ผมอยากเป็นผู้ว่าๆๆ.....เมืองกรุงเตบ


เที่ยงเลยไปเกือบบ่ายของวันหนึ่งในวันที่แสนจะร้อน  อบอ้าว จากแสงแดดที่แผดเผาราวกับอยู่ในเตาผิง

ผมเดินผ่านสวนสาธารณะแห่งหนึ่งกลางเมืองหลวงของประเทศสารขันธ์(ขอยืมชื่อจากท่านคึกฤทธิ์มาใช้หน่อย)

กรุงเตบ เมืองแห่งความร้อนรุ่มด้วยอากาศและบรรณยากาศร้อนแรงของการเมือง

เห็นชายคนหนึ่งแต่งกายเรียบร้อยยืนบนลานปูนสูงหน้าสวนสาธารณะ

เสียงที่ส่งเสียงออกมาการพูดแต่ผมว่าน่าจะเป็นเสียงตะโกนมากกว่า

“ผมอยากเป็นผู้ว่าๆๆ.....เมืองกรุงเตบ” ซ้ำหลายรอบพร้อมพร่ำพรรณนาถึงนโยบายการทำงาน

ฮ้า.....ได้เรื่องแล้วนี่หว่า    เราก็นักข่าวอาสาคนหนึ่งได้เรื่องแล้ว   ขอสัมพาดว่าที่ผู้สมัครเสียหน่อย

น่าจะได้อะไรดีๆมาเล่ากัน     คิดแล้วก็ยกมือไหว้

“ ท่านครับท่านมาทางนี้ดีกว่าตรงนั้นร้อน    ผมขอสัมภาษณ์ท่านเรื่องนโยบายเกี่ยวกับกรุงเตบหน่อย”

ท่านเดินตามผมมา พอนั่งลงคุยกัน  “ ได้เลยครับพี่ๆเป็นนักข่าวใช่ไหมผมกำลังอยากให้สัมพาดพอดี”

*

ผมป้อนคำถามแรก “ ทีมงานของท่านที่จะเข้ามาบริหารงานนี่มีใครบ้างครับ”

ท่านฯตอบ “ โอ๊ย...ทีมงานผมนี่เพียบพร้อมทั้งผู้ชาย ผู้หญิง กระเทย  ทอม ดี้ มีครบครัน ความรู้เพรียบ”

“ ที่สำคัญผมมีทีมพิเศษ ที่เก่งกาจทางไสยเวทย์ประกอบด้วยนะ  มหาเสน่ห์  มนต์ดำ  ทำนายโชคชะตา”

“ ยังไม่พอทีมไสยเวทย์ผมมีทีมแก้อาถรรพ์ต่างๆ  อย่างเสกหนังควายเข้าท้องแมวนี่เรื่องจิ๊บๆ”

“เผาพริกกับเกลือสาปแช่ง   ทั้งมีทีมงานประทะกับฝ่ายตรงข้าม   มาเถอะสู้ได้ทุกรูปแบบเพราะเราจะผูกดวงไว้แล้ว”

“ทุกอย่างในการบริหารบ้านเมือง   เราจะทำไปตามดวงชะตาที่กำหนดไว้โดยไม่ฝืนดวงเด็ดขาด” 

*

ผมยิงคำถามที่สองตามมา “ ท่านฯครับท่านมีนโยบายเรื่องการจราจรที่ใกล้เป็นจลาจลทุกวันนี้อย่างไร”

ท่านฯตอบ “ มันไปจะยากอะไร   เรื่องง่ายๆแค่นี้ ขั้นแรกผมจะออกกฎให้รถที่มีทะเบียนหมายเลขคู่วิ่งวันหนึ่ง”

“หมายเลขคี่วิ่งอีกวันหนึ่ง   เลขตองกับเลขหามหรือเลขเรียงนี่วิ่งอีกวันหนึ่ง”

“ผมมีเหตุผลนะ เลขตองกับเลขหามหรือเลขเรียง นี่มักเป็นรถคนรวยก็เลยต้องออกกฎแก้เผ็ดคนรวยด้วยวิธีนี้”

“ถ้าทำแบบนี้เห็นไหม      รถจะหายไปจากท้องถนนทันทีถึงหนึ่งในสามการจราจรขั้นต้นนี้ก็จะคล่องตัว”

“อีกนโยบายหนึ่งที่ผมจะใช้ก็คือ  รถทุกคันที่วิ่งในกรุงเตบ นี่จะต้องห้ามเลี้ยวขวา เลี้ยวได้เฉพาะทางซ้ายเท่านั้น”

ผมสงสัยเลยถามต่อ “ ท่านแล้วถ้าเขาจะเลี้ยวขวาล่ะทำยังไง”

“ อยากเลี้ยวขวาก็วิ่งให้เลยแยกหรือจุดที่ต้องการเลี้ยวขวาไป”  

“ แล้วไปเลี้ยวซ้ายเข้าซอย    วนอีกทีเลี้ยวซ้ายออกจากซอยก็เข้าสู่ถนนที่ต้องการได้แล้ว “

ผมนั่งคิดอยู่พักนึงเออ....มันก็จริงแฮะวิ่งเลยไปเลี้ยวซ้ายวนในซอย   วนรถซ้ายอีกทีก็กลับมาทางเลี้ยวขวาได้

ท่านฯต่ออีก   “ ทุกทางแยกที่เป็นสี่แยกจะไม่มีไฟแดงหรือไฟเหลือง   ให้มีไฟเขียวอย่างเดียว”

ผมซักต่อ “แล้วรถมันไม่ชนกันเละหรือยังไงครับท่านฯ “

ท่านตอบต่อ “ เออน่าคุณไม่รู้เทคนิค   รถน่ะเขาซื้อมาแพงๆทั้งนั้นคันเป็นแสนเป็นล้าน  ใครมันจะอยากชน”

“ก็คนอยากมีรถก็ต้องวัดดวงกันซี้เจอก็ต้องหลีกกันไปเอง    ถ้าไม่หลีกแล้วชนกันรถที่วิ่งก็จะน้อยลงไปอีก”

*

ชักเข้าท่าแฮะท่านฯว่าที่ผู้สมัครท่านนี้คิดวิตถารดีมากเหตุผลก็มีน่าทดลองใช้   ผมก็ยิงคำถามที่สาม

“ท่านฯครับขอทราบ    นโยบายเรื่องการสัญจรบนทางเท้าทางเดินเท้าที่มีอยู่เกลื่อนถนนด้วยหาบเร่  แผงลอย”

ท่านฯยืดอกนิดตอบอย่างมั่นใจ “เรื่องนี้ก็เรื่องกล้วยๆของลิงที่จะกินอีกนั่นแหละ    มันจะไปยากอะไร”

“ ข้างล่างมันมีหาบเร่แผงลอยมากใช่ไหมที่ทำให้เดินไม่สะดวก     ผมจะทำสะพานทางเดินลอยฟ้า”

“ ทำทางเดินลอยฟ้าริมถนนทุกถนนอีกชั้นหนึ่ง   ทำให้เป็นเครือข่ายใยรังมดแดง(ถี่กว่าใยแมงมุม)”

“ทำอย่างนี้เพื่อเชื่อมถนนทั้งสองฟากถนนให้ข้ามถนนไปหากันได้ด้วย    ข้างล่างเดินยากไปเดินข้างบนดีกว่า”

“นี่เห็นไหมผมทำอย่างนี้แม่ค้า  พ่อค้าเขาก็ไม่เดือดร้อน   ไม่ต้องมาทะเลาะกับคนเดินที่เดินชนอีกด้วย”

“ใครอยากหาอะไรกิน  ซื้อของอะไรเชิญชั้นล่าง   อยากเดินสะดวกเชิญขึ้นไปเดินชั้นบน”

*

มาคำถามที่สี่ “ท่านฯครับแล้วการแก้ปัญหาเรื่องการระบายน้ำท่านจะมีนโยบายทำยังไง”

ท่านหลับตานิดก่อนตอบ” ปัญหานี้ใหญ่หลวงนัก   แต่ผมว่าไม่ยากเกินความคิดคนฉลาดอย่างผมหรอก”

“คลอง,คูใหญ่ฯริมถนน อยู่ตรงไหน     ทำถนนเป็นอุโมงค์สองชั้นคล่อมคลอง,คูนั้น ทันที  ชั้นล่างก็คือคลองเดิม”

“ปรกติก็จะระบายน้ำทางอุโมงค์ชั้นล่าง   ชั้นบนให้รถวิ่งในอุโมงค์ซึ่งจะคู่ขนานกับถนนเดิม”

“ น้ำมาไม่ว่าฝนตกมากหมื่นปี หรือน้ำเหนือหลาก   ก็ปิดไม่ให้รถวิ่งที่อุโมงค์ชั้นบน “

“จากนั้นสูบน้ำเข้าอุโมงค์   ให้ไหลไปตามเครือข่ายอุโมงค์ที่เราจะทำเป็นแบบเครือข่ายใยรังมดแดง”

“น้ำก็จะไปออกที่ปากแม่น้ำใหญ่ได้สะดวก   ไม่ต้องมากักอยู่ในกรุงเตบของเรา  เรื่องนี้ไม่ยากแต่ต้องเงินเยอะหน่อย”

*

เอ.....ฟังๆนโยบายชักมันส์ในอารมณ์...เข้าท่าดีแฮะผู้สมัครคนนี้กำลังจะถามต่อ   มีเสียงตะโกนจากข้างๆวงมาว่า

“ พี่ๆ....อย่าไปฟังมันเลย  ไอ้คนนี้มันเป็นหัวหน้าชนเผ่าที่เขาไม่มีใครคุยกันนะ”

ผมหันไปด้วยความสงสัย “ เผ่าอะไรครับน้องบอกผมหน่อย  กรุงเตบมันมีชนเผ่าด้วยหรือยังไง”

“ พี่....มันเป็นหัวหน้าเผ่า ศราธัญญี  ครับ   โน่นคนคุมเผ่ามันมาโน่นแล้วมีรถประจำตำแหน่งมารับด้วยแล้ว”

“ คนชุดขาวๆผู้ชาย  ผู้หญิง ทั้งสามสี่คนน่ะเขารู้ดีว่าท่านฯหัวหน้าเผ่าท่านไม่ไปไหนหรอกต้องมาอยู่ตรงนี้”

“เขามารับกลับบ่อยครับยิ่งแดดร้อนๆทุกวันอย่างนี้   พี่เผ่นก่อนให้เขาเชิญหัวหน้าเผ่าขึ้นรถกลับเผ่าดีกว่า”

อ้าวๆๆๆ...แล่วๆๆๆ  ตายห่าดันไปนั่งคุยกับหัวหน้าเผ่า ศราธัญญี  ซะตั้งนานเอวังเลยบทสัมพาดผม

เอามาลงนี่ไม่รู้ว่าจะโดนด่าหรือเปล่า

ปัจฉิมลิขิต 

เผ่า”ศราธัญญี” นี่ต้องกลับคำผวนเอาเอง   ส่วนคำว่าผู้ว่าฯผมเห็นไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใด  มักเป็นผู้ถูกว่า(ผู้ถูกด่า)ซะทุกคนไป    ไม่มีสมัยใดเลยที่ผู้ว่าฯ ได้ว่าหรือด่าจริงๆ  กับคนอื่นเลย ซึ่งผมว่ามันแปลกดีนะครับ    



Create Date : 07 กันยายน 2556
Last Update : 8 กันยายน 2556 9:54:20 น.
Counter : 365 Pageviews.

1 comments
  
ขอขอบคุณทุกการเยี่่ยมเยียนและทุกความเห็น

ไม่อยากให้เครียดกันมากน่ะครับ ทั้งเรื่องและนามสมมติขึ้นทั้งนั้นครับ
โดย: peephitak (peephitak ) วันที่: 7 กันยายน 2556 เวลา:22:50:00 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

peephitak
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments
กันยายน 2556

1
2
3
4
5
6
8
9
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30