พฤศจิกายน 2559

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
อานาปนสติ เป็นยอดมงกุฏ


  อานาปนสติ  เป็นยอดมงกุฏ ในกรรมฐาน ผู้ที่จะทำกรรมฐานจะต้องมีอานาปนสติ เป็นพื้นฐาน 
อานาปนสติ  เอาสติรู้ลมหายใจ  อย่าไปนึกว่าจะหายใจแรงหรือเบา 
ให้จิตเห็นเองว่าขณะนี้กายหายใจแรงหรือเบา การหายใจเป็นพื้นฐานของกาย 
เมื่อกายต้องการลมหายใจแรงสติก็ดูเฉยๆอย่าไปบังคับให้หายใจเบา 
หรือหายใจสั้นเมื่อกายหายใจเบาสติก็อย่าไปบังคับให้หายใจยาว 
การหายใจเข้ายาว ออกยาว   หายใจเข้าสั้นออกสั้น การหายใจเข้ายาว ออกสั้น 
หายใจเข้าสั้นออกยาว  ให้สติดูเฉยๆ  จิตจะปรับระดับเอง เมื่อสติเห็นลมหายใจนิ่ง 
ก็จะรู้ถึงกายทั่วกายด้วย ลมหายใจจะไหลไปเลี้ยงกายทั่วกาย 
ลมหายใจไหลไปถึงไหนสติก็รู้ไปถึงที่นั้น จึงเห็นกายทั่วกายได้ดี 
อารมณ์จะเข้าถึงฉฌาณได้เร็ว ระดับฌาณยิ่งสูง ลมหายใจยิ่งละเอียด  
จนรู้สึกว่าเราไม่ได้หายใจ  กายเราจะละเอียด เกือบมองไม่เห็นกาย 
กายจะละเอียดตาม ลมหายใจ เมื่อรู้สึกว่าไม่ได้หายใจ เราก็ประคอง อารมณ์ 
สติรู้ไว้เฉยๆ ไม่ต้องตกใจ จิตจะปรับระดับลมหายใจเอง 
เมื่อได้ฌาณสี่  จะไม่เห็นลมหายใจ ไม่เห็นกาย จะเห็นจิต แผ่กว้างอย่างไพศาล 
สว่างไปทั่วเย็นตาเย็นใจ เป็นที่เขาเรียกว่า เอกคตารมณ์   
คือ มีอารมณ์เป็นเลิศ  อารมณ์ในการ  เห็นความสว่างแผ่กว้าง นิ่งเป็นอุเบกขารมณ์  
         เมื่อจิตเข้าถึงฌาณ วิปัสสนาเกิด เห็นขันธ์ห้า รู้ตลอด ถึงการเกิด และการดับ 
ของสังขาร  จิตจะเห็น  ปฏิจจสมุปบาท  ไม่ใช่รู้จากสัญญา ไม่ใช่รู้จากการคิด
แต่เห็นเป็นปัญญาเห็นถึงก้นบึ้งของจิต คือเห็นจิตที่จิต 
เห็นธรรมที่ธรรม  เห็นกายที่กาย เห็นเวทนาที่เวทนา  
          จิตเห็น  ปฏิจจสมุปบาท  สักกายฑิฐิ ที่จิตจะดับ  การยึดต้วตนในตนจะหมดไป  
จิตจะรู้เห็นถึงสัมมามรรค  ฌาณก็คือสัมมาสมาธิ  และมีสัมมาสติควบคู่กันไป
เมื่อจิตเห็นตนสัมมาฑิฐิก็เกิดตาม จิตเข้าสู่ วิปัสนาญาณ
เห็นถึงการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตนไม่ต้องไปนั่งนึก นอนนึก ว่าเดี๋ยวก็เกิด เดี๋ยวก็ตาย  
เราไม่ต้องไปนึกปลง  จิตเห็นเอง เป็นเอง จิตจะเบื่อหน่ายเอง 
เราไม่ต้องไปนึกว่าเบื่อ จิตจะหาทางหลุดพ้นเอง เราไม่ต้องไปหา 
จิตจะหาอย่างไรก็ไม่มีหนทาง จิตก็จนใจ จิตจึงดูอยู่เฉยๆ อะไรมาให้ดูก็ดูไป 
ไม่หาอะไรทั้งนั้น จิตอยู่เฉยๆ ก็เหมือนกับว่าจิตอยู่ในอุเปกขาญาณ เมื่อจิตนิ่งเฉย 
จิตจะเห็นธรรมทั้งหลาย  เห็ทุกข์ สมุทัย นิโรธ   มรรคชัดเจน  
จิตจะเห็นโพธิปักขิะรรม  และมีจิตที่เป็นสัมมามรรคถึงพร้อม รวมเป็นอริยมรรคสมังคีย์  
เมื่อจิตเห็นอริยมรรคสมังคีย์ ก็คือโพธิปัฏขิยธรรม37ประการนี้  
จิตรู้วิธีกำจัด กิเลสที่มาครอบงำจิตมายาวนาน จิตที่เป็นฌาณจิตจะมีฤทธิ์
มีความร้อนที่พร้อมจะเผาผลาญกิเลส อยู่แล้วแต่จิตไม่รู้คุณสมบัตินี้ 
เมื่อจิตเห็นโพธิปัฏขิยธรรม จิตเกิดปัญญาที่เฉียบแหลม
คือรู้ว่าจิตเกิดอุศล  อกุศลทั้งปวงไม่สามารถเกิดได้ กิเลสทั้งหลาย
จะหลุดไปเอง ไม่เกิดขึ้นมาใหม่ โดยที่จิตไม่ได้ไปนึกละให้สับสนวุ่นวายใจ 
จิตเห็นโพธิปัฏขิยธรรม จิตเห็นความเกิด ความดับ ของตน เห็น ความตาย
จิตเกิดความเบื่อหน่ายในตน  จิตเห็นปฏิสมุทบาท  จิตรู้ว่าความสงสัยในตนไม่มี 
ไม่ยึดติดในตน  จิตรู้ว่าอกุศลในจิตไม่มี  จิตเป็นกุศล ไม่กลัวว่าต้องตกอบายภูมิ   
  จิตไม่โกรธ   จิตไม่มีราคะ จิตไม่ฟุ้งซ่าน  จิตไม่มีมานะ  จิตไม่ยึดติด กามภพ  
จิตไม่ยึดติด อรูปภพ   จิตเห็นวิชชา ถึงเวลาจิตจะเกิดวิชชา 
ได้อริยมรรค อริยผล  อย่างแน่นอน



Create Date : 19 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2559 17:39:58 น.
Counter : 165 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments
MY VIP Friends