Air SurOundinG mE liKe mY besT frIendS !
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2561
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
5 กรกฏาคม 2561
 
All Blogs
 

หมื่นมนัสประชากับบ้านนาจอก :บันทึกสุดท้ายก่อนลับเลือนหายตอนที่ 2 อนุสรณ์สืบเนื่องจากหมื่นมนัสประชา



ตอนที่ 2 อนุสรณ์สืบเนื่องจากหมื่นมนัสประชา



หลังการก่อตั้งหมู่บ้านนาจอกได้ระยะหนึ่งหมื่นมนัสประชาและกลุ่มคนรุ่นแรกของบ้านนาจอกจึงได้สร้างและวางแบบแผนธรรมเนียมปฏบัติต่าง ๆในหมู่บ้านนาจอกหลายอย่างนับเนื่องจนถึงปัจจุบันได้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของบ้านนาจอก ซึ่งนับว่าท่านได้ปรับประยุกต์ให้เป็นวัฒนธรรมคนไทยเชื้อสายเวียดนามได้อย่างลงตัวและงดงาม โดยจะขอเล่าให้ฟังเป็นข้อ  ๆ เท่าที่สามารถค้นคว้าได้กอรปทั้งสติปัญญาของผู้เขียนจะพึงมี ดังนี้

1. โรงเรียนบ้านนาจอก (แรงประชาชน)


เมื่อปี พ.ศ. 2474 หมื่นมนัสประชาเริ่มสร้างโรงเรียนบ้านนาจอก (แรงประชาชน) บริเวณผืนดินกึ่งกลางซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างบ้านใหม่และบ้านต้นผึ้ง (สองหมู่บ้านนี้ปัจจุบันร่วมกันเป็นบ้านนาจอก) ขึ้นโดยท่านออกทุนและระดมแรงของสมาชิกในหมู่บ้านทั้งสองร่วมกันสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นเนื่องจากท่านเองเป็นผู้ที่รู้ภาษาไทยและภาษาลาวมาแต่เดิมตั้งแต่อยู่ที่ฝั่งลาวจึงเล็งเห็นว่าหากต้องการอยู่บนแผ่นดินไทยและต้องการให้ลูกหลานรุ่นใหม่เป็นคนไทยอย่างสมบูรณ์การเรียนภาษาไทยย่อมเป็นกุญแจดอกสำคัญที่เปิดโอกาสกว้างในทุกสิ่งรวมทั้งเป็นทางเดียวที่จะสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของชาวบ้านนาจอกให้สำเร็จได้ในที่สุด โรงเรียนบ้านนาจอกนี้สร้างจากแรงประชาชนทั้งสองหมู่บ้าน  จนสำเร็จและเปิดทำการได้เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2475  แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าในปี พ.ศ. 2543 ทางราชการยกเลิกการสอน (ยุบโรงเรียน) เพราะจำนวนนักเรียนมีน้อยมาก นับระยะเวลาที่เปิดทำการเป็นเวลา 68 ปี


หลักฐานสำคัญที่ยังคงหลงเหลืออยู่จนปัจจุบันคือบันทึกในสมุดจดหมายเหตุรายวันของโรงเรียนบ้านนาจอก  พ.ศ. 2475 ที่กล่าวถึงหมื่นมนัสประชาผู้ก่อตั้งโรงเรียนว่าได้มาร่วมในพิธีเปิดทำการของโรงเรียนบ้านนาจอก



คณะครูและนักเรียนบ้านนาจอกถ่ายเมื่อ  พ.ศ.2529

กระทั่งปี พ.ศ. 2547 หลังจากที่โรงเรียนได้ปิดร้างมาหลายปีจึงได้มีโครงการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านมิตรภาพไทย -เวียดนามขึ้นโดยทางราชการได้ใช้สถานที่โรงเรียนบ้านนาจอกเดิมทั้งหมด แต่มีการรื้ออาคารไม้ไป 2 หลัง เหลือไว้แต่อาคารปูนปรับปรุงเป็นอาคารหลักของพิพิธภัณฑ์จนถึงปัจจุบัน


(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามลิงค์ข้างล่าง)

โรงเรียนบ้านนาจอก (แรงประชาชน)


2. ศาลเจ้าพ่อด่ายเวือง

ปี พ.ศ. 2441 หลังจากการตั้งบ้านเรือนของชาวบ้านนาจอกมีความมั่นคงได้ระยะหนึ่งแล้วหมื่นมนัสประชาและชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างศาลเจ้าประจำหมู่บ้านขึ้น (ศาลเจ้าพ่อด่ายเวือง) โดยพบว่าสิ่งที่แสดงถึงภูมิปัญญาของท่านและคนในยุคก่อนคือการเลือกทำเลที่ตั้งศาลเจ้าแห่งนี้ล้วนเป็นไปตามหลักฮวงจุ้ยโบราณทุกประการกล่าวคือด้านหน้าศาลเจ้าเป็นหนองน้ำ (หนองญาติ) ซึ่งหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ส่วนด้านหลังของศาลเจ้าเป็นที่สูงหรือภูเขา (ภูกระแต) ซึ่งหมายถึงความมั่นคงถาวรนั่นเอง ศาลเจ้าแห่งนี้นับว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านนาจอกและลูกหลานสืบมานับร้อยปี  


และสิ่งสำคัญยิ่งอีกประการคือการเขียนบทสักการระ (วันเต๋ :Văn tế) 18 แถวไว้ในคราวเดียวกันนั้นซึ่งบทสักการะนี้ยังคงใช้เป็นบทหลักในการทำพิธีสักการะขอพรของศาลเจ้าพ่อด่ายเวือง ปีละ 2 ครั้งกระทั่งปัจจุบัน



บทสักการะขอพรหรือวันเต๋ 18 แถว พิมพ์ขึ้นใหม่โดยความอนุเคราะห์ของอาจารย์ผู้สอนภาษาเวียดนามท่านหนึ่งเพื่อใช้แทนต้นฉบับที่คัดลอกด้วยลายมือต่อ ๆ กันมานับร้อยปี


(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามลิงค์ข้างล่างนี้)







3. วิชาเท่ยกุ๋ง

เล่าให้ฟังก่อนว่าแต่เดิมตำราพิธีกรรมการเซ่นไหว้หรือกุ๋งของนาจอกนั้นเป็นตำราที่มีระเบียบแบบแผนเข้มข้น ไม่ต่างจากหมู่บ้านชาวไทยเชื้อสายเวียดนามหมู่บ้านอื่นในเขตจังหวัดนครพนม ในหมู่บ้านจะมีผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่เป็นผู้ทำพิธี ภาษาเวียดนามเรียกว่า "เท่ยกุ๋ง" หมื่นมนัสประชาถือเป็นผู้วางรากฐานระเบียบแบบแผนตลอดจนขั้นตอนต่าง ๆในการประกอบพิธีกรรม จากนั้นจึงถ่ายทอดให้ชนรุ่นหลัง โดยเฉพาะบุตรชายคนโตของท่านคือคุณทวดเกตุ ประชากุล (Ông Lê văn Phi) เป็นผู้สืบทอดตำราการเซ่นไหว้จากท่านโดยตรงและเป็นผู้ที่มีความสามารถในการแต่งบทกลอนและบทไหว้ในพิธีกรรมต่างๆที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทุกหมู่บ้านของชาวเวียดนามในยุคสมัยนั้นในภาษาเวียดนามเรียกบทไหว้เหล่านี้ว่า “วันกุ๋ง-วันเต๋” (Văn cúng-Văn tế) 


คุณทวดเกตุ ประชากุล บุตรชายคนโตของหมื่นมนัสประชา ผู้สืบทอดวิชาเท่ยกุ๋งจากบิดา


จนกระทั่งถึงช่วงแห่งการให้ความร่วมมือและสนับสนุนการกอบกู้เอกราชให้กับเวียดนามหลังจากการเดินทางมายังบ้านนาจอกของท่านประธานโฮจิมินห์ในช่วงปี ค.ศ.1928 -1929  (พ.ศ.2471 - 2472) ชาวบ้านนาจอกต่างมุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เพื่อสนับสนุนการกอบกู้เอกราชให้กับเวียดนาม ดังนั้นวิถีชีวิตของชาวบ้านนาจอกจึงพบกับจุดเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัย ดังนั้นตำราพิธีกรรมต่างๆ จึงมีการปรับปรุงให้กระชับเหมาะสมกับวิถีชีวิตสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากนั้นเมื่อการกอบกู้เอกสารของเวียดนามเสร็จสิ้นลง แต่ทว่าแบบแผนการไหว้และทำพิธีก็ยังคงยึดแบบกระชับที่ปรับเปลี่ยนไว้แล้วและใช้มาอย่างยาวนานจนกลายเป็นอัตลักษณ์พิธีกรรมที่แตกต่างจากชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามแห่งอื่นในเขตจังหวัดนครพนม อาจกล่าวให้เข้าใจได้โดยการยกตัวอย่างพิธีกรรมแบบบ้านนาจอกที่คนทั่วไปมักคุ้นชิน เช่น

- ไม่มีการทำพิธีใด ๆ ระหว่างที่มีการตั้งศพที่บ้าน มีเพียงการแจกผ้าขาวและการ  คารวะศพจากคณะกรรมการหมู่บ้าน

- ไม่มีการเขียนป้ายวิญญาณ (Bài vị) และป้ายข้อมูลผู้ตาย (Long triệu) ในพิธีศพ

- การเซ่นไหว้ครั้งแรกหลังจากมีการตายจะเกิดขึ้นในวันทำพิธีเปิดสุสาน หรือเรียกว่า Mở cửa mả


พิธีฝังศพลูกสะใภ้ของหมื่นมนัสประชา พ.ศ. 2532 สังเกตว่าไม่ปรากฎ ป้ายวิญญาณ และป้ายข้อมูลผู้ตาย ในภาพผู้ทำพิธีคือคุณทวดลาย ประชากุล บุตรชายคนรองของหมื่นมนัสประชาซึ่งสืบทอดวิชาเท่ยมาจากพี่ชายอีกต่อหนึ่ง


แต่ทว่าธรรมเนียมแบบบ้านนาจอกดั้งเดิมที่คนทั่วไปคุ้นชินก็ถึงคราวต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบเดียวกับชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามอื่น ๆ เนื่องจากการสิ้นสุดลงของระบบเท่ยหล่าง (Thầy làng) ที่สืบทอดตำราการเซ่นไหว้แบบบ้านนาจอก ดังนั้นในปี พ.ศ.2558 เป็นต้นมาเมื่อมีพิธีกรรมต่างๆ จึงจำเป็นต้องไปเชิญเท่ยมาทำพิธีจากชุมชนอื่นซึงก็แน่นอนว่าจะเป็นพิธีกรรมตามตำราของเท่ยที่ไปเชิญมานั่นเอง



พิธีฝังศพของชาวบ้านนาจอก พ.ศ.2559 สังเกตว่าปรากฎป้ายวิญญาณ และป้ายข้อมูลผู้ตายสีแดงในการทำพิธีซึ่งเป็นไปตามตำราของเท่ยที่เชิญมาจากชุมชนอื่น


4. สุสานบ้านนาจอก

สุสานเป็นที่ฝังศพที่จะต้องมีอยู่คู่กับหมู่บ้านหรือชุมชนชาวเวียดนามเสมอรวมทั้งบ้านนาจอกด้วยดังนั้นหมื่นมนัสประชาในฐานะผู้นำจึงต้องบุกเบิกแผ่วถางป่าเพื่อสร้างเป็นสุสานสำหรับฝังศพสมาชิกในหมู่บ้านประจักษ์พยานประการหนึ่งที่แสดงว่าท่านเป็นผู้บุกเบิกสุสานบ้านนาจอกคือการได้รับเกียรติให้หลุมศพของตระกูลประชากุล (หมื่นมนัสประชาและทายาท) ฝังอยู่บริเวณกึ่งกลางหรือแถวกลางของพื้นที่สุสานร่วมกับตระกูลเก่าแก่อื่น ๆ ก่อนที่จะมีการขยายพื้นที่ฝังศพของตระกูลอื่นๆไปโดยรอบกลุ่มหลุมศพของตระกูลประชากุล


พิธีฝังศพของคุณทวดเกตุ ประชากุล บุตรชายคนโตของหมื่นมนัสประชาในปี พ.ศ. 2510 บริเวณตำแหน่งที่ฝังคือแถวกลางของสุสานบ้านนาจอก




หลุมศพหรือโหม่ของหมื่นมนัสประชาและทายาทรุ่นแรก ๆ (ปรับปรุงใหม่ตามยุคสมัย) จะตั้งอยู่บริเวณแถวกลางของสุสานบ้านนาจอก


5. แซ ด่อน รอง ( xe đòn rồng)

เล่าให้ฟังก่อนว่า แซด่อน หรือ แซดอนรอง เป็นรถสำหรับใช้ในการเคลื่อนศพไปทำพิธีฝังที่สุสาน ในหมู่บ้านชาวไทยเชื้อสายเวียดนามทุกหมู่บ้านรวมทั้งบ้านนาจอกล้วนแล้วแต่มีรถสำหรับเคลื่อนศพลักษณะนี้โดยต้นกำเนิดของแซด่อนนั้น เริ่มจากในอดีต การจัดพิธีศพแบบเวียดนามทันทีที่มีคนเสียชีวิตในหมู่บ้านกรรมการหมู่บ้านจะจัดสรรแบ่งหน้าที่ให้กับชาวบ้าน ภาระงานที่สำคัญที่สุดคือการยกศพไปฝังในอดีตการเคลื่อนย้ายศพไปฝังยังสุสานไม่ได้นำขึ้นรถดังเช่นในปัจจุบัน หากแต่เป็นการนำโลงศพขึ้นบนคานหามแห่ไปทำพิธีฝังศพที่สุสานคานหามศพในภาษาเวียดนามเรียกว่า “ด่อน เคียง” โดนคานหามนี้มีลักษณะเป็นคานยาวขนานไปกับแนวโลงศพ หัวของคานหามจะสลักเป็นหัวมังกรและท้ายหางจะสลักเป็นหางมังกรเป็นนัยว่าผู้ตายมีมังกรเป็นพาหนะนำดวงวิญญาณไปสู่สรวงวรรค์นอกจากคานหามหลักแล้วยังมีคานหามย่อยวางขวางนามแนวของโลกศพอีก 4 ท่อนการหามศพแบบโบราณใช้คนหามทั้งสิ้น 16 คน (คานหลักหน้า 4 คน หลัง 4 คน คานหามย่อย 4 ท่อน ท่อนละ 2 คน ซ้ายขวา)



ตัวอย่างภาพด่อนเคียงในยุคโบราณซึ่งเป็นต้นแบบของแซ ด่อน รอง  ในยุคปัจจุบันของบ้านนาจอก


แซด่อนรองสีดำคันแรกของบ้านนาจอกสร้างขึ้นในยุคแรก ๆ หลังจากการใช้ด่อนเคียงมาระยะหนึ่ง แซด่อนรองคันนี้ใช้งานมาจนถึง พ.ศ. 2521 


เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนศพชาวไทยเชื้อสายเวียดนามบจึงคิดประดิษฐ์รถเคลื่อนศพขึ้นโดยประยุกต์จากเกวียนขนข้าวด้วยการใช้คานหามหลักที่สลักหัวมังกรและหางมังกรมาผูกติดกับเกวียนและเรียกรถคันนี้ว่า “แซ ด่อน” และเมื่อมีการใช้หัวมังกร (rồng) เป็นส่วนประกอบด้วยเป็นที่มาของการเรียกรถส่งศพแบบนี้ว่า แซ ด่อน รอง (xe đòn rồng) นั่นเอง รถนี้ใช้ในการเคลื่อนศพไปยังสุสานแทนที่การหามบนคานตามแบบโบราณซึ่งรถลักษณะนี้เดิมทีมีใช้ทุกชุมชนที่เป็นชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในเขตจังหวัดนครพนม หากแต่ปัจจุบันความเจริญและลักษณะถนนหนทางได้เปลี่ยนไปมาก หลายชุมชนจึงยกเลิกการใช้ แซด่อนรอง เท่าที่มีข้อมูลในเขตจังหวัดนครพนมชุมชนที่ยังคงใช้แซด่อนรองส่งศพอยู่คือ บ้านนาจอก และบ้านโพนบก ส่วนบ้านต้นผึ้ง-ดอนโมงกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงจากแซด่อนรองไปเป็นรถยนต์ส่งศพ


แซด่อนรองสีเขียวที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน



แซด่อนรองสีเีขียวคันที่ 2 ของบ้านนาจอก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2522 นับถึงปัจจุบัน (2561) มีอายุใช้งานมาแล้วกว่า 40 ปี



แซด่อนรองที่ปรับปรุงขึ้นใหม่จากคันเดิม (คันที่ 2) ในเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ.2561



ข้อสังเกตประการหนึ่งเกี่ยวกับแซด่อนบ้านนาจอกนี้คือแม้ว่าช่วงที่หมื่นมนัสประชาอพยพเข้ามาในประเทศไทยจะตรงกับช่วงที่ราชวงศ์เหงียนของเวียดนามที่ศิลปะแทบทุกอย่างจะเลียนแบบมาจากจีนรวมทั้งหัวมังกรแบบจีน (มีเขาแบบกวาง) แต่หมื่นมนัสประชาและคนกลุ่มแรกของบ้านนาจอกก็เลือกใช้หัวมังกรแบบราชวงศ์เล (ราชวงศ์นี้ปกครองเวียดนามเมื่อกว่า 400 ปีที่แล้ว) ซึ่งเป็นศิลปะแบบเวียดนามแท้ ๆ กล่าวคือหัวมังกรตามแบบของสมัยราชวงศ์เลนี้จะไม่มีเขามีเพียงหนวด 1 คู่ (เพราะชาวเวียดนามเก่าเชื่อว่ามังกรเกิดจาก เต่า ปลา และงู จึงไม่มีเขา)



หัวมังกรแซด่อนรองของบ้านนาจอกเป็นศิลปะแบบราชวงศ์เลของเวียดนาม


(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงค์ข้างล่างนี้)


แซ ดอน รอง (Xe đòn rồng) ส่งศพ




6. ธรรมเนียมการใช้ธงงานศพสีขาว-น้ำเงิน

ธรรมเนียมการใช้ธงสีน้ำเงินขาวในงานศพของชาวบ้านนาจอก เป็นคำถามที่มีผู้ถามกันมากว่าเหตุใดธงงานศพบ้านนาจอก (หมายถึงธงหล่างไม่ใช่ธงดอง) ถึงเป็นสีน้ำเงินขาวแตกต่างจากชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามอื่นๆ ในเขตจังหวัดนครพนมที่มักใช้สีขาวดำทุกผืนหรือแม้กระทั่งใช้สีขาวดำ ปะปนกับสีขาวน้ำเงินที่เป็นดังนี้ขออธิบายว่าเพราะธรรมเนียมการใช้ผืนธงสามเหลี่ยมสีน้ำเงิน-ขาว นี้ถูกส่งต่อมาจากหมื่นมนัสประชาเพราะท่านเป็นชาวจังหวัดเหงะอาน (Nghệ An) อันเป็นจังหวัดเดียวในประเทศเวียดนามเท่านั้นที่ใช้ผืนธงงานศพลักษณะดังกล่าวนี้ดังนั้นหากสรุปจากผืนธงที่ใช้ย่อมบ่งบอกว่าพื้นเพดั้งเดิมหรือบรรพบุรุษของชาวบ้านนาจอกนั้นมาจากจังหวัดเหงะอานภาคกลางของประเทศเวียดนาม จึงยังคงใช้ผืนธงลักษณะดังกล่าวเพื่อเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นนั่นเอง


ป้ายจารึกบ้านเกิด (quê quán) จังหวัดเหงะอาน (Nghệ An) ที่หลุมศพของหมื่นมนัสประชา

ตรงนี้ขออธิบายเพิ่มเติมหน่อยว่าผืนธงงานศพสีดำ-ขาว ในบ้านนาจอกนั้นก็มีปรากฎเหมือนกันหากแต่นั่นไม่ใช่ธงงานศพหลัก (ธงหล่าง) แต่ธงสีดำ-ขาว เรียกว่าธงดอง (Cờ thông gia) ที่ใช้ในกรณีดองอีกฝ่ายหนึ่งส่งไปร่วมในพิธีศพของดองตนเองโดยกฎเกณฑ์นี้มีข้อจำกัดอยู่หน่อยว่าฝ่ายดองที่ส่งธงไปร่วมต้องยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น (ลูกหลานส่งแทนไม่ได้) แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าธรรมเนียมนี้กำลังจะเลือนหายไปจากบ้านนาจอกแล้ว



ผืนธงดองงานศพสามเหลี่ยมสีดำ-ขาว ของบ้านนาจอกโดยธรรมเนียมปฏิบัติจะต้องผูกกับเสาไม้ไผ่และโดยตำแหน่งเดินจะตามหลังแซด่อนรอง



ผืนธงงานศพสามเหลีี่ยมน้ำเงินเงิน-ขาว ล้วน  (ธงหล่าง) เอกลักษณ์หนึ่งเดียวของบ้านนาจอก


ที่นี่จะขอยกตัวอย่างภาพการใช้ธงงานศพของชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามอื่น ๆ ในเขตจังหวัดนครพนมให้ได้เห็นกันชัด ๆ เพื่อที่จะได้เข้าใจเรื่องผืนธงน้ำเงิน-ขาวของบ้านนาจอกว่าแตกต่างเป็นเอกลักษณ์จากชุมชนอื่น ๆ



ผืนธงงานศพสามเหลี่ยม ผสมสี่เหลียม สีดำ-ขาว ของชุมชนหนองแสง



ผืนธงงานศพแบบสามเหลี่ยม สีดำ-ขาว ของชุมชนโพนบก



ผืนธงงานศพแบบสามเหลี่ยมสีดำ-ขาว และ สีน้ำเงิน-ขาว ของชุมชนต้นผึ้ง-ดอนโมง




ผืนธงงานศพสี่่เหลี่ยมสีดำ-ขาว ของชุมชนด่ายเหียว




ผืนธงงานศพสี่เหลี่ยมสีเหลือง-แดง ของชุมชุนวัดป่า (กรณีผู้ตายอายุ 70 ปีขึ้นไป)

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงค์ข้างล่างนี้)


โบกพริ้วทิวธงส่งศพ



6. ถนนนมัสประชา

ราว พ.ศ. 2530 เป็นยุคที่ท่านผู้ใหญ่บ้าน เจริญ เวียนศรี ได้พัฒนาขยายถนนหนทางในหมู่บ้านนาจอก (ถนนลูกรัง) และครั้งนั้นได้มีการตั้งชื่อถนนต่าง ๆให้มีชื่อเรียกตามหลักสากล โดยท่านและผู้หลักผู้ใหญ่ในยุคนั้นอนุสรณ์ถึงคุณูปการของหมื่นมนัสประชาที่มีต่อหมู่บ้านนาจอกมาแต่เดิม จึงตั้งชื่อถนนเส้นหลักเส้นแรกของหมู่บ้านนาจอก ซึ่งก็คือถนนที่ตัดตรงจาก ถ.นิตโย ผ่านสุสานบ้านนาจอก และผ่านที่ดินอันเป็นที่ตั้งของบ้านหมื่นมนัสประชาไปจนสิ้นสุดที่ที่ว่าการอำเภอแห่งใหม่ของอำเภอเมืองนครพนมว่า

 "ถนนมนัสประชา "



ถนนมนัสประชา คือถนนเส้นหลักที่ตัดตรงจาก ถ.นิตโย ผ่านสุสานบ้านนาจอก  ผ่านสุสานด่ายเหียว เข้าไปจนสิ้นสุดที่หน้าบ้านของหมื่นมนัสประชา ก่อนที่ต่อมาจะตัดถนนเพิ่มผ่ากลางที่นาไปยังที่ว่าการอำเภอแห่งใหม่

ซึ่งผู้คนที่เกิดทันในยุคก่อนจะจดจำได้ดีเพราะเคยมีป้ายชื่อถนนติดอยู่นานปี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าหลังจากนั้นก็มีโครงการขยายถนนเส้นนี้อีก   2 - 3 ครั้ง โดยแปลงที่ดินหัวมุมของหมื่นมนัสประชาได้ถูกขอที่เพื่อขยายถนนล้ำเข้าไปเรื่อย ๆ ทั้ง 2 ฝั่ง (ฝั่งถนนมนัสประชา และถนนอีกเส้นที่เลียบทุ่งนา) จนที่แปลงนี้ที่เคยกว้างขวางประมาณ 3 ไร่เศษ ถูกทอนลงจนเหลือเพียง 1 ไร่เศษเท่านั้น

และนอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2542 เกิดโครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำหนองญาติขึ้น ได้มีการถมที่บริเวณหนองญาติเพื่อสร้างที่ว่าการอำเภอแห่งใหม่  และทำถนนวงแหวนรอบอ่านเก็บน้ำหนองญาติ จึงได้มีการตัดถนนเพิ่มเติมอีก ซึ่งตัดถนนต่อจากถนนมมัสประชาผ่านที่นาของทายาทหมื่นมนัสประชาไปตลอดแนวจนถึงที่ว่าการอำเภอแห่งใหม่ทำให้ในครั้งนี้ทายาทต้องเสียสละที่ดินไปในการนี้อีกหลายไร่เพื่อความเจริญของส่วนรวม

จึงนับได้ว่าหมื่นมนัสประชาและทายาทเป็นผู้มีส่วนเสียสละที่ดินและที่นารวมกันค่อนข้างมากเพื่อขยายถนนจนมีความเจริญเรื่อยมา

ปัจจุบันถนนเส้นนี้ไม่มีป้ายถนนมนัสประชาปรากฎอยู่แล้ว และยังจะคงใช้ชื่อถนนนี้อยู่หรือไม่ก็ไม่ทราบแน่ชัด

 แต่ทว่าทายาทของท่านในรุ่นหลัง ๆ ต่างก็ภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนเสียสละเพื่อเจริญของส่วนรวม และยังจดจำได้ดีว่าครั้งหนึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านก็อนุสรณ์ถึงคุณงามความดีของหมื่นมนัสประชาที่ท่านได้สร้างไว้ให้กับบ้านนาจอกโดยในยุคหนึ่งได้เคยตั้งชื่อถนนสายนี้ว่า "ถนนมนัสประชา" เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน



ถนนมนัสประชาจะตัดผ่านที่ดินแปลงหัวมุมที่เคยเป็นบ้านของหมื่นมนัสประชา โดยที่ดินผืนนี้ถูกขอพื้นที่เพื่อขยายถนนเข้าไปทั้ง 2 ฝั่ง




ถนนมนัสประชาในปัจจุบัน (พ.ศ. 2561)



**** โปรดติดตามตอนที่ 3  (ตอนสุดท้าย)  ครอบครัวของหมื่นมนัสประชา กดลิงค์ข้างล่างนี้ ****




จนกว่าจะพบกันใหม่

Nguyễn Gia Huy



*************************************************************************************

 "Chân thành cảm ơn Thầy Minh Quang đã giúp đỡ tận tình về việc viết bài và chỉnh sửa lại bài viết "

"Cảm ơn Anh Viết Thành đã có lời động viên tinh thần và giúp đỡ về Tiếng Việt thường xuyên"

*************************************************************************************







 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2561
2 comments
Last Update : 30 กรกฎาคม 2561 19:22:37 น.
Counter : 233 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 

เพิ่งเห็นที่คุณพีร์ไป comment ค่ะ
หลังจากชาวบล็อกชักชวนให้กลับมาเขียนบล็อกกัน สรุปได้เขียนบล็อกใหม่อยู่ 3 บล็อกค่ะ
โรงเรียนบ้านนาจอกก่อตั้งก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 1 ปีนะคะ
ช่วงนี้อินกับการอ่านหรือฟังทาง youtube เรื่องประวัติศาสตร์ค่ะ เพิ่งซื้อหนังสือนิยายอิงประวัติศาสตร์พระเจ้าตาก เขียนโดยฝรั่งค่ะ โดยผู้เขียนก็ได้หลักฐานของฝรั่งที่เข้ามาสยามในยุคโน้นเหมือนกัน
การบันทึกเรื่องราวเป็นหลักฐานให้คนในโลกอนาคตเหมือนกันนะคะ

 

โดย: รัชชี่ IP: 210.86.219.2 11 กรกฎาคม 2561 15:50:49 น.  

 

รออ่านตอนสามค่ะ

 

โดย: tuk-tuk@korat 17 กรกฎาคม 2561 13:30:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Gia Huy - Peeradol
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




Air SurOundinG mE liKe mY besT frIendS !
แจกฟรีแบ๊คกราว
Friends' blogs
[Add Gia Huy - Peeradol's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.