เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ๆ ชอบกินข้าวเหนียวนึ่งร้อน ๆ กับเนื้อหวานเหลือเกิน บางคนก็เรียกว่าเนื้อฝอย เนื่องจากมันมีลักษณะเป็นฝอย ๆ ต่างจังหวัดสมัยนั้น เวลาหนาวจะหนาวสมชื่อ แม้ไม่ได้อยู่ภาคเหนือ ก็ยังได้ความรู้สึกว่าหนาว ทุกเช้าของวันไปโรงเรียน ประมาณ ตี 5 หรือ ตี 5 กว่า ๆ แม่จะปลุกให้ตื่นขึ้นมานั่งอ่านหนังสือเรียนอยู่แถว ๆ ที่แม่มองเห็นในครัวนั่นแหละ อากาศยามนั้น เวลาเช่นนั้น ในวัยเด็กมันช่างขี้เกียจเหลือเกิน นั่งตัวหด งอ เพราะหนาว และง่วง อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา หนังสือก็กางตรงหน้านั่นแหละ อ่านบ้าง ไม่อ่านบ้าง แม่ก็ไม่ว่าอะไร จริง ๆ แล้ว คิดว่าเป็นเพราะแม่ยุ่งอยู่ต่างหาก เลยไม่ได้ฟังว่าลูกจะอ่านหนังสือหรือไม่ แค่ปลุกลูก ๆ ลุกขึ้นมา นั่งอ่านหนังสือ แล้วแม่มองเห็น แม่ก็คงพอใจแล้ว และนั่นก็มารู้เมื่อโตว่า แม่หัดนิสัยลูก ๆ ให้ตื่นเช้า ๆ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะเป็นวันหยุด หรือวันทำงาน ก็จะตื่นเช้า เพียงแต่ไม่ต้องรีบเร่งทำอะไร ๆในวันหยุดเท่านั้น ก่อนไปโรงเรียน ถ้าไม่ได้กินข้าว ก็จะกินข้าวเหนียวเนื้อนี่แหละ เนื้อหวาน เมื่อสมัยยังเด็ก ก็ได้รู้เห็นวิธีการทำทุกขั้นตอนกับแม่ จึงได้รู้ว่า แตกต่างจากสมัยนี้อย่างลิบลับ เริ่มจากแม่จะเลือกซื้อเนื้อวัวจากตลาด เลือกเนื้อส่วนที่เป็นเนื้อย่างไม่ติดมัน เนื้อนี้จะฉีกเป็นเส้น ๆ ได้ง่าย แม่นำมาทำความสะอาด ทาเกลือพอติดเนื้อนิดหน่อย ไม่มากอะไร นำผึ่งพอให้เกลือซึมเข้าเนื้อเท่านั้น แม่ติดเตาถ่าน ดูไฟไม่โชน และไม่มอดสนิท ใช้ขี้เถ้ากลบพอประมาณ วางตะแกรงย่างบนเตาถ่าน พอร้อนได้ที่ก็วางเนื้อย่างบนตะแกรง คอยพลิกกลับไปมา ความพอดีก็เพียงแค่เนื้อหดตัว เปลี่ยนสีเป็นคล้ำ ๆ และที่สำคัญกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบ้าน เนื้อที่ได้ที่แล้วก็วางใส่ถาดอลูมิเนียมใหญ่ ๆ ในขั้นตอนเช่นนี้ เด็ก ๆ จะกรูกันมาช่วยแม่ โดยไม่ต้องเรียกแต่อย่างใด เด็ก ๆ ที่มาช่วยจะแย่งกันถือมีด เนื่องจากขั้นตอนนี้ เราจะฉีกเนื้อด้วยมีด เนื้อจะฉีกง่ายมาก ๆ แค่ใช้มีดสะกิดก็หลุดออกมาเป็นเส้น ๆ ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ระหว่างนั้นก็สามารถแอบหยิบเนื้อฉีกใส่ปาก แรก ๆ ก็มีการฟ้องแม่ ให้ตัดสินความผิด แม่ก็ดุบ้าง ไม่ดุบ้าง หลัง ๆ เลยไม่ค่อยมีการฟ้องร้อง เนื่องจากคู่กรณีมี การยอมความให้แบ่งปันกันและกัน เนื้อย่างจำนวนมาก ก็อาจย่อยเหลือเป็นเนื้อฉีก ในปริมาณที่ลดลง...... ระหว่างนี้แม่จะเตรียมหม้อใบย่อม ใส่หางกะทิตั้งบนเตา พอกะทิกระเพื่อม ก็จะนำเนื้อฉีกใส่ลงไปตั้งไฟปานกลาง แม่บอกว่าขั้นตอนนี้เป็นการเคี่ยวเนื้อให้นุ่ม และทำให้เนื้อมีรสมันของกะทิ ขั้นตอนต่อไปแม่ก็จะตั้งกะทะเหล็กใบใหญ่บนเตา ใส่น้ำมันพอประมาณ พอร้อนแม่ก็จะใส่หอมแดงซอยลงไป แรก ๆ กลิ่นหอมแดงจะฉุนไม่น่าพิศมัยเท่าไหร่ แต่พอได้ระยะ คราวนี้กลิ่นหอมแดง หอมแตะจมูกมาก ๆ แม่ตักหอมแดงมาพักไว้ก่อน เหลือแต่น้ำมันและมีหอมหลงเหลืออยู่เล็กน้อย ตักเนื้อฉีกที่เคี่ยวอยู่ในหม้อพอสะเด็ดน้ำใส่ลงกะทะ ผัดเนื้อกับน้ำมันพอกลิ่นหอม ระหว่างนั้น ก็ใส่หัวกะทิลงบ้างพอให้ซึมเข้าเนื้อ ไฟปานกลาง ไม่อ่อน ไม่แก่ แล้ววแม่ก็ปล่อยกะทะเนื้อไว้เช่นนั้น คอยมาคนเนื้อในกะทะเป็นระยะ ๆ ระหว่างนั้นก็เติมหางกะทิที่ยังเหลือในหม้อลงไปเป็นระยะ ๆ เมื่อเนื้อได้ที่ คือได้กลิ่นที่แม่คุ้นจมูก แม่ก็จะเริ่มปรุงรส โดยใส่ เกลือ น้ำตาลปีป ชิมรสตามที่ต้องการ แล้วก็ใส่กะทิที่เหลือจนหมด คราวนี้ปล่อยจนเกือบงวด แล้วใส่หอมแดงที่เจียวไว้แล้วลงไปคลุกเคล้า เนื้อที่ได้ที่แล้ว จะมีสีคล้ำแต่แวววาวมาก ๆ หอมกลิ่นกะทิ กลิ่นน้ำตาล กลิ่นหอมแดง มีน้ำข้น ๆ หวาน ๆ ก้นกะทะ เด็ก ๆ จะขอน้ำนี้ราดบนข้าวเหนียวนึ่งใหม่ ๆ ร้อน ๆ เนื้อหวาน หรือ เนื้อฝอย ของแม่ เมื่อทิ้งไว้ข้ามคืน ก็ไม่บูด เสีย แถม ไม่มีการตกผลึกน้ำตาลเหมือนปัจจุบันด้วย เป็นเพราะเนื้อหวานสมัยก่อน กรรมวิธีการทำ มีการถนอมอาหารอยู่ทุกขั้นตอน คุณภาพของอาหารก็ดี แถมไม่เร่งเวลาก่อนอันควร ...................หากย้อนเวลากลับได้ก็คงดี ................
Free TextEditor
|