L Club One...บ้านรักอันตราย รมณีกำลังจนตรอกหาทางออกให้กับปัญหาหนี้สินก้อนใหญ่ไม่ได้พอดี จู่ๆ ก็ได้รับรู้ว่ามีสิทธิ์เข้าร่วมชิงชัยให้เป็นเจ้าของบ้านหลังใหญ่ของคุณตา บวกลบคูณหารแล้วว่าหากได้บ้านหลังนี้คงพอปลดเปลื้องหนี้สิน และได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติเสียที เธอจึงไม่รอรีขอกระโดดลงเข้าร่วมไฟท์ชิงมรดกนี้ด้วยคน หากบ้านหลังนี้กลับเริ่มมีเค้าปัญหาวุ่นวาย เมื่อกลายเป็นว่าผู้เข้าร่วมชิงชัยเริ่มโดนตัดสิทธิ์ ไปทีละคนสองคน อีกทั้งเธอก็เริ่มสับสนในตัวน้องชายที่เปรียบเสมือนญาติสนิท ซึ่งเอาตัวมาใกล้ชิดจนเธอเริ่มรู้สึกผิดกับหัวใจ แล้วนี่เธอจะทำอย่างไร ในเมื่อปัญหาต่างๆ ดูเหมือนเข้ามารุมเร้ากันหมดในคราเดียว ทั้งเรื่องหนี้ เรื่องหัวใจ
L Club Two
บ้านไร่ไร้ตะวัน จารวี...ทนายสาวสวยที่ก้าวเข้ามาในบ้านไร่ดมิสาเพราะคำขอร้องของเพื่อนรุ่นน้อง โดยไม่รู้เลยว่าหนทางข้างหน้า เธอจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย
อินทยุทธ...เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าคนที่น้องสาวต่างมารดาขอให้มาเป็นผู้จัดการมรดกของบ้านไร่ดมิสาจะเป็นเธอ... สาวน้อยคนที่เขาเคยประทับใจ ยิ่งพออยู่ใกล้ หัวใจที่เคยปิดตายกับเรื่องความรักก็ยิ่งสั่นไหวโดยไม่รู้ตัว
บ้านไร่ในเวลานี้ราวกับถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนา หญิงสาวมีหน้าที่ไขปริศนาของคดีฆาตกรรม นำพาแสงตะวันให้สาดส่องสร้างความสดใสงดงามได้อีกครั้ง เพียงแต่คนที่เธอใกล้ชิดและเริ่มรู้สึกดีด้วยกลับเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย เช่นนี้แล้วเธอจะสามารถตัดสินความอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมได้หรือ ในเมื่อการจะควบคุมอารมณ์ไม่ให้อยู่เหนือเหตุผลนั้นทำได้ยากเหลือเกิน
L Club Three
บ้านบุษบันคืนใจ เพราะมีผู้หวังดีกลัวว่า พาณิภัค สาวน้อยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะถูกป้ากับทนายเจ้าเล่ห์รวมหัวกันโกงสมบัติจนหมดตัว จึงวางแผนหาอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยกอบกู้ให้ งานนี้เห็นจะไม่มีใครเข้าตามากไปกว่า อเนชา บุตรชายคนโตของบริษัทสำนักกฎหมายชื่อดังของเมืองไทย แต่เรื่องมันชักจะไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ เพราะแรกเจอเธอ เขาก็แทบม้วนเสื่อกลับด้วยการถูกกล่าวหาว่าเป็นไอ้โรคจิต!!
ส่วนพาณิภัค เธอดันตกหลุมรักชายหนุ่มคนที่ช่วยชีวิตให้รอดพ้นจากการถูกทำมิดีมิร้าย แถมยังปักใจเชื่อสนิทว่าเขาเป็น เกย์ โอยยย...แล้วเรื่องยุ่งๆ จะจบลงได้อย่างไร เมื่อสาวเจ้าดันมารู้ทีหลังว่านายโรคจิตกับคนที่มีใจให้นั้นเป็นคนคนเดียวกัน
อ่านจบ : ชอบมากเลย ทั้งสามเล่มเป็นเรื่อราวของสามพี่น้องตระกูลนพเดชา ที่เปิดบริษัทสำนักกฏหมาย ประกอบไปด้วย จีน จิรพนธ์ ซึ่งเป็นน้องชายฝาแฝดของ จา จารวี และพี่ชายคนโต พี่เนตร อเนชา L Club เป็นชื่อเล่นของบริษัทของสามพี่น้องนั่นแหละ แต่เป็นชื่อที่เรียกกันเล่นๆย่อมาจาก Law Club นั่นเอง
จิรพนธ์ ใน L Club One ปลอมตัวเข้าไปเป็นหลานชายของครอบครัวหนึ่งเพื่อเป็นหนึ่งในตัวเลือกทายาทผู้รับมรดก นางเอกคือรมณีซึ่งเป็นหนึ่งในทายาทเช่นเดียวกัน และมีศักดิ์เป็นลูกผู้พี่ของพระเอก ทั้งคู่ต้องมาอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ตามคำสั่งของญาติและเป็นผู้จัดการมรดกด้วยความใกล้ชิด ทำในเจ้นีซึ่งก็คือนางเอกเริ่มหวั่นไหวในหัวใจ เนื่องจากกลัวว่าจะลงรักน้องชายของตัวเอง ซึ่งก็คือจีน ลูกพี่น้องของเธอเอง นางเอกเลยไม่กล้าเอาตัวเข้าไปพัวพันกับพระเอกมากนัก เพราะกลัวใจตัวเอง แต่พระเอกดั๊นชอบเอาตัวเข้าไปพัวพันนางเอกอยู่เรื่อย ทั้งกอดทั้งหอมประมาณว่าหลอกแต๊ะอั๋ง แต่สุดท้ายคนที่ได้รับมรดกไปกลับไม่ใช่พระเอกและนางเอก แต่สิ่งที่ทั้งคู่ได้รับก็คือความรักที่ก่อตัวขึ้น
จารวี ใน L Club Two ทนายความสาวสวยที่เข้ามาช่วยจัดการเรื่องคดีที่ป้องใจ เพื่อนรุ่นน้องขอความช่วยเหลือในไร่ดมิสา นางเอกพบกับพระเอกอินทยุทธ ซึ่งเคยเป็นนักศึกษาฝึกงานที่บริษัทนางเอกมาก่อน และพระเอกเคยแอบประทับใจและชื่นชอบในตัวนางเอกมาตั้งแต่สมัยเรียน จนได้เจอกันอีกครั้งที่ไร่ดมิสา พระเอกกลับเป็นผู้ต้องสงสัยที่ป้องใจเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม นางเอกก็เลยต้องช่วยไขคดี เพระเธอไม่อยากเชื่อว่าพระเอกจะเป็นจริงอย่างที่ป้องใจกล่าวหา
อเนชา ใน L Club Three พี่ใหญ่ของตระกูลที่ชอบสวมแว่นตาเสมอ ไม่ใช่เพราะสายตาผิดปกติ แต่ใส่ไว้เพื่อไม่ให้ดูอ่อนกว่าอายุจริง พบกับพาณิภัคนางเอกวัยใส อายุ 19 เองแต่แอบเปรี้ยวและหน้าอกล้ำหน้ากว่าอายุ ทั้งคู่พบกันในสถานการณ์อันชวนกระอักกระอ่วนและเกลียดขี้หน้ากันตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน จนพี่เนตรผู้สุขุม (ต่อหน้าคนอื่นที่ไม่ใช่ครอบครัว) ถึงกับด่านางเอกในใจว่า เด็กเปรต!!!! นางเอกก็ฝากรอยนิ้วมือไว้ที่ใบหน้าพระเอก พร้อมกับคำด่าว่าไอ้โรคจิต แต่แล้วทั้งคู่ก็ต้องมาเจอกันอีกครั้ง แต่นางเอกไม่มีทีท่าว่าจะจำพระเอกได้เลย แล้วพระเอกก็มีอันต้องเข้ามาพัวพันกับนางเอกจนได้ และก็ได้พบกับทนายซึ่งเป็นคู่ปรับเก่า และมีทีท่าว่าจะร่วมมือกับป้าของนางเอกเพื่อหลอกเอามรดกของนางเอกด้วย พระเอกเลยจำยอมต้องเข้าช่วยเหลือนางเอก
ทั้งสามเล่มนี้อ่านเล่มไหนก่อนก็ได้ แต่ขอบอกว่าสนุกทุกเล่มเลย นักเขียนเขียนได้สนุกลื่นไหลจนไม่อยากให้จบเลย เล่มหนึ่งกับเล่มสองหนังสือค่อนข้างจะบาง อ่านไปอ่านมาอ้าวจบแล้วเหรอ สนุกจนเราอ่านรวดเดียวจบเล่มเลย