Group Blog
 
<<
เมษายน 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
2 เมษายน 2557
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๘ รอคอยอย่างหวาดหวั่น






เมื่อพร้อมแล้ว ทั้งสินค้าที่บรรทุกเต็มท้องเรือและกระแสลมโบกสะบัดไปยังทิศทางเป้าหมาย กัปตันเมอเตอัสก็บัญชานำเรือออกจากท่าเรือเมืองปัตตาเวีย

บนเรือเที่ยวนี้...ไม่มีผู้หญิงคนใดเดินทางมาด้วยสักคน...และนั่นทำให้ฉันได้แต่รอคอยการปรากฏตัวของเพนนีในระหว่างการเดินทางกลางทะเล ทว่า...แม้ผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนก็ยังคงไร้วี่แวว...ฉันจึงได้แต่คาดเดาว่า...เรือคงจะแวะที่ท่าเรือแห่งใดสักแห่ง...และเมื่อถึงเวลานั้น ฉันกับเพนนีคงได้พบกันสักที

‘อีกไม่น่าจะเกินพรุ่งนี้ เรือจะถึงเมืองท่าปตานี...เราจะแวะส่งสินค้าที่นั่น’ เมอเตอัสบอกกับฉันในเช้าวันต่อมา และนั่นทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นเป็นที่สุด ฉันไม่คาดคิดเลยว่าจะได้มีโอกาสเห็นดินแดนแห่งนี้ใน พ.ศ. ๒๒๐๓ ช่วงเวลาซึ่งย้อนกลับไปจากสมัยของฉันราวสามร้อยห้าสิบสามปี

เมื่อถึงสถานีการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ หรือที่มีชื่อย่อตามภาษาดัตช์ ว่า บริษัท วี.โอ.ซี. ฉันจึงได้รู้ว่านอกจากสินค้าจำพวกเครื่องทองและถ้วยโถโอชามต่างๆ แล้ว เรือสำเภาของเมอเตอัสยังบรรทุกปืนใหญ่มาส่งให้เมืองปตานีอีกด้วย

ปืนใหญ่จำนวนกว่าสิบกระบอกที่เห็นล้วนเป็นปืนซึ่งหล่อจากสำริด ปากกระบอกเป็นรูปดอกทิวลิป หูจับยกปืนเป็นรูปปลาโลมา รูชนวนอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า บนลำกล้องมีตราบริษัท วี.โอ.ซี. และมีคำว่า Batavia อยู่เหนือตราบริษัท ทำให้ฉันรู้ว่าปืนเหล่านั้นหล่อขึ้นที่เมืองปัตตาเวียซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทประจำอาณานิคมแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้...นอกจากนี้ ตัวเลข 1659 เหนือคำว่า Batavia ยังบ่งบอกว่าปืนใหญ่นี้เพิ่งถูกผลิตเสร็จเมื่อปีที่ผ่านมานี่เอง

ฉันเข้าใจรายละเอียดบนปืนใหญ่เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี เพราะเคยได้ไปดูปืนใหญ่ที่เมืองอัมสเตอร์ดัมมาแล้วหลายครั้ง ที่นั่น ฉันเคยเห็นปืนบางกระบอกมีตัวอักษรบ่งบอกชื่อเมืองที่หล่อปืน เช่น R หมายถึง เมืองรอตเตอร์ดัม A หมายถึง เมืองอัมสเตอร์ดัม เป็นต้น นอกจากนี้ บางกระบอกยังมีชื่อช่างผู้หล่อปืนจารึกอยู่อีกด้วย

‘ที่เมืองปตานี มีบริษัทอังกฤษอยู่ด้วยใช่ไหมท่านเมอเตอัส’ ฉันแกล้งเป็นสอบถามขณะใช้สายตาสอดส่องมองหาที่ตั้งของสถานีการค้าอังกฤษ เพราะฉันรู้ว่าชาวอังกฤษเข้ามาเปิดสถานีการค้าแห่งแรกที่ปตานี ตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๑๕๕

‘รู้ได้อย่างไร’ เสียงเข้มของเมอเตอัสทำให้ฉันเดาได้ว่าเขาสงสัย ‘แกนี่รู้มากจนน่าแปลกใจ’

‘เป็นลูกน้องคนเก่ง ฉลาด ล้ำลึกอย่างท่าน ฉันก็ต้องหัดเรียนรู้ให้ได้อย่างท่าน’ ฉันปะเหลาะ สองตายังคงมองหาสถานีการค้าของบริษัทอังกฤษ


เมื่อสมัยที่มาอยู่ในร่างของสร้อยนั้น ฉันยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเกี่ยวกับอาวุธต่าง ๆ ของบริษัทอังกฤษซึ่งแฮรอนเป็นผู้แทนการค้านำไปค้าขายให้แก่องค์สุลต่านมุสตาฟา ต่อเมื่อไปหาข้อมูลย้อนหลังจึงได้รู้ว่าปืนใหญ่ของอังกฤษนั้น ลักษณะจะมีจารึกนูนรูปดอกกุหลาบภายใต้มงกุฏซึ่งเป็นตราพระราชลัญจกรของสมเด็จพระราชินีแอน พระองค์ครองราชย์สมบัติ ช่วง พ.ศ.๒๒๐๓-๒๒๕๗ ปืนใหญ่ในสมัยนี้จึงใช้ตราของพระองค์เป็นสัญลักษณ์

แฮรอนคือเป้าหมายที่ฉันมองหา แม้จะรู้ว่าก่อนหน้าไปประจำที่สิงหลานั้น แฮรอนอยู่ที่ญี่ปุ่น...ถึงจะคิดว่าคงไม่บังเอิญได้เจอแฮรอนที่ปตานีในวันแรกที่เดินทางมาถึงก็ตาม แต่ฉันก็ยังพยายามคาดหวังที่จะได้เจอเขาไม่น้อยกว่าการได้เจอกับเนปา และเพนนี

โชคดีที่เมอเตอัสไม่ได้สนใจคำพูดอะไรของฉันมากนัก เขาเดินเข้าไปทักทายชายคนหนึ่ง ทั้งสองพูดคุยกันได้พักใหญ่ ฉันก็ได้ยินเสียงเมอเตอัสโหวกเหวกโวยวายขึ้น

‘อะไรนะ ท่านพ่อเพิ่งออกจากปตานีเพื่อเดินทางไปปัตตาเวียเมื่อวานซืนอย่างนั้นหรือ...แสดงว่าเราสวนทางกัน’

ฉันรู้สึกใจเต้นไม่เป็นจังหวะขึ้นมาอีกแล้ว...พ่อของเมอเตอัส ก็คือท่านเมอเตส...ฉันเพิ่งได้รู้ก็ตอนนี้ว่าเขาเดินทางไปปัตตาเวีย...แต่สิ่งที่ฉันรู้มาแล้วนั่นคือ...หลังจากนี้ เขาจะเดินทางกลับไปที่สิงหลาพร้อมกับเนปาซึ่งเขารับเป็นลูกบุญธรรม

* * * * * * * * * * * * * *

‘ท่านจะพักที่นี่นานเท่าไหร่’ ฉันตัดสินใจถามเมอเตอัสในเช้าวันต่อมา

‘มีข่าวว่า...ปตานีกำลังยกทัพเรือไปบุกสิงหลาในอีกไม่กี่วันนี้...เราคงต้องรอเวลาให้ศึกนี้ผ่านไปก่อน...รอดูผลว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าสิงหลาแพ้...ท่านพ่อสั่งการกับคนของเขาไว้ว่าให้ข้ารออยู่ที่ปตานี อย่าเพิ่งเดินทางไปสิงหลา’

‘นกสองหัว’ ฉันเผลอสบถออกมาจนได้

‘หมายความว่าอะไร...แกอย่าพูดแปลก ๆ ให้ฉันต้องแปลความหมาย’ เสียงของเขาดุขึ้นมาอีกแล้ว แต่ฉันไม่รู้สึกกลัวเหมือนเมื่อก่อน เพราะรู้นิสัยของเขาว่าชอบเอาเสียงดุมาข่มขู่ให้กลัวเท่านั้นเอง

'บริษัทของพวกท่าน ค้าขายกับทั้งสองเมือง ไม่ว่าใครแพ้ใครชนะ...บริษัทของพวกท่านก็ยังชนะอยู่ดี’

‘เลิกพูดคำว่าบริษัทของพวกท่านได้แล้ว...เพราะฉันก็แค่กัปตันเรือรับจ้างบรรทุกสินค้า ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้น หรือคนงานบริษัท วีโอซี นี่หรอก ถึงแม้พ่อของฉันจะเป็นผู้แทนการค้าของบริษัทที่สิงหลาก็ตาม’ เขามีสีหน้าเหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัด ‘ฉันรักการเป็นกัปตันเรือ เดินทางท่องมหาสมุทร ไม่ได้อยากเป็นพ่อค้า...แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกเป็นห่วงน้องชายที่สิงหลา’

‘ปตานีไม่ชนะศึกครั้งนี้หรอกน่า มะเตโอสปลอดภัยดี’ ฉันเผลอบอกเขาไปแล้วก่อนที่จะทันรู้สึกตัวว่าไม่ควรพูดเรื่องราวในอนาคตออกไป

‘แกรู้ได้อย่างไร’ คราวนี้น้ำเสียงไม่ได้ดุอย่างที่ฉันคาดคิด ตรงกันข้ามกลับหัวเราะหึ ๆ อยู่ในลำคอ ‘ถ้าแกอยากจะทำตัวเป็นพวกทำนายทายอนาคตล่ะก็...ช่วยบอกฉันทีสิ ว่าในอนาคต...ฉันจะค้นพบดินแดนน้ำพุแห่งสวรรค์หรือไม่ และมันอยู่ที่ไหนกัน’

‘ดินแดนน้ำพุแห่งสวรรค์...’ ฉันทวนชื่อนั้นด้วยความสงสัย ‘เคยได้ยินแต่น้ำพุแห่งวัยเยาว์เท่านั้น’

‘น้ำพุ...น้ำพุแห่งวัยเยาว์...คืออะไร’ คราวนี้มะเออัสเดินเข้ามาจับไหล่ฉันเขย่าอย่างแรงจนผิดปกติ ดูท่าทางเขาจะสนใจกับคำว่าน้ำพุมากเหลือเกิน

‘น้ำพุแห่งวัยเยาว์...เอ่อ...คือน้ำพุที่กัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ ตามหาในภาพยนตร์เรื่องโจรสลัดแห่งคาริบเบียน อย่างไงเล่า’ ฉันหัวเราะก่อนจะบอกไปตามความจริง...และเดาล่วงหน้าได้ว่าเมอเตอัสจะต้องสงสัยมากเข้าไปอีก

‘ภาพยนตร์...คืออะไร...นี่แกกำลังพูดอะไรของแก..แล้วกัปตันเจ็ค สแปร์โรว์นี่มันเป็นใครกัน แกไปรู้จักเขาได้อย่างไร รู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ และทำไมฉันจึงไม่รู้จักเขาเลย’

คำถามของเขายาวยืด...ฉันไม่รู้จะอธิบายอย่างไรต่อไปดี ได้แต่หัวเราะตัวงออยู่อย่างนั้น จนไม่ทันระวังตัวทำให้เมอเตอัสยกร่างฉันขึ้นแบกไว้บนบ่าของเขาได้อย่าง่ายดาย

‘เฮ้...ท่านจะทำอะไร ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้’ ฉันตะโกนลั่นด้วยความตกใจ

และแล้ว...ฉันก็ได้คำตอบหลังจากร่างทั้งร่างหล่นลงไปในน้ำทะเลเรียบร้อยแล้ว...เมอเตอัสโยนฉันลงมาจากท่าไม้เทียบเรือหน้าสถานีการค้าของบริษัท วี.โอ.ซี. นั่นเอง

‘หัวเราะดีนัก...แกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบให้มีลับลมคมในกับฉัน’ เมอเตอัสเป็นฝ่ายหัวเราะเยาะกลับมาบ้างในขณะที่ฉันพยายามปืนขึ้นไปบนท่าไม้ แต่ด้วยความสูงของมันทำให้ฉันปีนไม่ขึ้นสักที

‘ท่าน...ช่วยดึงฉันขึ้นไปที’ ฉันส่งเสียงวิงวอนขณะยื่นมือให้เขาช่วยดึง

ได้ผลตามเป้าหมาย...กัปตันเมอเตอัสหล่นลงไปในน้ำตามแรงดึงของฉันจนได้ ฉันหัวเราะลั่นใส่หน้าเมอเตอัสที่โผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ

‘แก...ฉันไม่ควรไว้ใจผู้หญิงจริง ๆ’ เมอเตอัสทำหน้ามุ่ย...และนั่นทำให้ฉันต้องหน้าแหย

นานพอสมควรแล้ว ที่ฉันพยายามลืมความจริงที่ว่า...เมอเตอัสรู้ว่าฉันไม่ใช่เด็กผู้ชาย เพราะเขาเองก็ไม่เคยพูดถึงประเด็นนี้อีกเลยจนกระทั่งตอนนี้

* * * * * * * * * * * * * *

คืน วัน และเวลาที่เมืองท่าของปตานีช่างยาวนานสำหรับฉันเพราะหัวใจแล่นไปอยู่ที่สิงหลาเรียบร้อยแล้ว ฉันเฝ้ารบเร้าสอบถามกัปตันเมอเตอัสในทุกเช้าว่าเมื่อไหร่เรือของเขาจะออกจากปตานี เกือบสองเดือนผ่านไปเขาก็มาแจ้งข่าวให้รู้

‘ทัพปตานีกลับมาแล้ว...เมืองสิงหลายังอยู่รอดปลอดภัยเหมือนที่แกเคยทำนายไว้’

‘ถ้าอย่างนั้น เราก็ออกเดินทางไปสิงหลาได้แล้วใช่ไหม’ ฉันถามเสียงรัวด้วยความดีใจ

‘ต้องรอกระแสลมก่อน...เท่าที่คาดการณ์ ฉันคิดว่าไม่น่าจะเกินสิบวันจากนี้’

สิบวันของเมอเตอัส ราวกับสิบปีของฉันก็ว่าได้ แต่เมื่อวันนั้นมาถึงฉันกลับอยากกระโดดลงจากเรือแล้วว่ายน้ำกลับเข้าหาฝั่ง เพราะเมอเตอัสชี้ให้ฉันดูเรือสำเภาลำหนึ่ง เขาบอกว่านั่นเป็นเรือของเมอเตสที่เดินทางมาจากปัตตาเวีย...ฉันคลาดกับเรือของเมอเตส...นั่นหมายความว่าฉันคลาดกับเนปาจนได้

เมอเตอัสหาว่าฉันบ้าที่พยายามกระโดดลงจากเรือสำเภา

‘ท่านต้องนำเรือแล่นกลับท่าเรือเดี๋ยวนี้...ท่านไม่อยากพบพ่อท่านก่อนหรือ’ ฉันโน้มน้าวขณะพยายามสะบัดตัวให้หลุดจากเชือกที่เมอเตอัสมัดตัวฉันไว้กับเสากระโดงเรือ

‘แกเป็นบ้าอะไร...ที่ผ่านมาคอยรบเร้าให้ออกเรือ...พอได้เวลา ได้กระแสลม...แกกลับอยากอยู่ที่นี่ต่อ’

‘นั่นเพราะ...ฉัน...ฉันไม่นึกว่าเรือของท่านเมอเตสจะกลับมาถึงปตานีในเวลานี้’

‘แกพูดราวกับอยากพบพ่อของฉันนักหนา’ ขณะพูด เมอเตอัสเดินกลับไปกลบมาอยู่ข้างหน้าฉัน ‘ฉันเป็นลูก...ยังไม่อยากพบเขาเลย...ฉันหมายถึงไม่อยากพบในตอนนี้’

‘ทำไมไม่อยากพบท่านเมอเตส’ ฉันถามเสียงห้วนด้วยความรู้สึกอึดอัดขัดใจ เรือกำลังแล่นห่างออกมาจากท่าเรือทุกที ๆ จากระยะทางทำให้ฉันเชื่อว่าถึงจะหลุดไปจากการถูกมัดไว้ได้ก็ไม่น่าจะมีทางว่ายกลับถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย

‘เมื่อท่านพ่อไปถึงปัตตาเวีย...เขาก็จะรู้ความจริงว่าแปนเนียไม่ได้เป็นเมียของฉันอย่างที่ฉันเคยโกหกเขาไว้...เขาหวังให้ฉันแต่งงานกับใครสักคน เพื่อที่จะได้คิดสร้างอนาคต และยอมทำงานกับบริษัท ความหวังของเขาคือให้ฉันอยู่ใกล้หูใกล้ตา...แต่ความฝันของฉันคือการเดินทางท่องโลก...แกเข้าใจฉันใช่ไหม...เฟอลิต’

‘ในไม่ช้านี้...ท่านอาจจะกลืนน้ำลายตัวเอง...และอยากแต่งงานกับใครสักคนก็ได้’ ฉันพยายามเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกันในใจลึก ๆ ของฉันนั้นก็รู้สึกใจหาย...ในอนาคตเมอเตอัสต้องตายเพราะการตามหาตัวเพนนีที่หนีการแต่งงาน ‘ถ้าเปลี่ยนแปลงอะไรได้...ฉันไม่อยากให้ท่านแต่งงานกับ...เอ่อ...ไม่อยากให้ท่านรักใครเลย...ท่านสัญญากับฉันได้ไหม...ว่าท่านจะไม่รักผู้หญิงคนไหน’

‘แกพูดแปลก ๆ อีกแล้ว...’ เมอเตอัสเดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน และโดยที่ไม่คาดคิด..เขาใช้มือเชยคางของฉันขึ้น จึงได้เห็นว่าดวงตาของเขากำลังจ้องมองดวงตาของฉันอยู่เช่นกัน ‘ทำไม...แกจึงไม่อยากให้ฉันรักใคร’

ลางสังหรณ์บางอย่างกำลังบอกฉันว่า...เมอเตอัสกำลังเข้าใจความหมายในคำพูดของฉันผิดไป

‘เพราะ....เอ่อ...เพราะ...ที่ใดมีรัก...ที่นั่นมีทุกข์’ ฉันอ้อมแอ้มตอบออกไปเมื่อเห็นอีกฝ่ายโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้นกว่าเดิม

‘เฮ้อ...’ เมอเตอัสพ่นลมหายใจใส่หน้าของฉันก่อนจะก้าวถอยหลังห่างออกไป...และนั่นทำให้ฉันโล่งใจเป็นที่สุด ‘ฉันคงต้องขอยกให้แกเป็นเจ้าหญิงแห่งวาจาพิลึก’

ฉันทำได้เพียงหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ

‘แต่เพราะแกแปลก ๆ แบบนี้ไงเล่า...ฉันจึง...อดที่จะ...รักและเอ็นดูแกไม่ได้’ เมอเตอัสพูดเสียงราบเรียบก่อนจะหันหลังเดินหายเข้าไปในห้องพักกัปตัน

ความรู้สึกตีบตันเกิดขึ้นที่ลำคอ...ฉันเองก็รู้สึกรักเมอเตอัสเช่นกัน...เป็นความรักในฐานะมิตรที่แสนดี ...และนั่นทำให้ฉันได้แต่ภาวนาขอให้อนาคตเปลี่ยนแปลง...ฉันไม่อยากให้เมอเตอัสพบกับเพนนีระหว่างการเดินทางไปสิงหลาอย่างที่มะเตโอสเคยบอกเล่าไว้เลย

*********

ความหวาดหวั่นใจของฉันเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีเรือสำเภาลำอื่นแล่นเข้ามาใกล้ เปล่าเลย...ฉันไม่ได้นึกเกรงกลัวเรือโจรสลัดที่หวังจะเข้ามาปล้นสินค้า เพราะเชื่อมั่นในฝีมือของเมอเตอัสและลูกเรือที่ทำหน้าที่คุ้มกัน เรือของพวกเรามียุทธวิธีในการป้องกันการโจมตีได้เป็นอย่างดีจึงสามารถเอาชนะพวกโจรสลัดได้ถึงสามครั้งสามครา...แต่ในทุกครั้งฉันมักหวาดหวั่นกลัวว่าเพนนีจะปรากฏกายมากับเรือลำใดลำหนึ่งนั่นเอง
 
แต่จนแล้วจนรอด...เกือบสามสัปดาห์ผ่านไป...เพนนีก็ยังไม่ปรากฏตัว...แม้ว่าเรือของเราจะแล่นเข้าใกล้เมืองสิงหลามากขึ้นทุกที ๆ ...ฉันรู้เพราะสังเกตเห็นเกาะหนูเกาะแมวมาแต่ไกล...เมื่อมองมาจากทะเลด้านนอกนั้น...เกาะหนูและเกาะแมวมีลักษณะคล้ายเสือสิงห์สองตัวนอนหมอบเฝ้ารักษาผืนแผ่นดินของเมืองสิงหลาดังคำเล่าขานในบางตำนานจริง ๆ

ใกล้พลบค่ำ...บนดาดฟ้าเรือ...เมื่อได้ยืนมองแสงสีทองของดวงอาทิตย์สุดปลายขอบฟ้าคลอเคลียผิวน้ำทะเลหลังฉากเกาะหนูและเกาะแมว ทำให้ฉันเริ่มมีอาการน้ำตาซึมไหลออกมาอย่างไม่อาจห้ามไว้ได้...ไม่น่าเชื่อ...ฉันกำลังจะกลับไปที่สิงหลาอีกครั้งจริง ๆ

‘ผมของแกเริ่มยาวแล้ว’ เสียงเมอเตอัสทำให้ฉันต้องละสายตาจากเกาะหนูเกาะแมวที่เห็นอยู่ไกล ๆ เพื่อหันไปมองเจ้าของเสียง จึงได้เห็นว่าเขากำลังยืนจ้องมองด้วยแววตาคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง...หรือไม่...ก็ออกไปทางกังวลมากกว่า ‘ผมยาวเคลียไหล่แบบนี้...มันทำให้ใบหน้าของแกหวานขึ้นมาก’

ฉันเผลอใช้มือข้างหนึ่งดึงผมตัวเองเล่น รู้ดีว่ามันกำลังพันกันยุ่งเหยิงด้วยแรงลมทะเลโกรกกระพือ...ด้วยความที่ผมของร่างนี้ยาวช้ามาก ฉันจึงไม่ได้สนใจความยาวที่เพิ่มขึ้นของมันสักเท่าไหร่...ถ้าเมอเตอัสไม่ทักขึ้น...ฉันก็คงไม่รู้ตัว เพราะบนเรือสำเภานี้ ไม่มีกระจกให้ฉันใช้ส่องมองหน้าตาตัวเองเลย

‘เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นคงได้เวลาตัดผมแล้ว’ ฉันบอกพลางดึงมีดสั้นออกมาสายหนังสัตว์ที่คาดเอวไว้

แต่มือข้างหนึ่งของเมอเตอัสยื่นมาจับมือของฉันก่อนที่เขาจะห้ามเสียงดุขึ้น

‘ไม่ต้องตัดหรอก...ผมแบบนี้ทำให้แก...ดูโตเป็นหนุ่มขึ้น’ แล้วเขาก็หัวเราะดังลั่นทำหน้าทำตาขบขัน ‘ครั้งแรกที่ฉันเห็นหน้าของแก...ตอนนั้นผมของแกสั้นติดหนังหัว...หน้าตาช่างเหมือนลูกแกะที่ถูกกล้อนขน’

‘ฉันน่าเกลียดขนาดนั้นเลยหรือท่าน’ ฉันอดที่จะทำหน้าแหยไม่ได้

‘ไม่ได้บอกว่าน่าเกลียด...น่ารักน่าเอ็นดูต่างหากเล่า’ เมอเตอัสบอกก่อนจะเดินไปหยุดยืนอยู่ที่หัวเรือ ‘นี่ก็ใกล้ค่ำมากแล้ว...คืนนี้เราต้องแวะจอดที่เกาะนั่นก่อน...รอเวลาเข้าเทียบท่าเรือเมืองสิงหลาในเช้าวันพรุ่งนี้’

ฉันมองตามมือของเขาที่ชี้ไปยังเกาะหนู...ทำให้ฉันอดแปลกใจไม่ได้

‘ทำไมเราไม่แล่นเรือต่อไปให้ถึงท่าเรือเมืองสิงหลา’

‘พวกทหารสิงหลาไม่อนุญาตให้เรือแล่นเข้าไปในเขตน่านน้ำหลังตะวันตกดิน...คืนนี้แกต้องระวังตัวไว้ให้มาก...โจรสลัดแถวเกาะนั่นค่อนข้างชุกชุม...พวกนี้คอยดักปล้นเรือที่แวะพักจอดตอนกลางคืน’

ฉันนึกหวนไปถึงเรือของกัปตันโจนาธาน...คืนที่เพนนีนำตัวฉันไปขึ้นเรือสำเภานั้น...เรือของเขาแล่นมาถึงสิงหลาในตอนค่ำเช่นกัน...เพียงแต่ตอนนั้น เรือของกัปตัวโจนาธานแวะพักจอดใกล้ชายฝั่งหาดชลาทัศน์

และเมื่อนึกถึงเพนนี...ฉันคาดคิดว่า...โอกาสที่ฉันจะได้เจอกับเพนนีคงใกล้มาถึงเต็มที...ฉันอยากจะรู้นักว่าผู้หญิงคนนั้นจะรู้หรือไม่...ว่าฉันในร่างของฮารูโกะ  ก็คือแก้วในร่างของสร้อยในอนาคตหลังจากนี้นั่นเอง

เมื่อคิดถึงตอนนี้ฉันก็ได้แต่สับสนอยู่ในใจ...เพราะในสมัยที่มาอยู่ที่สิงหลาในร่างสร้อยนั้น...ไม่เคยมีใครที่สิงหลาพูดถึงฮารูโกะ หรือเฟอลิตให้ได้ยินมาก่อนเลย...แต่บางทีนั่นอาจเป็นเพราะฉันกลับไปอยู่ในร่างตัวเองเสียก่อนก็เป็นได้

ให้ตายเถอะ...แล้วเมื่อไหร่กันล่ะที่จะถึงเวลานั้น

* * * * * * * * * * * * * *

‘โชคดีที่เมื่อคืนไม่มีโจรสลัดมาปล้นเรือของเรา’ เมอเตอัสบอกในรุ่งเช้าต่อมาหลังจากทานอาหารมื้อแรกของวันเรียบร้อยแล้ว 

‘เราจะออกเดินทางทันทีใช่ไหม’ ฉันถามขณะหยิบถาดอาหารบนโต๊ะของกัปตัน...ฉันไม่เพียงดีใจที่ไม่ต้องต่อสู้กับโจรสลัด...แต่ดีใจที่ยังไม่เจอกับเพนนีอีกด้วย

แม้ความดีใจนี้จะปะปนไปด้วยความสงสัยอย่างมากก็ตาม

‘แน่นอน...จะรออะไรอยู่เล่า...นี่ฉันกำลังจะไปสั่งให้เรือถอนสมอ ...ส่วนแก...รีบนำถาดอาหารไปเก็บได้แล้ว’ เมอเตอัสสั่งเสียงเข้ม

ฉันรีบทำตามที่เขาสั่งทันที...ไม่ใช่เพราะเสียงเข้มของเขา...แต่เป็นเพราะฉันต้องการออกไปยืนดูที่ดาดฟ้าเรือ...ดูให้แน่ใจว่าเพนนีจะไม่ปรากฏกายขึ้นมาบนเรือในช่วงเวลาที่เรือกำลังแล่นเข้าสู่ท่าเรือเมืองสิงหลา

บางทีคำบอกเล่าของมะเตโอสอาจจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นก็ได้...ใครจะรู้

‘ถอนสมอ...กางใบ...มุ่งหน้าสู่ล่องน้ำเข้าท่าเรือเมืองสิงหลา’ เสียงกัปตันเมอเตอัสตะโกนสั่งลูกเรือดังลั่น 

สักพักใหญ่ ๆ เมื่อเรือแล่นใกล้เข้าสู่ล่องน้ำที่เมอเตอัสบอกไว้ ฉันก็ได้ยินเสียงแตรเขาสัตว์ดังมาจากที่ไกล ๆ ก่อนที่เมอเตอัสจะสั่งให้ลูกเรือเป่าแตรเขาสัตว์เป็นสัญญาณตอบกลับไปจากเรือของพวกเรา

เมื่อเข้าไปถึงล่องน้ำทางเข้า...ทางขวามือที่เห็นทำให้ฉันต้องอ้าปากค้าง...กำแพงเมือง และป้อมปราการที่เคยเห็นว่าอยู่ในพื้นที่น้ำทะเลท่วมถึงนั้น ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ามันตั้งอยู่บนพื้นดิน

คงเป็นไปตามที่สร้อยเคยเล่าให้ฟังจริง ๆ ว่ามีพายุและน้ำท่วมใหญ่ทำให้กำแพง ป้อมปราการ และพื้นที่เมืองส่วนหน้านี้จมอยู่ในน้ำทะเล

และ ณ เวลาที่มาถึงสิงหลาอยู่ในตอนนี้..เหตุการณ์ร้ายที่ว่านั้นยังไม่เกิดขึ้น

* * * * * * * * * * * * * *

เรือสำเภาจอดทอดสมออยู่ใกล้ชายฝั่งท่าเรือ...ในจุดที่ฉันเดาได้ว่าอยู่ในพื้นที่สถานีการค้าของบริษัท วี.โอ.ซี.

เมอเตอัสสั่งให้ลูกเรือจัดการขนลำเลียงสินค้าลงเรือเล็กทันที...หลังจากนั้นไม่นานนักเขาก็บอกให้ฉันไปเก็บข้าวของและเตรียมตัวลงจากเรือ

‘ท่าน...ท่านจะให้ฉันลงจากเรือไปกับท่านด้วยหรือ’ ฉันถามซ้ำหลังจากได้ยินที่เขาบอกแล้วเต็มสองหู

‘ไม่น่าถาม...แกเป็นอะไรไป..หน้าตาดูกังวลแปลก ๆ...แกกลัวอะไร’

ฉันไม่ได้ตอบคำถามของเขา...เพราะฉันเองก็ยังตอบตัวเองไม่ได้...ว่ากลัวอะไรกันแน่...เพราะมีหลายอย่างให้ต้องกังวล...รู้แต่ว่า...หนึ่งในนั้นคือประหวั่นกับการที่จะได้พบกับมะเตโอส

หนุ่มน้อยมะเตโอสในยามนี้มีดวงหน้าหล่อใส ตาสีเขียวน้ำทะเลเป็นประกายชวนมองไม่แตกต่างไปจากที่ฉันเคยเห็น เขาแย้มยิ้มอย่างร่าเริงขณะเดินเข้ามาหาก่อนจะสวมกอดทักทายผู้เป็นพี่ชาย

‘นี่น่ะหรือ...คนรักของพี่’ คำพูดของมะเตโอสที่พูดขึ้นทันทีหลังจากเห็นหน้าฉันโผล่ออกไปพ้นหลังของเมอเตอัสนั้นทำให้ฉันถึงกับสะดุ้ง ‘ท่านพ่อบอกว่าพี่จะนำคนรักมาด้วย’

‘ไม่ใช่...’ ฉันรีบปฏิเสธเสียงแข็งทันควันก่อนจะโกหกต่อไป ‘ฉันเป็นผู้ชาย...ชื่อ...เฟอลิต’

‘อ้าว...แล้วอยู่ไหนเล่าคนรักของพี่  ฉันไม่เห็นผู้หญิงคนอื่นเลย...มีแต่คนนี้ที่หน้าตาคล้าย...ผู้หญิง’ มะเตโอสพูดพลางจ้องเขม็งมาที่ฉัน ‘ถ้าหากพี่ไม่ได้พามาด้วยล่ะก็...พี่คงต้องเตรียมตัวแต่งงานกับคนที่ท่านพ่อจัดหาให้แน่ ๆ...และตอนนี้เธอก็เดินทางมาอยู่กับเราที่บ้านในเขตเมืองนี้แล้วด้วย’

‘อะไรนะ’ เมอเตอัสแหกปากถามเสียงดังลั่น ‘ท่านพ่อจะบังคับให้ฉันมีเมียมีลูกจริง ๆ หรือนี่...ก็บอกแล้วอย่างไรเล่า...ฉันอยากเดินทางท่องเที่ยวไปดินแดนต่าง ๆ อยากค้นหาผืนแผ่นดินใหม่ ๆ โดยเฉพาะดินแดนแห่งน้ำพุสวรรค์ที่ฉันตามหามานาน’

‘ท่านพ่อบอกว่าพี่เพ้อฝัน...ดินแดนนั่นเป็นแค่ตำนาน...อีกอย่างพี่ไม่มีกำลังทหารที่จะเดินทางไปยึดดินแดนต่าง ๆ ได้’

‘ฉันไม่ได้ต้องการไปยึดครอง...ฉันเพียงต้องการเดินทางไปสำรวจผืนแผ่นดินใหม่ที่ยังไม่มีใครค้นพบเท่านั้น’

‘แต่ท่านพ่อต้องการให้พี่อยู่เป็นหลักแหล่ง...และอาจเป็นที่เมืองแห่งนี้’

‘ขอบใจมาก..มะเตโอสน้องรัก...เอาเป็นว่าเราเลิกถกเถียงเรื่องนี้กันดีกว่า...ฉันเดินทางมาเหนื่อย ๆ ขอตัวไปพักก่อน’ เมอเตอัสตัดบท ก่อนจะหันหน้ามาพยักพะเยิดกับฉัน ‘แกไปนอนห้องเดียวกับฉัน...ไม่ต้องไปนอนรวมกับคนงานที่นี่’

‘แล้ว...เอ่อ...เจ้านี่เป็นใคร’ มะเตโอสจ้องมองขณะที่ฉันกำลังเดินผ่านหน้าเขาไป หางตาของฉันชำเลืองเห็นความสงสัยใคร่รู้อย่างมากของเขา ‘ทำไมพี่ต้องให้เขาพักห้องเดียวกับท่าน...ตัวติดกันขนาดนี้...นี่ถ้าไม่บอกว่าเป็นผู้ชายเหมือนกัน...ฉันคงเข้าใจผิดว่าเป็นคนรักของพี่ที่ปลอมตัวเป็นผู้ชายขณะเดินทางอย่างแน่นอน’

ฉันคิดว่ามะเตโอสตอนที่เป็นหนุ่มน้อยวัยรุ่นแรกแย้มนี้ท่าทางจะฉลาดเฉลียวกว่ามะเตโอสในอนาคตที่จะกลายเป็นพ่อค้าหื่นสมองกลวง

ภาพความทรงจำที่โดโลฮอฟถูกคนของมะเตโอสทำร้ายจนหงายหลังตกลงไปในน้ำทะเลผุดขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้ง...ทำให้ฉันนึกโกรธเด็กหนุ่มที่กำลังยืนยิ้มอยู่ตรงนี้จริง ๆ

‘เมอเตอัสเคยบอกว่า...เขารักฉันเหมือนน้องชายแท้ ๆ ของเขา’ ฉันแอบพูดเสียงกระซิบเบา ๆ พอให้มะเตโอสได้ยินเพียงคนเดียว ในขณะที่เมอเตอัสเดินหายเข้าไปในห้องพักแล้ว ‘โอ้ว...บางทีเขาอาจจะรักฉันมากกว่าด้วยซ้ำ’

เมื่อวางระเบิดทางความรู้สึกเรียบร้อยแล้วฉันก็เดินตามเมอเตอัสเข้าไปในห้องพักทันที...ในตอนนั้นฉันนึกอยากมีตาหลังขึ้นมาเต็มแก่...อยากรู้นักว่ามะเตโอสจะมีอาการอย่างไร


*********




Create Date : 02 เมษายน 2557
Last Update : 7 เมษายน 2557 16:22:51 น. 2 comments
Counter : 690 Pageviews.

 
สวัสดีค่า พี่แกะ ^^
หายไปไหนมาคะ ไม่เจอตั้งนานเลย
งานหนังสือมีภาค 1 ออกมั๊ยคะ รออยู่ ^^

บทนี้เกือบต่อไม่ติด นุ่นก็แทบไม่ได้อ่านนิยายค่ะ

ตกลงยังไงกันแน่เนี่ย สับสนค่ะพี่แกะ เมอเตอัสกับเพนนีในภาค 1 ไม่สมหวัง อย่าหวั่นไหวกับแก้วก็แล้วกัน อิอิ บทนี้ทำให้คิดถึงป๋าเดปป์เลย กัปตันแจ็คและภาพยนต์ สมัยก่อนใครจะเข้าใจ 55

สนุกค่ะ รอตอนใหม่ด้วยค่ะ อยากรู้เรื่องที่รับเนปาเป็นลูกบุญธรรมซะแล้วค่ะ


โดย: lovereason วันที่: 3 เมษายน 2557 เวลา:1:41:55 น.  

 
คิดถึงคุณแกะเหมือนกันนะค่ะ ช่วงนี้อุ๊ก็หายหน้าไปเช่นกัน ติดภาระเรื่องเรียน แต่มีเวลาเมือไรแวะมาทักทายแน่นอนจ้า


โดย: au_jean วันที่: 7 เมษายน 2557 เวลา:6:35:49 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.