Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
8 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
อ่านคนจากหนังสือที่เขาอ่าน "ต้อนรับงานสัปดาห์หนังสือ"

เก็บหนังสือสตาร์พิก ฉบับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550ได้ที่หลังรถพ่อโดยบังเอิญ (หน้าปกจากหนังเรื่อง BABEL ซึ่งไม่รู้ใครมาลืมทิ้งไว้) เลยสำเร็จโทษด้วยการอ่านซะ ก็เจอเข้ากับคอลั่มน์ CINEMA SENSE ของคุณ วันวนัทธ์ วรภู เขียนหัวเรื่องว่า "อ่านคน จากหนังสือที่เขาอ่าน" เขาเขียนไว้อย่างนี้ค่ะ

"มีคนเคยบอกว่า เราสามารถ "อ่าน" คนได้จากหนังสือที่เขาถืออยู่ในมือนั่นแหละ เพื่อนที่ร้านหนังสือบอกว่า สนุกกับการคาดเดา ว่าลูกค้าที่เดินเข้ามา จะเดินออกไปพร้อมกับหนังสือเล่มไหน ประเภทใด และมีอยู่บ่อยครั้งที่เพื่อนคนนี้พบว่า เขาคาดการณ์ผิด"

......หญิงสาวสวยเปรี้ยวคนหนึ่ง เป็นขาประจำหนังสือวิเคราะห์การเมืองทีเดียวสองเล่ม

......ผู้ชายตัวโตหน้าดุคนนั้น ส่งนิยายรักสไตล์เกาหลีให้เขาคิดเงิน

......คุณป้าฉวยหนังสือ A DAY มาวางแหมะลงบนเคาเตอร์

......นักธุระกิจ ท่าทางภูมิฐาน ยืนเลือกหนังสืออยู่ตรงมุม ใยไหม

......วัยรุ่นท่าทางไม่เป็นโล้เป็นพาย เดินเข้ามาถามว่า "ร้านเพ่ มีหนังสือปรัชญาชีวิตของ คาริล ยิบราน ป่ะ ฯลฯ

บ่อยครั้งที่เรา "ตัดสิน" คนอื่นจากรูปร่างหน้าตา บุคลิก หรือการแต่งกายและบ่อยครั้งเหลือเกินที่เราพบว่า เราคิดผิด และเรียนรู้ว่า "เปลือก" กับ "สารัตถะ" ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกันเสมอไป ต่อไปนี้เวลาอยากเรียนรู้ หรือรู้จักใครสักคนอย่างแท้จริง อย่าไปดูที่เปลือกของเขาเลย ดูที่หนังสือในมือเขาดีกว่า" (ซึ่งตรงนี้ฉันออกจะมีความเห็นขัดแย้งกับคุณ วันวนัทธ์ เขาอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวจะบอกทีหลังค่ะ)


จากนั้นคุณ วันวนัทธ์ ได้ยกตัวอย่างหนังหลายเรื่องที่ตัวมีเอกของหนัง อ่านหนังสือ และหนังสือที่ตัวละครเอกเหล่านั้นอ่าน ก็มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ทัศนะคติ หรือไม่ก็บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของตัวของเขา แต่เนื่องจากว่า คุณ วันวนัทธ์ ได้ยกตัวอย่างไว้หลายเรื่อง ฉันจึงจะขอเลือกเป็นบางตัวอย่างมาให้อ่านนะคะ เพราะเกรงว่าบล็อกจะยาวเกินไป


บ็อบบี้ ลอง / The Heart is a lonely Hunter

คนอ่าน บ๊อบบี้ ลอง (แสดงโดย จอนห์ ทราโวลต้า) อดีตศาสตราจารย์สาขาวรรณกรรม ที่กลายเป็นตาแก่ขี้เมา จากหนังเรื่อง A Love Song for Bobby Long. หนังปี2004 กำกับโดย ไชนี เกเบล

หนังสือที่อ่าน The Haert is a lonely Hunter (1940) คือนิยายเล่มแรกในวัยเพียง 22 ปี ของนักเขียนหญิงอาภัพ คาร์สัน แมคคัลเลอร์ส นิยายพูดถึงชีวิตในเมืองเล็กๆ อันเงียบเหงา ผู้คนที่นี่หากไม่พิการทางกายก็พิการทางใจ ตัวดำเนินเรื่องเป็นชายใบ้หูหนวกที่มีเพื่อนสนิทเป็นใบ้ด้วยเช่นกัน

เขาพาผู้อ่านไปรู้จักกับคนที่มีชีวิตแหว่งวิ่นอีกหลายคน อาทิ กรรมกรในโรงงานผู้ตรากตรำกรำงาน หญิงสาวผู้ฝันอยากเป็นนักแต่งเพลงซิมโฟนี่ เจ้าของคาเฟ่ผู้อ้างว้าง ชายขี้เมาผู้มีอุดมการณ์ หมอผิวดำผู้ถูกเหยียดหยาม ฯลฯ นี่คือหนังสือที่เล่าเรื่องความทุกข์ทน ความอาดูร และการสูญเสีย สอดประสานกับสังคมในยุคเศรษฐกิจตกสะเก็ดได้เจ็บร้าวถึงแก่น



ภาพจากหนังเรื่อง A Love Song for Bobby Long นำแสดงโดยจอนห์ ทราโวลต้า




หนังสือ นิยายเรื่อง The Haert is a lonely Hunter ของคาร์สัน แมคคัลเลอร์


อ่านได้ว่า : นี่คือหนังสือของ "คนนอก" ผู้ถูกกีดกันหยันเหยียดจากสังคมโดยแท้ และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นเล่มโปรดของตัวละคร ที่เป็น "คนนอก" ใน A Love Song for Bobby Long ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นนนักร้องคันทรี่สาว ผู้ยินดีที่จะท้องไม่มีพ่อ บ็อบบี้ เฒ่าสุราผู้ชอบพร่ำเพ้อวรรคทองในหนังสือ กระทั่งตกทอดมาสู่มือของ เพอร์ซื่ (สการ์เลต โจแฮนส์สัน) เด็กสาววัย 18 ผู้เป็นแกะดำของโรงเรียน

ไม่แค่บ่งบอกชีวิตคนอ่าน แต่มันยังโยงใยไปถึงชีวิตคนแต่งอีกด้วย แมคคัลเลอร์ เองก็ถือเป็นคนนอกคนหนึ่ง แม้จะมีสามี แต่ที่จริงเธอเป็นเลสเบี้ยนส์ ส่วน The Heart is a lonely Hunter นั้นเธอแต่งโดยดาลใจจากอาการป่วยไข้เรื้อรังของตัวเอง ซึ่งสร้างความทุกข์ทนให้เธอกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต




ลอร่า บราวน์ / Mrs. Dalloway


คนอ่าน ลอร่า บราวน์ (จูเลี่ยน มัวร์) แม่บ้านสาวผู้มีครอบครัวอบอุ่น ด้วยสามีที่รักลูก เมียและลูกชายวัยกำลังน่ารัก ใน The Hours หนังปี 2003 กำกับโดย สตีเฟ่น ดัลดรี้ส์

หนังสือที่อ่าน Mrs. Dalloway (1925) ของนักประพันธุ์หญิงนามอุโฆษ เวอร์จิเนีย วูฟล์ นวนิยายเรื่องนี้ได้รับการกล่าวขวัญในแง่ลีลาทางวรรณกรรมเฉพาะตัวของวูลฟ์ ทั้งยังแสดงถึงสภาวะจิตใจอันไม่มั่นคงของเธอ หนังสือเรื่องนี้ดำเนินเรื่องโดยใช้เสียงลั่นระฆัง จากหอนาฬิกาบิ๊กเบน มาย้ำห้วงคำนึงของตัวละครเอกในเรื่องคือ มิสซิสดัลโลเวย์



ภาพยนต์ The Hours นำโดย จูเลี่ยน มัวร์ นิโคล คิดแมน และ เมอรีล สตรีป




นวนิยายเรื่อง Mrs. Dalloway โดย เวอร์จิเนีย วูล์ฟ


อ่านได้ว่า : แม้จะมีครอบครัวที่สมบูรณ์ แต่ลอร่า กลับตกอยู่ใน ภาวะจิตใจขาดสมดุล เธอไม่เหมือนมิสซิส ดัลโลเวย์ แต่มีบางอย่างที่เหมือนวูลฟ์มากกว่า เพราะทั้งสองต่างหมกมุ่นอยู่กับการฆ่าตัวตาย ลอร่า เชื่อว่าเสียงที่อยู่ภายในมีอำนาจเหนือความจริงภายนอกทั้งปวง ซึ่งนั่นเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้หนังสือ Mrs. Dalloway ตกต่างจากวรรณกรรมเรื่องอื่น

ว่ากันว่า วูลฟ์ ใช้ตัวละครอย่าง มิสซิสดัลโลเวย์ ในการเยียวยาสภาพจิตใจของตัวเอง ด้วยการเขียนให้ตัวละครตัวนี้ ทำในสิ่งที่เธอไม่สามารถทำได้เอง เช่น อาหาร การจัดปาร์ตี้ และการสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ลอร่าเองอาจจะอ่านเรื่องราวของ มิสซิสดัลโลเวย์ เพื่อเยียวยาตัวเองไม่ต่างจากวูล์ฟเช่นกัน




นิดกับเคนจิ / The Last Lizard in the World


คนอ่าน: นิด (ไลลา บุญยศักดิ์) เด็กสาวผู้ขายบริการทางเพศและดึงดูดลูกค้าด้วยเรือนร่างสะพรั่ง ในเครื่องแบบนักเรียนญี่ปุ่น กับ เคนจิ (ทานาดาโนบุ อาซาโน่) บรรณารักษ์ห้องสมุดญี่ปุ่น ในเมืองไทยผู้หมกมุ่นกับการฆ่าตัวตาย จากหนังเรื่อง "รักน้อยนิดมหาศาล" พ.ศ. 2546 กำกับโดย เป็นเอก รัตนเรือง

หนังสือที่อ่าน The Last Lizard in the World หรือจิ้งจกเดียวดาย เป็นนิยายภาพของญี่ปุ่น เล่าเรื่องของจิ้งจกตัวหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ถูกทิ้งไว้ให้เป็นจิ้งจกตัวเดียวในโลก มันรู้สึกคิดถึงจิ้งจกตัวอื่นๆ ไม่ใช่เฉพาะจิ้งจกเพื่อนฝูง แต่ยังรวมถึงจิ้งจกที่เป็นศัตรูด้วย มันได้แต่คิดว่า "มีจิ้งจกที่ฉันไม่ชอบอยู่ในโลก ก็ยังจะดีเสียกว่า ไม่มีจิ้งจกเลยสักตัว"







อ่านได้ว่า: ว่ากันว่า คนที่ชอบอ่านนิยายภาพหรือหนังสือที่มีภาพประกอบคละเคล้าไปกับตัวอักษร เป็นคนที่ต้องการความชัดเจน ในการต่อยอดทางจิตนาการ หรืออาจจะเป็นคนที่ประสาทสัมผัสดูดซับและไล่เรียง ความหมายของภาพไปสู่สมองได้รวดเร็ว กว่าการกลั่นกรองความหมายของตัวอักษร

ในกรณีนิดน่าจะเป็นเช่นนั้น ชีวิตที่กร้านโลกตั้งแต่วัยเยาว์ อาจทำให้ชีวิตของเธอ "จริง" ซะจนไม่อาจฝันถึงอะไรได้อีก ส่วนในรายของเคนจิ เขาพบนิดที่ชั้นหนังสือขณะที่เธอกำลังเปิดดูนิยายภาพเรื่องนี้ ความสนใจที่มีต่อนิด ทำให้เขาหยิบหนังสือเล่มนั้นมาอ่านต่อ แล้วหลังจากนั้นมันก็กลายเป็นหนังสือที่เขารัก และพกติดตัวไปไหนมาไหนดด้วยเสมอ เคนจิ อาจรู้สึกว่าชีวิตของเขา ไม่แตกต่างจากจิ้งจกตัวนั้นเลย มันเป็นจิ้งจกตัวเดียวในโลก ส่วนเขาก็เป็นมนุษย์คนเดียวในโลก ท่ามกลางผู้คนมากมาย



คนอ่านที่เป็น คนรุ่นใหม่ / ทวิภพ





คนอ่าน : คนไทยรุ่นใหม่ในหนังเรื่องทวิภพ พ.ศ. 2547 กำกับโดย สุรพงษ์ พินิจค้า
หนังสือที่อ่าน: คนไทยรุ่นใหม่เขาอ่านหนังสืออะไรกันบ้างไม่รู้ล่ะ แต่ในนาทีนี้หนังเรื่อง ทวิภพ ฟันธงว่า "คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 7 บรรทัดต่อปี" ซึ่งถือว่าเป้นตัวเลขที่ชวนให้ขายขี้หน้านานาชาติเอามากๆ สำหรับประเทศที่ธุรกิจการศึกษาเฟื่องฟู และแข่งขันกันอย่างรุนแรงเช่นนี้

อ่านได้ว่า : ถ้าพิจารณาจากยอดขายและหัวหนังสือใหม่ๆที่ผุดกันเป็นดอกเห็ดแล้ว เราอาจอนุมานได้ว่า หนังสือที่คนไทยชอบอ่านมากที่สุด คงจะหนีไม่พ้นหนังสือจำพวกเมาท์ดารา - ปาปาราสซี่แอบถ่าย หรือถ้าจะพิจารณาจากผลสำรวจของสำนักโพลแห่งหนึ่ง ก็ระบุชัดเจนว่า ประชากรที่มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี นิยมอ่านหนังสือดารายี่ห้อหนึ่งมากเป็นอันดับหนึ่ง

หากเอาข้อมูล"คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 7 บรรทัดต่อปี" มาหักลบกลบหนี้ด้วยผลสำรวจข้างต้นนั้นดู เราอาจพบว่า คนไทยอ่านหนังสือในเชิงสร้างสรร - ประเทืองปัญญาไม่น่าจะถึงสองบรรทัดต่อคนต่อปีด้วยซ้ำ





คุณวันวนัทธ์ ยังปิดท้ายได้อย่างน่าคิดอีกว่า

หากใครเคยอ่านหนังสือ หรือดูหนังเรื่อง Fahrenheit 451 (1953, กำกับโดยฟรังซัวร์ ทรุฟโฟต์)คงยังจำกันได้ถึงเรื่องราวในโลกอนาคต ที่ถูกครอบครองโดยรัฐเผด็จการ หนังสือกลายเป็นของต้องห้าม ห้ามอ่าน ห้ามมีไว้ในครอบครอง ถ้าเห็นก็ต้องเผาทิ้งทันที (451 หมายถึงอุณหภูมิที่ใช้ในการเผาหนังสือ ให้มอดเป็นเถ้าถ่าน)

หรืออย่างเรื่อง The Name of the rose (1980, กำกับโดย ฌอง - ฌากส์ อันโนด์) ก็เล่าเรื่องในยุคกลางที่คริสตจักรครองอำนาจเบ็ดเสร็จ และกำหนดให้หนังสือว่าด้วยการหัวเราะของ อริสโตเติ๊ล เรื่อง comedy เป็นหนังสือต้องห้าม เพราะเชื่อว่าการหัวเราะ เป็นการจาบจ้วงต่อความสัตย์แห่งพระเจ้า เลยต้องวางยาพิษไว้ บนหน้ากระดาษ ใครอ่านเข้าก็ตายลูกเดียว


ที่ตบท้ายยืดยาวนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าจะบอกว่า ณ. วันนี้ เรามีสิทธิ์ในการเขียนและการอ่าน(ประมาณหนึ่ง)ก็จงรีบไขว่คว้าสิทธินั้นไว้และตักตวงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะยิ่งเราอ่าน เราเขียนมากท่าไหร่ ฉลาดและรู้ทันมากเท่าไหร่ ผู้มีอำนาจก็ยิ่งไม่กล้าลิดรอนสิทธิ์ของเรามากเท่านั้น


อย่ารอให้ถึงวันที่ไม่มีหนังสืออ่านสักเล่ม แล้วคิดว่า ตอนนี้แม้แต่หนังสือเลวที่สุดฉันก็จะยอมอ่าน... เหมือนที่จิ้งจกตัวสุดท้ายร้องขอศัตรูให้ตัวเอง..


เกือบลืม...ที่บอกกับเพื่อนๆไว้ตอนต้นว่า เมื่อฉันอ่านบทความของ คุณ วันวนัทธ์ จบแล้วรู้สึกมีความเห็นบางอย่างที่ขัดแย้งกันอยู่บ้าง

คือมันเกิดคำถามขึ้นในใจฉันว่า "เราอ่านคนจากหนังสือที่เขาอ่านหรือถืออยู่ได้จริงหรือ?" ถ้าอย่างนั้นเราจะอ่านคนที่อ่านหนังสือแทบทุกประเภทว่าอย่างไร? อย่างน้อยๆตัวอย่างใกล้ตัวที่สุด คือตัวเอง คิดกลับไปกลับมาว่า งั้น..ถ้าจะอ่านฉันจากหนังสือที่ฉันอ่าน ฉันก็เป็นคนประเภทสับสนกับชีวิตน่ะสิ

ที่จริงน่าจะเป็น "เราอ่านคนจากหนังสือที่เขาชอบอ่าน" น่าจะถูกต้องกว่า และเราคงอ่านเขาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

แต่ฉันว่าสาระสำคัญจริงๆมันควรจะอยู่ตรงที่ เราควรจะอ่านหนังสือแทนที่จะมัว "อ่านคนจากหนังสือที่เขาอ่าน " เพราะหนังสือจะมีประโยชน์และให้คุณค่าของมันแก่เรา ก็ต่อเมื่อเราเปิดมันออกมาอ่านเท่านั้น


ขอให้หนอนทุกๆตัว ที่ได้ไปเดินงานสัปดาห์หนังสือ มีความสุขและอ้วนพี กับเทศกาลหนังสือบานนะจ๊ะ หนอนบางตัวอยู่ไกลได้แต่แอบอิจฉา





Create Date : 08 เมษายน 2550
Last Update : 8 เมษายน 2550 0:08:33 น. 27 comments
Counter : 1066 Pageviews.

 
พรุ่งนี้หนอนอ้วนจะไปดูหนังสือค่ะ

^^


โดย: NooNok [MiChiYo] วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:0:24:20 น.  

 
"บ่อยครั้งที่เรา "ตัดสิน" คนอื่นจากรูปร่างหน้าตา บุคลิก หรือการแต่งกายและบ่อยครั้งเหลือเกินที่เราพบว่า เราคิดผิด"

และบ่อยครั้งเหลือเกินที่ตัดสินคนจากหนังสือที่เค้าอ่านแล้วเราพบว่า "เราคิดผิด"

เพราะฉะนั้นเห็นด้วยครับที่ว่า
เราควรจะอ่านหนังสือแทนที่จะมัว "อ่านคนจากหนังสือที่เขาอ่าน "


โดย: กายแก้ว วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:0:30:35 น.  

 
บางที คนที่เขาอ่านหนังสือ

ที่มัน

ผิดแผกไปจากบุคลิกบ้าง

ก็เป็นการศึกษาโลกนะคะ

(ฉะนั้น ก็ยังไม่ถือว่า

คาดการณ์ผิด...)

เอ๊ะ หรือเขาจะซื้อไปฝากคนอื่น

^ ^


โดย: โสดในซอย วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:0:30:58 น.  

 
หนังสือแต่ละเล่มน่าอ่านทั้งนั้น


โดย: verdancy วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:0:59:56 น.  

 
แวะมาเยี่ยมค่ะ ^_^

วันนี้ยาวดีจัง อิอิ แต่ก็อ่านจนจบน้า

ปีนี้เค้าไปงานหนังสือมา 3 รอบแล้วค่ะ หมดไป 2พันกว่าบาทแน่ะ

กำลังพยายามตั้งหน้าตั้งตาอ่านอยู่คร้า งิงิ ^_^


โดย: Beee (Beee_bu ) วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:2:04:58 น.  

 
พี่ติ๊กเป็นนักอ่านจริงๆนะคะเนี่ยเค้าเคยอ่านเจอสุภาษิตอังกฤษสำนวนหนึ่งเขาบอกว่า "You are the same today that you'll be five years from now except for two things : The people you meet and the books you read" ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า "จากวันนี้ถึงอีกห้าปีข้างหน้า คุณก็ยังคงเป็นคนเดิมอยู่ดี ยกเว้นสองสิ่งที่จะทำให้คุณเปลี่ยนแปลง คือ คนที่คุณพบ และหนังสือที่คุณอ่าน"

ทำให้เค้าพยายามที่จะอ่านหนังสือทุกๆเรื่องที่มีโอกาสได้เจอและมีเวลาที่จะอ่าน
แต่ตอนนี้ 'net แย่งเวลาที่จะใช้อ่านหนังสือไปเยอะมากเลยค่ะ


โดย: random-4 วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:2:26:22 น.  

 

อืมม์ น่าสนใจมากๆทีเดียว
ขอบคุณที่นำมาฝากให้อ่าน

ส่วนตัวเราชอบสังเกตการณ์ชีวิต และความเป็นไป
ชอบเรียนรู้ชีวิต และคน มากกว่าหนังสือน่ะ


โดย: p_tham วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:4:27:40 น.  

 
มีหนอนอ้วนอยู่ตัวปฏิเสธการไปเดินงานหนังสือค่ะพี่ ประมาณว่าเกิดการเปลี่ยนใจกระทันหันเพราะความร้อนอบอ้าวเป็นเหตุ .. แต่ว่าขนาดไม่ได้ไปงานหนังสือ วันก่อนไปเดินร้านหนังสือกับหลานๆ ก็ได้มากว่า 5 เล่มแล้ว แค่ใช้เวลา 30 นาทีเองค่ะ เลยต้องรีบลี้ออกนอกร้านก่อนจะเดินต่อเพราะกลัวไปคว้าหนังสือเค้ามาเพิ่มอีก ..

// ทษ.การอ่านคนจากหนังสือที่ชอบอ่าน สงสัยว่าถ้าหากเอามาใช้กับตัวเองคงแย่ เพราะชอบเป็นพวกซับซ้อนซ่อนเงื่อน ขนาดคนใกล้ๆ บอกว่าเห็นแต่ละเล่มอ่าน กลัวใจเราจะเอาไปทำการวางแผนฆ่าเค้าแน่ะพี่ติ๊ก


โดย: JewNid วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:6:27:27 น.  

 
ชอบประโยคของคุณ random-4 ครับ

............................

The Hours เศร้า เหงา ร้าวลึก
นิโคลแสดงได้ดีจริงๆครับ

...........................

ตอนนั้นหงุดหงิดไม่ออกแล้วครับ
อายอย่างเดียว


โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:7:31:07 น.  

 
ผมจำได้ว่าดากานดาอ่านเจ้าชายน้อย

ที่จริงแล้วหนังมักใช้อะไรต่อมิอะไรมาเป็นสัญญลักษณ์ในการดำเนินเรื่อง จึงไม่แปลกหรอกครับที่หนังสือที่ตัวละครในหนังอ่านจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของตัวละครตัวนั้น เพราะหนังสือจะกลายเป็นเป็นสัญญลักษณ์ของหนังไปแล้วนี่

การอ่านคนจากหนังสือที่เขาอ่านก็พออ่านได้ แต่ไม่ลึกซึ้งหรอกครับ

ประมาณแค่คนที่อ่านหนังสือเกี่ยวกับคอมพ์อ่านว่าเขาสนใจเรื่องคอมพ์ คนที่อ่านหนังสือแบบเรียนบัญชีเบื้องต้นอ่านว่าเขาน่าจะกำลังเรียนบัญชีอยู่

คนที่อ่านหนังสือธรรมมะก็ไม่แน่ว่าจะเป็นคนที่มีจิตใจดี เพียงแต่อาจจะกำลังเป็นทุกข์ คนที่อ่านเพชรพระอุมาไม่ได้แสดงว่าเขาชอบเที่ยวป่าหรือชอบล่าสัตว์

อ่านรู้เรื่องเปล่าหว่า เมื่อคืนนอนดึกไป(ไม่)หน่อย สมองเบลอ แต่วันนี้ว่าจะไปงานหนังสือนะ ถ้าไปไหว


โดย: 9A วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:7:35:47 น.  

 
ความสนใจกับบุคลิกภายนอกบางทีก็ต่างกันสุดขั้วครับ

บางทีภาพลักษณ์บางอย่าง สังคมก็เป็นคนกำหนดให้คนๆนั้นไปเอง


โดย: BaLL182 วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:8:41:16 น.  

 
"คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 7 บรรทัดต่อปี" อ่านแล้วฮาครับ

ผมคงแย้งกับเจ้าของคอลั่มน์นี้เช่นเดียวกันครับ อย่าลืม ว่าหนังสือ
สำหรับคนส่วนมากถือเป็นงานอดิเรกเพื่อการพักผ่อนหย่อนอารมณ์
จุดประสงค์หลักของหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือด้านการศึกษาหรือ
หนังสือเชิงวิชาการคือต้องการให้ผู้อ่านเกิดความบันเทิง มีจินตนาการ
การจะตัดสินคนจากหนังสือที่เขาอ่านยังต้องอาศัยตัวแปรอื่นๆอีกมาก
ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ สภาวะแวดล้อม การดำเนินชีวิต และอะไรอีกมากมาย
การมองแค่ว่าเค้าอ่านอะไรแล้วตัดสินว่าเค้า "จะ" เป็นอย่างนั้น ผมคิดว่า
ไม่น่าจะตรงเท่าไหร่ แต่ก็ดีครับ ได้อ่านการวิเคราะห์ในอีกมุมมองนึง
ก็ยังพอเป็นแนวทางให้คิดต่อได้อยู่

ช่วงนี้กรุงเทพฯฝนตกติดกันหลายวันแล้วครับ อากาศดีขึ้นเยอะเลย
คุณติ๊กสบายดีนะครับ ขยายร้านเพิ่มเติมไปถึงไหนแล้ว...


โดย: ST.Exsodus วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:10:18:28 น.  

 
The Hours ได้ออสการ์ใช่ป่าวคับ


โดย: frank3119 วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:11:15:04 น.  

 
แฮะๆ เป็นประเภทอ่านทุกแนวเหมือนกัน สงสัยจะสับสนในชีวิตเหมือนกันค่ะ ฮา

เราว่าอ่านคนจากหนังสือที่เขาอ่านนั้น ไม่ตรงนักหรอกค่ะ อาจจะได้แค่ ขณะนั้นเขาสนใจอะไรเท่านั้นเอง

^^


โดย: Clear Ice วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:12:00:29 น.  

 
ได้รายละเอียดดีมากเลยค่ะ..
สบายดีนะค่ะ..มายได้แวะมาหลายวันเลยค่ะ

มีความสุขนะค่ะ






โดย: catt.&.cattleya.. วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:12:08:37 น.  

 
บางวันเราอยู่สมถะ ก็กินอาหารอย่างเดียว แบบจานเดียวจานทั้งแบบละเลียดและรับประทานด่วน บางวันมีเวลามาก หิวมากก็ตะกละจะกินทุกอย่างที่ขวางหน้าค่ะ


โดย: หน้าม้าแถวบ้าน วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:13:11:44 น.  

 
ชอบจังเลยค่ะ ที่เจ้บอกว่า
"อ่านคนจากหนังสือที่เค้าอ่าน"

แตงก็เป็นคนนึงที่อ่านหนังสือไม่ค่อยเข้ากับบุคคลิกอ่ะค่ะ อิอิ
...
กลอนที่แตงแต่ง มันมีส่วนมาจากชีวิตจริงอยู่หน่อยค่ะ
แต่ไม่เป็นไรค่ะเจ้ สู้ๆค่ะ แตงสู้ๆ

ขอบคุณเจ้มากๆเลยนะคะ


โดย: tu_bong วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:14:31:57 น.  

 
อ่านได้หลายแนวอ่ะค่ะ ถ้าคิดว่าน่าสนก้ออ่านหมด

ส่วนงานหนังสือนี่ กำลังคิดว่าจะไปรอบสองพรุ่งนี้อ่ะค่ะ


โดย: มดมารน้อย วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:14:47:37 น.  

 
ไม่อยากเป็นหนอนหนังสือ อิอิ
อ่านนิดหน่อยพอไหว อ่านมาก ๆ
ตาลายหมก โหะ ๆ


โดย: smack วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:16:41:35 น.  

 
ดูได้ในระดับหนึ่งค่ะ แต่ก็ไม่หมดหรอกเนาะ

เพราะคนบางคนก็มีแนวหนังสือที่อ่านเยอะเหลือเกินค่ะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:21:28:59 น.  

 
สวัสดีค่ะ


โดย: i_open IP: 124.121.192.176 วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:22:46:04 น.  

 
มาขำ'ment อาโก

" ไม่อยากเป็นหนอนหนังสือ อิอิ
อ่านนิดหน่อยพอไหว อ่านมาก ๆ
ตาลายหมก โหะ ๆ"




โดย: random-4 วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:1:39:47 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่ติ๊ก

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดี ๆ นะคะ ตอนนี้บียังไหวและมีความสุขดีอยู่ค่ะ อาจจะมีบางช่วงเท่านั้นเองที่เกิดอาการ >_<

แต่เมื่อถึงวันข้างหน้าจริง ๆ บีก็เตรียมใจยอมรับการเกิดขึ้นเสมออยู่แล้วค่ะ


โดย: Beee (Beee_bu ) วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:5:15:49 น.  

 
แวะมาเยี่ยมค่ะคุณติ๊ก เห็นด้วยเลยค่ะว่าเราสามารถอ่านคนได้จากหนังสือที่เขาอ่านจริงๆค่ะ
อิจฉาคนได้ไปเทศกาลหนังสือ อยากอ่านหนังสือภาษาไทยมากๆๆๆๆ เลยค่ะ


โดย: the Vicky วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:5:31:40 น.  

 
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
มักมีค่าที่สุดตอนย้อนมองกลับไปเสมอ
นึกทีไร...ผมนึกถึงคำพูดพ่อตลอด
"ตัดสินใจเอาเองก็แล้วกัน"
คำนี้มันทำให้เราเติบโตขึ้น
รับผิดชอบโดยไม่ต้องขู่เข็ญ
ผมว่ากอดของคุณแม่คุณในตอนนั้น
ก็มีค่ามากที่สุด แทนคำว่า "กำลังใจ" ไม่รู้กี่หมื่นกี่พันคำ

...........................

ชื่อเล่นผม ก็คือ....
กิจ ครับ หลานเรียก โกกิ
หลานอีกคนเรียกลุงกิจ

สวัสดีครับคุณติ๊ก


โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:7:48:50 น.  

 
ที่เชียงใหม่ร้อนมากครับ
ร้อนจนผมหาเหตุไม่ออกกำลังได้อีกหนึ่งวัน

ใช่ครับ...
ประโยคนั้นผมชอบมาก (เขียนตอบขอบคุณเจ้าของคอมเม้นท์ไปเรียบร้อย)

...........................

พรุ่งนี้และวันต่อๆไป
ยังอยู่กับเรื่องของการศึกษา
เดือนนี้ผมอยากคุยเรื่องนี้กับตัวเอง
(และเพื่อนๆ พี่ๆ )
โปรดอย่ารอ แต่จงติดตามโดยระทึกใจพลัน (คุ้นๆมั้ยครับ)


โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:19:39:18 น.  

 
แอบมาเชียร์อัพให้พี่ติ๊กจ้า ... อย่าคิดมากนะเรื่องแมวๆ แล้วก็เจ้าของแมวคนก่อน
ที่มีความหลังด้วย ... ผานมาผ่านไปจ้ะพี่ติ๊ก ...

ช่วงนี้เขียนเม้นท์แล้วก็อัพได้ไม่บ่อยเท่าไหร่ เพราะว่าอยู่บ้านเวลาไม่ค่อยมีอยู่หน้า
คอมเลยจ้ะพี่ เซ็งนะบางที เพราะว่าบางครั้งมันว่างจากทำอย่างอื่น แต่ว่าเน็ตดันเข้า
ไม่ได้ เออ เป็นงั้นไป แต่ว่ายังไงถ้าหากว่าไม่ได้คุยกันทางนี้ก็ไม่ได้ลืมกันนะจ้ะ
พี่สาวคนสวย


โดย: JewNid วันที่: 10 เมษายน 2550 เวลา:0:01:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

บรรณภรณ์
Location :
สุราษฏร์ธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




"ถ้าลดขนาดความต้องการของเราให้เล็กลง ขนาดของความสุขจะเพิ่มมากขึ้น"




Everything happens for a reason,live it, love it,learn from it, make your smile change the world but don't let the world change your smile





ชื่อติ๊กนะคะ ......
จะเรียกน้อง (ถ้ายังมีคนที่อายุมากกว่าอยู่อ่ะนะ)
จะเรียกพี่ เรียกน้า อา หรือป้าก็ได้ไม่ว่ากัน
แต่อย่าเพิ่งเรียกยายเท่านั้นเพราะอายุยังไม่ถึง
ขณะนี้อยู่ที่สถานีรถไฟหลักสี่ตอนต้น ๆ ค่ะ

ก่อนอื่นใด ....คงต้องกล่าวคำขอบคุณจากใจ
ทั้งกับเพื่อนเก่าที่ไม่ลืมกัน.........
และเพื่อนใหม่ที่เข้ามาทักทาย
และให้โอกาส จขบ. ได้ทำความรู้จักนะคะ
รู้สึกเป็นเกียรติมาก
สำหรับมิตรภาพที่ทุกคนมีให้
ขอบคุณที่เข้ามาบ้านนี้และทิ้งคำทักทายไว้ให้
ไม่โหวด ไม่ไลค์ไม่เป็นไรค่ะ
แค่เข้ามาอ่านและทักทายกันก็ดีใจแล้ว
kiss kiss



New Comments
Friends' blogs
[Add บรรณภรณ์'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.