Group Blog
 
<<
มกราคม 2558
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
27 มกราคม 2558
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๒๐ ชะตาแห่งรัก

 

พ้นปีใหม่ไปได้ไม่นานนัก เนปาก็ออกเดินทางเพื่อทำศึกระหว่างเมืองสิงหลาและปตานี ศึกการต่อสู้ครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. ๒๒๐๕ และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พ่อค้าชาวอังกฤษเริ่มถอนการค้าออกจากปตานีเนื่องจากถูกกีดกันทางด้านภาษี ซึ่งตลาดแหล่งใหม่ที่พ่อค้าอังกฤษหมายตา...ก็คือสิงหลา...เมืองท่าเสรีปลอดภาษี...และในที่สุดการเดินทางของเบนเพื่อสำรวจตลาดเมืองสิงหลา...ก็มาถึงตามที่ฉันรอคอย

ฉันจำเบนได้นับตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นเขาปรากฎตัวแถวตลาดท่าเรือ...ในขณะที่คนของเขาจำนวนสิบกว่าคนกำลังลำเลียงข้าวของจำนวนมากลงเรือเล็กเพื่อนำเข้าไปถวายเป็นของกำนัลแก่องค์สุลต่านตามธรรมเนียมปฏิบัติ..ส่วนเบนก็กำลังยืนสำรวจบริเวณนั้นตามลำพัง ...แม้จะมีโอกาสในการเข้าไปทักทายเขา...แต่ฉันกลับลังเลที่จะทำอย่างนั้น...และในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะแอบติดตามดูเขาไปห่าง ๆ จะดีกว่า...เหตุผลสำคัญคือ...ฉันไม่ใช่ฮารูโกะ...เจ้าของร่างซึ่งเป็นน้องสาวต่างมารดาของเขา...และที่สำคัญฉันยังกลายเป็นหญิงสาวที่ชื่อเพนนี...อีกทั้งยังต้องปลอมตัวเป็นผู้ชายผิวคล้ำใช้ชีวิตเป็นหมอรักษาคนป่วยอีกด้วย

ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่คาดคิดว่าจะได้พบเห็นด้วยสายตาตัวเอง...นั่นคือเบนยิ้มปากกว้างขณะจ้องมองหญิงสาวคนหนึ่งจนเหลียวหลัง...ขณะที่เธอเดินผ่านหน้าเขาไปยังตลาดท่าเรือ

ฉาย...แม่ของสร้อยในยามนี้...ดูเหมือนจะเป็นที่ต้องตาต้องใจของเบนตั้งแต่แรกเห็นเลยทีเดียว...แต่เบนก็ยังไม่ได้ทำความรู้จักกับเธอ...เพราะฉันเห็นเขาหันไปสั่งคนงานให้รีบเร่งมือขนของลงเรือเล็กให้เร็วขึ้น...จากนั้นพวกเขาก็ลงเรือเล็กเข้าไปในเขตเมือง

เบนอาศัยอยู่บนเรือสำเภาซึ่งจอดเทียบท่าอยู่ในทะเลสาบด้านใน...เขามักจะใช้เวลาช่วงเช้าเดินทางโดยเรือลำเล็กมาที่ตลาดท่าเรือ...เขาเดินสำรวจดูโน่นดูนี่...เจรจากับพ่อค้าชาวจีนและพ่อค้าชาวเมืองสิงหลาเกี่ยวกับการค้าขาย...ฉันแอบติดตามดูเขาอยู่หลายวัน...กระทั่งวันหนึ่ง...เบนกับแม่ฉายก็ได้เจอกันที่ตลาดท่าเรืออีกครั้ง...แต่ดูเหมือนแม่ฉายจะเป็นฝ่ายกลัวเบนเสียมากกว่าในตอนแรก...นั่นอาจเป็นเพราะลุงทองกำชับหลานสาวไว้นักหนาว่าอย่าไปพูดคุยกับชาวต่างชาติที่ท่าเรือเป็นอันขาด...ลุงทองกลัวว่าหลานสาวจะโชคร้ายเหมือนหญิงสาวคนอื่น ๆ ที่มักจะถูกทอดทิ้งเมื่อพ่อค้าต่างเมืองเดินทางจากไป...แต่เมื่อแม่ฉายเริ่มมีใจให้กับเบน...คำสั่งสอนตักเตือนของลุงทองก็ดูจะไร้ความหมาย

เรื่องราวความรักระหว่างเบนกับแม่ฉาย...เป็นสิ่งที่ฉันจำต้องปล่อยให้เป็นไปตามพรหมลิขิต...สถานะของฉันเป็นได้แค่เพียงผู้เฝ้าดูความเป็นไป...แม้ในใจจะรู้สึกเจ็บปวดกับความเป็นจริงในชะตาชีวิตของพวกเขาทั้งสองคนก็ตาม...ยิ่งคิดถึงเรื่องราวเมื่อไหร่ก็อดใจหายไม่ได้...แม่ฉายโชคร้ายกว่าที่ลุงทองกลัวไว้มาก...แม้เบนจะรักเธอมากขนาดไหน...แต่สุดท้ายเขาก็จำเป็นต้องไปจากสิงหลาเพราะถูกบริษัท วี.โอ.ซี. ของชาวดัตช์กีดกันทางการค้าโดยยื่นข้อเสนอเด็ดขาดไม่ให้บริษัทอังกฤษเข้ามาทำการค้าขายที่สิงหลา...ไม่อย่างนั้นบริษัท วี.โอ.ซี. จะไม่สนับสนุนกำลังทางทหารให้แก่เมืองสิงหลาซึ่งกำลังมีภัยรอบด้านทั้งปตานี นคร และอโยธยา

ฉันพยายามกันคนของบริษัท วี.โอ.ซี. ไม่ให้มีปัญหากับคนของเบน...เพราะฉันเข้าใจว่าเบนอาจถูกทำร้ายด้วยเหตุผลด้านความขัดแย้งทางการค้า...แต่เปล่าเลยสัดนิด...คนที่ทำร้ายเบนกลับกลายเป็นชายหนุ่มชาวสิงหลาที่ทำงานรับจ้างขนของแถวท่าเรือ...เขาตกหลุมรักแม่ฉายมานาน...เมื่อรู้ว่าแม่ฉายกำลังรักอยู่กับพ่อค้าชาวอังกฤษ...เขากับพวกจึงดักรุมทำร้ายเบนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ต้นเดือนเมษายน...วันที่เบนถูกทำร้าย...เป็นวันสุดท้ายที่เขาได้เห็นหน้าหญิงคนรักและรับรู้ว่าเขากำลังจะกลายเป็นพ่อคน...ลุงทองรู้เรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองคนแต่ยังไม่รู้เรื่องที่แม่ฉายตั้งท้องอ่อน ๆ...ลุงทองจึงห้ามเด็ดขาดไม่ให้แม่ฉายยุ่งเกี่ยวกับเบน และสั่งไม่ให้แม่ฉายออกไปที่ตลาดท่าเรืออีก...เบนแอบไปหาแม่ฉายถึงที่บ้าน...เขาสัญญากับแม่ฉายว่าหลังจากกลับไปรายงานบริษัทที่ญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว...เขาจะกลับมารับเธอและพาไปอยู่ด้วยกันที่อังกฤษ

ทว่าขณะเดินทางขึ้นเรือสำเภา...เบนกลับถูกดักรุมทำร้ายเสียก่อนโดยที่ฉันทำได้เพียงช่วยเหลือต่อสู้กับคนร้ายและพยุงพาร่างของเบนไปขึ้นเรือสำเภาซึ่งกำลังเดินทางออกจากสิงหลา...ฉันรู้สึกเสียใจมากที่ไม่รู้ระแคะระคายเกี่ยวกับคนที่จะมาทำร้ายเบนเลยสักนิด เพราะมัวแต่พุ่งเป้าไปเฝ้าระวังคนของบริษัท วี.โอ.ซี

นี่เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้อีกอย่างแล้วว่า...ฉันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย...ทั้ง ๆ ที่รู้มาก่อนว่าเบนจะถูกทำร้าย...แต่ปัญหาคือฉันไม่รู้วันเวลาของเหตุการณ์ที่แน่นอน...เส้นชะตาชีวิตของเบนจึงยังคงต้องพบจุดจบเหมือนเดิม

เบนนอนหายใจอย่างอ่อนล้าในห้องพักบนเรือสำเภา...หมอประจำเรือช่วยทำแผลจากการถูกแทงเข้าที่ช่องท้อง...แต่บาดแผลที่ฉันเห็นนั้นมันช่างน่ากลัว...และให้นึกสงสารเบนที่ต้องจบชีวิตลงในเวลาอีกไม่นานหลังเดินทางถึงญี่ปุ่น

‘เบน...จำฉันได้ไหม’ ฉันตัดสินใจบอกบางอย่างให้เขารับรู้...อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่ฉันควรจะทำแทนเจ้าของร่างที่ฉันมาอาศัยอยู่ ‘ฉันคือ...ฮารูโกะ...น้องสาวของคุณ’

ฉันตัดสินใจปลดผ้าคลุมผมและเช็ดหน้าให้เห็นผิวจริง...ดวงตาสีเทาของเบนกระพริบถี่ ๆ ด้วยความแปลกใจ แต่สุดท้ายเขาก็ยิ้มกว้างให้ฉัน

‘ฉันก็กำลังนึกอยู่สงสัยว่า...เธอช่างคล้ายใครคนหนึ่งที่เคยปลอมตัวเป็นผู้ชายอยู่บนเรือของฉัน’ เบนพูดด้วยแววตาอ่อนโยนจนฉันเกือบลืมไปว่าเขากำลังเจ็บหนัก ‘ฮารูโกะ...ฉันดีใจที่เราได้เจอกันอีก...เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร...แล้ว...จะเดินทางไปกับฉันใช่ไหม...เธอเคยบอกว่าอยากพบพ่อสักครั้งในชีวิต’

ถ้าหากผู้หญิงที่กำลังนั่งจับมือเขาอยู่นั้นเป็นฮารูโกะ...เธอก็คงเดินทางไปพร้อมกับเบน...ทว่าในเมื่อกลับกลายเป็นฉันที่อยู่ในร่างฮารูโกะ...ฉันจึงปฏิเสธ

‘สักวันหนึ่ง...พ่อของฮารูโกะ...จะได้พบกับลูกสาวของท่านอย่างแน่นอน’ ฉันบอกเบนไปตามสิ่งที่จะเกิดในอนาคต ‘เบน...ฉัน...ฉันเสียใจ’

ความรู้สึกตีบตันอัดแน่นเต็มหัวใจของฉัน...น้ำตาไหลพรากแม้พยายามฝืนเต็มที่แล้ว

‘เบน...ฉันจะดูแลลูกสาวของคุณอย่างดีที่สุด...ฉันสัญญา...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...ฉันจะปกป้องเธอด้วยหัวใจและชีวิตของฉัน...เพื่อตอบแทนที่คุณเคยช่วยชีวิตฉันไว้’

‘ลูก...ลูกสาว’ เบนทำหน้าสงสัย เขายังยิ้มได้แม้เจ็บหนัก ‘เธอรู้ได้อย่างไร...ว่าฉันจะได้ลูกสาว...หรือเพราะเธอชอบเด็กผู้หญิง’

‘สร้อย...คือชื่อลูกสาวของคุณ’ ฉันอยากบอกให้เบนรับรู้ ถึงแม้เขาอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าฉันบ้าไปแล้วก็ตาม ‘เธอมีดวงตาสีน้ำตาลเหมือนแม่ รูปตากลมโตขนตางอนยาวเหมือนของคุณ ผิวขาวและมีผมหยักศกเหมือนคุณ...เธอน่ารักและสวยงามสมกับที่เป็นลูกของคุณกับฉาย’

‘ฮารูโกะ...เธอ...เพี้ยนไปแล้วแน่ ๆ’ เบนหัวเราะเบา ๆ ดวงตาของเขาฉายให้เห็นแววแห่งความสุขปนความขบขัน ‘ลูกฉันยังอยู่ในท้อง...เธอมีดวงตาทิพย์มองเห็นอนาคตหรืออย่างไร...อีกอย่าง...เธอบอกว่าลูกสาวของฉัน...ชื่อ...’

‘สร้อย’ ฉันบอกชื่อนั้นอีกครั้ง...อาจจะด้วยเป็นคำที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ...เบนจึงไม่คุ้นกับชื่อที่ฉันบอกไป...ฉันจึงอธิบายความหมายของคำว่าสร้อยโดยการถอดสร้อยคอที่ฉันสวมอยู่ให้เขาดู ‘นี่ไง...ความหมายของชื่อ’

‘โอ้ว...สร้อย’ เบนยิ้มกว้างกว่าเดิม ‘ฉันมอบให้ฉายไว้...เธอจะได้รู้สึกเหมือนมีฉันอยู่คอยปกป้องเธอและลูกตลอดเวลา’

‘แต่สร้อยเส้นนั้น...เป็นของฉัน’ ฉันบอกความจริงเกี่ยวกับสร้อยที่สลับกันอยู่ให้เขาฟังอย่างละเอียด

‘เป็นอย่างนั้นหรอกหรือ...ฉันดูไม่ออกเลย...มันเหมือนกันมาก’ เบนหัวเราะเบา ๆ ‘ถ้าเธอไม่บอก...ฉันก็ไม่รู้’

‘ฉันจะหาโอกาสเปลี่ยนสร้อยเส้นนั้น...เพื่อที่สร้อยเส้นนี้ของคุณจะได้ไปอยู่กับลูกสาว’ ฉันให้คำสัญญาอย่างหนักแน่น

เบนทำท่าเหมือนจะพูดอะไรต่อ...แต่แล้วเขาก็ไอออกมาเสียก่อน...เป็นการไอที่ฉันจำต้องหยุดการสนทนาในทันที...เพราะเลือดที่ออกมาจากปากและจมูกของเบนทำให้ฉันต้องวิ่งไปตามหมอให้เข้ามาดูอาการ

แม้ฉันจะเป็นหมอฝังเข็มรักษาอาการบาดเจ็บได้...แต่อาการที่เลือดออกทางปากและจมูกเป็นสิ่งที่ไม่สามารถใช้การฝังเข็มช่วยได้...หมอประจำเรือจึงแนะให้รีบนำเรือออกจากสิงหลา...ยิ่งกลับไปถึงญี่ปุ่นได้เร็วเท่าไหร่...เบนก็จะมีโอกาสรอดมากขึ้น

และนั่นจึงทำให้ฉันจำเป็นต้องลงจากเรือ...หลังจากบอกลาเบนเป็นครั้งสุดท้าย

‘ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร...ฉันจะคอยปกป้องลูกของคุณด้วยชีวิต...ฉันสัญญา’

เรือสำเภาของเบนออกเดินทางไปจากท่าเรือสิงหลาทันทีที่ฉันลงเรือเล็กและกลับมาที่ตลาดท่าเรือ...แม่ฉายหนีออกจากบ้านมาที่ท่าเรือได้สำเร็จ...แต่สายไปแล้ว...เธอจึงร้องไห้ราวจะะขาดใจตาย....ส่วนฉันทำได้เพียงแค่กอดปลอบประโลมเธอเท่านั้น

*******************

ทัพทหารสิงหลา ทั้งทางทัพบกและทัพเรือ ได้ถอนกำลังกลับมาจากการบุกโจมตีเมืองปตานีในช่วงกลางเดือนเมษายน นับเป็นการทำศึกที่ยาวนานและต้องสูญเสียกำลังทหารไปมาก แม้สิงหลาจะมีกองกำลังทหารรับจ้างต่างชาติ ทั้งทหารชาวดัตช์ และทหารชาวบูกิส มาสนับสนุนกองกำลังทหารสิงหลา แต่ก็ยังไม่สามารถนำทัพบุกเข้าโจมตีปตานีได้สำเร็จ....นั่นเป็นสิ่งที่ฉันคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว

ฉันตั้งใจจะไปดักรอพบเนปาในทันทีที่ได้ข่าวว่ากองกำลังทหารเรือของบริษัท วี.โอ.ซี เดินทางมาถึงท่าเรือสิงหลา แต่ขณะกำลังจะออกจากบ้านพักริมคลอง ก็มีทหารของท่านมุตตาฟามาแจ้งคำสั่งให้ฉันรีบเข้าพบเสียก่อน

‘ท่านมุตตาฟาได้รับบาดเจ็บจากการทำศึกครั้งนี้...แม้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต...แต่คงจะเป็นการดีหากมีเจ้าช่วยรักษาเยียวยาอาการให้ท่านหายเร็วขึ้น’ นายทหารแจ้งข้อมูลให้ทราบเมื่อพวกเราไปถึงหน้าเรือนของท่านมุตตาฟา

‘แล้วทำไมจึงต้องเป็นข้า...ในเมื่อมีหมอฝรั่งเศสมาประจำอยู่ที่วัง อีกทั้งหมอประจำสำนักที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษามากกว่าข้าอยู่มากมาย’ ฉันสงสัยเป็นที่สุด...ขณะเดียวกันก็รู้สึกกังวลกับคำตอบที่จะได้รับ

‘เจ้าควรได้รับคำตอบจากท่านมุตตาฟา...’ ทหารคนสนิทของท่านมุตตาฟาบอกก่อนจะเดินนำเข้าไปในเรือนไม้หลังใหญ่

ที่ห้องโถงกลางเรือน...ท่านมุตตาฟากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่งไม้สักทอง...มีผ้าสีขาวพันอยู่รอบอกของท่าน...ขณะเดียวกัน ฉันเห็นหมอฝรั่งเศส และหมอประจำสำนักคนหนึ่งกำลังเดินคุกเข่าสวนทางออกไปจากห้องนั้น

‘นี่คือ...หมอที่จะให้มาทำหน้าที่ดูแลข้าอย่างใกล้ชิด’ ท่านมุตตาฟาประกาศเสียงดัง แม้ฉันจะรู้สึกว่าท่านอ่อนแรงกว่าในยามปกติแต่ก็เบาใจได้แล้วว่าอาการของท่านไม่น่าเป็นห่วงแต่ประการใด

‘ชื่อเสียงของหมอหนุ่มน้อยคนนี้...ข้าไม่สงสัย’ ชายคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ข้างตั่งด้านซ้ายมือพูดดักขึ้นขณะจ้องมองมาที่ฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า...ฉันเกือบผงะหายหลังเมื่อหันไปเห็นอิบรามัน ‘...เพียงแต่ท่านจะไว้วางใจให้เขาเข้ามาอยู่ในวัง...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ที่เรือนของท่านหลังนี้ได้อย่างไร...ด้วยเรือนของท่านมีเพียงเหล่าหญิงรับใช้และองครักษ์หญิงทั้งสิ้น’

ฉันรู้ข้อเท็จจริงประเด็นนี้มาก่อนแล้วเช่นกันว่าในเขตวังองค์สุลต่าน เรือนบุตรธิดา และเรือนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในเขตวังจะมีเพียงสตรีเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้อยู่รับใช้อย่างใกล้ชิด...โดยทหารชายจะได้รับหน้าที่ให้อยู่รอบนอกและจะเข้าถวายงานต่าง ๆ เมื่อได้รับคำสั่งเท่านั้น

‘ท่านนำเรียนเรื่องนี้ต่อองค์สุลต่านแล้วหรือ...เพราะการจะให้บุคคลใดเข้ามาทำการรับใช้ในเขตวังจะต้องได้รับการอนุญาตจากองค์สุลต่านเท่านั้น’ อิบรามันแสดงสีหน้ากังวลออกมาอย่างชัดเจน

‘ท่านคิดว่าข้าเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลาหรืออย่างไร...’ ท่านมุตตาฟาส่งแววตาไม่พอใจไปยังอิบรามันอย่างชัดเจน ‘ข้ามิบังอาจทำการใดอยู่นอกสายตาบิดา...ท่านไม่ต้องกังวลหรอก’

อิบรามันไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น...เขาออกไปจากห้องโถงหลังจากทิ้งสายตาแห่งความกังวลใจและระแวดวะวังตรงมาที่ฉันอย่างเปิดเผย

‘เหตุใดจึงให้ข้ามาทำการรักษาท่าน’ ฉันเอ่ยถามขึ้นทันทีด้วยความร้อนใจและกังวลไม่แพ้อิบรามันนักหรอก ‘ในเมื่อท่านรู้ความจริงแล้วว่า...ข้าเป็นหญิง’

‘ก็เพราะเจ้าเป็นหญิงอย่างไรเล่า...เจ้าจึงสามารถเข้ามารับใช้อยู่ประจำที่เรือนข้าได้...เพนนี ฟาน เมอเตส’ท่านมุตตาฟาให้คำตอบชัดเจน ‘ข้าพึงใจต่อเจ้าตั้งแต่แรกเห็นเมื่อคราวที่เจ้ามารายงานตัวและเข้าเฝ้าองค์สุลต่านเพื่อรับความดีความชอบจากผลงานการจับโจรสลัดที่ท่าเรือ’

นั่นเป็นข้อมูลที่ทำให้ฉันหายจากความสงสัยมานาน...ว่าเหตุใดท่านมุสตาฟาจึงสามารถรู้ได้ทันทีว่าฉันเป็นใครหลังจากที่เนปาบอกความจริงว่าฉันเป็นผู้หญิงที่ปลอมตัวมาเป็นหมอทหารในคราวก่อน

‘แต่...ข้า...ข้าอยู่ในสถานะของหมอทหารที่เป็นผู้ชาย...จะเข้ามาทำการรับใช้ท่านอยู่ที่เรือนได้อย่างไร’ ฉันพยายามหาข้ออ้างเพื่อไม่รับหน้าที่ดังกล่าว...หน้าที่ซึ่งในที่นี้หมายถึงสตรีคนหนึ่งของท่านมุตตาฟา

‘ความจริงแล้วข้าปรารถนาจะเรียกตัวเจ้ามานานแล้ว...เพียงแต่ต้องเดินทางไปทำศึกปตานีเสียก่อน...ข้าเรียกมาในวันนี้...มิใช่จะบังคับ...เพนนี...ข้าเพียงต้องการให้เจ้ารับรู้และตัดสินใจ’ ท่านมุตตาฟามีน้ำเสียงอ่อนโยนลง ‘ข้าได้คิดและไตร่ตรองมานานแล้วนับแต่รู้ความจริงว่าเจ้าเป็นหญิงม่าย...ต้องลำบากปลอมตัวเป็นชายเพื่ออยู่รอดในสิงหลา...หากเจ้ามาอยู่กับข้า...ข้าให้สัญญา...ว่าเจ้าจะมีชีวิตที่สุขสบายและปลอดภัย’

น้ำใจของท่านมุตตาฟาช่างดีงามและแสนประเสริฐสำหรับหญิงม่ายคนหนึ่งผู้ตกระกำลำบาก...หากทว่าสำหรับฉันซึ่งแท้จริงแล้วชีวิตไม่ได้เป็นเช่นนั้น...จึงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเป็นอย่างมาก

ตอนที่มาอยู่ในร่างของสร้อยคราวก่อน...ไม่เคยมีข่าวว่าเพนนี ฟาน เมอเตส เป็นสตรีขององค์สุลต่านมุตตาฟา...นี่จึงเป็นเรื่องที่ทำให้ฉันรู้สึกตกใจและต้องหาทางออกให้ละมุนละม่อมมากที่สุด

‘เนปา...ให้การกับข้าไว้ว่า...เจ้าเป็นหญิงม่ายผู้น่าสงสาร...ต้องปลอมตัวเป็นชายเพื่อความอยู่รอด...เนื่องจากมีความหมองใจกับมะเตโอส...จึงไม่อาจอยู่ร่วมบ้านเดียวกันได้ และต้องแยกไปอยู่ที่บ้านริมคลองท้ายหมู่บ้านวิลันดา’ ท่านมุตตาฟามีข้อมูลจากคนสำคัญที่ทำให้ฉันรู้สึกตีบตันในหัวใจ น้ำตาพาลจะไหลออกมาเมื่อนึกถึงเขา...เนปา

‘เมื่อไหร่...ท่านสอบถามความจากเนปาเมื่อไหร่กัน’ ฉันพยายามถามออกไปโดยน้ำเสียงที่ปกติที่สุด

‘ภายหลังกลับจากทำศึกที่ชายแดนเมืองนคร...ข้าก็เรียกเขามาสอบถามความเกี่ยวกับเจ้า’

คำตอบของท่านมุตตาฟาทำให้ฉันเข้าใจแล้วว่า...ทำไมจู่ ๆ เนปาจึงตัดสินใจบอกความในใจของเขาให้ฉันรับรู้ในคืนเข้าสู่ปีใหม่ที่ผ่านมา...เนปารู้แล้วว่าท่านมุตตาฟามีความพึงใจในตัวฉัน

‘ท่านเมอเตส...ให้ตุ้มหูคู่นี้...เพราะข้ามีหน้าตาคล้ายกับพี่ชายของท่านมาก...และท่านยังได้แนะนำให้ข้าทำตามหัวใจตัวเอง...อย่าปล่อยให้อะไรบางอย่างสายเกินไป’ คำพูดของเนปาดังก้องอยู่ในหัว....ถึงตอนนี้ฉันรู้แล้วถึงความหมายของเนปาที่พูดว่า...อย่าปล่อยให้อะไรบางอย่างสายเกินไป

ฉันคาดเดาเอาเองว่า...เนปาอาจจะเดือดร้อน...หากฉันบอกความจริงออกไปว่า...ฉันรักอยู่กับเนปา...จึงจำเป็นต้องเลี่ยงหาทางออกทางอื่นต่อไป

 ‘เอ่อ...ข้ามิอาจเรียกว่า...หญิงม่าย...ได้เต็มปากนัก’ ฉันจำเป็นต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ให้ได้ ‘สามีข้าหายสาบสูญไปก็จริง...แต่ข้ายังหวังให้เขายังมีชีวิตรอดและกลับมาหาข้าในวันหนึ่ง’

‘มะเตโอส...น้องสามีของเจ้า...รายงานข้าว่าพี่ชายของเขา...ถูกโจรสลัดฆ่าตายไปนานแล้ว’ ท่านมุตตาฟาพูดสวนกลับมาทันที

ฉันนึกอยากจะฆ่ามะเตโอสจริง ๆ...แม้เจ้าตัวร้ายจะยังอยู่ที่ปัตตาเวีย...แต่ก็มิวายมีส่วนทำให้ฉันต้องตกที่นั่งอันลำบากใจ

‘ท่านเมอเตส...บิดาของสามีข้า...รู้ความจริงเรื่องนี้และเป็นพยานได้ว่า...สามีข้ายังไม่ตาย’ ถึงตอนนี้ฉันมีที่พึ่งอีกคนคือท่านเมอเตส...น่าเสียดายที่เขาเดินทางไปปัตตาเวียเช่นกัน...คงต้องรอให้เขากลับมาช่วยเจรจากับท่านมุตตาฟาในภายหลัง

‘ท่านเมอเตส...ไม่ได้บอกว่าลูกชายคนโตของเขายังมีชีวิตอยู่’ ท่านมุตตาฟายังดักทางฉันต่อไป ‘ก่อนไปทำศึกปตานี...ข้าเรียกเขามาสอบถามเกี่ยวกับเจ้า...เขาเพียงบอกว่า...ให้เจ้าเป็นผู้ตัดสินใจ...และอย่าได้หักหาญน้ำใจเจ้าเป็นอันขาด...ด้วยเจ้านั้น...ต่างจากหญิงทั่วไป...ซึ่งข้าก็ดูออก’

ฉันรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของท่านเมอเตสเป็นอย่างมาก...ความจริงแล้วเขามีโอกาสในการใช้ฉันเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ทางการค้าให้แก่บริษัท วี.โอ.ซี. ได้เป็นอย่างดี...เพราะหากยอมยกฉันให้เป็นสตรีของท่านมุตตาฟา...บริษัทของชาวดัตช์ก็จะมีอำนาจทางการค้าในสิงหลามากยิ่งขึ้น...แต่ท่านเมอเตสกลับไม่ได้ฉกฉวยโอกาสนั้นไว้

‘ถึงตอนนี้...เจ้าจะให้คำตอบแก่ข้าได้หรือยัง...เพนนี ฟาน เมอเตส’ ท่านมุตตาฟาคาดคั้นในที่สุด

‘ข้ายินดีรับใช้ทำการรักษาอาการบาดเจ็บให้ท่าน...แต่’ ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสร้างความกล้าหาญก่อนที่จะพูดประโยคต่อไป ‘แต่...ข้าขอทำหน้าที่เพียงรับใช้ดูแลท่านในฐานะหมอเท่านั้น’

‘ข้าบอกแล้วว่าจะไม่หักหาญน้ำใจใคร...เพียงเจ้ายอมมารับใช้ทำการรักษาข้าอย่างใกล้ชิด...ข้าก็ยินดีมากแล้ว’ น้ำเสียงอ่อนโยนของท่านมุตตาฟาทำให้ฉันรู้สึกคลายกังวลลงมากทีเดียว แม้จะหวาดหวั่นใจกับประโยคต่อมาก็ตาม ‘บางที...เวลา...อาจทำให้เจ้ามีใจต่อข้าขึ้นมาบ้างก็เป็นได้’

******************




Create Date : 27 มกราคม 2558
Last Update : 29 มกราคม 2558 18:09:07 น. 3 comments
Counter : 524 Pageviews.

 
สวัสดีค่า พี่แกะ ^^
ลงชื่ออีกแล้ว
เดี๋ยวพรุ่งนี้มาอ่านค่า เย่ๆ



โดย: lovereason วันที่: 28 มกราคม 2558 เวลา:22:20:55 น.  

 
ฮึ่ยยย เป็นแบบนี้นี่เอง
เพนนีเป็นห่วงสร้อยมาตั้งแต่แรกเพราะรับปากกับเบนไว้
แล้วเนปาก็เลยดูแลสร้อยอีกคน
นี่ย้อนกลับตั้งแต่ตัวละครภาคหนึ่งยังเป็นวุ้นอยู่เลย 555

สนุกค่ะ ชอบ ได้ลับสมองดีนะเนี่ย
เพนนี แก้ว เนปา โหยยย
จริงๆแล้วไม่มีใครเปลี่ยนแปลงประวิตศาสตร์ได้เลย
ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกเนาะ
อย่างนี้จะให้เนปากับแก้วสมหวังคงต้องรอให้เหตุการณ์ย้อยกลับไปตั้งแต่ที่เจอกันบนสะพานในตอนแรกภาคสองแหงเลย
แต่อาเนปามีคู่หมั้นนี่นา โอยยย ปวดหัว รอๆๆๆค่า

ขอบคุณพี่แกะมากๆนะคะ


โดย: lovereason วันที่: 30 มกราคม 2558 เวลา:23:02:48 น.  

 
ขอบคุณจ้าน้องนุ่น

งานนี้ลุ้นกันนิ้ดดดดนึงจ้า. อีก 40 ตอนเองค่ะ

555555


โดย: ~My Birthday is on April 14~ วันที่: 31 มกราคม 2558 เวลา:9:23:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.