มีนาคม 2550

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
All Blog
ว่าด้วย Dictionary ที่รัก
คนรู้จักทั่วๆ ไปก็จะรู้ดีว่า เจ้าของบล็อคคนพี่ชอบ Dictionary มากๆ ซื้อเอาๆ โดยที่ไม่รู้ว่าแบบนี้เขาเรียกว่า "สะสม" เพราะเข้าใจว่า ชาวบ้านชาวช่องเขาก็มีกันประมาณนี้เหมือนกัน มารู้ตัวเมื่อเพื่อนในเวปบอก ก็มีอยู่เกือบ 60 เล่มแล้ว ตอนนี้ได้โละๆ ไปบริจาคบ้างแล้ว แล้วก็ไม่ค่อยได้ซื้อมาเติมเท่าไหร่ หนิงถามว่า "แล้วเจ๊ไม่เสียดายเหรอ" เพราะเกือบทุกเล่มที่โละ เป็นเล่มที่มีความหลังกับมันซะส่วนใหญ่ แต่เราก็ไม่อยากยึดติดกับมัน อยู่กับเรา มันก็ได้แค่ประดับตู้ เพราะ level ทางภาษาของเราเพิ่ม Dictionary ก็ต้องอัพตามไปด้วย ก็ได้แต่หวังว่า พวกมันคงจะไปทำให้เลเวลของคนอื่นๆ อัพขึ้นมาบ้าง

เมื่อก่อนเจ้าของบล็อคห่วยภาษาอังกฤษมากๆ แน่นแต่แกรมม่า ฟัง พูด เขียน คำศัพท์ห่วยหมด ดีแต่ทำข้อสอบเก่ง คนเขาก็นึกว่าเราเก่งอังกฤษ แต่พอมาเข้าคณะภาษาโดยตรง ไอ้การทำข้อสอบ Multiple-choice เก่ง มันไม่พอ เพราะว่าตั้งแต่เรียนมา 4 ปี มีอยู่ 2 วิชาที่ทำข้อสอบแบบ choice คือวิชา Food for health กับวิชาพื้อนฐานคอมพิวเตอร์ นอกนั้นเขียนล้วนๆ ไม่ว่าจะสอบย่อย สอบกลางภาค สอบไฟนอล ทำให้ชีวิตรันทดเป็นที่สุด

แม้ว่าสอบกลางภาคปี 1 จะท้อปของห้อง แต่ว่าก็เพราะว่ามั่วเก่ง ^^" โชคดีที่เป็นคนทำข้อสอบเก่ง ก็พอถูๆ ไถๆ แต่พอเรียนในห้องหรืออาจารย์ถาม ก็ไม่เคยจะตอบได้ซักกะที แถมอาจารย์ก็ชอบถามด้วยเพราะคิดว่าเราเก่ง -_-'

ดังนั้นเราจึงมีตัวช่วย ....

Dictionary อังกฤษ-อังกฤษ ของ Oxford สำหรับระดับ Elementary!!!!

ขอย้ำว่าสำหรับระดับ Elementary

แม้ว่าคำศัพท์จะน้อย แต่ว่า Definition เคลียร์สุดๆ ความหมายเข้าใจง่าย โง่แค่ไหนก็รู้ว่ามันแปลว่าอะไร ใช้ไอ้เล่มเนี้ยแหละ ใช้มันเข้าไป เหมาะกับความโง่ของเราแล้วล่ะ ^^"

พอใช้ไอ้เล่มนี้จนชิน แทบจะกลืนกินภาษาเข้าทางรูขุมขน ไม่คิดคำแปลภาษาไทยเลย เวลาอยากรู้ว่าแปลว่าอะไรก็เปิดมัน แล้วก็ทำความเข้าใจมันในแบบภาษาอังกฤษ ผลที่ตามมาคือ อังกฤษเก่งขึ้นเยอะ แต่ภาษาไทยโง่ลง แม้กระทั่งตอนนี้ เวลาที่มีศัพท์ภาษาอังกฤษมาแล้วมีคนถามว่าแปลว่าอะไร ก็จะนึกคำไทยไม่ออก เพราะเราใช้รูขุมขนในการจำ -_-'

เคยเรียนวิชา Phonetics (มั้ง) เขาบอกว่า เวลาเรามีการจะพูดคุยหรือว่าสื่อสารความคิดออกไป ความคิดแรกที่อยู่ในหัวสมองจะเป็นสัญลักษณ์ ไม่ได้เป็นภาษาใดๆ พอเราคิดเสร็จแล้วจะถ่ายทอด สมองเราก็จะแปลเจ้าสัญลักษณ์นั้นๆ ให้เป็นภาษา แล้วถึงจะถ่ายทอดออกไป ทีนี้ ลองมาวิเคราะห์กับตัวเองดู ก็คงจะเป็นแบบเดียวกันคือ เราเรียนรู้คำศัพท์โดยการอธิบายคำเป็นภาษาอังกฤษ เราก็แปลงความหมายของมันเป็นสัญลักษณ์ในทันทีโดยไม่ผ่านภาษาไทย ก็เลยจำคำแปลไทยไม่ค่อยได้ (สรุป แก้ตัวโดยใช้หลักวิชาการเข้าข่ม)

นอกเรื่องไปใหญ่ เอาเป็นว่าตอนนี้ Dictionary เล่มนั้นก็ถูกส่งผ่านไปให้คนอื่นเรียบร้อยแล้ว เลยจำไม่ได้ว่าชื่อจริงๆ มันชื่ออะไร ขอโต๊ดนะ ใช้ซะเยินยังจำชื่อตัวเองไม่ได้

เล่มต่อมา ไปตกหลุมรักที่งานหนังสืออะไรก็ไม่รู้ที่สนามหลวง ไปคุ้ยเขี่ยหากินที่ซุ้มหนังสือจนเจอเล่มนี้ เป็น Dictionary ที่นามสกุลไม่ค่อยจะดัง แล้วก็เหมือนเดิม ก็จำชื่อเสียงเรียงนามไม่ได้อีก เล่มนี้ Definition ยากกว่าเล่มก่อน แล้วคำศัพท์ก็เยอะขึ้น แต่ก็เป็น Dictionary วัยกระเตาะอยู่ คาดว่าคงสำหรับเด็กประถม เล่มนี้ใช้ตอนปี 1 เทอม 2 ใช้ซะมันเยิน เยิน แล้วก็เยิน ความขาวนวลของมันก็ค่อยๆ กลายเป็นขาวเหลือง พลาสติกที่เคลือบปกก็ลอกๆๆๆๆ ใช้มันได้สมราคาจินๆ ตอนนี้ก็แน่นอน คงตกไปให้คนอื่นเชยชมซะแล้ว

เล่มต่อๆ มา ก็นึกไม่ออกแล้วว่าซื้ออะไรบ้าง เพราะหลังจากนั้นก็ซื้อมันทุกครั้งที่มีงานหนังสือ เจอก็ซื้อๆ พอเรียนภาษาอื่นๆ ก็ซื้อของภาษาอื่นๆ ด้วย ใช้จนเน่า เละ เยิน ปกกระจาย ก็ซื้อเล่มใหม่มาทดแทน โดยเราถือคติว่า มี Dictionaries ตั้งไว้บนชั้น แม้ไม่ได้ใช้ ก็คุ้มแล้ว ก็ด้วยนโยบายนี้ ก็เลยเปลี่ยนทุนให้เป็นสินทรัพย์ทางปัญญาซะเลย

จนมาเรียนถึงปีไหนก็ไม่รู้แล้วล่ะ เวลาที่เรียนแล้วมีวิชาแปลหรือวิชาการอ่านอะไรก็ตาม แล้วต้องเช็คคำศัพท์ จะต้องเช็กใน Dictionary อย่างน้อย 3 เล่มเพื่อคอนเฟิร์มว่าได้ความหมายที่ต้องการจริงๆ เสมือนเป็นโรคจิต ตอนที่ Talking Dictionary ดังๆ เราก็อยากจะไปซื้อใช้บ้าง แต่เพื่อนผู้รู้ใจก็ห้ามด้วยเหตุผลที่ว่า "ซื้อไปแกก็บ้าเช็คดิกอยู่ดี จะซื้อไปทำไมให้เปลือง"

ปิ๊งป่อง ถูกต้องนะคร้าบบบบบบบบบบบ

เลยไม่ซื้อเลย -_-' เปลืองเปล่าๆ

จากการใช้ Dictionary ที่ผ่านๆ มา ทำให้รู้ว่า การใช้ Dictionary ที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ จะทำให้เราพัฒนาขีดความสามารถทางภาษาของเราได้เป็นอย่างดี พิสูจน์มาแล้วด้วยตัวเอง


เคยมีเพื่อนๆ ถามว่า Dictionary นามสกุลไหนใช้ดีที่สุด รุ้งเอาคำถามนี้ไปนั่งคิด 1 คืน ก็ตอบได้ว่า แล้วแต่ความถนัด ความชอบ แล้วก็จุดประสงค์ในการใช้

โดยส่วนตัวรู้สึกว่า Longman จะมีคำแปลที่เคลียร์มาก พร้อมกับตัวอย่างประกอบพอหยุ่มหยิม ถ้าหากว่าอยากจะแปลงาน เล่มนี้จะทำให้เข้าใจคำศัพท์ได้ง่าย Collin มีคำแปลที่เคลียร์ปานกลาง แต่มีตัวอย่างเยอะกว่า Longman ส่วน Cambridge (เล่มเก่า) ไม่ค่อยมีคำแปล แต่มีตัวอย่างมากมายมหาศาล จึงเหมาะกับการใช้ในการเขียน เพราะว่าตัวอย่างมากมายช่วยท่านได้เพราะจะได้รู้วิธีใช้ด้วย รู้แค่คำแปลไม่พอหรอก อีกอันที่ฮอตฮิตก็คือ Oxford มีคำแปลและตัวอย่างพอๆ กัน ไม่มีอะไรเด่นกว่าอะไร เหมาะกับการใช้ทั่วๆ ไป

ถ้าเป็นส่วนตัวจะใช้อ่านนิยายที่มีความลึกเป็นพิเศษ จะใช้ Longman กับ Oxford หรือ Collin อีกหน่อย ถ้าหากว่าใช้แปล ก็จะใช้มันทุกเล่มที่กล่าวมานั้นแหละ เพราะว่าถ้าหากว่าคำๆ หนึ่ง มีหน้าที่ต่างกัน ก็อาจจะแปลได้คนละกความหมายก็ได้ ถ้าหากว่าจะเขียนล่ะก็ ก็จะใช้ Cambridge กับ Collin

สรุป สุดท้าย ก็ใช้มันทุกเล่มที่อยู่ใกล้มือนั่นแหละ ส่วนใหญ่จะมีประมาณ 3 เล่ม ด้วยความบ้าพลังและโรคจิต

มาถึงภาษาจีนบ้าง ใช้ด้วยความเมามันมาก จนกระทั่งได้ไปเมื่องจีน โอ้โห ถิ่น Dictionary ทั้งน้าน
ซื้อกลับมาบ้านจนน้ำหนักเกินเลย ราคาถูก ใช้ก็ดี ขนมากองเต็มบ้านไปหมดเลย ตอนนี้บางเล่มก็ใช้บ้างไม่ใช้บ้าง แค่มีวางเอาไว้ดูเล่นก็มีตวามสุขแล้ว

มาตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่ามีรวมทั้งหมดกี่เล่ม เดี๋ยวจะไปลองๆ นับๆ ดู สรุปว่าแปลกไหมเนี่ย สะสม Dictionary เนี่ย




Create Date : 14 มีนาคม 2550
Last Update : 17 มีนาคม 2550 11:58:31 น.
Counter : 1705 Pageviews.

8 comments
  


สวัสดีวันสีส้มค่ะ
โดย: โสมรัศมี วันที่: 14 มีนาคม 2550 เวลา:22:43:14 น.
  
ชอบซื้อพจนานุกรมมาเก็บไว้เหมือนกันค่ะ
ส่วนใหญ่เป็นดิคเฉพาะทาง เพราะเคยมีเหตุการณ์ที่หาคำแปลไทยของศัพท์บางคำ แล้วนึกไม่ออก ดึกแล้วหาคนถามก็ไม่ได้ พาลจะคลุ้มคลั่งเอา

ดิคอังกฤษ-อังกฤษนี่เก็บอยู่สามสี่ค่าย
แต่จำนวนการเปิดน้อยยิ่งกว่าน้อย
เพราะเป็นคนขี้เกียจเปิดดิคสุดชีวิต
เปิดแล้วอ่านหนังสือขาดตอน เสียอารมณ์

บางทีก็กลับกัน เปิดอ่านดิคแล้วเผลออ่านโน่นนี่ต่อเล่นๆ
ลืมอ่านหนังสือไปเสียงั้นแหละ
โดย: ยาคูลท์ วันที่: 15 มีนาคม 2550 เวลา:7:11:19 น.
  
เมื่อก่อนบ้าดิคเหมือนกันค่ะ
ว่างๆ เอาดิคมานั่งอ่านเล่น
พวก Dic. อังกฤษ-อังกฤษ น่ะค่ะ - -"

แต่ตอนหลัง ไปใช้ Talking dic. แล้วติดใจ
(สบายกว่ากันเยอะเลย)
น้องดิคเล่มโตๆ เลยย้ายบ้านไปอยู่บนชั้นหนังสือแทน
โดย: piccy วันที่: 15 มีนาคม 2550 เวลา:8:19:27 น.
  
ตอนนี้ใช้ดิคในคอมเป็นหลักค่ะ แทบจะเลิกเปิดดิคกระดาษไปเลย ติดใจสุดๆ ก็คือ Oxford 6 in 1 ที่นักก๊อปซีดีพันธ์ทิพย์ compiles เอง เป็นดิค Eng-Eng, Eng-German, Eng-French, Eng-Spanish, Thesaurus แล้วก็ Quotation จ้ะ นอกนั้นก็หาในเน็ทเอา เป็นแฟน answer.com ที่เขาจะดึงคำแปลจากเว็บ American Heritage มาให้

แต่ก็ยังซื้อดิคกระดาษอยู่เรื่อยๆ นะ โดยเฉพาะดิคเฉพาะทาง
โดย: ลูกสาวโมโจโจโจ้ (the grinning cheshire cat ) วันที่: 15 มีนาคม 2550 เวลา:16:18:23 น.
  
โสมรัศมี - - - - สวัสดีเช่นกันค่ะ

ยาคูลท์ - - - - - จริงๆ เวลาอ่านนิยายธรรมดา ไม่มีอะไรมากมาย ก็ไม่เปิดเหมือนกัน เพราะว่าขัดใจ ^^" แบบกำลังได้อารมณ์ก็ไม่อยากจะถูกขัดจังหวะ อันนี้เข้าใจๆ แต่ก็มีบางครั้งที่อ่านแล้วอยากรู้อยากเห็น ก็จะเปิดซะหน่อย แต่พอเปิดไปเปิดมา ติดลม เลยเลิกอ่านนิยาย อ่านดิกดีกว่า 5555

piccy - - - - เอาดิกมาอ่านเล่นเป็นงานอดิเรกเลย ชอบมาก ยิ่งมีภาพๆ หรือพวก index ที่ท้ายๆ เล่มน่าสนใจก็อ่านหมด

ลูกสาวโมโจโจโจ้ - - - - ดิกในเวปเนี่ยจะใช้หาก็ตอนอยู่ที่ทำงาน ตอนอยู่บ้านเปิดดิกเล่มๆ มันส์กว่า รุ้งว่าเสน่ห์ของดิกเล่มคือเวลาจะเปิดหาคำศัพท์ซักตัว เราจะไปเจอไอ้ตัวอื่นๆ ที่เราไม่เคยรู้จักหรือสนใจ แล้วเกิดสะดุดตา เราก็ได้อะไรใหม่ๆ เยอะแยะ

ตอนนี้ก็เพลาๆ เรื่องซื้อดิกแล้ว เพราะว่าไม่ค่อยได้ใช้ หน้าที่การงานไม่เอื้อให้เราอัพเดทดิกใหม่ๆ แต่บางทีเวลาเห็น Longman New Edition ที่งานหนังสือ ก็อยากได้ตัดซีดตัวสั่น แต่ก็ต้องหักห้ามใจ เพราะมี Longman หลายเล่มแล้ว เขาคงจะปรับปรุงไม่เยอะหรอก

Tips : ควรซื้อดิกเล่มปกอ่อนแล้วเอาไปให้ร้านรับทำปกทำปกแข็งให้ ราคาจะต่างกันราวฟ้ากับเหว
โดย: รุ้ง (peiNing ) วันที่: 15 มีนาคม 2550 เวลา:23:21:19 น.
  
^
^
สงสัยเรื่องทำปกแข็งค่ะ ทำที่ไหนและคิดราคายังไงคะ?

มีหนังสือปกอ่อนดี ๆ ที่อยากเก็บเป็นปกแข็งหลายเล่มเลย
ดิกหลายเล่มก็น่าทำ สมัยก่อนเคยทำแถวบางกะปิ แต่ตอนนี้อยู่คนละทิศกับบ้าน ไม่สามารถถ่อไปได้แล้ว
โดย: ยาคูลท์ วันที่: 16 มีนาคม 2550 เวลา:3:06:18 น.
  
ตอนที่ทำปก ไปที่ที่ร้านซีร็อกส์ที่มหาลัยศิลปากร นครปฐม เพราะน้องเรียนอยู่ เล่มละห้าสิบบาท แต่ว่า ตอนนี้หนิงจบแล้ว ถ้าจะแนะนำให้ไปทำ ลองไปถามตามร้านซีร็อกส์แถวมหาลัย เช่น จุฬา ใต้ตึกทันตะ (มั้ง) ที่ใกล้ๆ ศูนย์หนังสือก็น่าจะมี หรือลองไปดูที่มหาลัยอื่นๆ ก็ได้ เพราะร้านในมอจะถูกแล้วก็มีบริการพวกนี้
โดย: รุ้ง (peiNing ) วันที่: 16 มีนาคม 2550 เวลา:11:00:45 น.
  
ตอนนี้มีอยู่สองนามสกุล คือ Longman กับ Oxford ที่ได้มาตั้งแต่เนิ่นนานกาเลมาแล้ว

แล้วเวลาเช็คคำก็เหมือนกับพี่รุ้งอ่ะค่ะ คือ ดูสองอันไปพร้อมๆ กัน แต่หลังๆ นี่ technical terms ที่ใช้มันเป็นศัพท์ที่ไม่มีในดิคฯ ทั่วไป เลยต้องเก็บหอมรอมริบซื้อ Black's Law dictionary อยู่ (แพงมาก)

แต่ Longman เขาดีจริงๆ ให้ดิ้นตาย อิอิ
โดย: waidhaya วันที่: 20 มีนาคม 2550 เวลา:22:17:09 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

peiNing
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นเด็กกรุงเทพแท้ๆ แต่อยู่บ้านนอกของกรุงเทพน่ะนะ ไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษนอกจากแกล้งสัตว์เลี้ยงที่บ้าน นั่นคือนกฮู้ผู้มีอายุ 10 ปีได้ (นกแก่มีหนวด) (แต่ตอนนี้ในที่สุดนกฮู้ก็จากไปอย่างสงบ ไม่รู้อายุรวมเท่าไรแต่มาอยู่ที่บ้านได้ 11 ปี ขอไว้อาลัยปู่ฮู้ ขอให้ไปสู่สุขคตินะ T^T)

ขอชี้แจงอีกอย่าง ชื่อ peiNing นี้ เป็นชื่อที่พี่กะน้องใช้ร่วมกันสองคน ดังนั้นอย่างงว่าเดี๋ยวก็แทนตัวว่ารุ้งบ้างหนิงบ้าง ก็มันคนละคนนิ (รุ้งน่ะคนพี่ หนิงน่ะคนน้อง)

FB สำหรับคนชอบงานเขียน peiNing ค่ะ

FB สำหรับคนชอบบทความสอนห้องเรียนนิยายค่ะ

  •  Bloggang.com