space
space
space
<<
สิงหาคม 2558
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
space
space
30 สิงหาคม 2558
space
space
space

เพราะรักจึงสมัครเล่นหรือ? (2)

เริ่มต้น - อยากเล่นเอง หรือ อยากมีเพื่อนมีสังคม หรือ . . . ?

ชื่ออัสสัมชัญ นั้นเด่นมาช้านาน ยังมีพยาน ปรากฎรับรอง . . .

ข้าพเจ้าเป็นนักเรียนอัสสัมชัญรุ่น 118 เลขประจำตัว 37471 และชีวิตนักดนตรีของข้าพเจ้าเริ่มต้นขึ้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถมนี่เอง เวลานั้นข้าพเจ้าอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ฟลุท (Flute) เป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ข้าพเจ้าเล่น และได้เล่นมาตลอดจนเข้ามหาวิทยาลัย จึงได้ถอนตัวออกจากวงการฟลุท และหันเหเข้าสู่เส้นทางอื่นๆ ต่อไป . . . .

โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถมนั้น ตั้งอยู่ที่ซอยเซนต์หลุยส์ 3 ติดกับถนนสาทรใต้ ข้าพเจ้าถูกคุณผู้ปกครองส่งไปเรียนที่นั่นเนื่องด้วยพี่ชายของข้าพเจ้าเองก็เป็นนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญอยู่ก่อน ข้าพเจ้าจึงอาจจะได้รับสิทธิพิเศษบางประการเมื่อแรกเข้า (คือ จ่ายแป๊ะเจี๊ยะน้อยลงหรืออย่างไรก็มิทราบ) อีกเหตุผลหนึ่งคงจะเป็นการที่คุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้าคาดหวังว่าจะให้ข้าพเจ้าได้มีสังคมที่ดี ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ (ข้าพเจ้ามักสงสัยในข้อนี้เหลือเกิน) กอรปกับชื่อเสียงของโรงเรียนนั้นเองก็เป็นที่น่าดึงดูดลูกหลานของนักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการ ผู้มีอันจะกินและผู้มีอิทธิพลมาอยู่ร่วมกัน จึงเท่ากับว่าการมาเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญนั้นเป็นโอกาสในการสร้างและสานสัมพันธ์ (Connection) ทางธุรกิจกิจการและหน้าตาทางสังคมอีกทอดหนึ่งด้วย (ในกรณีที่เพื่อนพ้องสามารถรักษาสัมพันธ์กันเอาไว้ได้ ยกตัวอย่าง เช่น ในกรณีของเหล่านักเรียนเตรียมทหารรุ่น 13 ที่รักษาสัมพันธ์กันได้อย่างเหนียวแน่น จึงพากันก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่กันในกองทัพและในกิจการบริหารประเทศ เป็นต้น) เป็นการยิงนกสองตัวด้วยกระสุนนัดเดียว


(ตึกมาร์ติน เดอ ตูรส์: //www.acp.ac.th/hitoryschool.html)

ว่าแต่ เวลานั้นก็ผ่านไปนานแล้ว (เกือบ 20 ปีเห็นจะได้) จึงเป็นการยากเหลือเกินที่ข้าพเจ้าจะสามารถระลึกถึงช่วงเวลาก่อนชั้น ป.5 ของข้าพเจ้าเองได้อย่างแม่นยำ ราวกับว่าในความทรงจำของข้าพเจ้านั้นมีช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่มันขาดหายไป เป็นเหมือนหลุมที่ถูกขุดลึกลงไปจนมองไม่เห็นก้นของมัน แต่ข้าพเจ้าจะพยายามดำดิ่งลงไปในความมืดเพื่อที่จะค้นพบแสงสว่างแห่งชีวิต . . . คิดสิ คิด คิด . . . ข้าพเจ้ายังจำอะไรมากเกี่ยวกับชั้นเรียนไม่ได้ เมื่อพยายามคิดใคร่ครวญถึงมันนั้น ภาพที่เห็นล้วนเป็นเหมือนกับภาพมากมายที่ถูกฉายอย่างไม่ปะติดปะต่อกัน เป็นเหมือน Collage แห่งภาพในอดีต เป็น Flashback แห่งความหลัง

. . . รถติดตอนเช้า ฟุตบอลพลาสติก ปิงปอง วิ่งไล่จับใต้ตึกมาร์ติน ครูพยาบาลที่ดุมาก ม. เล็กแห่งวิชาคัดลายมือ โดนตีก้นที่หน้าห้องโดย ม.วีระศักดิ์ นั่งดูรถเข้าออกโรงเรียนตอนเช้าที่อัฒจันทร์โรงยิมหน้าตึกเซนต์หลุยส์ รอคุณพ่อมารับตอนเย็นที่โรงเรียน โรงอาหารเก่าๆ เหม็นๆ บนชั้นสองตึกไมเกิ้ล น้ำปั่นแก้วละ 2 บาท ร้านเครื่องเขียนจักรวาลขายของแพง ร้านโอเด้งที่ไม่เคยได้กิน ลูกชิ้นปิ้ง . . . 

แต่ อย่างหนึ่งที่จำได้แม่นมาโดยตลอด คือ นอกเหนือจากการเล่นกีฬาเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ แล้ว ข้าพเจ้ามักจะทำอะไรๆ คนเดียว คือ ตัวไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะไม่กล้าคุยกับใคร เป็นบุคคลที่ไม่ชอบเริ่มต้นบทสนทนาและไม่สันทัดในการสนทนากับผู้อื่น กลัว กลัวไปเสียหมด กลัวจะพูดอะไรขัดหูขัดตาจนเสียเพื่อน เนื่องจากไม่ได้เป็นคนมีวาทะศิลป์ จนบัดนี้ นิสัยเดิมๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น ก็ยังเป็นอยู่ และนอกจากเพื่อนๆ ที่รู้จักกันในวงโยธวาฑิต (ต่อไปนี้จะเรียกว่า "วงโย") ข้าพเจ้าจำชื่อไม่ได้สักคน จะว่าเป็นความผิดของข้าพเจ้าเองก็ได้ที่ไม่รู้จักจำและสานสัมพันธ์นั้นเอาไว้ ทั้งๆ ที่คงจะมีผู้ลาภมากดีอยู่ในกลุ่มเพื่อนฝูงมากมาย หากเพียงรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ได้ เวลานี้คงจะไม่ต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้เป็นแน่แท้ ขอเสียดสีตัวเองสักหน่อยเถิด

เพราะฉะนั้นแล ชีวิตของข้าพเจ้าก็ดำเนินมาแบบเหงาๆ ตลอด 4 ปี จนเมื่อตัดสินใจเข้าร่วมวงโยเมื่อชั้น ป. 5 (ข้าพเจ้าจำได้ว่าครูผู้ฝึกสอนวงโยชื่อ ม. สุพจน์) จากวันนั้น จะว่าอะไรๆ ในชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไป ก็คงจะพูดได้อย่างไม่เคอะเขิน

จริงๆ แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ยินชื่อของวงโยของที่โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถมมาตั้งแต่เข้ามาเรียนแล้ว เนื่องจากมีเพื่อนที่เล่นฟุตบอลพลาสติกด้วยกันมาช้านานคนหนึ่ง (ขอไม่เอ่ยชื่อ) นั้นเล่นอยู่ในวงโยซึ่งค่อนข้างจะสนิทกัน และโดยปกติวงโยของโรงเรียนนั้นก็มีหน้าที่เล่นเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงในงานต่างๆ ของโรงเรียน เช่น กีฬาสี งานวันนักบุญ งานไหว้ครู อยู่แล้ว จึงได้ยินและรับรู้ถึงการมีตัวตนของมันมาโดยตลอดระหว่าง 4 ปีที่ผ่านไป แต่ข้าพเจ้าจำไม่ได้จริงๆ ว่าทำไมถึงตัดสินใจไปเข้าวงโย ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าเองก็ไม่เคยได้สนใจอะไรในตัวดนตรีนัก หรือ หลงคารมเพื่อนคนนี้ซึ่งเป็นคนชวนข้าพเจ้าเข้าไปเล่นหรืออย่างไร หรือ ข้าพเจ้าเห็นว่าการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวงโยนั้น อย่างน้อยก็ทำให้ข้าพเจ้าได้มีเพื่อนสนิท 1 คน โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าตัวเองสนใจจะเล่นดนตรีจริงๆ จังๆ หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไปเล่นดนตรีในวงโย เอาเป็นว่า ณ จุดๆ นั้น เหมือนกับลมแห่งชะตาชีวิตได้พัดพาข้าพเจ้าเข้าไปสู่โลกที่ซึ่งได้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของข้าพเจ้าอย่างไม่มีทางได้หันหลังกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก . . .

เมื่อจัดแจงคุยกับคุณพ่อคุณแม่และคุณครูคุมวงเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เข้าไปในวงโยและได้เลือกเล่นฟลุทตามอย่างเพื่อนคนที่กล่าวถึง ซึ่งก่อนเข้าไปในวงนั้นก็มิได้คิดว่าอยากจะเล่นอะไรเป็นพิเศษ เอาเป็นว่า งั้นก็เล่นตามเพื่อนคนนี้แล้วกัน ตัดสินใจอย่างง่ายๆ เผื่อว่า เมื่อเขาเห็นแก่ความเป็นเพื่อนเก่า (เขาคิดกับข้าพเจ้าเป็นเพื่อนกันหรือเปล่า ข้าพเจ้าเองก็มิทราบ แต่คิดเอาเองว่าคงจะเป็นเช่นนั้น) เขาจะสอนเราให้เป่าฟลุทได้ และไม่จำเป็นต้องไปสานความสัมพันธ์ใหม่กับใครอื่นหรือต้องไปขอให้คนอื่นสอน


(ฟลุท: //globe-views.com/dreams/flute.html)

เนื่องจากข้าพเจ้าไม่เคยได้สัมพัสเครื่องดนตรีมาก่อน เมื่อได้รับฟลุทเก่าๆ ของโรงเรียนไว้ในครอบครอง (ชั่วคราว) จึงเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นมากทีเดียว จำได้ว่าได้นั่งลงเป่า Mouthpiece ที่มุมห้องอยู่เป็นวันๆ ลองเป่าปู๊ดป๊าดจนหน้ามืดแล้วแต่ก็ยังเป่าไม่ได้เสียทีจนแทบจะถอดใจเลิกเล่นเสียแล้ว จนวันที่สามกระมัง ที่จู่ๆ แผ่นฟ้าก็เปิดออก บันดาลให้หา Position เจอ และสามารถเป่า Mouthpiece ออกมาเป็นเสียงอย่างที่มันควรจะเป็นได้ ถึงแม้ว่าเสียงที่ออกมาจาก Mouthpiece นั้น จะเป็นเสียงที่แผ่วเบาเหลือเกิน แต่ก็เทียบไม่ได้กับความปิติยินดีที่ดังกึกก้องอยู่ภายในใจของข้าพเจ้า หลังจากเป่า Mouthpiece ได้นิ่งและยาวระดับหนึ่งแล้ว จึงนำเอาชิ้นส่วนอื่นๆ ของฟลุทมาประกอบเข้าด้วยกัน และเพื่อนนายนี้นี่เองที่ได้สอนข้าพเจ้าให้กดนั่นกดนี่ไปจนครบองค์ของฟลุท ซึ่งนับจากวันนั้นข้าพเจ้าได้ใช้เวลาไม่นานในการเล่นเพลงต่างๆ ที่ใช้ในงานของโรงเรียนได้ ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งในชีวิตของเด็กขี้เหงาคนหนึ่ง ราวกับว่านอกจากนายเพื่อนที่สอนให้เราเล่นฟลุทคนนี้แล้ว ก็ได้นายฟลุทเลานี้มาเป็นเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่ง นอกจากนั้นการที่ข้าพเจ้าไปได้ดีกับฟลุทอย่างรวดเร็ว ทำให้ได้รับการยอมรับจากคุณครูและเพื่อนฝูงส่วนหนึ่ง การได้ร่วมเล่นในวงโยนั้นก็ทำให้ข้าพเจ้าได้มีเพื่อนๆ มากขึ้นเช่นกัน และก็เป็นเพื่อนกลุ่มนี้เองที่ข้าพเจ้านั้นยังติดต่อ คบค้าสมาคมมาจนถึงปัจจุบัน 

นั่นเอง เป็นจุดเริ่มต้นในเส้นทางดนตรีของข้าพเจ้า

สรุปว่า อยากเล่นเอง หรือ อยากมีเพื่อนมีสังคม หรือ . . . ?

ด้วยการที่มีบุคลิกดังที่กล่าวไว้ข้างต้น คือ ไม่กล้าคุยกับใคร ไม่ชอบเริ่มต้นบทสนทนาและไม่สันทัดในการสนทนากับผู้อื่น ขี้กลัว ข้าพเจ้าจึงคิดว่าในความขี้เหงาของข้าพเจ้านั้น กอรปด้วยความต้องการที่จะมีเพื่อนอย่างมาก แต่ไม่กล้าเริ่มต้นความสัมพันธ์ก่อน จึงพัฒนาพฤติกรรมที่จะใช้ความเงียบนั้นเป็นหนึ่งเหตุผลในการเรียกร้องความสนใจและความรักจากผู้อื่น เมื่อข้าพเจ้าทำตัวเงียบๆ คนที่มีจิตใจที่ห่วงใยเสียหน่อยก็มักจะเข้ามาเริ่มต้นความสัมพันธ์กับข้าพเจ้าเอง บางครั้งก็ใช้ได้ บางครั้งก็ใช้ไม่ได้ เพียงแต่ว่าใช้ได้ผลมากกว่า จึงได้ยึดถือเอาวิธีนี้เป็นสรณะ ปัจจุบันนี้ก็พยายามแก้ไขพฤติกรรมเช่นนี้อยู่ เพราะคิดว่าเป็นวิธีที่ไม่ดี เป็นการเอาเปรียบผู้อื่นและไม่เป็นธรรมชาติแห่งการอยู่ร่วมกันในสังคม ความสัมพันธ์ที่ดีและเหมาะสมควรจะต้องมีทั้งผู้ให้และผู้รับ และข้าพเจ้าเองต้องเป็นผู้เล่นทั้งสองฝ่าย

เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่ความตรงกันข้ามนั้น (ทำตัวไม่อยากมีเพื่อน แต่อยากมีเพื่อน) กลับเป็นสาเหตุที่เชื่อมโยงถึงกันได้ และพิสูจน์เป็นความจริงได้จากการทำ Psycho-analysis ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาสามารถลากย้อนกลับไปได้ถึงพื้นฐานครอบครัวและการเติบโตเลี้ยงดูเลยทีเดียว 

ด้วยเหตุฉะนี้ ในวัยเด็ก ลึกๆ ในใจของนั้นข้าพเจ้าจึงต้องการเพื่อนและสังคมที่ให้การยอมรับในตัวข้าพเจ้า เมื่อมีผู้หนึ่งผู้ใดที่หยิบยื่นความสัมพันธ์หรือให้ความสนใจในตัวของข้าพเจ้า ในกรณีนี้ คือ อาจจะเป็นนายเพื่อนคนนั้น ข้าพเจ้าจึงรีบคว้าโอกาสมีเพื่อนครั้งนั้นเอาไว้ จากจุดนั้นเองฟลุทและดนตรีทำให้ข้าพเจ้าได้มีเพื่อนมากขึ้น มีสังคมที่กว้างขึ้น ได้รับการยอมรับจากสังคมเล็กๆ นั้น ช่องว่างในจิตใจจึงได้รับการถมให้ตื้นขึ้นมาอีกสักหน่อย แต่ดนตรีอย่างเดียวคงไม่มีทางถมให้เต็มได้ (และคงไม่มีอะไรนอกจากพระเจ้าเท่านั้นที่จะมาเติมเต็มจิตใจได้ ซึ่งนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าจะไม่กล่าว ณ ที่นี้) จึงขอกล่าวสรุปไว้ว่า 

ข้าพเจ้ามาเริ่มเล่นดนตรีได้เพราะต้องการเพื่อนและสังคม มากกว่าความสนในตัวดนตรี ต่อมาดนตรีได้กลายมาเป็นเพื่อนคนหนึ่งของข้าพเจ้าและความสนใจในตัวดนตรีนั้นได้รับการพัฒนาขึ้นตามลำดับแต่ก็ไม่ถึงกับเป็นความรักเสียทีเดียว ในอนาคตต่อมาความต้องการเป็นเอกในทางดนตรีก็ได้พัฒนาเป็นปมอีกปมหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าเองคิดว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเลย และเมื่อมองกลับไปนั้นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจเดียจฉันท์เสียด้วยซ้ำ 

จึงขอให้ท่านผู้อ่านติดตามในตอนต่อไปครับ





Create Date : 30 สิงหาคม 2558
Last Update : 31 สิงหาคม 2558 3:34:45 น. 0 comments
Counter : 643 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
space

drparinyamusic
Location :
Ann Arbor, Michigan United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




ดร.ปริญญา ณ แอน อาร์เบอร์, มิชิแกน อาศัยอยู่กับภรรยาซึ่งกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอก สาขาดนตรีวิทยา (historical musicology) ที่ University of Michigan ขณะนี้ทำงานดนตรีอิสระ เช่น เรียบเรียงเพลง แต่งเพลง และจะผันตัวเป็นวาทยกรและผู้จัดการแสดงดนตรีร่วมกับเพื่อนๆ วงศาลายา โมเดิร์น อองซอมเบิ้ล หากมีโอกาสกลับประเทศไทยช่วงฤดูร้อน (www.facebook.com/SalayaModernEnsemble) นอกจากงานดนตรีแล้ว ดร.ปริญญามักใช้เวลาว่างอ่านหนังสือและเขียน Blog เกี่ยวกับดนตรี ประวัติศาสตร์ ธุรกิจการเงินการลงทุน สังคม วัฒนธรรม การใช้ชีวิตในต่างประเทศและสูตรอาหารอยู่เป็นประจำ ซึ่งสามารถติดตามได้ที่ ../mainblog.php?id=parinyamusic หากมีเวลาเหลือจากงานข้างต้นก็จะไปทำงานพิเศษเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารไทยและทำกับข้าวปิ่นโตขายให้กับเพื่อนของคุณภรรยา ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่สิ่งที่ ดร.ปริญญารักจะทำที่สุด คือ การได้ดูแลรับ-ส่งและทำอาหารให้คุณภรรยา รวมไปถึงการช่วยดูแลบ้านของเราให้น่าอยู่

A recipient of Fund for Classical Music Promotion Under the Patronage of HRH Princess Galyani Vadhana, Dr. Chucherdwatanasak is currently a music director of the Salaya Modern Ensemble (www.facebook.com/SalayaModernEnsemble), at which he conducts a 20-musician ensemble that performs various repertoires with an emphasis on modern music. He previously served as an assistant conductor at the Colorado MahlerFest, a cover conductor for the Kansas City Ballet, an assistant conductor for the Thailand Philharmonic Orchestra, and a guest conductor at the Thailand International Composition Festival.

Originally trained as a flutist and composer, Dr. Chucherdwatanasak received his master’s and doctoral degrees in orchestral conducting from School of Music, Georgia State University and University of Missouri-Kansas City, Conservatory of Music and Dance, respectively. His primary mentors included Michael Palmer and Robert Olson. In addition, he also participated in the Sixth Ithaca International Conducting Masterclasses 2014, Fort Wayne Philharmonic International Conductors’ Workshop and Frederick Fennell Memorial Conducting Masterclass 2015.

Dr. Chucherdwatanasak was born and raised in Bangkok, Thailand. He currently resides in Ann Arbor, Michigan with his wife, Nathinee (Nee), a doctoral candidate in historical musicology at the University of Michigan. In his leisure time, he enjoys cooking for his wife, walking around the neighborhood, writing blogs in various subjects, reading music, literature, newspaper and watching movies.

space
space
[Add drparinyamusic's blog to your web]
space
space
space
space
space