Group Blog
 
<<
เมษายน 2561
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
7 เมษายน 2561
 
All Blogs
 

สิงหลา ภาคสองทะเล : ๔๔ ต่างเวลา..ต่างหัวใจ







ฉันเร่งพายเรือเล็กไปยังหมู่บ้านชาวประมง  ที่นั่นบัวและสามีคอยช่วยเหลือเป็นอย่างดี ม้าตัวหนึ่งที่ฝากพวกเขาเลี้ยงไว้จึงพร้อมรอให้ฉันควบต่อไปยังชายแดนด้วยชุดเครื่องแต่งกายของชาวเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งบัวจัดไว้ให้ฉันเช่นกัน


“เพลานี้อโยธยาได้ส่งแม่ทัพลงมาครองเมืองนครศรีธรรมราชนามพระยารามเดโช...เลื่องลือว่าเก่งกาจแลเด็ดขาดนัก...ขอแม่หญิงเพนนีจงรักษาตัวระแวดระวังให้จงหนักด้วยเถิด” บัวเตือนก่อนจะคลายอ้อมกอดออกจากฉันและบอกข้อมูลเพิ่มเติม “ขุนอาบแจ้งการนี้แก่ข้าเมื่อคราก่อนที่แวะมาที่นี่...ก่อนจักแอบลอบเข้าเมืองสิงหลา...และ...”


“ฉันไม่สามารถช่วยเขาได้หรอกนะบัว...ฉันเคยเตือนเขาแล้วว่าอย่ามาสิงหลาอีก...แต่เขาดื้อรั้นแค่ไหนบัวก็รู้”


“นั่นก็ด้วยเหตุเพราะใจเขานั้น...รักแลคณึงถึงแม่หญิงเพนนีมากเหลือเจ้าค่ะ...แม้จักต้านทานเขาแล้ว...แต่ก็หาได้ไม่...จนเป็นเหตุให้ต้องโทษในคุกหลวงโดยหารู้ชะตาไม่เยี่ยงนี้”


“อย่ากังวลไปเลยบัว...ขุนอาบจะอยู่รอดปลอดภัยดี”ฉันบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะชิงขอตัวเดินทางสู่เมืองนครศรีธรรมราชต่อไป


ฉันไม่ได้ไปสมทบกับทัพทหารขององค์อุสเซนและเนปาในทันทีเพราะใจนั้นต้องการเดินทางไปพบพ่อ ซึ่งก็คือเณรแสงตามที่ยายจันทร์แจ้งว่ากำลังบวชเรียนอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองนครศรีธรรมราช


ในยุคปัจจุบันของฉันนั้นวัดแห่งนี้ถูกเรียกขานใหม่ว่า วัดแก้วเขาวิเชียรตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ กลางทุ่งนา ในตำบลเชียรใหญ่ อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช พ่อเคยพาฉันไปเยี่ยมวัดแห่งนี้ด้วยหลังจากออกจากร่างสร้อยคืนสู่ยุคของตัวเองเมื่อคราวก่อน


“สมัยยุคสิงหลาพ่อเคยบวชเรียนเป็นเณรที่นี่ และเคยได้เจอกับ...เพนนี ฟาน เมอเตส ที่นี่ด้วยนะ”


เมื่อเดินทางไปถึงวัดเขาวิเชียร ฉันก็นึกคำบอกเล่าของพ่อได้ในที่สุดแต่ในตอนนั้นไม่นึกว่าจะเป็นฉันเอง


ก็ใครจะไปคิดล่ะว่า...ฉันจะต้องมาอยู่ในยุคสิงหลาย้อนก่อนเวลาที่มาอยู่ในร่างสร้อยไปอีกสิบเก้าปี


วัดเขาวิเชียรในตอนนี้มีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ นอกจากเจดีย์ และโบถส์เล็ก ๆ แล้ว ยังมีถ้ำขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กซึ่งพระเณรจะใช้เป็นที่นั่งสมาธิสวดมนต์ภาวนาในเวลากลางวัน


‘โยมเพนนีมาพบเณรที่นี่ด้วยเหตุอันใดรึ’ เณรแสงถามทันทีหลังจากที่ฉันนั่งลงพนมมือไหว้ท่าน


ฉันรู้สึกจุกในหัวอกขึ้นมาทันควัน...พ่ออยู่ตรงหน้านี่แล้ว...ฉันควรบอกความจริงท่านตอนนี้ดีไหมว่าฉันคือแก้ว ลูกของท่านเอง...ท่านจะได้รู้ว่าฉันออกจากร่างของสร้อยมาอยู่ในยุคสิงหลาอีกครั้งในร่างของเพนนี


แต่ด้วยแววตาอันใสซื่อของเณรแสงทำให้ฉันจำต้องกลืนความคิดที่จะบอกความจริงนั้นไปเสียสิ้น...เณรแสงยังอ่อนเยาว์นัก ท่านจะพร้อมรับกับความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในชีวิตได้อย่างไร


‘ข้าผ่านมา...จึงแวะเอาของสิ่งหนึ่งมาให้ท่าน’ฉันตัดสินใจบอกแค่นั้น ก่อนจะวางผืนผ้ายันต์ลงบนแท่นหินที่เณรแสงนั่งอยู่


เณรแสงกระพริบตากุลิบๆ อย่างน่าเอ็นดูก่อนจะถาม ‘นี่...อะไรรึโยม’


‘ผ้ายันต์...ขอให้ท่านจงเก็บไว้กับตัวอย่าได้ห่าง...ข้าเชื่อว่าจะช่วยคุ้มครองท่านได้’


‘คุ้มครอง...จากภัยใดรึ’เณรแสงช่างซักถามเป็นนักหนาจนฉันเผลออมยิ้มออกมา


‘ภัยใดก็ตาม...ซึ่งคนเราทุกคนล้วนต้องเจอในสักวันหนึ่ง’


‘ภัยจากศึกสู้รบระหว่างเมืองนครกับสิงหลาหรือไม่’ เณรแสงยังถามต่อแววตาเริ่มฉายให้เห็นความกังวล ‘ไม่ไกลจากวัดนี่...เณรเห็นมีกองทหารเมืองนครมาปักหลักเมื่อสามวันก่อน’


‘กองทหารเมืองนคร’


‘มีการลือว่า...แม่ทัพเมืองนครนำกองกำลังทหารมาปักหลักประจำการที่นี่...เพื่อ...รอเวลา...บุกเมืองสิงหลา’


“ทำไมฉันถึงไม่เห็นกองทหารนั่นเลยล่ะ”ประโยคนี้ฉันเผลอพูดถามตัวเองออกมามากกว่า


แต่เณรแสงซึ่งพอจะเข้าใจภาษาไทยสมัยอโยธยาอยู่บ้างได้ตอบกลับมา“โยมอาจมาทางหน้าวัด...แต่กองทหารอยู่ด้านหลังวัดในป่าทึบห่างออกไปไกลริมแม่น้ำที่จะออกไปยังทะเลโน่น...เณรแอบเห็นด้วยตาตัวเองว่ามีเรือศึกหลายลำจอดรอท่าอยู่”


“พ่อ...เอ่อ...นี่เณรเสี่ยงออกไปได้ยังไง...ถ้าเกิดทหารจับได้ล่ะ”ฉันเผลอทำเสียงดุใส่พ่อตัวเองด้วยความเป็นห่วงจับใจ


“พวกทหารนครไม่ทำกระไรพระเณรหรอก...แม้นแม่ทัพเจ้าเมืองนครจะหาใช่พุทธศาสนิกชนไม่ก็ตาม”


ฉันพยักหน้าเข้าใจ


จากประวัติศาสตร์ด้านหนึ่งนั้น...ระบุว่าพระยารามเดโชเป็นมุสลิมแขกเปอร์เซีย เฉกเช่นเดียวกับเจ้าเมืองสิงหลา


สมเด็จพระนารายณ์ กษัตริย์แห่งอโยธยาได้ส่งพระยารามเดโชมาครองเมืองศรีธรรมราช เพื่อเสริมสร้างอำนาจในหัวเมืองปักษ์ใต้ในฐานะเจ้าเมืองคนใหม่และเริ่มประสานกำลังกับส่วนกลางและปตานีเข้าตีเมืองสิงหลาอยู่เป็นระยะๆ


‘โยมมาหาถึงที่นี่เพื่อนำผ้ายันต์ผืนนี้มาให้...เพียงเท่านี้รึ’ เณรแสงเปลี่ยนไปพูดด้วยภาษาสิงหลาตามปกติอีกครั้ง


ฉันสบตาแป๋วของเณรแสงแล้วก็ได้แต่อ้ำอึ้งสองจิตสองใจที่จะพูดความในใจถึงปูมหลังชีวิตตัวเองออกไป


ต่อเมื่อลาเณรแสงและขี่ม้าเดินทางออกมาจากวัดแล้วจึงได้เข้าใจว่า...พ่อของฉันในตอนนี้นั้นยังไม่รู้ว่าลูกในอนาคตของตัวเองมาอยู่ในยุคสิงหลา ทั้งในร่างของสร้อย และเพนนีฟานเมอเตส


ในยุคปัจจุบันที่แท้จริงนั้น ตอนนี้พ่อรู้แล้วว่าฉันมาอยู่ในร่างสร้อย...แต่พ่อจะทันฉุกคิดสงสัยหรือไม่หนอ...ว่าฉันได้มาอยู่ในร่างของเพนนีอีกช่วงเวลาอันทับซ้อนกันนี้ด้วย


*************************************

ถ้าฉันเดาไม่ผิด...พระยารามเดโชที่ฉันเห็นอยู่ในขณะนี้ก็คือคนที่กำลังสั่งการทหารให้ขนอาวุธปืนลงเรือเล็กลำเลียงมาขึ้นบกริมชายป่าทึบตามที่เณรแสงบอกไว้


เจ้าเมืองนครคงคิดใช้แผนบุกสิงหลาทั้งทางบกและทางทะเลพร้อมกันเลยทีเดียว เพราะรู้ว่าป้อมปราการของเมืองสิงหลานั้นมั่นคงมากขนาดไหน


เย็นนั้น ฉันซุ่มแอบดูอยู่แนวชายป่าไม่ไกลนักโดยตั้งใจว่าจะแค่แอบดูเฉย ๆไม่เข้าไปกระทำการใด...แต่เมื่อเดินทางกลับมายังจุดที่ผูกม้าไว้กับต้นไม้กลับไม่พบม้าสีน้ำตาลของตัวเองอยู่ที่นั่นแล้ว


เมื่อเอี้ยวตัวเพื่อจะออกตามหาม้าตัวนั้นกลับถูกใครคนหนึ่งจอคอไว้ด้วยปลายกระบอกปืนยาว


‘นำตัวมันไปให้ท่านแม่ทัพ’ จากสำเนียงคนปักษ์ใต้เมืองนครทำให้ฉันรู้ในทันทีว่าคงเป็นทหารของพระยารามเดโชนั่นเอง


ฉันไม่ขัดขืน ยอมไปกับพวกเขาแต่โดยดี


‘จับตัวมันได้แล้วนายท่าน’ ทหารที่จับฉันมารายงานทันที ก่อนจะเตะหลังขาให้ฉันทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า และจับมือฉันไพล่หลังมัดไว้


ที่ชายฝั่งริมแม่น้ำอันเป็นที่ตั้งของกองทหารเมืองนครพระยารามเดโชผู้เคร่งขรึมเอามือลูบหนวดเคราของตัวเองอย่างครุ่นคิดเป็นเวลานานจนฉันรู้สึกอึดอัดใจ


มีดสั้น ปืนสั้นและข้าวของติดตัวของฉันถูกนำมากองรวมไว้ข้างหน้า....พระยารามเดโชลุกขึ้นเดินไปมาก่อนจะหยิบผ้าผืนเล็กขึ้นไปดูอย่างเพ่งพิจารณา


“เจ้าเป็นหญิง...”พระยารามเดโชเอ่ยออกมาในที่สุดด้วยภาษาไทยอโยธยา “นามเพนนี...ใช่รึไม่”


ฉันหน้าเหวอสงสัย...พระยารามเดโช เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชรู้จักเพนนี ฟาน เมอเตส ด้วยหรือนี่


“จริงดังขุนอาบว่าไว้หามีผิดไม่...ด้วยผ้าผืนนี้..เจ้าจักเดินทางมายังเมืองนครด้วยตัวเอง”


พระยารามเดโชส่องผืนผ้าอยู่เหนือกองไฟก่อนจะยื่นมาตรงหน้าฉัน


“ท่านรู้วิธีอ่านข้อความนี้ด้วยรึ“ ฉันอดแปลกใจไม่ได้เมื่อเห็นข้อความที่เคยหายไปกลับมาปรากฎให้เห็นอีกครั้งบนผืนผ้า‘หรือขุนอาบบอกท่านไว้’


“น้ำยาที่เคลือบตัวอักษรบนผ้าหลังผ่านช่วงเพลาหนึ่งไปแล้ว...จักกำบังหมึกเขียนไว้...ครั้นทำให้เนื้อผ้าได้รับความร้อน..ตัวอักษรจักปรากฎให้เห็น...ครั้นผ้าคลายความร้อน...ตัวอักษรจักหายไปให้ฉงน”พระยารามเดโชเฉลยให้ฉันเข้าใจในที่สุด


แต่ในขณะเดียวกันฉันก็เริ่มสงสัยแล้วว่า...เหตุใดท่านพระครูแห่งอโยธยาจึงวางแผนการให้ฉันต้องมาพบกับพระยารามเดโชที่เมืองนคร...โดยใช้ประโยชน์จากเจตนาที่ฉันต้องการเดินทางมาพบพ่อเป็นเหตุลวง


...ฝ่ายอโยธยาใช้กลลวงทหารแห่งองค์สุลต่านสิงหลาให้เอาใจออกห่างจากผู้เป็นนาย และช่วยเปิดประตูนำทหารเมืองนครและอโยธยาบุกเข้าเผาทำลายเมือง จนเป็นเหตุให้สิงหลาพ่ายแพ้และล่มสลายสิ้น...


ประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งที่ยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงนั้น...ทำให้ฉันถึงกับมีอาการหนาวยะเยือกขึ้นมาจับใจ


“ไม่...ไม่ใช่ฉัน...ไม่ใช่เพนนี ฟาน เมอเตส” ฉันบอกตัวเองในใจ “ฉันไม่มีวันทรยศองค์มุสตาฟา และเมืองสิงหลา...ไม่มีทาง”


“ช่วยอโยธยารวมผืนดิน...เลือดสิงหลาหาสูญสิ้น...ครองแผ่นดินส่องหล้าสืบกาล”พระยารามเดโชอ่านข้อความนั้นก่อนจะหันมาถาม “หมายความประการใดรึ”


“ในเมื่อขุนอาบบอกว่าข้าจะมาพบท่านที่เมืองนครด้วยตนเองเพราะผ้าผืนนั้น...เขาไม่ได้บอกท่านหรอกรึ...ว่าข้อความบนผ้า...สื่อถึงอะไร”


“อุบ๊ะ...ถ้ามันบอก...ข้าจะถามเจ้ารึ”พระยารามเดโชมีท่าทางโมโหและหงุดหงิดขึ้นมาทันที “หาได้มีใครเข้าใจแล้วไม่...คนสามคนที่เห็นข้อความบนผ้าผืนนี้คือออกหลวงชำนาญ  ขุนอาบ แลข้า...ท่านพระครูหาได้แจ้งความหมายประการใดไว้ไม่”


ประโยคหลังนั้นดูอ่อนโยนลงจนฉันเดาไปเองว่าพระยารามเดโชน่าจะเป็นคนสองอารมณ์ล่ะมั๊ง


“พวกท่านยังไม่เข้าใจ...แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรเล่า”ฉันพยายามเกลี้ยกล่อมทำหน้าใสซื่อสุด ๆ


“ช่วยอโยธยารวมผืนดิน...ตรงนี้ข้ายังพอเข้าใจ...แต่ข้อความหลังจากนั้น...หมายถึงประการใดกัน” พระยารามเดโชเดินไปเดินมาอย่างครุ่นคิด “แต่เจ้าเป็นหญิง...แม้ออกหลวงชำนาญจะเอ่ยชมนักหนาว่าฉลาดปราดเปรื่องกล้าหาญ...แต่เจ้าจักช่วยอโยธยารวมผืนดินได้อย่างไร”


“ข้าก็ได้แต่สงสัยอยู่เหมือนกัน  ดูท่าท่านพระครูจะเข้าใจอะไรผิดไปกระมัง” ฉันช่วยเสริม


“แต่...เจ้าเป็นคนสนิทขององค์สุลต่านมุสตาฟา...หากข้าใช้เจ้าเป็นตัวประกันเล่า...แลบังคับให้สิงหลายอมพ่ายแก่เรา” พระยารามเดโชเริ่มเอ่ยถึงแผนการออกมา แต่แล้วก็ตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่ “แต่ศักดิ์ศรีของข้า แลอโยธยาจักหายไปสิ้น...ใช้สตรีเป็นเกราะกำบังเพื่อเอาชนะศึกกระนั้นรึ...ข้า...พระยารามเดโชไม่มีวันกระทำเยี่ยงนั้นเด็ดขาด”


ฉันแอบลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่เจ้าเมืองนครคิดอย่างนั้น...แต่ต่อให้เขาทำจริง...ฉันยอมตายเสียดีกว่าจะถูกใช้เป็นตัวประกันและเป็นเหตุให้สิงหลาพ่ายแพ้


ถึงแม้ในความเป็นจริง สิงหลาได้พ่ายแพ้แก่อโยธยาไปแล้วในปี พ.ศ. ๒๒๒๓ หรือภายในปีหน้าของยุคนี้...แต่จะไม่มีวันเป็นเพราะฉันคิดคดทรยศเสียเองเป็นอันขาด...ไม่มีทางเป็นไปได้เลยด้วยซ้ำ


“ถ้าอย่างนั้น..ท่านก็ควรปล่อยข้าไป” ฉันพยายามทำเสียงให้ราบเรียบไม่แสดงความหวาดกลัวออกมา “หากเป็นดังว่า...ที่ท่านจะไม่ใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องมือต่อรอง”


“แต่คงหาผิดกระไรไม่...หากข้าจะได้ลิ้มลองรสสตรีเบอลันดาแห่งเมืองสิงหลาบ้าง”


ประโยคนี้ทำเอาฉันแทบหยุดหายใจ...เมื่อจ้องมองเข้าไปในดวงตาดุคมคู่นั้น...ฉันไม่เห็นแววแห่งการล้อเล่นเลยสักนิด


พวกทหารสิบกว่าคนที่ยืนรายล้อมอยู่ในวงใกล้ๆ ส่งเสียงหัวเราะชอบใจ


“รึหากข้ามิลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับสตรีแห่งสุลต่านสิงหลา...ย่อมสะใจยิ่งนัก...หากได้โยนเจ้าให้ทหารกว่าสองร้อยชีวิตในป่านี้แลบนเรือรบได้ร่วมกันเชยชม”


อย่างหลังนี่ช่างโหดร้ายเกินจะรับได้...ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันยอมกัดลิ้นตัวเองตายเสียดีกว่า


“ข้าขอเป็นคนแรกนะท่านแม่ทัพ” ทหารรายหนึ่งพูดขึ้นก่อนจะแย้มยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ฉัน


“อย่าเพิ่งแส่เสือก” พระยารามเดโชตวาดกร้าว เล่นเอาทหารนายนั้นหน้าซีดเผือดทันควัน “พาตัวนางไปมัดไว้ในกระโจมที่พักข้า...แลจงเฝ้าไว้ให้ดีพรุ่งนี้เช้าข้าจักสะสางเองว่า...จักควรประการใด”


การตัดสินใจของพระยารามเดโชช่วยยืดเวลาให้กับฉันต่อไป...เมื่อถูกพาตัวมามัดมือเท้าไว้ในกระโจมทำให้ฉันต้องเร่งหาทางเอาตัวรอดให้ได้ก่อนที่พระยารามเดโชจะเข้ามาทำการใด


แต่ทว่า...ผ่านไปจนเกือบรุ่งสางฉันก็ยังไม่สามารถแก้เชือกที่มัดไว้ได้...และพระยารามเดโชก็ไม่ได้เข้าไปกร้ำกรายในกระโจมแต่อย่างใด...ฉันแอบคิดว่าเมื่อคืนเขาคงแค่หวังขู่ฉันไปอย่างนั้นเองก็เป็นได้


‘ไฟไหม้เรือ...ไฟไหม้เรือ...ช่วยดับไฟเร็วเข้า’ เสียงตะโกนโหวกเหวกของทหารนครทำให้ฉันสะดุ้งจากอาการเผลอหลับไปในช่วงรุ่งสาง


ขณะกำลังสงสัยใคร่รู้นั้น ก็รู้สึกได้ว่าเชือกที่ถูกมัดมือไพล่หลังไว้ถูกคลายออก...เมื่อหันไปดูแม้จะเลือนรางแต่ก็พอจะดูออกว่าคนที่มาช่วยนั้นคือเณรแสง...พ่อของฉันเอง


“พ่อ” ฉันเผลอเรียกออกไปด้วยอารมณ์ทั้งดีใจและตกใจไปพร้อมกัน “เณรมาที่นี่ทำไม อันตรายมาก”


“เณรแอบตามโยมมาห่าง ๆตั้งแต่เมื่อวาน จึงได้เห็นว่าโยมมีอันตราย...พวกเราหาทางช่วยมาตลอดทั้งคืนจนคิดแผนการได้...อย่าเพิ่งถามเลย หนีกันเร็วเข้า”


ในยามนี้ฉันรู้สึกว่าพ่อมีความฉลาดกล้าหาญเกินเด็กธรรมดามากนัก...และฉันคงได้รับเชื้อความบ้าบิ่นมาจากพ่อนั่นเอง


เมื่อออกมาจากกระโจมก็ไม่เห็นพระยารามเดโชและทหารอยู่ใกล้บริเวณนั้น อาจเพราะต้องเร่งไปดับไฟบนเรือรบ


ม้าของฉันถูกนำมาผูกไว้ไม่ไกลจากกระโจม  ฉันกับพ่อจึงรีบขี่ม้าออกมาจากที่นั่นโดยเร็ว   เมื่อมาถึงวัด...เณรแสงก็เร่งให้ฉันออกเดินทางทันที


“แต่...พวกทหารนครจะสืบรู้หรือไม่ว่าเป็นฝีมือท่าน”ฉันยังอดเป็นห่วงไม่ได้


“เณรกับพระอาจารย์ กำลังจักออกธุดงค์เขาไปจำวัดในเขตเมืองนคร...อย่าได้เป็นห่วงเลย...แลการที่เรือลำนั้นเกิดเหตุไฟไหม้ก็เป็นเพราะฝีมือยิงธนูไฟของทหารสิงหลาที่มาช่วยโยม...ไม่ใช่เณรเพียงลำพังหรอก”


“ทัพทหารสิงหลา...บุกมาถึงที่นี่โดยที่พวกทหารนครไม่รู้ตัวเชียวหรือ”


“แค่นายทหารมีนามว่าเนปาเพียงลำพังคนเดียว...หาได้มีทหารทั้งกองทัพไม่”


คำตอบของเณรแสง ทำให้เข่าฉันแทบทรุด


“เขามาถึงที่นี่เพราะแอบเข้ามาสืบความพอดี...เณรจึงแจ้งแก่เขาว่าโยมถูกจับตัวไป...เขาวางแผนล่อพวกทหารให้ไปดับไฟบนเรือ...ส่วนเณรก็เข้าไปช่วยโยมที่กระโจมนั่น”


“แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”


“เมื่อแยกกันไปช่วยโยม...เณรก็หารู้ไม่ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ใด”เณรบอกพลางดูซ้ายดูขวา “โยมไปจากที่นี่เสียเถิด...ก่อนพวกทหารนครจะตามมาดูที่นี่”


ถึงตอนนี้ ฉันได้แต่สงสัยอยู่ในใจว่า  ทำไมพ่อไม่เล่าเรื่องที่เคยได้ช่วยเหลือเพนนีไว้ให้ฟังเลย


ฉันจำต้องกราบลาเณรแสงและขี่ม้าออกมาจากวัดอย่างรวดเร็ว...ใจนั้นนึกเป็นห่วงทั้งพ่อและเนปา


จากเหตุการณ์ในอนาคตทำให้สบายใจได้ว่า...พ่อสามารถเดินทางไปถึงวัดมหาธาตุแห่งเมืองนครได้อย่างปลอดภัย


แต่เนปาน่ะสิ...ที่น่าเป็นห่วง...เพราะเท่าที่จำได้ตอนที่ฉันในร่างสร้อย และพอตต์ เดินทางไปหาเขาที่เรือน...ทหารหน้าบากบอกว่าเนปาได้รับบาดเจ็บห้ามไม่ให้ใครเข้าพบ  พอตต์เองก็บอกว่าเขาเจอรอยเลือดบนเรือ...และเพนนีบอกเขาว่าเนปาได้รับบาดเจ็บ


ในขณะที่กำลังคิดสาละวนเป็นห่วงเนปาอยู่นั้น  ม้าก็หยุดเบรกกะทันหัน ด้วยมีร่างหนึ่งกำลังยืนขวางทางไว้ เมื่อเขาเอาผ้าคลุมออก...ฉันจึงเห็นว่าเป็นเนปา คนที่ฉันกำลังคิดถึงและเป็นห่วงอยู่นั่นเอง


เขากระโดดขึ้นมาอยู่บนหลังม้าด้านหลังของฉันอย่างรวดเร็วและเป็นฝ่ายชิงสายบังคับม้าไปจากมือฉัน ก่อนจะสั่งการให้มันรีบวิ่งออกมาจากบริเวณนั้นทันที


“นี่ถ้าผมไม่บังเอิญลอบเข้ามาหาข่าวแถวนี้...คุณจะเป็นยังไง...ฮึ”เนปาพูดเสียงดุด้วยภาษาไทย


เขาพูดภาษาไทยยุคปัจจุบันได้อย่างชัดแจ๋วแล้วในตอนนี้

“เนปา...คุณ...ดิน...คุณจำตัวเองได้แล้วเหรอ”


“ผมยังไม่เข้าใจอะไรมากนักหรอก...ยังจำตัวเองไม่ได้...แต่เข้าใจได้ว่าทั้งคุณ...คนที่อยู่ในร่างสร้อย... และผม...คงไม่ใช่คนในยุคนี้”


คำบอกกล่าวของเนปาที่ดังอยู่หลังหูฉันอย่างแนบชิดนั้น...ทำให้ฉันแทบอยากร้องไห้ด้วยความดีใจ ...อย่างน้อยเขาก็เริ่มจะเข้าใจอะไร ๆ มากขึ้นแล้ว


เนปาใช้ผ้าคลุมของเขามาคลุมศรีษะของฉันไว้แทน...เมื่อม้าควบไปถึงเขตสตรึงเพรียะ มันก็ถูกขวางทางไว้อีกครั้งด้วยกลุ่มทหารนครจำนวนเกือบยี่สิบกว่าคน...พวกเขาเป็นทหารกองซุ่มแนวหน้าที่เดินทางมาก่อนทัพของพระยารามเดโชนั่นเอง


ฉันเชื่อว่าพระยารามเดโชไม่ได้นำทัพบุกสิงหลาตามที่วางแผนไว้แล้ว  เพราะเรือรบของเมืองนครถูกไฟไหม้เสียหายเอาการอยู่


ฉันกับเนปาช่วยกันต่อสู้ต้านทหารพวกนั้นจนเกือบอ่อนแรง  เนปาถูกยิงด้วยลูกดอกเข้าที่แขน และถูกแทงทะลุเสื้อเกราะเข้าที่เอวเพราะเอาตัวมาบังร่างฉันไว้...แต่โชคดีที่ทหารสิงหลาส่วนหนึ่งตามมาช่วยพวกเราไว้ได้ทัน


‘นำท่านเนปากลับสิงหลาไปรักษาตัวก่อน” ทหารหน้าบากสั่งการโดยเร็ว


‘ไม่ต้อง...ข้าไม่เป็นอะไรมาก’เนปาบอก


‘ดาบแทงมิดเข้าไปในเสื้อเกราะขนาดนั้นยังจะว่าไม่เป็นอะไรอีกรึ’ ทหารหน้าบากมีสีหน้าตกใจ ‘พวกเจ้ารีบนำท่านเนปากลับไปก่อนเร็วเข้า...ทางนี้พวกข้าจะจัดการเอง...พวกทหารนครถอยร่นไปจากสตรึงเพรียะหมดแล้ว  ทางนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง..ข้าจะเร่งไปรายงานองค์อุสเซนเอง’


‘ข้า..ไม่...เป็น...’เนปายังดื้อรั้น แต่แล้วก็ล้มฟุบลง


ฉันกับทหารอีกสองคนรีบนำตัวเขากลับเมืองสิงหลาทันที  เมื่อถึงเขตหมู่บ้านชาวประมง ฉันตัดสินใจเปิดเผยตัวเองให้เขาพวกเขารู้ว่าฉันคือเพนนี ฟาน เมอเตส และคิดว่าควรรักษาเนปาที่หมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ก่อนเพื่อจะได้ช่วยเขาทันเวลา


ที่เรือนของบัวมีอุปกรณ์ทำแผลและยาเตรียมไว้ครบ เพราะฉันจัดไว้ให้พวกชาวบ้านเผื่อมีเหตุฉุกเฉิน  บัวจะได้ช่วยเหลือคนไข้ไปพลางก่อน...เธออยู่กับฉันมานาน เรียนรู้วิธีช่วยปฐมพยาบาลรักษาคนไข้จนชำนาญขึ้นมาก


บัวรีบจัดแจงนำอุปกรณ์ทำแผล และยาสมุนไพรชุดใหญ่มาให้ในทันทีที่ฉันร้องขอ


‘แต่ตอนนี้ไม่มีชุดฝังเข็ม’ ฉันนึกขึ้นได้จึงสั่งการทหารทั้งสองนายให้ไปเอาชุดฝังเข็มที่เรือนของฉันในเขตเมืองชั้นใน ‘ยายจันทร์อยู่ที่นั่น...นางจะจัดแจงให้พวกท่านเอง’


ทหารทั้งสองนายเร่งขี่ม้าออกไปทันที...แต่ขณะเดียวกัน เนปาก็ลุกขึ้นนั่งจนฉันและบัวสะดุ้งตกใจ


‘ท่านเนปา...เป็นอย่างไรบ้าง’ฉันถามขณะประคองตัวให้เขานั่ง ‘ดาบยังปักอยู่ที่เอวท่าน...คงเจ็บปวดนัก’


เนปาดึงดาบออกมาโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวดใดๆ ให้เห็นสักนิด...ในขณะที่บัวเอามือปิดหน้าด้วยความหวาดเสียวแทน


‘ข้าบอกแล้วว่าไม่เป็นอะไร...แต่คงสลบไปเพราะฤทธิ์ยาจากลูกดอก...ข้าคงสูงใหญ่กว่าทหารทั่วไปมากสินะ...โดนยิงลูกดอกใส่อยู่เสมอ’ เนปาบอก พลางเฉลยด้วยการยื่นดาบที่ดึงออกมาจากเสื้อเกราะให้พวกเราดู


ดาบนั้นมีรอยเลือดจาง ๆ เล็กน้อยบริเวณคมด้านหนึ่งเท่านั้น


‘มันทะลุเสื้อเกราะเข้าไปข้างใน...แค่เฉียดเอวเท่านั้น’เนปาอธิบาย


เมื่อเขาถอดเสื้อเกราะ และเสื้อตัวในออก  ฉันเห็นมีเพียงรอยเลือดไหลซิบ ๆ ข้างเอวเพราะคมดาบเฉียดเนื้อบาง ๆ


‘แต่เลือดก็ยังไหลซึม ๆ ออกมาบ้างอยู่ดี..หากปล่อยไว้ไม่ทำแผล...จะอักเสบหรือติดเชื้อได้’ ฉันเตือนก่อนจะทำการเอาเหล้าฝรั่งเช็ดล้าง และนำผ้าสะอาดมาปิดแผลให้เรียบร้อย


‘นี่ก็ใกล้ค่ำมากแล้ว...พวกท่านกินอาหารและพักที่นี่เถิดนะ’ บัวเสนอและรบเร้า ‘ข้าจะไปจัดที่พักให้พวกท่าน’


เมื่อเนปาไม่ได้ปฏิเสธคำเชื้อเชิญของบัว...ฉันจึงยอมตกลงด้วยอีกคน และค่ำคืนนั้นสำหรับฉันแล้วเหมือนเป็นดั่งความฝัน...เพราะได้มีโอกาสนอนอยู่ในอ้อมแขนอันอบอุ่นของเนปาอีกครั้ง


แม้ว่าเป็นฝ่ายฉันเองที่ต้องยอมหน้าทน แอบลุกจากที่นอนฝั่งตัวเองเพื่อเข้าไปนอนอยู่ข้าง ๆ เขาก่อนก็ตาม


เนปาคงเหนื่อยและอดนอนมาหลายวันแล้ว เขาหลับเป็นตาย ส่งเสียงกรนเบา ๆ อยู่ข้างหู...แต่เพียงเท่านี้  ฉันก็สุขใจนักหนาแล้ว 


ฉันรู้สึกตัวในตอนเช้าด้วยความรู้สึกอุ่น ๆ ที่แก้มและหน้าผาก...เมื่อลืมตาขึ้นมา...เห็นเนปานอนเท้าแขนจ้องมองฉันอยู่ด้วยสายตาอ่อนโยน


"ละเมอมานอนอยู่ข้าง ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่...เมื่อคืนเธอนอนอยู่ฝั่งโน้นนี่นา" เนปาแอบแหย่


"ก็...อากาศมันเย็น...แถมไม่มีผ้าห่มด้วย" ฉันแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ 


"ก็เลยมาแอบซบอกผม แทนผ้าห่มงั้นสิ" เนปายื่นหน้ามาใกล้ก่อนจะกระซิบ "น่าจะปลุกกันบ้าง...จะได้ให้ความอบอุ่นมากกว่านี้"


ฉันจึงรู้สึกว่าตัวเองมีอาการหน้าแดง...เนปาผู้เย็นชาและผลักไสฉันมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กำลังทำท่าเจ้าชู้ใส่ฉันหรือนี่

เมื่อแอบหยิกเนื้อตัวเอง...ก็พบว่าฉันไม่ได้กำลังฝันไปหรอก...มิหนำซ้ำตอนนี้ ดวงหน้านั้นกำลังโน้มต่ำลงมาบรรจงหอมแก้มฉันอีกด้วย ก่อนจะค่อย ๆ ย้ายความอบอุ่นของริมฝีปากหนามาประทับกดลงบนริมฝีปากบางอย่างซาบซึ้งใจที่สุด


แต่เสียงเปิดประตูทำให้ฉันกับเนปาจำต้องผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว...บัวเป็นผู้เข้ามาขัดจังหวะอันสำคัญโดยไม่ตั้งใจ


"อุ๊ย...นายท่านทั้งสอง...ข้า...เอ่อ...ข้าเพียงจักมาตามพวกท่านไปกินอาหารเช้า " บัวรีบบอกขณะยิ้มหน้าตาเหรอหรา "แต่...ข้าคิดว่า...ให้พวกท่านพักผ่อนต่อไปอีกดีกว่า"


บัวยิ้มกว้างก่อนจะหันหลังทำท่าจะเดินกลับออกไป


"ไม่พักต่อหรอก...ข้าต้องรีบกลับเข้าเมืองแล้ว" เนปาบอกในทันทีเช่นกัน  เขาลุกขึ้นจัดแจงใส่เสื้อเกราะ หยิบปืนและดาบ "ข้าต้องเร่งไปรายงานข่าวแก่องค์สุลต่าน"


หลังจากนั้นเขาก็เดินทางไปในทันที  ไม่ได้แม้แต่จะทานอาหารเช้าด้วยกัน


“เมื่อคืนทหารสองนายนั้น กลับมาพร้อมชุดฝังเข็ม...ข้าจึงบอกพวกเขาไปว่าท่านเนปาเจ็บหนัก แลกำลังรักษาอาการอยู่ ห้ามมิให้ใครเข้าไปได้ ด้วยเกรงบาดแผลจะติดเชื้อ” บัวแอบกระซิบบอกกับฉัน “พวกเขาจึงยอมกลับไปแต่โดยดี...แอบได้ยินว่าหนึ่งในนั้นต้องรีบกลับไปดูเมียกับลูกที่เพิ่งคลอด...พวกเขาจึงเร่งจากไปในทันทีเช่นกัน”


ฉันตัดสินใจกลับทางเรือเหมือนเดิมในสายของวันนั้น  บัวฝากเนื้อสด ๆ ไปให้พิกาทำอาหารด้วย...ด้วยพวกเธอทั้งสองมีความสนิทสนมและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี


และสาเหตุเพราะเนื้อสดนี่ล่ะ...ทำให้พอตต์เห็นว่าเรือที่ฉันส่งคืนเต็มไปด้วยคราบเลือด


ที่ตลาดท่าเรือ  ฉันได้ข่าวการแต่งงานของอัสฟากับซารีนะที่จะมีขึ้นในวันต่อมา...ด้วยความอยากรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง  ฉันจึงเดินทางไปสอบถามเนปาที่เรือนในค่ำนั้น


“ผมกำลังคิดจะไปหาคุณที่เรือนริมคลอง”เนปาบอกในทันทีที่ฉันกรากฎตัวขึ้นไปอยู่บนเรือนแล้ว


อาการแย้มยิ้มกว้างของเขาทำให้ฉันรู้สึกเกร็ง ๆ ด้วยความเขินอายมากเอาการ...เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ฉันเริ่มชินกับหน้าตาอันบูดบึ้งเย็นชาของเขาซะแล้ว


กลายเป็นว่าคืนนั้น...หัวข้อการสนทนาของเราแทบจะไม่เกี่ยวกับการแต่งงานของอัสฟาเลย


แม้แต่เรื่องปูมประวัติของเราเอง...เนปาก็ไม่ได้สนใจจะถามถึงมากมาย...แต่ฉันก็ต้องอาศัยบางช่วงเวลาจังหวะที่เขายอมอยู่นิ่งรับฟัง...เพื่อเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เขาฟังจนหมด


“ผมเข้าใจเหตุผลของคุณแล้ว...เพนนี...แม้จะไม่ได้เข้าใจเรื่องทั้งหมดรวมทั้งเรื่องชีวิตผมเอง...แต่ตอนนี้เราได้อยู่ด้วยกันแล้ว...ผมจะไม่ยอมเข้าใจคุณผิดอีก”เนปาให้สัญญาหนักแน่น และกอดฉันไว้แน่นเช่นกัน


เช้าวันต่อมา ขณะที่กำลังจะลุกออกจากอ้อมแขนของเนปานั้น เขากลับไม่ยอมปล่อยให้ฉันกลับลงจากเรือนง่าย ๆ


“ต้องชดเชยให้ความโง่ของตัวเอง...และคงต้องชดเชยให้เมียอีกมาก...วันนี้จะไม่ยอมให้เมียห่างกายเลย”


พอถึงบทจะหวาน...เนปาก็เล่นเอาฉันขวยเขินทำอะไรไม่ถูก...ได้แต่ยอมให้เขาชดเชยตามที่ต้องการ


ขณะที่กำลังอยู่ในช่วงการสำลักความสุขนั้น...จู่ๆ ก็ได้ยินทหารหน้าบาก ลูกน้องของเนปามาส่งเสียงเรียกด้วยความเป็นห่วง


‘ท่านเนปาเป็นอย่างไรบ้าง...ข้าได้รับแจ้งว่าท่านถูกนำตัวมาถึงเรือนแล้ว ท่านปลอดภัยดีหรือไม่...ข้าได้ยินเสียงท่านร้อง...เจ็บปวดมากหรือไม่’


ฉันต้องใช้มือปิดปากตัวเองไม่ให้เผลอส่งเสียงหัวเราะออกมา...เสียงความสุขของเนปาดังออกไปถึงประตูบ้านเป็นเหตุให้ลูกน้องของเขามาทันได้ยินหรือนี่....ฉันรู้สึกเขินอายจนแทบจะแทรกฝาบ้านหนีออกไปให้ได้


“จะให้เขารู้เรื่องของเราในตอนนี้ไม่ได้”เนปากระซิบบอกก่อนจะตะโกนเสียงดุแจ้งลูกน้องไป ‘ข้า...กำลังเจ็บบาดแผลนัก...เจ้ากลับไปก่อนเถอะ’


‘ได้อย่างไรเล่าท่าน...ขอข้าเข้าไปดูหน่อยเถอะ’ไม่พูดเปล่า เจ้าของเสียงทำท่าจะพังประตูเข้ามาด้วย


ถ้าเข้ามาได้ก็คงเห็นฉันกับเนปาอยู่ในสภาพล่อนจ้อนแน่ ๆ ...เนปาหัวไว บอกให้ฉันคว้าเสื้อผ้าไปหลบสวมในมุมห้องส่วนเขารีบเอาผ้าห่มพันกายวิ่งไปที่ประตู


เมื่อเปิดประตูแล้วก็ยืนขวางไว้อย่างนั้น


‘ข้าบาดเจ็บนัก...แต่อย่าให้ใครมารบกวนข้าเป็นอันขาด...อย่าบอกใครเด็ดขาดว่าข้าบาดเจ็บ...ข้าไม่ชอบ...และ...เชอวาส...เจ้าช่วยไปตามหมอฝรั่งเศสมาที...เขาจะช่วยรักษาข้าได้’


เนปาวางแผนจะล่อให้เชอวาสออกไปจากเรือน...แต่กลับกลายเป็นว่าเชอวาสสั่งให้ลูกน้องของเขาไปรับตัวหมอฝรั่งมาแทน


‘อย่าให้ใครมารบกวนข้า...รวมทั้งเจ้าด้วย...รออยู่ข้างนอกจนกว่าหมอฝรั่งเศสจะมาถึง’เนปาทำเสียงดุหน้าเครียด เขาหลอกล่อเพื่อรอเวลาให้ฉันสวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย


เขาปิดประตูลงสลักไม้แน่นหนาก่อนจะเดินมากระซิบบ่นกับฉัน


“อยากเขกกระบาลมันนัก...มาห่วงอะไรนักหนาตอนนี้ก็ไม่รู้”


“ฉันคงไม่สามารถหลบลงไปทางประตูลับที่พื้นเรือนได้ทันแล้วลูกน้องท่านยังอยู่กันรอบเรือน...และดูโน่น” ฉันกระซิบบอกเนปาพลางชี้ให้เขาดูว่าสร้อยกับพอตต์กำลังยืนหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากเรือนของเนปานัก “สร้อยที่ปลอมตัวเป็นแกลรี่กำลังจะมาสอบถามท่านเรื่องอัสฟา...และเมื่อหมอฝรั่งเศสมาถึงพวกเขาจะตามมาด้วย”


“จะให้บอกไปตามความจริงได้อย่างไรในตอนนี้...ว่าด้วยความเสียใจกับการจากไปของสร้อยทำให้อัสฟาดื่มจนเมามายและเผลอตัวมีอะไรกับซารีนะ...หากเขาไม่รับผิดชอบ...อัสฟาจะถูกตัดหัวอย่างแน่นอน”


“ที่สำคัญกว่านั้น คือ...ซารีนะจะตั้งท้องลูกของอัสฟาด้วย” ฉันกระซิบบอกถึงเรื่องในอนาคตต่อไป


“หมอฝรั่งเศสมาใกล้ถึงแล้ว” เนปาบอก “ผมจะบอกเขาเองว่าไม่เป็นอะไรแล้วเมื่อเขามาถึง”


ฉันมองผ่านช่องหน้าต่างด้านข้างเรือนออกไป เห็นแกลรี่ กับพอตต์เดินตามหมอฝรั่งเศสมาด้วย...ฉันเป็นคนเดินไปเปิดประตูให้หมอฝรั่งเศส...พยักหน้าส่งสัญญาณให้เขาเข้าไปในเรือน


ส่วนฉันยืนแอบฟังพวกด้านนอกอยู่ตรงหลังประตู


แกลรี่กับพอตต์ถูกเชอวาส...ทหารหน้าบากลูกน้องของเนปา...คาดคั้นและกำลังจะจนมุม...ฉันจึงก้าวออกไปข้างนอกเพื่อปรากฏตัวให้เขาเห็น


‘พวกเขาไม่ได้โกหก’ ฉันแกล้งทำเสียงดุ


ทหารหน้าบากมีสีหน้าฉงน...แต่ด้วยความยียวนและความกวนของทั้งแกลรี่ พอตต์ และฉันเอง ทำให้เขาอาจไม่ทันได้ขบคิดในตอนนี้ว่าฉันเข้าไปอยู่ในเรือนเนปาตั้งแต่เมื่อไหร่


‘ว่าแต่พวกท่านไม่ไปร่วมพิธีแต่งงานของอัสฟาหรอกรึ’ ฉันตัดสินใจทำทีเป็นถามลูกน้องของเนปาไปอย่างนั้นเพื่อต้องการยืนยันกับสร้อยว่า การแต่งงานของอัสฟา...เป็นเรื่องจริง  เธอจะได้ยอมกลับไปเสียที  ‘ฉันเองต้องไปร่วมงานคืนนี้ เพื่อส่งตัวเจ้าสาวในฐานะผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง’


แม้จะทำให้สร้อยยอมกลับไปจากเรือนเนปาแต่โดยดี แต่ฉันก็รู้ว่าสร้อยยังไม่ยอมตัดใจง่าย ๆ 


ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีเหตุการณ์ที่ทำให้ชะตาของฉันและสร้อยต้องพลิกผันอีกครั้งในเวลาต่อมาหรอก...แม้ว่าฉันจะได้พยายามช่วยเธอถึงที่สุดแล้วก็ตาม


**************************************





 

Create Date : 07 เมษายน 2561
1 comments
Last Update : 8 เมษายน 2561 11:56:37 น.
Counter : 192 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณ**mp5**, คุณnewyorknurse

 

ส่งกำลังใจครับ

 

โดย: **mp5** 11 เมษายน 2561 15:34:53 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.