"กลุ่มพัฒนาเด็กและเยาวชน พัฒนาคนพัฒนาชาติ"
Group Blog
 
 
ธันวาคม 2549
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
12 ธันวาคม 2549
 
All Blogs
 
ทริปทุ่งใหญ่-ถ้ำน้ำตก ตอนที่ 1

เมื่อช่วงสงกรานต์ เมษายน 2549 ทางกลุ่มพัฒนาเด็กและเยาวชน ได้รวบรวมข้าวของเล็ก ๆ น้อย เดินทางไปบริจาคให้เด็ก ๆ ที่บ้านเขาพระอินทร์ อำเภอทองผาภูมิจังหวัดกาญจนบุรี และถือโอกาสท่องเที่ยวหวังจะลุยเข้าไปให้ถึงหน่วยเซซาโว เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ อีกทั้งแวะเที่ยวถ้ำน้ำตก ถ้ำที่ได้ชื่อว่าสวยงามแห่งหนึ่งของเมืองไทยและของโลก



จุดหมายที่เราจะไปก็คือ บ้านเขาพระอินทร์ ทองผาภูมิ ตรงแถวบริเวณทางเข้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ซึ่งการเดินทางสามารถเลือกเข้าทางตัวเมืองทองผาภูมิก็ได้ ถ้าเข้าทางนั้นจะเจอทางออฟโรดอีกนิดหน่อย แต่คณะของผมเลือกเข้าทางเขื่อนศรีนครินทร์ อำเภอศรีสวัสดิ์ ซึ่งลักษณะเส้นทางเป็นทางออฟโรดเป็นระยะทางร้อยกว่าโล ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะครับ ว่าทำไมต้องเข้าทางนี้ นัยว่าคงเพื่อสร้างบรรยากาศในการเดินทางมั้งครับ โหะ ๆ



ระหว่างทางเราพบพระป่ารูปเดิม ซึ่งในทริปถ้ำเสาหินเมื่อเดือนที่แล้ว คณะของเราก็เพิ่งพบกับท่าน โดยท่านจะบิณฑบาตรในเวลานี้ทุกเช้า และเดินเท้าจากที่พักของท่านเป็นระยะทางไปกลับร่วม 20 กิโลเมตร อ้อ ท่านไม่รับปัจจัยนะครับ



แล้วในตอนเช้าวันที่ 13 เมษา เราก็ถึงเป้าหมาย คือบ้านของพรานตุ๋ย ที่อยู่บริเวณปากทางเข้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู หน่วยย่อยเขาพระอินทร์

ที่เห็นในรูปคือรถคันเก่งของหน่วยฯ ครับ ไว้รับส่งนักท่องเที่ยวไปเที่ยวถ้ำ



มาถึงก็ต้องนอนพักเอาแรงกันหน่อย เพราะออกเดินทางตอนสี่ห้าทุ่ม มาเจอเส้นทางออฟโรดหัวโยกหัวคลอน แทบจะไม่ได้นอนกันเลยทั้งคืน



ในระหว่างนั้นชาวคณะของเราที่ร่างกายยังฟิต ก็แจกขนมให้เด็ก ๆ แถวบ้านพรานตุ๋ยไปพลาง ๆ



เพื่อนเก่าที่พบกันอย่างบังเอิญโดยมิได้นัดหมาย



ชักรูปร่วมกันหน่อย หลวงพี่ในรูปคือ หลวงพี่ตี๋ จากวัดทองบน กรุงเทพฯ นี่เอง ท่านเป็นพระที่ชื่นชอบธรรมชาติ รักการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ฯ จึงได้ร่วมเดินทางมากับเราใน
ทริปนี้ด้วย รูปทั้งหมดใน blog นี้ ส่วนใหญ่ก็ได้มาจากฝีมือการถ่ายรูปของท่านเองครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย



แล้วเราก็เริ่มเดินทาง เมื่อเวลาค่อนข้างสาย จุดหมายของเราก็คือหน่วยเซซาโว่ ดินแดนในตำนานของทุ่งใหญ่นเรศวร และในระหว่างทางก็จะแวะแจกสิ่งของให้กับเด็ก ๆ และชาวบ้านตามหมู่บ้านหรือโรงเรียนต่าง ๆ



ทุ่งใหญ่นเรศวรนั้นสามารถเข้าได้หลายทาง ทางลำคลองงูของอำเภอทองผาภูมิก็เป็นอีกทางหนึ่ง โดยทางนี้นั้นสามารถเข้าไปน้ำโจน และเข้าไปคลิตี้ได้ด้วย ซึ่งสองที่นี้นั้นผมก็ยังไม่เคยเข้าไปเหมือนกัน แต่เห็นพี่ ๆ เขาบอกว่าทางโหดมาก



แล้วก็มาถึงที่หมายที่แรก "โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน" เป็นธรรมดาของโรงเรียนชายแดน ที่นักเรียนส่วนมากจะเป็นชาวชนกลุ่มน้อย



ก็แจกของให้น้อง ๆ ครับ จริง ๆ แล้วคณะเราแจกหลายที่ ตามหมู่บ้านรายทางที่เจอ แต่ไม่ได้บันทึกภาพมาเลย ต้องขออภัยไว้ณที่นี้ด้วยครับ



เราลุยกันต่อไปเรื่อยครับ ตามแผนการณ์ของเรานั้น เราจะต้องไปให้ถึงหน่วยมหาราชก่อน ซึ่งระยะทางจากลำคลองงูถึงหน่วยมหาราชนั้น อยู่ที่ประมาณ 50-60 กม. พอถึงหน่วยมหาราชแล้วนั้น เราจะต้องตัดสินใจต่อว่าจะลุยไปเซซาโวเลย หรือนอนพักที่หน่วยคืนหนึ่งก่อน

ทาง 50-60 กม. ที่ว่า ก็เป็นเช่นนี้ครับ และจะหนักขึ้น
เรื่อย ๆ



ถึงปากทางเข้าทุ่งใหญ่ ตื่นเต้นเหมือนกัน เพราะผมเพิ่งมาถึงครั้งแรก ดินแดนที่ความอุดมสมบูรณ์และความงามของธรรมชาติไม่เป็นรองที่แห่งไหนในโลก



อีแก่คันนี้เป็นรถรุ่นบุกเบิกของทางทุ่งใหญ่ เจ้าหน้าที่ใช้ในการตรวจการณ์ลาดตะเวณมาอย่างโชกโชน ปัจจุบันถูกตั้งจัดแสดงไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์



ทุ่งใหญ่ฯ ผ่านการต่อสู้มายาวนาน มีวีรกรรมและวีรเวรมากมายเกิดขึ้นที่นี่ เลือดของทั้งคนและสัตว์หลั่งรินกันมาไม่รู้กี่หยดหยาด ณ ดินแดงแห่งนี้



ทางในทุ่งใหญ่ก็เป็นดังที่เห็นนี่แหละครับ มีเรื่องอยากจะของร้องอย่างหนึ่ง พวกท่านคาราวานโฟร์วีลทั้งหลาย ที่กำลังเครื่องสูง ๆ ล้อใหญ่ ๆ ยางลักษณะพิเศษไว้ตะกุยดิน และเข้ามาทุ่งใหญ่จุดประสงค์เพื่อมาทดสอบรถ ขอร้องเถอะขับ อย่ามาเลย เพราะท่านจะทำความเดือดร้อนให้กับเจ้าหน้าที่และบุคคลอื่นซึ่งรถสู้รถของท่านไม่ได้ ถ้าอยากมาจริง ๆ ให้มาเพื่อศึกษาธรรมชาติเถอะครับ



จากทางเข้า "ทิคอง" เป็นหน่วยแรกที่คณะของเราย่างกรายมาถึง



จากตรงนี้มีทางไป "น้ำโจน"



จากทิคอง เราต้องเดินทางไปอีก 20-30 กม. เพื่อจะไปยังหน่วยมหาราช ซึ่งในระหว่างทาง ก็มีแวะพักผ่อนคลายบ้างครับ เพราะเห็นเส้นทางแล้วเครียด



แล้วเราก็มาถึงหน่วยมหาราช หรือ "หน่วยซ่งไท้" ในชื่อเก่า



ที่นี่มีห้วยชื่อเดียวกัน ที่เขาเปลี่ยนชื่อหน่วยเป็น "มหาราช" ก็เพื่อเป็นเกียรติกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ท่านเคยเดินทัพผ่านในบริเวณนี้ และเชื่อกันว่าตั้งค่ายพักแรมที่หน่วยนี้ด้วย มีคนบอกกับผมว่าที่นี่มีกล่าวถึงหรือเป็น
ฉาก ๆ หนึ่งในเรื่องเพชรพระอุมาด้วย สำหรับตัวผมซึ่งเป็นสาวกของ "พนมเทียน" ก็ได้แต่ตื่นตาตื่นใจและตั้งใจจะกลับไปอ่านเพชรพระอุมาให้จบ



ผมไม่รู้จะบรรยายอย่างไรดี ถึงความดีใจที่ได้เข้ามาในดินแดนแห่งนี้ ที่ใฝ่ผันอยากจะมาเยือนนานแสนนานแล้ว ทั้งจากที่ได้อ่านจากสารคดี ชมภาพจากในทีวี แค่ผมได้มายืนในที่แห่งนี้ ก็กำซาบเข้าไปถึงจิตวิญญาณแห่งป่าแล้ว



ต้องขอขอบคุณคุณพี่ตู่จริง ๆ ครับ คนอะไรก็ไม่รู้หน้าตาดีแล้วยังใจบุญสุญทานอีก



มีเรื่องที่สร้างความผิดหวังให้กับคณะเรานิดหน่อยครับ..

คือจากหน่วยมหาราชไปเซซาโว่ประมาณ 26 กม. แต่เส้นทางมหาโหดมาก ๆ รถที่จะเข้าไปได้นั้นต้องเป็นรถที่มีสมรรถนะสูง และต้องยกสูงมาก ๆ รถเราเข้าไปนั้นให้ทำใจไว้ได้เลยว่าพังออกมาแน่ ๆ อีกทั้งจริง ๆ แล้วการจะเข้าไปหน่วยเซซาโว่ จะต้องทำหนังสือขออนุญาตมาล่วงหน้าก่อน

ก็เลยอดเข้าไปครับ สร้างความผิดหวังอย่างใหญ่หลวงให้กับชาวคณะบางคน อิ ๆ เราก็เลยต้องนอนค้างที่หน่วยมหาราชนี้คืนนึง เพราะจะออกก็ออกไม่ได้แล้ว เพราะว่าเย็นเกินไป และฝนก็ทำท่าจะตก



เราก็เลยต้องหาอยู่หากินกันไปตามมีตามเกิด อาหารการกินอะไร ไม่ค่อยได้เตรียมมาเท่าไหร่ มีแต่มาม่ากับปลากระป๋อง



ที่นี่มีด่านตรวจผู้ลักลอบล่าสัตว์ด้วยครับ



ที่หน่วยมหาราชแห่งนี้ เจ้าหน้าที่บอกว่ามีจุดซุ่มดูสัตว์มากินโป่งได้ในตอนกลางคืน แต่ผมกับชาวคณะหลับเป็นตายด้วยความเหนื่อย เสียดายเหมือนกัน

รุ่งเช้าเราจึงเดินทางกลับ แต่ต้องพบกับอุปสรรคอันใหญ่หลวง ทางเละมาก ๆ สาเหตุเพราะเมื่อคืนฝนตกมาอย่างหนัก ทำให้บางช่วงคนต้องลงช่วยเข็น



ขนาดผมนั่งในรถยังเสียวมาก คิดดูว่าเจ้าหน้าที่อุทยานที่ขอติดรถมาด้วย ซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังจะเสียวขนาดไหน



แล้วก็มาถึงเหตุการณ์ระทึกใจ เมื่อรถพี่ต้น ซึ่งเป็นคันที่ผมนั่งอยู่ เกิดลื่นขวางลำกลางถนน ซึ่งพี่ต้นบอกว่าอีกนิดเดียวเท่านั้นถ้าไปฝืนมันรถก็จะคว่ำทันที



วิธีแก้ไขก็คือให้ช่วยกันดันท้ายไว้เพื่อไม่ให้รถคว่ำ ในขณะเดียวกันก็ต้องค่อย ๆ เดินหน้าถอยหลัง ให้รถตั้งลำได้ใหม่



ค่อย ๆ ถอยอย่างนี้



สุดท้ายก็รอดออกมาได้ หลังจากปล้ำกันอยู่ครึ่งชั่วโมง



แต่เวรกรรมยังไม่หมดครับ เนื่องจากเมื่อคืนฝนตกค่อนข้างหนัก ในป่าพายุแรง ต้นไม้เลยล้มขวางทางกันเห็น ๆ อย่างนี้เลยครับ



ต้องใช้รถมาช่วยลากด้วยถ้าเป็นไม่ใหญ่ ๆ



ต้องออกแรงกันหนักครับ



หาอุปกรณ์มาช่วยด้วย ถ้าไม่ได้กินข้าวมานี่แย่เลยครับ



สุดท้ายก็ช่วยกันจนเคลียร์ทางได้



แล้วก็มาถึงอภิมหาอุปสรรค สารภาพตรง ๆ แวบแรกที่เห็นผมเข่าอ่อนทันที คิดในใจเลยว่าวันนี้คงไม่ได้กลับแน่นอน



แต่ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางแก้ไข เราจึงใช้ทางเบี่ยงอ้อมไปในป่าข้าง ๆ ซึ่งโชคดีที่ตรงนั้นทางไม่รกมาก ทำให้สะดวกในการแผ้วถาง



รอดกันมาได้อย่างใจหายใจคว่ำ ระหว่างทางขาออกพบชาวบ้านเล่นน้ำกันเป็นระยะ ๆ จึงเพิ่งนึกออกว่านี่เป็นช่วงสงกรานต์นี่หว่า อยู่ในป่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย


ขากลับก่อนจะไปบ้านพรานตุ๋ย เราแวะเข้าไปในตัวเมืองทองผาภูมิ "ตลาดในหุบเขา" เพื่อซื้ออาหารสด

และพักผ่อนเอาแรง เพื่อเตรียมตัวตลุยถ้ำน้ำตกในวันพรุ่งนี้ อย่าลืมติดตามชมในตอนที่ 2 นะครับ




Create Date : 12 ธันวาคม 2549
Last Update : 14 ธันวาคม 2549 14:56:57 น. 4 comments
Counter : 2512 Pageviews.

 
ตื่นเต้นมั่กมั่ก น่าสนใจดี แบบนี้ซิลูกผู้ชายตัวจริง


โดย: ตะหลิว IP: 58.10.21.50 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:10:27:21 น.  

 
โหโหดมากทางโหดมากๆๆๆๆๆ


โดย: ตาหวาน IP: 118.173.52.248 วันที่: 13 มิถุนายน 2551 เวลา:15:13:22 น.  

 
โหดจังครับเข้าไปไกลจังนะผมเคอไปเที่ยวแต่เขตของอุ้มผางหนุกเหมือนกันนะแต่ไม่ค่อยท้าทายอะ


โดย: โย IP: 58.147.55.175 วันที่: 23 กรกฎาคม 2552 เวลา:10:41:59 น.  

 
ทิปนี้ผมไม่ได้ไปครับ

เสียดายมากเลยครับ


โดย: เปนต่อ IP: 110.164.49.162 วันที่: 26 มกราคม 2553 เวลา:21:25:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เจ้าเมืองไคฟง
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add เจ้าเมืองไคฟง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.