Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2558
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
26 พฤษภาคม 2558
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล :๒๒ รอยเกวียน

 

ผ่านมาเกือบสองเดือนแล้วที่ฉันต้องเข้ามาเป็นหมอรับใช้ดูแลองค์มุตตาฟาในเขตวังเมืองสิงหลา อาการบาดเจ็บของท่านเป็นปกติดีแล้ว แต่กระนั้นฉันก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้กลับไปอาศัยอยู่ที่บ้านริมคลองเหมือนเดิม ด้วยเหตุผลคือ...องค์มุตตาฟาเป็นห่วงความปลอดภัยที่ฉันต้องอยู่ที่บ้านหลังนั้นเพียงลำพัง แม้ฉันจะยืนยันว่า ฉันสามารถปลอมเป็นชายในฐานะหมอแก้วได้อย่างไม่ลำบากอะไรเลยก็ตาม

การมีชีวิตอยู่ในยุคอดีต แน่นอนว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่อึดอัดขัดใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ไม่อำนวยความสะดวกเอาเสียเลยเมื่อเทียบกับชีวิตในยุคของฉันซึ่งกำลังอยู่ในยุคสารสนเทศไร้พรมแดน...ก่อนหน้านี้เคยสงสัยว่าทำไมคนที่ย้อนยุคได้จึงไม่สร้างสิ่งประดิษฐ์ที่มีในอนาคตมาใช้ พอเจอเข้ากับตัวเองจึงได้รู้ว่า...วัตถุดิบขั้นต้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด...เช่น เราไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในยุคนี้เพราะขาดอุปกรณ์หลายอย่างที่ยังไม่ถูกสร้างขึ้นนั่นเอง...แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันภูมิใจมากก็คือ...รถม้าถูกผลิตขึ้นใช้ที่สิงหลา โดยเป็นผลงานการประดิษฐ์ของฉันเอง...ชื่อเสียงของเพนนี ฟาน เมอเตส จึงยิ่งได้รับการเลื่องลือถึงความชาญฉลาด

‘เจ้าช่างคิด...นำไม้สร้างเป็นที่นั่งแล้วยึดล้อเกวียนให้ม้าลาก...สตรีในวังต่างชื่นชอบนักหนา เพราะพวกนางล้วนไม่ได้รับอนุญาตให้ขี่ม้า...แต่ตอนนี้พวกนางได้รับอนุญาตให้ใช้ของที่เจ้าสร้างขึ้นมาเพื่อเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกขึ้นได้’ องค์มุตตาฟากล่าวชื่นชมด้วยแววตาสดใสอย่างเปิดเผย ‘ที่สำคัญคือ มีหลังคาผ้าคลุมแดดคลุมฝนได้เป็นอย่างดี ตอนนี้องค์สุลต่านได้สั่งให้ช่างสร้างเครื่องลากจูงด้วยม้านี้เพิ่มอีกจำนวนมากเลยทีเดียว’

ความจริงแล้ว แรงบันดาลใจในการสร้างรถม้าของฉันก็คือการพยายามที่จะเดินทางไปไหนมาไหนได้เร็วขึ้น เพราะในเขตวังนั้น ผู้หญิงยังไม่ได้รับอนุญาตให้ขี่ม้าและนั่นทำให้ฉันขัดใจเป็นที่สุด...ทางออกที่คิดได้คือการสร้างรถม้าขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่เป็นการบัดสี ผิดกฏหรือวินัยใด หากจะยินยอมให้ผู้หญิงนั่งบนเทียมเกวียนซึ่งลากจูงด้วยม้าได้

และที่สำคัญ สำหรับฉันแล้ว ยังใช้เป็นพาหนะในการเดินทางเข้าออกวังได้สะดวกยิ่งขึ้น หากต้องออกไปนอกวังในฐานะของผู้หญิงที่ชื่อเพนนี ฟาน เมอเตส เพราะขณะที่อยู่ในวัง ฉันไม่สะดวกในการปลอมเป็นหมอแก้วเลยสักนิด ด้วยล้วนมีบรรดาหญิงรับใช้อยู่กันเต็มไปหมด

‘แต่คงจะดีไม่น้อย ถ้าผู้หญิงได้รับอนุญาตให้ขี่ม้าได้เฉกเช่นผู้ชาย’ ฉันยังไม่วายยื่นข้อคิดเห็น แม้รู้ว่าค่อนข้างจะเป็นไปไม่ได้ในยุคนี้...คงยังไม่ถึงเวลาที่สมควร แต่ในอนาคตอีกไม่นาน ฉันเชื่อว่าคำขอของฉันจะได้รับการเห็นชอบจากองค์สุลต่านมุตตาฟา...เพราะคำตอบในอนาคตล้วนเป็นสิ่งที่ฉันเห็นมาแล้ว...เพนนีขี่ม้าเข้าวังมาทำหน้าที่สอนท่านหญิงปารีซาขี่ม้าและฝึกใช้อาวุธ

‘เจ้าอึดอัดขัดใจในการเป็นหญิงมากหรืออย่างไร’ องค์มุตตาฟาแย้มยิ้มกว้างเปิดเผย ‘ข้ามิเคยเห็นหญิงใดเป็นอย่างเจ้า...ทุกนางล้วนต้องการให้ข้ารัก เพื่อดูแลปกป้องคุ้มครอง...แต่เจ้ากลับต้องการความอิสระเหนืออื่นใด’

‘ข้าซึ้งใจในความเมตตาอย่างที่สุดจากท่าน เพียงแต่ข้ามิอาจตอบแทนในสิ่งที่ท่านต้องการได้’ ฉันใช้น้ำเสียงต่ำขึ้นเพื่อสร้างความหนักแน่นในคำพูด แม้ใจจะรู้สึกเกรงขามต่อผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นหนักหนาก็ตาม ‘หญิงม่ายเช่นข้านั้น ต้อยต่ำ มิสมควรได้รับเกียรติจากท่านได้’

‘หาใช่เพราะเจ้าเป็นเพียงหญิงม่ายหรอกกระมัง...แต่เพราะหัวใจเจ้ามีผู้ครอบครองแล้วใช่หรือไม่’ น้ำเสียงขององค์มุตตาฟามีความหนักแน่นจริงจังเช่นกัน

ความเงียบจากฉันคงเป็นคำตอบให้ท่านได้เป็นอย่างดี องค์มุตตาฟาจึงถอนหายใจออกมาอย่างแรงก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องโถงใหญ่ของเรือน ปล่อยให้ฉันนั่งนิ่งเฝ้าคิดถึงเจ้าของหัวใจตัวจริงที่ไม่ได้เจอกันมาสักพักแล้ว

แม้จะคิดถึงเนปาเป็นที่สุด แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลองค์มุตตาฟาก่อนหน้านี้ ทำให้ฉันมิอาจทำตามหัวใจตัวเองได้ บวกกับท่าทางเย็นชาและโกรธขึ้งของเขาในครั้งหลังสุดที่เจอเขาพาอัสฟามาที่บ้านเมอเตส ทำให้ฉันจำต้องปล่อยเวลาทำหน้าที่สมานความบาดหมางในใจของเราให้ทุเลาลงก่อน

วิเลียนเคยเดินทางมาเยี่ยมฉันที่วังองค์มุตตาฟา เธอแจ้งข่าวว่าเธอกับมะเตโอสกำลังจะออกเดินทางไปฮอลันดา เพราะมะเตโอสจะต้องไปเรียนหนังสือต่อที่นั่น ท่านเมอเตสเห็นว่าลูกชายคนเล็กมีหัวด้านการทำการค้า จึงหาทางให้เขาไปเรียนต่อ เพระหากมะเตโอสสนใจอยากทำงานเป็นผู้แทนการค้าของบริษัท วีโอซี. เขาก็ต้องจบระดับมหาวิทยาลัยเสียก่อน

‘เนปาล่ะ...เขาสบายดีใช่ไหม’ ฉันแสดงอาการร้อนรนให้วิเลียนเห็นอย่างชัดเจน ‘แม้ฉันไม่สามารถออกไปนอกวังได้บ่อยนัก...แต่ทุกครั้งที่ฉันออกไปที่ท่าเรือ...ดูเหมือนเขาจะพยายามหลบหน้าฉันอยู่’

‘ร่างกายเขาสบายดี...แต่ก็ดูเหมือนจะทุกข์ใจอยู่มาก...ฉันพยายามสอบถามชวนคุยให้เขาบอกเล่าความทุกข์ให้คลี่คลายลง...แต่เขาเงียบไม่พูดจาเล่าอะไรออกมาบ้างเลย...อีกไม่นานเนปาจะย้ายไปอยู่ที่เรือนหลังใหม่ด้านทิศเหนือของหมู่บ้านวิลันดาแล้ว...เขายืนยันจะพาเด็กอัสฟาไปอยู่ที่นั่นด้วย แม้ท่านเมอเตสจะอนุญาตให้อัสฟาอยู่ที่บ้านของท่านได้ก็ตาม’

ฉันนึกถึงบ้านหลังนั้นซึ่งอยู่ริมชายป่าใกล้เขตแนวกำแพงเมืองสิงหลา...รู้ดีว่าในวันหนึ่งฉันจะต้องไปที่นั่นแน่นอน

สมัยที่มาอยู่ในร่างสร้อย ฉันรู้เพียงว่าเนปากับเพนนีเคยรักกันมาก่อน แต่เพราะอะไรบางอย่างซึ่งฉันยังไม่รู้ ทำให้พวกเขาต้องบาดหมางและห่างเกินกันไป...แต่ให้ตายเถอะ...ฉันหวังว่าคงไม่ใช่แค่เพราะเรื่องที่เขารับเด็กอัสฟามาดูแลหรอกนะ...มันดูเล็กน้อยและไม่น่าจะใช่เรื่องใหญ่ถึงขนาดเนปาต้องเลิกรักเพนนีเลยนี่นา

* *  * * * * * * * * * * * * *

สิงหลาในช่วงต่อมานั้นปราศจากข้าศึกบุกโจมตีทั้งทางบกและทางน้ำ เนื่องด้วยอยู่ในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวพืชพันธ์ ที่สำคัญคือเมืองนครกำลังเกิดศึกภายในขึ้นเนื่องจากอโยธยาส่งทหารรับจ้างญี่ปุ่นมาปราบกบฎที่นคร ความวุ่นวายภายในเมืองนครจึงสร้างความสงบสุขให้แก่เมืองสิงหลาไปอีกนาน ทว่าอย่างไรเสียก็ใช่ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะในแต่ละวันจะมีชาวเมืองนครอพยพมาขออาศัยที่เมืองสิงหลาอยู่เป็นนิจ อีกทั้งยังมีปัญหาโรคระบาดจากผู้คนที่เดินทางฝ่าป่าฝ่าดงมายังสิงหลา ทำให้ชาวเมืองสิงหลาต้องพลอยติดโรคระบาดไปด้วย หมอฝรั่งเศสที่เป็นผู้ดูแลรักษาประจำตัวองค์สุลต่านสุลัยมานจึงให้มีคำสั่งตั้งค่ายรักษาผู้ป่วยโรคระบาดเป็นการด่วน เพื่อแยกกลุ่มผู้ป่วยไม่ให้อยู่ปะปนกับคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน

ความเจ็บป่วยจากโรคระบาดของชาวบ้านไม่ใช่เรื่องดี...แต่สำหรับฉันแล้ว...มันเป็นเหตุผลที่ดีที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการขอออกจากวังไปทำหน้าที่หมอช่วยเหลือชาวบ้านนอกเขตวังได้

‘ข้าคงมิอาจรั้งเจ้าไว้ได้อีกต่อไป...ในยามที่ผู้คนกำลังเดือดร้อน หมอขาดแคลน...หากข้าไม่อนุญาตให้เจ้าออกไปช่วยเหลือพวกเขาก็ดูจะใจร้ายใจดำในสายตาเจ้าไปใช่ไหม’ องค์มุตตาฟาถอนหายใจอย่างหนักก่อนจะตัดสินใจบอกด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ‘หากเจ้าออกจากวังไปรักษาผู้ป่วยโรคระบาดข้างนอก เจ้าจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในเขตวังอีก  จนกว่าจะเป็นที่แน่ชัดว่าเจ้าไม่ได้ติดโรคไปด้วยอีกคน นั่นหมายความว่า เจ้าจะต้องดูแลตัวเองให้ดี เพนนี ฟาน เมอเตส’

‘การที่ท่านยินยอมให้ข้าออกไปรักษาผู้ป่วยข้างนอก จะยิ่งเป็นการเพิ่มพูนเกียรติชื่อเสียงให้แก่ท่าน ด้วยชาวบ้านต่างจะซึ้งน้ำใจที่ท่านส่งหมอประจำตัวออกไปช่วยผู้คน’ ฉันย้ำข้อดีตามความเป็นจริง ‘ส่งหมอแก้วออกไปในนามหมอประจำตัวของท่าน เพียงเท่านี้ก็จะทำให้มีผู้สนับสนุนท่านมากยิ่งขึ้น’

‘สนับสนุน...สนับสนุนข้าในการใดกันเล่า...เจ้าพูดเหมือนข้ากำลังมีเรื่องต่อสู้แย่งชิงอะไรกับใครอยู่’ น้ำเสียงนั้นฟังดูเหมือนตำหนิระคนสงสัย

แต่ฉันจะบอกไปได้อย่างไร ว่าในอนาคต ภายหลังสิ้นองค์สุลต่านสุลัยมานแล้ว จะมีอีกฝ่ายที่คิดแย่งชิงตำแหน่งเจ้าเมืองไปจากองค์มุตตาฟา

‘อีกไม่นาน ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ข้าพูด’ ฉันจำต้องทิ้งประโยคนั้นออกไป ก่อนจะขอตัวออกมาจากห้องโถงใหญ่ เพื่อไปเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวเพื่อมุ่งหน้าออกจากวังในวันต่อมา

การได้ออกจากวังในฐานะของหมอแก้ว ทำให้ฉันมีอิสระมากพอที่จะเดินทางไปหาใครหลายคนที่คิดถึงและเป็นห่วง...แม่ฉายคือหนึ่งในนั้น

นางท้องโตมากจนเห็นได้ชัด...อีกไม่นาน ฉันก็จะได้เจอสร้อยแล้วสินะ

‘พี่แก้วมาก็ดีแล้ว...พี่หายไปนานมากจนฉันนึกว่าพี่หนีหน้าฉันไปด้วยความรำคาญแล้วเสียอีก’ แม่เปลื้องค่อนขอดขณะยกขันน้ำมายื่นให้ฉันดื่มแก้กระหาย หลังจากนั้นแม่เปลื้องก็กระซิบกระซาบต่อ ‘พี่รู้ไหม ฉันเคยไปที่ค่ายรักษาทหารเพื่อจะไปเจอพี่ให้จงได้...แต่ถูกทหารหัวแดงคนหนึ่งกันไว้ไม่ยอมให้ฉันเข้าไปข้างใน’

ฉันตกใจกับคำบอกเล่าของแม่เปลื้องเป็นที่สุด ก่อนจะตามมาด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นแม่เปลื้องมีท่าทีเขินอายแบบเปิดเผย

‘แล้ว...อย่างไรต่อ’ ฉันถามด้วยความอยากรู้เกี่ยวกับแม่เปลื้องเป็นครั้งแรกในชีวิต

‘ทหารคนนั้น...ตามมาส่งแม่เปลื้องถึงที่เรือน’ แม่ฉายเป็นคนเล่าต่อไปเอง ‘และแวะเวียนมาหาอยู่เกือบทุกวัน...พอลุงทองรู้เข้าก็ตะเพิดหายไปสักพัก...ก็กลับมาใหม่’

‘ทหารหัวแดง...เป็นชาวดัตช์’ ฉันอ้าปากค้างหลังจากนั้น...ชะตาชีวิตอันน่ารันทดของแม่เปลื้องเริ่มคืบคลานเข้ามาหาแล้วหรือนี่...ฉันไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นเลย ‘อย่าเชียวนะแม่เปลื้อง...อย่าไปใจอ่อนกับคนๆ นี้เด็ดขาด...ฉันไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น’

‘พี่แก้วหึงฉันรึ’ แม่เปลื้องยิ้มแก้มปริทำตาโตสดใสจนฉันอดใจหายไม่ได้...ให้ตายเถอะ  ถ้าฉันเป็นผู้ชายจริง ๆ จะยอมรับรักแม่เปลื้องเพื่อช่วยชีวิตเธอไว้ในอนาคตให้จงได้...แต่นี่...ฉันเป็นผู้หญิงเหมือนกัน จะให้ทำอย่างไรดีแม่เปลื้องถึงจะไม่มีเส้นทางเดินไปยังจุดที่ฉันเคยพบเห็นในอนาคต ‘ถ้าพี่แก้วหึงฉันจริง...พี่แก้วก็มาสู่ขอฉันออกเรือนไปอยู่กับพี่เร็ว ๆ สิ’

‘แม่เปลื้อง...คือ...ฉัน...เอ่อ’ ฉันไม่รู้ว่าจะงัดไม้ไหนมาอธิบายให้แม่เปลื้องเข้าใจได้แล้วในตอนนี้

‘อ้าว...เจ้าแก้ว...มาก็ดีแล้ว วันนี้จะได้แนะนำให้รู้จักกับเจ้าฉ่ำ...พี่ชายแท้ ๆ ของเปลื้องกับฉาย' ลุงทองตะโกนมาแต่ไกลก่อนจะหันไปกวักมือเรียกคนที่กำลังเดินตามขึ้นเรือนมา 'มันกับเมียและลูกๆ เพิ่งหนีการสู้รบในเมืองนครมาน่ะ...พวกทหารรับจ้างญี่ปุ่นกำลังเป็นใหญ่ที่เมืองนคร  คนท้องถิ่นหลายครอบครัวจึงอพยพย้ายหนีกันออกมา’

แม้ในตอนนี้ เขาจะยังดูหนุ่มแน่นและหน้าตาอ่อนเยาว์อยู่มาก...แต่ดวงหน้านี้ฉันก็ยังคงจำได้พอลาง ๆ จากความทรงจำที่ผุดขึ้นมาในคืนหนึ่งของสร้อย...ฉ่ำ คือลุง ที่ขายสร้อยให้ไปเป็นทาสของมะเตโอสนั่นเอง

ความคั่งแค้นมากมายที่มีแทนสร้อยจึงทำให้ฉันทำอะไรไปโดยไม่รู้ตัว...มารู้ตัวอีกทีก็ตอนเจ้าฉ่ำหงายหลังลงไปกองอยู่กับพื้นเรือน และความรู้สึกเจ็บปวดที่หลังมือขวาของฉัน

‘พี่แก้วต่อยพี่ฉ่ำทำไม’ เสียงแม่เปลื้องโวยวายลั่น ขณะที่ฉ่ำลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและถาตัวเข้ามาที่ฉันเพื่อจะเอาคืน...แต่ลุงทองมาขวางไว้ทันเสียก่อน

‘อย่า...หยุดนะเจ้าฉ่ำ...นี่พวกแกสองคนเคยรู้จักและมีเรื่องกันมาก่อนรึอย่างไร’ ยายจันทร์ตวาดลั่นขึ้นมาเช่นกัน

‘เปล่านะป้า...ฉันกับมันไม่เคยเจอกันมาก่อนเลย...ฉันกำลังจะยกมือไหว้ทักทายมัน...แต่ไอ้บ้านี่กลับมาชกหน้าฉันเข้าให้’ ฉ่ำฟ้องเสียงสูง หน้าตายังตื่นตกใจไม่หาย...แน่นอน...ฉันเห็นแววตาของเขามีแต่ความสงสัยเป็นลำดับต่อมา

‘เอ่อ...ฉันขอโทษจ้ะลุงกับป้า...ฉันจำคนผิดไป...เห็นตอนแรกนึกว่าเป็นคนที่เคยมีเรื่องกันมาก่อน’ ฉันยกมือไหว้ขอโทษลุงกับป้าทั้งสอง ก่อนจะรีบชิงตัดบทหนีออกมาอย่างรวดเร็ว ‘งั้น...ฉันขอตัวกลับก่อนนะจ๊ะ...ไว้วันหน้าจะมาหาใหม่’

ฉันรีบวิ่งลงจากเรือนเหมือนคนขี้ขลาด...แต่ในความจริงแล้วฉันกำลังหวาดผวากับความเป็นจริงที่เจอ....ลุงของสร้อยมาปรากฏตัวรออยู่แล้ว...และสร้อยกำลังจะเกิดมา ผนวกชะตากรรมให้เกิดขึ้นอย่างที่ฉันคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

* * * * * * * * * * * * * *

ตกเย็นวันนั้น ที่ตลาดท่าเรือ ฉันได้มีโอกาสพบเนปาอย่างที่ใจต้องการ ตอนนี้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยนายทหารกองกำลังทหารรับจ้าง มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยบริเวณท่าเรือเป็นหลักเพื่อป้องกันการโจมตีจากกองโจรสลัดที่มักจะซุ่มอาศัยช่องทางผ่านทะเลสาบเข้ามาบุกปล้นสินค้าและทรัพย์สินของผู้คนแถวท่าเรือ แต่ยามใดมีสงครามและมีการบุกรุกของข้าศึกด้วยทัพเรือใหญ่...กองกำลังของพวกเขาก็จะเข้าเสริมกองกำลังทหารยิงปืนใหญ่ที่ป้อมบนเขาทันทีเช่นกัน

ฉันรู้ว่าเขาเห็นฉันซึ่งปลอมตัวเป็นหมอแก้ว...และเขาก็ทำท่าจะเดินเลี่ยงหนีฉันไปเหมือนเคย แต่คราวนี้ฉันไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว

‘ทำไมท่านต้องหลบหน้าฉัน’ ฉันก้าวเท้าฉับ ๆ ไปขวางทางเขาไว้ได้ทัน ก่อนที่เขาจะก้าวลงเรือเล็กที่จอดรออยู่ข้างท่าไม้เทียบเรือ ‘เราต้องคุยกันให้เข้าใจ...เนปา....แค่ฉันไม่เห็นด้วยเรื่องเด็กอัสฟานั่น...ทำให้ท่านไม่พอใจฉันมากขนาดนี้เลยรึ’

‘ไม่เกี่ยวกับอัสฟา’ แม้น้ำเสียงทุ้มเย็นชาจะทำให้ฉันใจหาย แต่กระนั้นก็ยังดีใจที่เขาพูดออกมา

‘แล้วเพราะอะไรกันเล่า...บอกมาสิ...ท่านเคยบอกว่า...รักฉัน...แต่พอกลับมาจากศึกปตานี...ท่านทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองแค่ฝันไปเท่านั้น...ฝันไปว่าท่านบอกว่า...รักฉัน’

‘แล้วจะมีความหมายอะไรเล่า...ใช่...ฉันบอกรักเธอ...เพราะฉันเคยหลงเชื่อว่าเธอรักฉัน’

‘ฉันรักท่าน...เนปา...ฉันรักท่านเสมอมา’ ฉันยืนยันด้วยน้ำตา รู้สึกสับสนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น อะไรที่ทำให้เนปาเข้าใจผิดคิดว่าฉันไม่ได้รักเขาจริง

‘เธอรักฉัน...แต่เธอกลับยอมถวายตัวเข้าไปอยู่ในวังท่านมุตตาฟา...เธอยังกล้าพูดว่า...เธอรักฉันรึ...เพนนี ฟาน เมอเตส’ ฉันรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขานั้นช่างราบเรียบเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำในทะเลสาบเป็นร้อยเท่าพันเท่า

‘ท่านกำลังเข้าใจผิด...ฉันเพียงไปทำหน้าที่หมอรักษาบาดแผลให้ท่านมุตตาฟาเท่านั้น...ไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำหน้าที่’ ฉันรีบอธิบาย...เนปาเข้าใจผิดมาตลอดหรือนี่ ‘และฉันจำเป็นต้องไปทำหน้าที่นั้น...เพื่อความปลอดภัยของท่านด้วย...เนปา’

‘ความปลอดภัยของฉัน...หมายความว่าอย่างไร’

‘ฉันปฏิเสธองค์มุตตาฟามาตลอด...แม้ท่านจะรู้แล้วว่าฉันมีใจให้ผู้อื่น...แต่ฉันยังไม่ได้บอกไปว่า คนที่ฉันรักคือเนปา...เพราะกลัวว่าเนปาจะได้รับอันตราย...ฉันยอมรับข้อเสนอในการทำหน้าที่หมอดูแลองค์มุตตาฟาเท่านั้น...ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เนปาเข้าใจผิด’

‘แต่มะเตโอสบอกว่า...เธอเข้าวังเพื่อ...’

‘ท่านเชื่อมะเตโอสนั่นมากกว่าฉันรึ...เขาเคยหวังดีกับเราสองคนรึอย่างไร’

เนปานิ่งอึ้งไปชั่วครู่...แต่สาบานว่าฉันเห็นรอยยิ้มเล็ก ๆ จากมุมปากของเขาแย้มออกมาแล้ว...เพียงเท่านี้หัวใจของฉันก็รู้สึกเบิกบานราวผีเสื้อกำลังสยายปีกเล่นลม

แต่เมื่อฉันเผลอ เนปากลับก้าวเท้าลงเรือเล็กอย่างฉับไว ปล่อยให้ฉันยิ้มเก้ออยู่อย่างนั้น

‘ท่านจะหนีฉันไปไหนอีก...ท่านไม่เชื่อที่ฉันบอกรึ’ นึกอยากร้องไห้ออกมาเป็นที่สุด ความเข้มแข็งที่เป็นเกราะกำบังไว้กำลังจะพังทลายลงแล้วในตอนนี้

‘ไปนั่งเรือเล่นกัน...ลงมาสิ’ เนปาแย้มยิ้มหวานโชว์เขี้ยวเสน่ห์ พลางอ้าแขนทำท่าเหมือนจะรอรับให้ฉันรีบกระโดดลงไปหา

ไม่ต้องคำนวณเวลาว่าฉันกระโดดลงเรือเร็วมากขนาดไหน เพราะหัวใจของฉันกระโดดไปหาชายผู้เป็นที่รักล่วงหน้านานแล้ว...ทันทีที่ลงไปอยู่ในเรือ เสียงหัวเราะของเนปาก็ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าโลกทั้งใบกำลังอยู่ในอ้อมกอดของฉัน...และฉันจะไม่มีวันปล่อยให้เวลาของเราต้องเสียไปเพราะความเข้าใจผิดกันอีก

เพนนี ฟาน เมอเตส...ต้องหาทางออกจากปัญหาที่กำลังจะถาโถมเข้ามาในไม่ช้าได้แน่นอนสิน่า...ขอแค่เพียงมีเนปาที่เข้าใจและอยู่เคียงข้าง...ฉันก็ไม่กลัวอะไรแล้ว

******************





Create Date : 26 พฤษภาคม 2558
Last Update : 26 พฤษภาคม 2558 15:00:33 น. 1 comments
Counter : 340 Pageviews.

 
แปะโป้งก่อนค่า คืนนี้มาอ่านค่า



โดย: lovereason วันที่: 26 พฤษภาคม 2558 เวลา:16:24:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.