Group Blog
 
 
ตุลาคม 2554
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
17 ตุลาคม 2554
 
All Blogs
 

ถ้าเราจะเปรียบการเขียนหนังสือกับการเดินทางของชีวิต

ถ้าเราจะเปรียบการเขียนหนังสือกับการเดินทางของชีวิต

เคยใหมที่เกิดอาการ อยากเขียนนะอยากเขียน แต่เขียนไม่ออก ในขณะเดียวกันขี้เกียจเหลือแสน แต่หัวสมองนี่แล่นปรู๊ดปร๊าด อันที่จริงไม่ได้เป็นคนที่เขียนอะไรเก่งขั้นเทพ บางครั้งติดจะอารัมภบทเยอะ แบบที่เพื่อนเจ้าประจำพูดเสมอว่า เ_งจะพล่ามไรนักหนา เอาประเด็นเลยได้ใหม สรุปคือ เลิกเขียนเลิกอ่าน หมดอารมณ์ ยกหูคุยกันแทน

และก็หลายๆครั้งที่เจ้าเพื่อนตัวดีมันถามว่า ไปเอาเรื่องอะไร จากที่ไหน มาเขียนเป็นวรรเป็นเวรนักหนา ไอ้ตอนที่จะให้ช่วยเขียนอะไรจริงๆจังๆให้ ทำไมถึงบอกว่าเขียนไม่ออก ได้แต่บอกเป็นไอเดียไปแทน มีหลายครั้งที่บอกว่า ไม่เขียนนะ เขียนไม่ออก คนที่พูดได้ทุกเรื่อง อ่านได้แทบทุกอย่าง ใช่ว่าจะเขียนได้ทุกอย่างเสมอไป การจะเขียนอะไรออกไปมันต้องมีแรงขับนะ มันไม่เหมือนการพูดการสนทนาที่ต้องการแค่คู่สนทนา หรือผู้ฟัง การเขียนมันต้องการกำลังส่ง หรือที่ใครๆเรียกกันง่ายๆว่า แรงบันดาลใจนั่นแหละ

เราว่าการทำงาน หรือการดำเนินชีวิต กับการเขียนมันคล้ายๆกันนะ มันต้องมีแรงขับ และต้องมีเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง การเริ่มเขียนเพราะเรามีความรู้สึกว่าอยากบอกเล่า เป้าหมายของเราก็คือ ถ้าเริ่มแล้วต้องจบให้ลงนะ

แต่มันก็มีคำถามตามมาว่า แล้วเราจะไปเอาแรงขับมาจากไหนมากมาย หลายคนๆสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนของตัวเองได้ แต่บางคนมันก็ต้องการตัวช่วยกระตุ้น เรา เราคนนึงที่ต้องการตัวกระตุ้น และในหลายๆครั้งตัวกระตุ้นของเรามันพบได้ตามรายทางของการเดินทาง

อ่ะ อ่ะ อ่ะ แต่ช้าก่อน การเดินทางของเราไม่ได้หมายถึงการเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างแดนนะ การเดินทางของเราคือการใข้ชีวิตในแต่ละวันนี่แหละ ขึ้นรถ ลงเรือ ไปทำงาน นี่แหละ ถ้าเราจะเหลือบตามองนอกเส้นทาง เราก็เจอแล้ว หรือบางทีเรื่องราวรอบตัวของคนรอบๆกายเรานี่แหละ แรงขับอย่างดี มันไม่ใช่การเอาเขามาเมาท์นะ แต่บางทีเรื่องของเขานี่มันสอนใจเราได้เลยที่เดียว อย่างเช่นเรื่องที่เรากำลังจะเล่าถึงผู้หญิงวัยเบจเพศคนนึงที่ตอนนี้ชีวิตเสียศูนย์อย่างหนัก อ่านหนังสือธรรมะก็แล้ว หนังสือแนะแนวทางจิตวิทยาก็แล้ว ไหนจะโดนเราทั้งปลอบทั้งดุ สาระพัดวิธีที่เราจะสรรค์มา น้องเธอก็ไม่ดีขึ้นเลย

เราเลยลองให้น้องเขียนระบายความรู้สึกออกมา ส่งให้เราก็ได้ ไม่ก็เขียนเอาไว้ว่าวันนี้รู้สึกยังไง หรือไม่รู้จะเขียนอะไร ก็เขียนมันลงไปในกระดาษว่า “ไม่มีอะไรจะเขียน” หรือถ้าคิดถึงคนรักมากก็เขียนชื่อเขาลงไป อยากเขียนเท่าไรก็เขียนไปให้สาสมกับความรักความคิดถึงที่มีให้ชายคนนั้น

ไอ้น้องมันก็แย้งว่า มันเขียนไม่เป็น มันคงเขียนไม่ได้ และที่สำคัญมันไม่เห็นจะมีความสำคัญตรงไหนที่จะเขียนออกมา ถึงเขียนไปก็ใช่ว่าเขาจะได้อ่าน

ก็ถูกของน้องนะ แต่พี่ไม่ได้ต้องการให้ใครมาอ่านงานเขียนของแก แต่ ต้องการให้แกอ่านของแกเอง เห็นแกเห็นว่าทำไมแกทำชีวิตแกให้ย่ำแย่ขนาดนี้ เพื่ออะไร เพราะแกก็พูดเองว่า ให้ตายเขาก็ไม่รู้ พี่ต้องการให้แกพลิกวิกฤษของตัวแกเองมาเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนชีวิตของแกเอง

น้องเอ๊ย แกจะรู้ใหมว่าการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของเรา คือการเขียนชนิดนึง คือการเขียนชีวิตตัวเองยังไงล่ะ เป็นการเขียนที่ยากที่สุด แกจะเขียนชีวิตได้ยังไงถ้าแกไม่มีแรงบันดาลใจ แกจะเขียนชีวิตแกได้ยังไง ถ้าแกปล่อยตัวเองให้ไหลไปตามอารมณ์ และยถากรรมเช่นนั้น แล้วแกจะอาศัยให้คนอื่นมาเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเองไปถึงเมื่อไร ในเมื่อแกทำตัวเองให้เป็นแรงบันดาลใจของตัวเองได้ แกเขียนชีวิต ดำรงชีวิต ด้วยตัวแกเอง เพื่อตัวแกเองสิ มันจะเขียนยากเย็นเพียงไหน มันก็ไม่เคยพ้นความพยายาม ไม่ต้องหวังจะให้ใครมาอ่านชีวิตแก ไม่ต้องหวังจะให้ใครมาช่วยเขียน

งานเขียนชีวิตของเราอาจจะไม่ได้รางวัลซีไรท์หรือ บุ๊ค อวอร์ดอะไร แต่ถ้าเราเขียนให้ดี มันจะมีคุณค่าในตัวของมันเอง

แล้วจำเป็นใหมที่ต้องให้คนอื่นเห็นคุณค่าในงานนั้นๆ สำหรับส่วนตัวของเรา เราเลือกคนอ่านงานชีวิตของเรานะ ด้วยความที่เราเอางานเขียนชีวิตของเราให้คนทั้งโลกอ่านไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่ สตีฟ จ็อบส์ แต่เราเลือกให้คนที่เราห่วงหาที่สุดในชีวิตอ่านก็พอ

ก็จะใครถ้าไม่ใช่บุพการี เขียนชีวิตของเราให้เขาภาคภูมิใจได้ใหม และได้โปรดอย่าให้ใครไปลดคุณค่าของมันนอกจากตัวของตัวเอง

คุณๆคิดว่า น้องสาวเราจะเขียนออกใหม คำตอบในตอนนี้คือ ยัง...
มันก็ยังจมกองน้ำตาอยู่เหมือนเดิม นี่เราก็รออยู่ว่าเมื่อไร หล่อนจะกลับมาเข้ารู้เข้ารอยซะที

“นี่แก สอนคล่องเชียวนะ” ไอ้ตัวดี ตัวเดียวกันกับที่ไปงานหนังสือกันมาแซวดังๆ

ก็แหงล่ะ ประสบการณ์ตรงนี่นา เพราะเราก็ยังเขียนของฉันอยู่ ยิ่งเห็นเรื่องราวของน้องเข้าไป มันยิ่งทำให้เราระมัดระวังการเขียนชีวิตของเรามากยิ่งขึ้น

“ก็รออยู่ว่าแกจะจบตอนชีวิตของแกในวัยสามสิบได้ยังไง ลูกก็ไม่มี ผัวก็ไม่มี คานเชียวนะแก๊” มันยังไม่เลิกย้ำ

ผั้วะ!!! เสียงอะไรหนักๆกระทบกลางกะบาลเพื่อนช่างพูดอย่างจัง
“ไอ้เพื่อนเว___” เสียงเพื่อนช่างเขียนอย่างเราตะโกนตาม





 

Create Date : 17 ตุลาคม 2554
0 comments
Last Update : 17 ตุลาคม 2554 18:26:16 น.
Counter : 284 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ล็อกอินมาเพื่อการนี้
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




อ่าน แล้วก็เขียน แล้วก็อ่าน
ความสุข ความสุขแท้
Friends' blogs
[Add ล็อกอินมาเพื่อการนี้'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.