ลมหายใจของใบไม้
Group Blog
 
 
มกราคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
29 มกราคม 2553
 
All Blogs
 
คืนฟ้าฉ่ำดาว..เพื่อนร่วมทาง

ท่ามกลางแผ่นน้ำกว้างใหญ่สีเขียวมรกต แพไม้สักหลังใหญ่หลายหลังเรียงรายสงบนิ่อยู่ มันเงียบเหงาจนผิดสังเกต แพร้านค้าที่เคยพลุ่งพล่านด้วยผู้คน วันนี้กลับปิดตัวเองเงียบกริบ

          "ทหารสั่งปืดเขื่อน ห้ามนักท่องเที่ยวเข้าเขตหวงห้าม"

          ฟังแล้วน่าตกใจในสถานการณ์ไม่น้อยเลย นั่นคือผลพลอยได้จากการปะทะตามชายแดนไทย-ลาวมันกินอาณาเขตมาจนถึงนี่


         "จุดสำคัญทางยุทธศาสตร์" ว่ากันว่าเป็นเหตุผลที่ต้องระวังอย่างหนัก ผมเองกว่าจะผ่านเข้ามาถึงท่าเรือได้ก็ถูกตรวจค้น ชี้แจงฐานะอยู่นาน ยังนึกหวั่นว่าจะไม่มีพาหนะเข้าไปสู่พื้นที่เหนือแผ่นน้ำที่ต้องการจะไป


          ภาพขบวนรถทหารที่ทยอยส่งออกแนวรบด้านชายแดนทำให้ผมคิดอย่างหดหู่ สงครามไม่ได้สร้างอะไรเลย มีแต่ทำลาย ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ความเป็นมนุษย์ ใครนะที่พูดว่า สงครามสร้างวีรบุรุษ
        

         ผมโยนสัมภาระในเป้สนามไปบนพื้นเรือ อะไรเล่าคือความเป็นวีรบุษที่แท้จริง นั่นเป็นเพียงคำปลอบใจคนที่รอดตายกลับมาต่างหาก ผมถอนใจก้าวขาข้ามเครื่องยนตร์ไปด้านที่นั่งผู้โดยสาร แต่พบว่ามันระเกะระกะไปด้วยสัมภาระของผู้โดยสารที่มาก่อน "คนคงตกค้างอยู่ฝั่งนี้หลายวัน"ผมคิด


        มีการกวดขันคนเข้าออกมากขึ้น เรือจึงต้องงดเดินทางเนื่องจากผู้โดยสารซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านเกิดวิตกกับการตรวจค้นเสียแล้ว


        "ครูครับ มีเสื่ออยู่บนหลังคา"

     

       สียงคนขับเรือที่นั่งมวนยาสูบรอผู้โดยสารอยู่หน้าแพหลังใหญ่ร้องบอกมาอย่างมีน้ำใจอาจเป็นเพราะว่าเราร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาอย่างคนกันเอง ความสมถะในการดำรงชีวิตลดช่องว่างระหว่างชาวบ้าน-ข้าราชการลงไป อาชีพครูชนบทก็อย่างนี้ มีความศรัทธาเป็นเหรียญกล้าหาญ คำยกย่องสรรเสริญเป็นยศ เบี้ยเลี้ยงคือความสงบของชีวิตละมัง

    

        มดึงเสื่อลงมาจากหลังคาเรือสลัดเอาแมลงสาบหลายตัวที่วิ่งวนอยู่ตกลงไปในน้ำ ถอดเสื้อแจ็คเก็ตที่สวมอยู่ม้วนเป็นก้อนหนุนต่างหมอนชีวิตสอนให้ผมกินง่ายอยู่ง่าย ผมหลับได้แม้ท่ามกลางเสียงแผดก้องของเครื่องยนตร์เรือโดยสาร ไม่สนใจกับความงามตามธรรมชาติรอบกายอีกเลย อาจเป็นเพราะรู้ดีว่าในความงามเหล่านั้นมีการทำลายที่ซ่อนเร้นอยู่ละมัง ผมหลับตาลงเสียก่อนที่จะได้พบกับสายน้ำที่พวยพุ่งขึ้นด้วยแรงระเบิด หลับเสียก่อนที่ได้พบกับฝูงปลาใหญ่น้อยลอยขึ้นเกลื่อนพื้นน้ำ และหลับตาลงเสียก่อนที่จะได้เห็นเรือตรวจการณ์ที่เฉียดฉิวพุ่งปราดผ่านไป

 

       ช่วงเวลากว่าสามชั่วโมงที่เรือโดยสารลำนั้นลอยตัวผ่านห้วงน้ำกว้างใหญ่นั่นไปถึงฝั่งก็เกือบพลบค่ำ กวาดสายตามองเพื่อนร่วมทางที่จะฝ่าทะเลฝุ่น ปีนเขาไปจนถึงจุดหมายปลายทางก็ไม่มีเลยสักคน คงลงไปตามแพใหญ่ตามหุบห้วยรายทางเกือบหมดสิ้นแล้ว

     

       เปิดเป้สนามควานหาไฟฉายขนาดเล็กที่เคยพกติดตัวทุกครั้งที่เดินทาง ความคิดลอยกลับไปถึงวันเก่าๆเมื่อมาเหยียบพื้นที่นี้ครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน คราวนั้นก็เกือบพลบค่ำเช่นเดียวกัน ต่างกันที่วันนั้นผมมีพาหนะคือเกวียนต่างข้าวสารเข้าสู่หมุ่บ้าน โดยเหตุผลที่ไม่เคยเดินเท้ามาก่อนทำให้ผมอดทนรอจนเจ้าของขนข้าวสารทั้งสิ้นขึ้นเกวียนจนหมด จำได้ว่าครั้งนั้นนั่งรอตั้งแต่ฟ้าสีแดงเจือส้ม ตะสันกำลังลับขอบฟ้า จนกระทั่งเดือนขึ้นมาครึ่งฟ้า โดยที่ไม่ได้หยิบจับช่วยเหลืออะไรเจ้าหนุ่มคนนั้นเลยแม้แต่น้อย คิดแต่เพียงว่าเราแลกเปลี่ยนเขาด้วยเงินแล้ว ผลปรากฎว่าวันนั้นผมไปถึงโรงเรียนหลังเที่ยงคืนโดยนั่งไปบนกระสอบข้าวสาร คราวใดที่ต้องขึ้นดอยสูงผมก็จำเป็นต้องลงมาเดินเท้าเพระอดสงสารเจ้าวัวที่ต้องแบกน้ำหนักมากมายนั้นไม่ได้

 

       แล้วก็ได้เรียนรู้ด้วยตัวเองในวันหนึ่งว่า หากเราเดินด้วยเท้าของเราเองใช้เวลาอย่างมากที่สุดก็สองชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง  แต่นั่นแหล่ะนะ ใครเลยจะรู้ไปเสียหมดทุกอย่าง ผมนึกขอบคุณวันเวลาที่มอบประสบการณ์แก่ชีวิตมากมาย


     รือหันหัวเรือเข้าสู่ฝั่ง เสียงแผดก้องของมันหยุดลงมีเสียงน้ำเข้ามาแทนที่ ปลาตัวโตหลายตัวดีดตัวขึ้นมาทักทาย ผมยกเป้ขึ้นใส่หลังกระโดดขึ้นฝั่งหันไปพยักเพยิดลาอย่างเป็นกันเองกับคนขับเรือพร้อมกับร้องบอก

"เช้าวันรืนรอด้วยนะ"

"ครูจะกลับออกไปอีกหรือครับ"ผมพยักหน้า ยิ้มกับความหวังที่รออยู่
"คำสั่งย้ายมาแล้ว"
เขาทำหน้าฉงนบ่นอะไรงึมงำ กระโดดตามมายืนเคียง
"มีของขนย้ายเยอะมั้ยครับครู"

ผมยักไหล่ตบลงไปบนเป้"เป้ใบเดียว"


 

     วามจริงเป็นอย่างนี้ ผมอยู่ของผมที่นั่นอย่างง่ายๆ ไม่เคยต้องหอบอะไรเป็นภาระ เดือนหนึ่งกลับมาบ้านสักครั้งก็ขนมาเพียงเสบียงอาหารที่จำเป็นและของฝากสำหรับลูกศิษย์เท่านั้นเอง เรียกได้ว่ามาแต่ตัวกับวิชาชีพจริงๆ
"คืนนี้ครูจะเข้าบ้านงอมเลยหรือครับแวะนอนบ้านผู้ใหญ่ที่ปางผึ้งก่อนดีกว่ามั้ง"      เสียงของเขามีกังวล
"ไม่เคยค้างสักทีนี่ เดินรวดเดียวถึง" ผมพูดพลางหัวเราะกับท่าทีกระวนกระวายของเขา

"มีอะไร"
"เมื่อคืนสถานีอนามัยบ้านงอมกับปางวุ้นถูกปล้นยาไปหมดพร้อมกันเลยครับ มีข่าวทหารลาวแดงถูกโจมตีจากชายแดนฟากท่าหนีเข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่แถวบ้านเรา มีชาวบ้านพบเดินผ่านไร่บ่อยๆ"

 
       มนิ่งฟังฟังเงียบๆ นั่นปะไรผลของสงคราม พวกทหารฝ่ายโน้นคิดจะหลบซ่อนตัวอยู่แถบนี้คงลำบากหน่อยเพราะคงไม่มีอาหารจะเลี้ยงตัว ชาวบ้านแถบนี้เป็นเพียงชนกลุ่มน้อยที่รักถิ่นฐานไม่ยอมอพยพไปอยู่ตามนิคมฯจัดสรรให้ก่อนการสร้างเขื่อน       สภาพโดยทั่วไปของชาวบ้านยากจนอาศัยจับสัตว์ป่าเป็นอาหาร ป่านนี้คงดิ้นรนหาทางกลับคืนถิ่นไปแล้ว

       แต่หากจะยังคงอยู่จริงก็ไม่น่ามีอะไรต้องกลัว คนเป็นครูไม่มีพิษมีภัยกับใครหรอกน่ะ จะถึงกับมีศัตรูเชียวหรือ ผมบอกกับตัวเองสืบเท้าก้าวไปตามทางเกวียนที่ทอดยาวลดเลี้ยวเข้าสู่ลู่เทือกเขาสีเทาที่เห็นทะมึนอยู่เบื้องหน้า บ่าที่เคยแบกเสบียงหนักอึ้งทุกเที่ยวมาคราวนี้กลับว่างเปล่า มันเป็นการมาเพื่อบอกอำลา ไม่ใช่พักพิงแรมเดือนเช่นที่เคยผ่าน 

       ผมได้ปลดแอกให้ตัวเองแล้วสินะ อาจจะเป็นการปลดแอกไม้สู่แอกเหล็กหรืออย่างไรก็ไม่แน่ใจสักเท่าไหร่ แต่ที่ทำงานแห่งใหม่ของผมถึงจะอยู่ใกล้เมืองกว่าที่เดิม มีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อม แต่สภาพเศรษฐกิจต่ำสุดขอบ  ช่างเถอะ ผมพอใจกับบรรยากาศใหม่ๆมากกว่า ผมถือคติที่ว่า งานที่ทำด้วยใจรักนั้นเป็นงานที่เหมาะสมที่สุด

    

     วามจริงที่ที่ผมกำลังสัมผัสอยู่นี้ก็ไม่เลวเสียเลยทีเดียวนัก หลายปีของที่นี่ผมพบกับชีวิตที่เข้มข้น ธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพรเป็นวิญญาณของผมอยู่แล้ว ดูเอาเถอะ ถนนโค้งที่ลัดเขาล่วงหน้าผมไปทุกฝีก้าวนั้นพิสูจน์ความสมบุกสมบัน ทรหด สะใจคนวัยอย่างผม มันท้าทายชีวิตแกร่งดีนัก ผมไม่เคยท้อเลยกับระยะทางสิบสองกิโลเมตรที่ต้องขึ้นเขาลงห้วย ไม่เคยหวั่นแม้กับห้วยที่ผมแทบเอาชีวิตไปทิ้งยามที่น้ำป่าไหลบ่าอย่างกระทันหัน บอกกับตัวเองเสมอว่าหากเราไม่เคยพบกับความลำบาก เราก็จะไม่ได้สัมผัสกับความสบายเลย ผมชมนกชมไม้มาเรื่อย นึกถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ผันผ่านมาในชีวิตจนถึงวันนี้ วันที่ผมเดินอยู่ภายใต้ฟ้าสีน้ำเงิน ระยิบระยับด้วยดาวประดับ เป็นครั้งแรกละมังที่ได้มีโอกาสเดินทอดน่องสูดกลิ่นฟ้าอย่างปลอดโปร่งใจ ไม่มีภาระใดๆรออยู่เบื้องหน้าเช่นเคย มีสักกี่คนเชียวที่มีโอกาสเห็นอย่างที่ผมเห็น กิ่งไม้ยืนตายนิ่งทอดตัวขึ้นไปทาบฟ้านั้นมองดูอ่อนโยน ดวงดาวที่เรียงรายอยู่ราวจะแต่งแต้มให้สีดำสนิทนั้นมีชีวิตชีวา คราวใดที่หนทางลาดลงสู่ที่ต่ำดาวนั้นก็ย้อยฉ่ำมาเรี่ยดิน เมื่อต้องขึ้นสู่ยอดดอยแสงวาววับนั้นกลับลอยตัวห่างออกไปยิ้มยั่วอยู่ไกลๆ

 

     เดินอย่างไม่รีบร้อนไปตามทางสายที่คิดว่าหลับตาเดินได้ด้วยความเคยชิน เสียงนกราตรีที่กรีดก้องพร้อมขยับปีกโลดถลาออกหากินไม่ได้ทำให้ผมสะดุ้งผวาเลยสักนิด หรีดหริ่งยังคงบรรเลงเพลงไพร อีกเพียงสี่กิโลเมตรผมก็จะถึงจุดหมายปลายทาง นึกไปถึงคำพูดของนายมิ่งคนขับเรือ "ทหารลาวถูกตีแตกหลบหนีมา"..ป่านนี้พวกเขาคงจะลำบาก คงเจ็บป่วยทำไมถึงต้องสู้รบกันหนอ ทำไมพวกเขาไม่ใฝ่หาสันติภาพ ความคิดที่สงบเมื่อครู่เริ่มวกวน แต่เพียงครู่เดียวมันก็ชะงักพร้อมกับฝีเท้าที่ก้าวย่าง..ผมพบกับพวกเขาเข้าแล้วจริงๆ


     เรา..ผมกับพวกเขาสามคนอาวุธมือพร้อม..ที่สำคัญปลายกระบอกปืนรวมที่ผมเพียงจุดเดียว เราพบกันที่ทางแยกบนดอยแปรเมือง ผมหยุดนิ่งอยู่กับที่รู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบของเลือดในกาย ผมหลับตาลงและลืมทุกสิ่งอย่างแม้แต่ดาวพร่างพรายทุกดวงที่อยู่บนฟ้าเมื่อครู่ก่อน ไม่มีอะไรในสมองของผมอีกเลยนอกจากความตาย เวลาที่ผ่านไปช่างเนิ่นนาน ทุกอย่างดูราวจะเงียบงันไปหมด
    

      "ครูคงเพิ่งมาจากท่าเรือ"

       สำเนียงแปร่งที่ได้ยินทำให้ผมเริ่มขยับตัวลืมตาผ่อนลมหายใจ ผมยังมีโอกาสรอด ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเขาจึงรู้ว่าผมเป็นใคร ที่นี่คนแปลกหน้ามักจะตั้งข้อสงสัยว่าผมเป็นหมอหรือครู แต่พวกเขาปักใจว่าผมคือครู แน่นอนว่าเขาได้พบหมอมาแล้วนั่นเอง ชายร่างสูงท่าทางเป็นหัวหน้าสืบเท้าออกนำไปในทิศทางเดียวกับผม จึงได้ทันเห็นเป้ขนาดใหญ่ท่าทางหนักบนหลังของเขา ผมยืนนิ่งอย่างไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับตัวเอง แต่แล้วปืนสองกระบอกที่จี้มากลางหลังพร้อมกันก็ช่วยตัดสินใจให้ก้าวเดินตามชายคนแรกไป เหมือนจะเพิ่งคิดได้ ชายผู้นำหันมาปรามเพื่อนร่วมทีมแล้วเอื้อมมือมาคว้าศอกของผมให้ก้าวเดินไปพร้อมกัน
    

"อาชีพของคุณมั่นคงดีมั้ย"

 เปิดคำถามแปลกๆอยู่สักหน่อย ผมมองหน้าเขาอย่างจนคำตอบรอยยิ้มและดวงตาวาววับในความมืดของเขาตลอดจนท่าทีสุภาพทำให้ผมแน่ใจในฐานะของเขามากขึ้น ผมเดินก้าวไปพร้อมกับเขา

"พวกคุณเองเล่าสบายดีไหม" ผมถามเขาตามมารยาทมากกว่าอยากรู้
"ทุกคนหากยังมีชีวิตอยู่ ก็จะมีความหวังที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตเพื่อนำชัยชนะกลับไป"เขาตอบอย่างไม่ปิดบังฐานะ

"ทำไมพวกคุณต้องทำสงคราม ทำไมต้องเป็นศัตรูกับคนไทย"

ไม่รู้เหมือนกันว่าถามเพื่ออะไร เขาคงจะเดาความรู้สึกของผมได้จากประโยชน์นั้นเอง เสียงหัวเราะลึกๆจึงแผ่วมาจากลำคอของเขา
"ครูไม่ต้องกลัวพวกเราหรอก เพียงแค่เดินไปเป็นเพื่อนถึงปากทางที่ต้องการก็พอแล้ว มันยังอีกนาน เราพอจะเป็นเพื่อนกันได้นี่ จริงมั้ย"
    

      ผมเงียบไม่ตอบคำถามนั้นนึกเห็นใบหน้าและรอยยิ้มของคนรักที่บอกจะรอจนกว่าผมจะกลับไป เธอจะมีโอกาสได้รู้ไหมหนอว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม บนผืนฟ้าสีน้ำเงินเบื้องบนยังคงดาดไปด้วยดาวน้อยใหญ่ อยากรู้นักว่าดวงไหนที่เป็นดาวประจำชีวิตผม เสียงแมลงปีกแข็งที่ยังไม่ยอมหลับนอนบรรเลงเพลงราตรีด้วยท่วงทำนองที่ไม่แปลกไปจากเดิม ผมถอนใจย้ำถามเขาเสียงเรียบด้วยประโยคเดิม
    

       "ทำไมต้องรบกับทหารไทย"
ใจผมอยากจะพาดพิงไปถึงเหตุการณ์ในอดีตของรัฐบาลลาวด้วยซ้ำ ผมไม่เคยลืมว่าทุกครั้งที่ทางฝ่ายลาวเดือดร้อน ที่พึ่งของพวกเขาก็คือผืนแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลฝ่ายใดก็ตาม
     "ผมก็ไม่รู้จนวันนี้ว่าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ไทยกับลาวความจริงแล้วไม่ได้มีเจตนาให้มีการปะทะกันเลย มันเป็นเพียงความบังเอิญจากฉากการเมืองฉากหนึ่งเท่านั้น แต่ผลลัพธ์จากการผิดพลาดเพียงเล็กน้อยทำให้เราถึงกับสูญเสียย่อยยับ" น้ำเสียงของเขาขมขื่น

     "พวกเราเคยอยู่ตามชายแดน สะสมกำลังกันมานานตั้งแต่รุ่นปู่ คุณรู้มั้ย ความหวังในชัยชนะของพวกเราส่วนหนึ่งอยู่ที่ผม เรามีกองกำลังสนับสนุนแทรกไปทุกแห่ง กองทัพเล็กๆของเราที่แฝงอยู่ในรูปของกองโจรพร้อมเสมอที่จะเข้าไปรวมกับกองทัพแห่งชาติที่จุดใหญ่ แต่ตอนนี้ผมยังไม่รู้ว่ามันเกิดผิดพลาดจากสาเหตุใด"เขาจบประโยคด้วยเสียงที่เครียดเคร่ง ก็ใครเล่าจะรู้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อำนาจ..มันมาจากที่มันมันมาและจะไปสู่ที่ที่มันไป สงคราม...วีรบุรุษ..ผมกลับไปนึกถึงปัญหาเก่าๆอีกจนได้
    

"คุณรู้มั้ย  เคยมีคนกล่าวสุนทรพจน์ว่า ดอกไม้ดีกว่ากระสุนปืน"
เขารับฟังคำพูดผมด้วยเสียงหัวเราะลึกเหมือนเดิม

"มันก็เข้าท่าดีนะ สันติภาพน่ะดีกว่าสงครามเสมอ"

เขาทำเสียงลึกๆในลำคอ ผมไม่คิดว่าเขาจะคล้อยตามคำพูดของผม
"เมืองไทยของคุณดูสงบและสบายน่าอยู่ทามกลางควันสงครามและพิษสงของเศรษกิจเสื่อมทรามทั่วโลก"

เขาพูดเสียงเนิบๆช้า  พลางกระโดดข้ามทางน้ำที่ไหลผ่านทางเกวียนสายนั้น ขยับเป้ให้เข้าที่

 

"แต่คุณคิดเหมือนผมมั้ย ว่ามันอาจเป็นเพียงท่าทีที่ดูสงบเท่านั้น เมืองไทยคงต้องมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายครั้งเพื่อชีวิตที่ดีกว่า"
    

     มฟังเงียบๆไม่ได้โต้แย้ง เขาช่างไปเอาความคิดเหล่านี้มาสุมไว้ทำไมกันมากมายในสมอง หน้าตาจะดูอ่อนแก่กว่าผมก็คงไม่เท่าไหร่ กลิ่นดอกไม้ป่าโชยมาตามลม นึกถึงคำพูดของคนรักที่สั่งนักหนาว่าให้เอาเอื้องป่าไปฝากด้วย ผมถอนใจชีวิตของผมขณะนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนเพียงคนเดียว ชายตามองดูเพื่อนร่วมทางข้างหลังอีกสองคนพบว่า ในความเงียบงันของเขาทั้งสองนั้นยังคงแฝงไว้ด้วยความระมัดระวังและเตรียมพร้อมเสมอ ดาวพร่างพรายยิ้มยั่วเมื่อครู่ก่อนดูริบหรี่เหมือนจะสมเพชในโชคชะตาของผม คงเป็นเพียงแค่ฝันไปละมังว่า จะได้มีโอกาสออกไปพบกับสังคมใหม่ที่มีคนรักรออยู่
    

"ครูคงรักธรรมชาตินะ" เขาเปรยขึ้นเบาๆผมไม่ตอบ

"ธรรมชาติกับมนุษย์มักจะแยกออกจากกันไม่ได้เสมอ"
"แต่มนุษย์บางพวกพยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติ แบ่งแยกตัวเองออกจากธรรมชาติ และทำลายธรรมชาติ"
ผมพูดไปตามความรูสึกเขาพยักหน้าเห็นด้วย
"นั่นเป็นการหนีห่างไปจากความสุขที่แท้จริงทุกที"
"มนุษย์ลืมไปว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ"ไม่รู้เหมือนกันว่าผมทำเสียงเย้ยหยัยออกไปเพื่ออะไร
"มนุษย์ไม่ได้เป็นพระเจ้านี่นะ..เอ๊ะหรือว่าเป็น.."

เสียงที่ทอดอย่างเจตนาจะยั่วเย้านั่นทำให้ผมอดหัวเราะไม่ได้ เราหัวเราะประสานเสียงกัน ความรู้สึกราวกับคุ้นเคยมานานปี  อะไรบางอย่างที่น่ากลัวอยู่เมื่อครู่จางหายไป นกกลางคืนส่งเสียงก้องบินฉวัดเฉวียนเขาเงียบไป เดาไม่ถูกว่าคิดอะไร
    

"คุณจะไปถึงถ้ำแก้วคืนนี้เลยหรือ"ผมถามเมื่อถึงทางแยกที่ผมเดาว่าเป็นหนทางไปสู่จุดหมายปลายทางของเขา
"มีพวกของผมเจ็บหลายคนรออยู่ ผมต้องไปให้ถึงก่อนเช้า เรามีความจำเป็นต้องย้ายที่หลบซ่อนอีกแล้ว"
    

     น้ำเสียงเรียบนั้นทำให้ผมอดร้อนตัวไม่ได้"เรื่องที่ผมพบพวกคุณวันนี้จะไม่มีใครรู้" ผมส่งมือให้เขาเป็นเชิงให้คำมั่นสัญญา แต่มือนั้นกลับตกลงข้างตัวเมื่อเขาวาดปืนขึ้นมาระดับอก ผมใจหายวาบตัวแข็งทื่อความคิดทั้งหมดหยุดสนิท ยินเสียงเรียบเย็นนั่นปรารภ
    

"ผมเชื่อว่าดอกไม้ดีกว่ากระสุนปืนแต่คุณรู้นี่นะว่าสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกจะมีประโยชน์เฉพาะกาลเท่านั้น"

      

     เราประจัญหน้ากันในระยะแค่คืบสบตากันในความสลัวของแสงดาว ผมพยักหน้าให้เขาอย่างไม่มีความหมาย ทุกสิ่งอย่างขึ้นอยู่กับเขาแล้ว โลกทั้งโลกของผมหยุดแค่ตรงนั้น เขาปัดกระบอกปืนขึ้นตวัดเอาดอกไม้ป่าข้างทางตกลงบนอกเสื้อผม ความตกใจมากกว่าที่ทำให้ผมตะปบรับมันไว้ หนามที่ก้านช่อปักแน่นลงไปบนอุ้งมือจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด
    

"คุณทำท่าเหมือนกลัวดอกไม้" เขาหัวเราะเสียงต่ำ "สันติภาพดีกว่าสงครามแน่ แต่มันมีอยู่ที่ไหนกันเล่า"
     

เขาหันหลังเดินดุ่มจากไปโดยไม่ลาสักคำ ความหวังที่จะกลับไปใช้ชีวิตเมืองของผมกลับคืนมาในวินาทีนั้น
     

      ผมไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมทางของผมจะได้มีโอกาสเอาเป้ยาเหล่านั้นกลับไปถึงสหายร่วมทุกข์ที่นอนเจ็บรออยู่ได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ขอภาวนาให้ชีวิตของเขารอด วันหนึงข้างหน้าหากเขารอดตายหอบเอาชัยชนะกลับไปเขาก็จะได้เป็นวีรบุรุษ ผมสืบเท้าออกเดินต่อ ดอกไม้สีขาวที่รับไว้ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นหล่นลงบนพื้น ผมกัมลงหยิบมันขึ้นมาเป่าฝุ่น แต่กลีบที่บอบช้ำนั้นกลับหลุดลอยไปตามลมปากจนเหลือแต่เกสร ผมพ่นลมหายใจหนักอึ้งออกทางปากสูดเอาอากาศบริสุทธ์เข้าไปจนเต็มปอดเปรยกับดาวที่ฉ่ำฟ้า
    

     "สหายเอย สันติภาพมีอยู่ทุกหนแห่งแม้แต่ปลายกระบอกปืน"

 

 

 

แสงดาวแห่งศรัทธา

จิตร ภูมิศักดิ์


พร่างพรายแสงดวงดาวน้อยสกาว
ส่องฟากฟ้าเด่นพราวไกลแสนไกล
ดั่งโคมทองส่องเรืองรุ้งในหทัย
เหมือนธงชัยส่องนำจากห้วงทุกข์ทน

พายุฟ้าครืนข่มคุกคาม
เดือนลับยามแผ่นดินมืดมน
ดาวศรัทธายังส่องแสงเบื้องบน
ปลุกหัวใจปลุกคนอยู่มิวาย

ขอเยาะเย้ยทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ
คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย
แม้นผืนฟ้ามืดดับเดือนลับละลาย
ดาว… ยังพรายศรัทธาเย้ยฟ้าดิน
ดาว… ยังพรายอยู่จนฟ้ารุ่งราง



  ( ฟ้าเมืองไทย รายสัปดาห์เพื่อความจัดเจนชีวิต ปีที่ 20 ฉบับ ที่  1002 ปีพ.ศ.  2531)





Create Date : 29 มกราคม 2553
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 21:12:25 น. 0 comments
Counter : 874 Pageviews.

Peakroong
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]





"หากต้องตัดสินใครสักคน

เริ่มจาก "ทำไม"คงจะดีกว่า"อย่างไร"

เพราะสิ่งที่มองเห็นไม่แน่ว่ามีอยู่จริง

สิ่งที่มองไม่เห็นใช่ว่าไม่มี

สิ่งที่คิดว่าใช่อาจไม่ใช่

สิ่งที่ไม่คิดว่าใช่สำหรับคุณ

มันอาจใช่เลยสำหรับใครอีกคน"


"
๐ ให้ลมหายใจของใบไม้เป็นบันทึกคนกล่อง
คำเขียนของคนล้มลุกคลุกคลาน
แต่ยังมีลมหายใจเป็นของตัวเอง
แม้ไม่ใช่ทุกอย่างที่มีหากเป็นทุกอย่างที่เป็น
เก็บความว่างเปล่าไว้เติมเต็ม..

๐ ขอบคุณตัวละครทุกตัว
ทั้งที่มีอยู่จริงและที่ไม่มีตัวตน
ขอบคุณวันเวลา-ครูบา-อาจารย์
ที่สอนให้เก็บเกี่ยว ฝึกให้คิด สอนให้เขียน

๐ ขอบคุณเพื่อนเพื่อนชาวไซเบอร์
ที่กรุยทางให้สร้างสรรรค์บล็อคได้เท่าใจ
ขอบคุณทุกภาพงดงามจากบล็อกน้องญามี่ขอบคุณ https://www.thaipoem.com
ที่ให้เพลงประกอบเป็นอมตะนิรันดร์กาล

๐ ขอบคุณความเป็นเธอ..
ที่ส่งผ่านการ"ให้"มาเสมอฝัน
ขอบคุณความเป็นฉัน..
คนเกี่ยวประสบการณ์ระหว่างวันมาถักทอ


'ปีฆรุ้ง
27 มกราคม 2553


Friends' blogs
[Add Peakroong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.