่ที่น่าดีใจคือเขาไม่มีอาการปวดศีรษะให้เห็นในตอนนี้

“ฉัน...รู้แล้วว่า...” เนปาพูดด้วยภาษาไทยสำเนียงแปร่ง ๆ เขาทำให้ฉันอ้าปากค้างด้วยความดีใจ แต่แล้วก็ต้องผิดหวังในประโยคต่อมา “ภาษาที่เธอพูด...คล้ายภาษาอโยธยาใช่ไหม”

“คุณรู้จักภาษาอโยธยาด้วยเหรอ” ฉันถามด้วยความแปลกใจเป็นที่สุด

“หลายวันก่อน เราจับทหารอโยธยาที่เข้ามาสอดแนมที่ท่าเรือได้สองคน น่าแปลกที่ฉันสามารถเข้าใจภาษาของพวกเขาได้...คืนนั้น ฉันปวดหัวแทบแตก...กลัวว่าตัวฉันเองจะเป็นชาวอโยธยามาก่อน” เนปาหัวเราะเบา ๆ หลังพูดจบ “แต่ฉันก็ยังจำเรื่องราวตัวเองไม่ได้สักที”

ฉันอึ้งไปนานกับสิ่งที่เนปาบอกออกมา...เขากลัวว่าตัวเองจะเป็นชาวอโยธยาหรือนี่...ฉันเชื่อแล้วว่าการไม่รู้จักอดีตของตัวเองช่วยทำให้เนปาไม่ต้องรู้สึกเจ็บปวดและสับสนเหมือนกับฉันในยามที่สิงหลาต้องสู้รบกับทหารอโยธยา...ซึ่งนั่นรวมถึงทหารเมืองพัทลุง นคร และไชยา ที่กองทัพสิงหลากำลังจะไปทำศึก...เพราะในอนาคตพวกเราต่างก็คือคนไทยเหมือนกัน

 ‘เนปา...สักวันท่านจะได้รู้ความจริง...ตอนนี้อาจไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับท่านก็ได้”

ฉันตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องสนทนาหลังจากนั้น และกลับไปใช้ภาษาดัตช์พูดคุยกันตามปกติเมื่อเห็นว่าอาการปวดศีรษะของเนปาเริ่มกำเริบขึ้นมาอีกแล้ว

* * * * * * * * * * * * * *

ความคิดถึงเนปาได้รับการชดเชยจากรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันน่ารักสดใสของสร้อยมาทดแทนได้เป็นอย่างดี...ฉันยอมแสดงตัวเป็นเพนนี ฟาน เมอเตส ตามเงื่อนไขที่แม่เปลื้องต้องการทุกอย่าง แต่ดูเหมือนว่าเธอก็ยังไม่ชอบขี้หน้าฉันอยู่ดี...

อย่างไรก็ตาม ในเวลาดังกล่าวแม่เปลื้องต้องอยู่กับสร้อยที่เรือนแค่สองคน เพราะนายทหารเปอลุสซึ่งเป็นสามีของแม่เปลื้อง ต้องออกไปร่วมกับกองทัพเรือสิงหลาด้วย... การที่ฉันคอยวนเวียนไปเยี่ยมเยียนและตื้ออาสาขอช่วยดูแลสร้อยบ่อย ๆ ....แม่เปลื้องจึงมีท่าทีต่อฉันในทางที่ดีขึ้นตามลำดับ

ไม่เพียงแต่แม่เปลื้องเท่านั้นที่มีท่าทีอ่อนลง แต่ฉันเองก็มีความรู้สึกรักและเอ็นดูอัสฟาในวัยเด็กมากขึ้นเช่นกัน เพราะอัสฟามักวนเวียนมาช่วยดูแลสร้อยอยู่เสมอ ที่สำคัญเขาเป็นเด็กช่างเจรจา เอาอกเอาใจ และอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ทำให้สังเกตุเห็นว่าทุกคนที่พบเห็นต่างให้ความเอ็นดูอัสฟาทั้งสิ้น

แม้ในใจฉันจะยังนึกหวาด ๆ และกังวลต่อสิ่งที่อัสฟาจะทำในอนาคต แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าฉันช่วยเลี้ยงดูและหล่อหลอมเขาไม่ให้เดินไปในทางที่ผิด...บางทีชะตาของอัสฟาและสร้อยอาจจะไม่รันทดอย่างที่ฉันรับรู้มาในอนาคตก็เป็นได้

กว่าสองปีผ่านไป การรอคอยที่เนิ่นนานได้สิ้นสุดลงเมื่อเข้าสู่ปลายปี พ.ศ. ๒๒๐๘ ทัพเรือองค์มุตตาฟา เดินทางกลับสู่เมืองสิงหลาอย่างปลอดภัยพร้อมกับชัยชนะอันเกรียงไกรตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ยังผลให้สิงหลาแผ่ขยายอำนาจและดึงดูดให้ชาวต่างชาติหลายประเทศเข้ามาทำการค้าขายที่สิงหลาเมืองท่าอิสระเป็นจำนวนมากขึ้นไปอีก

เมื่อเข้าสู่ปีใหม่ของ พ.ศ. ๒๒๐๙ ชาวต่างชาติที่ท่าเรือจึงได้จัดงานเฉลิมฉลองขึ้นที่สิงหลาเป็นครั้งแรก และฉันในฐานะชาววิลันดา ก็ได้รับอนุญาตให้ออกจากวังมาร่วมงานดังกล่าวด้วย

และครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ฉันในฐานะเพนนี ฟาน เมอเตส ได้ช่วยเนปาประดิษฐ์โคมลอยเพื่อใช้เฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ และเป็นการฉลองชัยชนะของกองทัพสิงหลาไปด้วยในคราวเดียวกัน

‘ไม่นึกว่าความฝันของฉันจะเป็นจริง...ฉันเคยฝันเห็นสิ่งที่เธอเรียกว่าโคมลอยนี่...อยู่ในสถานที่แปลกตา...แต่ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร...แล้วเธอก็มาช่วยฉันทำโคมลอยขึ้นมาจนสำเร็จ’ เนปายิ้มกว้างโชว์เขี้ยวเสน่ห์ขณะยืนมองโคมไฟที่กำลังลอยละล่องขึ้นไปบนท้องฟ้า

แม้ครั้งนี้เราจะช่วยกันสร้างโคมลอยได้เพียงไม่กี่ใบ แต่ฉันรับรู้ได้ถึงความสวยงามและความสุขของผู้คนที่ได้เห็นแสงไฟระยิบวิบวับอยู่บนท้องฟ้าขนานไปกับเกลียวคลื่นบาง ๆ ของน้ำทะเลยามค่ำคืนก่อนเข้าสู่วันใหม่...โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงหน้าที่อิ่มเอมเบ่งบานของเนปาเป็นสิ่งที่ฉันบอกได้เลยว่า...เขาคือความหมายแห่งความสุขในชีวิตของฉัน

ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองของชาวท่าเรือผ่านไป เข้าสู่วันใหม่ที่ชาวเมืองสิงหลาต่างก็ได้ร่วมกันทำพิธีสวดเพื่อขอบคุณกองทัพสุลต่าน และแสดงความยินดีในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในการศึกครั้งนี้ ทว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเมืองสิงหลา นั่นคือพายุใหญ่ที่จะซัดเข้าทำลายบ้านเรือนและน้ำท่วมเขตเมืองด้านริมกำแพงฝั่งติดทะเลด้านทิศตะวันออกในช่วงปี พ.ศ. ๒๒๐๙ ซึ่งแม้แต่ฉันเองที่รู้ถึงเหตุการณ์นี้ในอนาคตก็ยังไม่สามารถระบุชัดลงไปได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ในช่วงเวลาใดของปี ฉันจึงหาช่องทางแจ้งเตือนเรื่องนี้ต่อองค์มุตตาฟาตั้งแต่ต้นปีเพื่อป้องกันไว้ก่อน

‘นอกจากเป็นหมอรักษาคนได้แล้ว เจ้ายังเป็นโหรา หรือหมอดูด้วยรึเพนนี’ องค์มุตตาฟาตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดีหลังจากกระโดดลงจากหลังม้าตัวใหม่ที่กำลังฝึกให้เชื่องอยู่บนลานดินข้างเรือน ‘เจ้าลองบอกมาสิว่า...หากเกิดห่าพายุใหญ่ซัดทำลายบ้านเรือนแถบนั้นจริง...เจ้าจะป้องกันได้อย่างไร’

‘ประกาศให้ชาวบ้านแถบนั้นย้ายเรือนออกมาตั้งแต่ตอนนี้ เพราะน้ำจะท่วมใหญ่พายุซัดทำลายบ้านเรือนจนไม่เหลือ ผู้คนจะพากันล้มตายจากพายุใหญ่นั่น’ ฉันเสนอ แม้รู้ว่าคงเป็นการยากที่ชาวบ้านจะยอมย้ายเรือนตามคำแนะนำ

‘ชาวบ้านแถบนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนพุทธชาวเลพื้นเมืองดั้งเดิมของที่นี่ พวกเขาอาศัยอยู่ที่นั่นมาก่อนหน้าท่านดาโต๊ะ..ปู่ของข้า...จะมาปักปลักสร้างเมืองอยู่ที่นี่เสียอีก’ องค์มุตตาฟามีท่าทีครุ่นคิดให้เห็นอย่างชัดเจน และนั่นทำให้ฉันใจชื้นขึ้นมากเพราะเท่ากับว่าท่านสนใจฟังเรื่องที่ฉันเตือนแล้ว ‘พวกเขาคงไม่ยอมย้ายเรือนง่าย ๆ เพียงเพราะมีคนบอกว่าจะเกิดพายุใหญ่น้ำท่วมหนักหรอก เพราะอยู่มาที่นี่ตั้งนานยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีพายุสักที’

‘แต่ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นได้...ไม่มีอะไรแน่นอนหรอก’ ฉันยืนยันเสียงหนักแน่น ‘ได้โปรดแจ้งเตือนเรื่องนี้แก่ชาวบ้านด้วย ถึงแม้จะไม่มีใครเชื่อทั้งหมด...แต่อย่างน้อย...ก็อาจช่วยลดความสูญเสียลงได้บ้าง’

‘ถ้า...เจ้าล่วงรู้อนาคตว่าจะมีพายุใหญ่ซัดทำลายเขตเมืองด้านตะวันออกได้จริง...ถ้ากระนั้น...เจ้าพอจะล่วงรู้เรื่องอื่นได้หรือไม่’ องค์มุตตาฟาเดินตรงเข้ามาหาฉันซึ่งนั่งคุกเข่าอยู่บนลานดิน สายตาของท่านมีร่องรอยแห่งความมีเลสนัยและกรุ้มกริ่มจนน่าหยิกนัก ‘ถ้าเจ้าสามารถบอกเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากรู้ได้ถูกต้อง ข้าก็อาจจะเชื่อเรื่องพายุใหญ่ที่เจ้าบอกมาได้’

‘ท่านอยากรู้เรื่องอะไร’ ฉันพยายามส่งสายตานิ่งสงบ ทำใจดีสู้เสือเข้าไว้

‘อยากรู้ว่า...เมื่อไหร่...เจ้าจะมีใจรักให้ข้าบ้าง...เพนนี’

คำตอบที่ได้มาจากคนที่ทำสีหน้าเจ้าเล่ห์อยู่เบื้องหน้านั้นทำให้ฉันถึงกับไปต่อไม่ถูกในนาทีแรก แต่แล้วก็สามารถคิดหาทางออกได้ในที่สุด

‘สำหรับข้า ท่านเป็นนายที่ควรค่าแก่การเคารพรักและเทิดทูน...ความรักที่ข้ามีให้ต่อท่านนั้นมิใช่รักเสน่ห์หาแบบหญิงชาย แต่เป็นรักที่ขอให้เชื่อใจว่าข้าคือมิตรแท้ที่จะรักและปราถนาดีต่อท่านตลอดไป’

‘ฟังแล้วซาบซึ้งใจนัก’ ฉันไม่แน่ใจว่าองค์มุตตาฟาจะรู้สึกตามคำที่ท่านพูดออกมานั้นหรือจะเป็นการประชดประชันกันแน่ ‘เจ้าช่างมีรักแท้ต่อเนปา...แม้จะรู้ว่าพวกเจ้าทั้งสองคงมิอาจสมหวังในการร่วมหอครองคู่กัน...หรือเจ้าล่วงรู้อนาคตของตัวเองว่าจะสมหวังในรักกับเนปากันเล่า...จึงยังคงยืดมั่นต่อกันมาถึงตอนนี้’

จบประโยค องค์มุตตาฟาก็เดินกลับไปขึ้นขี่ม้าตัวใหญ่สีดำเมื่อมจอมพยศทันที ปล่อยให้ฉันนั่งอึ้งกิมกี่อยู่ต่อไปชั่วขณะ

ท่าทีนิ่งเฉยขององค์มุตตาฟาภายหลังจากที่ฉันได้แจ้งเรื่องจะมีพายุใหญ่เข้าถล่มเมืองภายในปีนี้ ทำให้ฉันเป็นกังวลอยู่หลายวัน...โดยหารู้ไม่ท่านไม่ได้ละเลยคำเตือนของฉัน เพียงแต่ไม่มีใครรับฟังคำกล่าวของท่านเช่นกัน

‘ข่าวว่าท่านมุตตาฟาเปรยในที่ประชุมรัฐ เรื่องอาจจะมีพายุใหญ่เข้าพัดทำลายบ้านเรือนด้านตะวันออก...แต่กลับถูกหัวเราะโดยข้ารัฐชั้นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะท่านอิบรามันที่กล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่สิงหลายังไม่เคยมีพายุเลยสักครั้ง แม้แต่พายุเล็ก ๆ ก็ตาม เพราะสิงหลามีเกาะหนูและเกาะแมวช่วยป้องกันลมอยู่ทางด้านตะวันออกตั้งสองเกาะ’ เนปาบอกเล่าเรื่องราวให้ฉันฟังภายหลังที่ฉันหารือเรื่องการแจ้งเตือนพายุกับเขา ‘อีกอย่างคนที่มาเล่าข่าวนี้บอกว่า...องค์มุตตาฟาไม่ได้แจ้งที่ประชุมรัฐด้วยว่าเหตุผลกลใดจึงมีความคิดว่าจะเกิดห่าพายุใหญ่ขึ้นที่สิงหลา’

‘อาจเพราะเป็นเพียงแค่คำพูดจากฉันคนเดียวเท่านั้น...จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้ที่ประชุมรัฐรับฟังองค์มุตตาฟาได้หรอก...ท่านไม่บอกว่าเรื่องราวมาจากฉันก็เป็นการสมควรแล้ว’

‘ว่าแต่...เธอรู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดพายุใหญ่ภายในปีนี้’ เนปาจ้องมองฉันด้วยสีหน้าแววตาสงสัยเต็มเปี่ยม

‘จำได้หรือไม่ว่าฉันเคยบอกท่านแล้ว...ว่าฉัน...มาจากอนาคต’ ฉันตัดสินใจบอกเนปาไปตามตรง ‘ฉันมาจากโลกยุคอนาคต...อีกเกือบสามร้อยห้าสิบปีนับจากเวลานี้’

* * * * * * * * * * * * * *

แม้ดูท่าทางแล้วเนปาอาจไม่เข้าใจตามที่ฉันบอก อีกทั้งเขายังจำเรื่องราวของตัวเองไม่ได้สักที แต่เนปาก็รักษาน้ำใจฉันโดยการรับปากว่าจะหาทางแจ้งเตือนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ทางตัวเมืองริมฝั่งชายทะเลด้านตะวันออกด้วยอีกแรง

‘ไม่ย้าย...หัวเด็ดตีนขาด พวกข้าก็ไม่ย้ายเรือนไปจากที่นี่’ แกนนำชาวบ้านคนหนึ่งประกาศก้องที่ตลาดในหมู่บ้าน เมื่อฉันและเนปาพยายามแจ้งข่าวเตือนพวกเขาให้รู้เรื่องพายุ ‘เป็นกลอุบายของพวกวิลันดาที่จะขับไล่พวกเราไปจากที่ตรงนี้ เพื่อจะได้แผ่ขยายหมู่บ้านวิลันดาออกมาถึงแถบนี้มากกว่า...พวกข้ารู้ทันกลโกงของพวกเอ็ง’

‘ใช่...พวกวิลันดาคิดจะฮุบที่ดินตรงนี้แน่ๆ  ทั้ง ๆ ที่องค์สุลต่านยกที่ดินด้านทิศเหนือให้เป็นที่อยู่ของพวกวิลันดาแล้ว แถมยังสร้างตลาดห้างร้านทำการค้าใหญ่โต...พวกท่านยังไม่พอใจอีกรึ’ หญิงชราคนหนึ่งเสริมขึ้นบ้าง นางจ้องหน้าฉันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ‘พวกฉันเป็นคนท้องถิ่น อาศัยอยู่ที่นี่มานานตั้งแต่ท่านดาโต๊ะยังไม่อพยพมาสร้างเมือง...ผู้เฒ่าผู้แก่ก่อนหน้าฉันก็ไม่เห็นเล่าว่าเมืองนี้เคยมีพายุอะไรสักนิด...จะมีก็แต่ต่ายห่าเพราะโรคระบาดเท่านั้น’

หลังจากนั้น ฉันกับเนปาก็ถูกชาวบ้านเขวี้ยงก้อนหินใส่เพื่อขับไล่ออกมาจากตลาดของหมู่บ้านด้านทิศตะวันออก ในขณะที่กำลังวิ่งหนีออกมาให้พ้นจากชาวบ้านที่กำลังโกรธเกรี้ยวอยู่นั้น ฉันก็ได้พบกับคณะขององค์มุตตาฟาเข้าที่บริเวณหน้าทางเข้าหมู่บ้านพอดี

‘เป็นอย่างไรเล่า...เพนนี ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าไม่ง่ายเลยที่จะให้ชาวเลพื้นเมืองอพยพไปจากที่ตรงนั้น’ องค์มุตตาฟามีสีหน้ากังวลเช่นกัน ‘เจ้าอาจไม่รู้ว่าชาวพื้นเมืองหวาดระแวงกลัวมานานว่ารัฐสุลต่านจะยกที่ดินแถบนั้นให้พ่อค้าชาววิลันดาเพื่อแลกกับความช่วยเหลือด้านอาวุธ...เพราะแถบนั้นเป็นทำเลที่เหมาะสำหรับสร้างห้างร้านค้ากว่าด้านทิศเหนือมากนัก’

นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่ฉันไม่รู้มาก่อนเลยจริง ๆ...มิน่าชาวบ้านจึงแสดงความโกรธออกมาอย่างชัดเจน เพราะฉันกับเนปาได้ชื่อว่าเป็นชาววิลันดา แถมยังไปแนะนำให้พวกเขาย้ายออกไปจากแถบนั้นอีก

‘แต่เรื่องพายุซัดทำลายหมู่บ้านแถบนี้...เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง’ ฉันยืนยันกับองค์มุตตาฟาด้วยความเป็นห่วงชีวิตของชาวบ้าน ‘เสียดายที่ข้าไม่รู้ว่าจะเกิดในช่วงเวลาใด’

‘เมื่อถึงเวลานั้น...คงต้องมีลางบอกเหตุล่วงหน้าเป็นแน่’ องค์มุตตาฟา ‘ข้าจะเตรียมกำลังทหารไว้ให้พร้อมสำหรับช่วยเหลือชาวบ้าน หากเกิดเหตุการณ์จริงตามที่เจ้าทำนาย’

ฉันอยากบอกไปเหลือเกินว่า...มันไม่ใช่การทำนาย...แต่มันคือเหตุการณ์จริงที่มีนักสำรวจชาวฝรั่งเศสบันทึกข้อมูลไว้...เสียดายที่การบันทึกนั้นเป็นการทำขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่สิงหลาแล้วถึงสิบห้าปี และไม่ระบุวันหรือช่วงเวลาที่ชัดเจน

อย่าว่าแต่ชาวบ้านคนอื่น ๆ เลย แม้แต่ลุงทองที่มีบ้านอยู่ในจุดเสี่ยงก็ไม่ยอมย้ายไปสร้างเรือนใหม่ที่อื่นเช่นกัน

‘ฉันอยู่ที่นี่มานาน...จะให้ย้ายเรือนไปอยู่ที่ไหนได้’ ลุงทองพูดแบบปลง ๆ หลังฉันขอร้องให้พายายจันทร์และลูกหลานย้ายไปสร้างบ้านอยู่บนที่สูงใกล้เชิงเขามากกว่านี้เพื่อความปลอดภัย ‘ถ้าจะตายก็ขอตายมันที่เรือนหลังนี้’

* * * * * * * * * * * * * *

ผลกระทบจากการไปแจ้งเตือนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ด้านทิศตะวันออกมีผลเสียหายมากกว่าที่ฉันคิด เย็นวันนั้น ขณะที่ฉันกำลังจะเดินทางออกจากหมู่บ้านวิลันดาหลังไปเยี่ยมเยีนนท่านเมอเตส ก็ได้พบพวกชาวเลพื้นเมืองที่มารวมตัวกันบุกหมู่บ้านวิลันดาเพื่อเอาเรื่องกับท่านเมอเตส กล่าวหาว่าท่านเมอเตส ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้แทนการค้าของบริษัท วีโอซี. วางกลอุบายส่งฉันและเนปาซึ่งสนิทสนมกับชาวบ้านไปหลอกลวงเรื่องพายุเพื่อให้พวกเขาย้ายบ้านเรือนออกไปจากแถบนั้น พวกเขาต่างมีอารมณ์โกรธเกรี้ยวจนลืมไปว่าหากเกิดเรื่องขึ้นพวกเขาไม่มีทางต่อสู้กับทหารของบริษัท วีโอซี. ที่มีอาวุธปืนครบมือได้เลย และหากพวกเขาเจ็บตายไปก็ไม่สามารถเอาผิดบริษัท วีโอซี. ได้ เนื่องจากชาวพื้นเมืองเป็นฝ่ายบุกรุกเข้าไปในหมู่บ้านวิลันดาเอง

และสิ่งที่ฉันกลัวก็เกิดขึ้นเมื่อผู้รักษาความปลอดภัยที่ดูแลป้อมปืนทางเข้าหมู่บ้านวิลันดาได้ใช้ปืนยิงชาวบ้านคนหนึ่งที่พยายามพังรั้วกั้นจนเสียชีวิต

‘ข้าขอรับผิดชอบเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียว ท่านเมอเตส และบริษัทวีโอซี. ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วย’ เพื่อระงับเหตุการณ์บานปลายที่อาจจะเกิดขึ้น ฉันจึงรีบวิ่งออกไปขวางผู้รักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านวิลันดาที่กำลังประทับปืนเล็งไปที่ฝ่ายบุกรุก พลางตะโกนบอกพวกชาวบ้านที่กำลังใช้พร้าและดาบทำลายรั้วไม้ของหมู่บ้าน ‘จะเกิดพายุใหญ่ทำลายบ้านเรือนแถบนั้นจริง ๆ ข้าจึงไปเตือนพวกท่านด้วยความหวังดี’

‘นางผู้หญิงวิลันดาคนนี้เป็นผู้วิเศษมาจากไหนรึ...ถึงได้รู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุร้ายกับพวกเรา’ ชายที่เป็นแกนนำชาวพื้นเมืองชี้หน้าฉันอย่างโกรธเกรี้ยว ‘มีอะไรมายืนยันได้เล่า...นอกจากพวกแกจะทำเล่ห์เพทุบายไล่พวกข้าออกจากถิ่น...มิหนำซ้ำ...คนของพวกข้ายังต้องมาจบชีวิตเพราะฝีมือพวกแกอีกด้วย’

ฉันมองไปยังร่างแน่นิ่งของชาวพื้นเมืองคนที่ถูกยิง เข้าใจดีว่าได้สร้างความแค้นเคืองให้กับพวกเขามากขึ้นเป็นทวีคูณ

‘ในเมื่อคิดจะมาแย่งที่อยู่ที่อาศัย วันนี้พวกข้าก็ขอประกาศศึกสงครามกับพวกวิลันดาและฆ่าพวกมันให้หายแค้น’ แกนนำยังไม่ยอมลดละ ในขณะเดียวกับที่หน่วยกำลังรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านก็เข้ามาสมทบมากขึ้น

ถ้าพวกรักษาความปลอดภัยเหนี่ยวไกปืน...ชาวพื้นเมืองที่บุกรุกหมู่บ้านวิลันดาก็จะล้มตายกันหมด

‘เพนนี...ออกมาจากตรงนั้น’ ฉันได้ยินท่านเมอเตสตะโกนมาทางด้านหลังกองกำลังรักษาความปลอดภัย ‘พวกชาวบ้านกำลังบ้าคลั่ง...หากพวกเขาบุกรุกพังรั้วเข้ามา...ฉันจำเป็นต้องออกคำสั่งให้ยิงเพื่อป้องกันตัว’

เมื่อเห็นแววตาโกรธเกรี้ยวคลั่งแค้นของชาวพื้นเมืองที่กำลังช่วยกันพังรั้วหมู่บ้าน ฉันก็เริ่มหวาดหวั่นมากขึ้น...แต่เมื่อหันกลับไปมองด้านหลัง หน่วยรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านจำนวนมากก็กำลังตั้งท่าพร้อมที่จะสาดกระสุนออกไปที่ฝ่ายบุกรุก นั่นทำให้ฉันตัดสินใจเด็ดขาดที่จะต้องยืนขวางไว้ไม่ให้ท่านเมอเตสออกคำสั่งยิง

‘เพนนี’ เสียงเรียกอันคุ้นเคยดังขึ้น เนปามาปรากฏตัวยืนอยู่ข้าง ๆ ฉันได้อย่างไรก็ไม่อาจรู้ได้

‘ท่านมาได้อย่างไร’ ฉันเอ่ยถามน้ำเสียงร้อนรนและเป็นกังวลว่าเนปาจะพลอยได้รับอันตรายไปด้วย

‘ทันทีที่มีข่าวไปถึงท่าเรือ ข้าก็รีบขี่ม้ามาที่นี่และเข้ามาทางประตูหลังหมู่บ้าน’ เนปาบอกด้วยน้ำเสียงร้อนรนเช่นกัน ‘ไม่นึกว่าเธอจะกล้าบ้าบิ่นมายืนขวางทางดาบทางปืนอยู่อย่างนี้’

‘มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้ชาวบ้านรอด’ ฉันรีบบอก

‘แต่ถ้าชาวบ้านพังรั้วเข้ามาได้...เธอก็ไม่รอด...พวกเขาฆ่าเธอแน่...และท่านเมอเตสอาจไม่รอให้ถึงตอนนั้น’ เนปาเตือนสติ

‘ถ้าอย่างนั้นท่านต้องออกไปให้พ้นจากตรงนี้...ฉันเป็นสาเหตุทำให้เกิดเรื่องนี้...ฉันจะต้องแก้ไขให้ได้’ ฉันรีบบอกเนปาด้วยความเชื่อมั่น...ใช่...ฉันเชื่อมั่นว่าฉันต้องรอดจากเหตุการณ์นี้ได้...เพราะไม่อย่างนั้นจะไม่มีเพนนีให้สร้อยได้เกลียดในอนาคตได้หรอก

แต่เรื่องจะเจ็บหนักสาหัสปางตายหรือไม่นั้น...ฉันก็ไม่อาจรับรองให้ตัวเองได้ในตอนนี้

‘ถ้าเธอยืนยันจะอยู่ตรงนี้...ฉันก็ขออยู่กับเธอ’ ไม่เพียงน้ำเสียงอันหนักแน่นของเนปาที่พูดออกมาเท่านั้น แต่มือของเขายังจับมือฉันไว้แน่นอีกด้วย

ในขณะที่กำลังซาบซึ้งใจต่อการกระทำของเนปานั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงแตรเขาสัตว์ดังมาจากทางด้านหลังของชาวพื้นเมืองที่กำลังช่วยกันพังรั้วหมู่บ้านวิลันดา

‘สัญญาณแตรประจำตัวท่านมุตตาฟา’ เนปารีบบอกในสิ่งที่ฉันเองก็รู้แล้วในทันทีที่ได้ยิน

ฝ่ายชาวพื้นเมืองเองก็คงรู้จักสัญญาณแตรนี้เช่นกัน เพราะพวกเขาต่างหันกลับไปดูก่อนจะวางอาวุธและนั่งคุกเข่าลง

‘เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงกระทำการอุกอาจต่อชาววิลันดาเช่นนี้’ องค์มุตตาฟาถามเสียงดังฟังชัด

ชายซึ่งเป็นแกนนำชาวพื้นเมืองที่มาบุกรุกหมู่บ้านวิลันดาจึงรีบบอกที่มาที่ไปของความโกรธแค้นในทันที

‘ข้าขอสั่งให้พวกเจ้ากลับไปจากที่นี่...ส่วนเรื่องการกระทำของเพนนี และเนปา ฟาน เมอเตส...หากคิดว่าเป็นเล่ห์เพทุบายของชาววิลันดาที่คิดจะแย่งที่ดินของพวกเจ้า ก็ขอโอกาสให้พวกเขาทั้งสองได้พิสูจน์ความจริงจะเป็นการดีกว่ามิใช่หรือ’ องค์มุตตาฟากล่าวหลังจากฟังคำฟ้องของชาวบ้านแล้ว

‘จะพิสูจน์อย่างไรเล่าท่าน...’ แกนนำร้องถามทันที

‘หากภายในปีนี้ไม่ได้เกิดพายุใหญ่เข้าซัดทำลายบ้านเรือนของพวกเจ้าจริง... ถึงเวลานั้น ข้าจะเป็นคนสั่งลงโทษเพนนี และทหารเนปา ด้วยตัวข้าเอง’ องค์มุตตาฟากล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

‘ไม่เกี่ยวกับทหารเนปา...ข้าขอรับผิดชอบเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียว...เนปาเพียงหวังช่วยข้าแจ้งเตือนชาวบ้านเท่านั้น’ ฉันรีบบอกออกไปทันที

‘ข้าพร้อมที่จะถูกลงโทษไปพร้อมกับเพนนี...ข้าขอรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน’ เนปายังมิวายชิงพูดตามมาติด ๆ

‘ก็ดี...หากไม่มีพายุตามที่กล่าวอ้าง...ข้าขอเสนอโทษประหารชีวิตพวกมันทั้งสองให้ตายตกไปตามเพื่อนของข้าที่เพิ่งถูกพวกวิลันดาฆ่าตายอยู่ตรงนี้’ แกนนำยังไม่ยอมลดราวาศอก

‘หากเรื่องพายุเป็นกลหลอกลวง...บทลงโทษชาววิลันดาทั้งสอง ข้าต้องปล่อยให้เป็นการตัดสินในที่ประชุมรัฐ...แต่ในตอนนี้ข้าขอให้พวกท่านจงยุติความขัดแย้งในครั้งนี้เสีย อย่าได้ชิงเอาความกับผู้ใด...คนของพวกเจ้าถูกยิงตายในเขตของวิลันดาก็เพราะบุกรุกพื้นที่ของเขา ทั้งที่พวกเจ้าควรนำเรืองนี้ไปฟ้องร้องต่อองค์สุลต่านเพื่อตัดสินถูกผิดเสียก่อน หากชาววิลันดาถือความ...พวกเจ้าก็มีความผิดเช่นกัน...ดังนั้น ข้าจึงขอสั่งให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้งลงเพียงเท่านี้’ องค์มุตตาฟาสรุปในตอนท้าย และเป็นการสรุปที่ทำให้แกนนำชาวพื้นเมืองต้องยอมรับแต่โดยดี

***************** 

 

 




Create Date : 16 มิถุนายน 2558
Last Update : 16 มิถุนายน 2558 20:25:58 น. 0 comments
Counter : 319 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.