Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
2 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
ไม่ใช่ที่ 1 แต่เป็นที่ 6 พันล้าน คุณค่าความเป็นคนของเราจะด้อยลงหรือ ?

เมื่อออกไปทำธุระนอกบ้าน ก็เป็นอันว่าต้องปิดร้าน ไหนๆก็ปิดร้านเลยถือโอกาสเถลไถล ที่ๆฉันเถลไถลมันก็ไม่มีที่ไหน ให้ความสบายใจที่จะไถล ได้เท่ากับร้านหนังสือ

เดินดูหนังสือตามชั้นต่างๆ ก็เจอเข้ากับหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือแนวไบโอกราฟฟี่ ของวาทยากรชื่อดังสายเลือดไทย ที่สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นวาทยากรระดับโลก ชื่อหนังสือนั้นคือ "ต้องเป็นที่หนึ่ง" ของ คุณ บัณฑิต อึ้งรังษี แต่ฉันไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนี้ติดมือมา

ถูกล่ะค่ะ ฉันเองไม่ต่างกับคนอื่น ที่อดปลาบปลื้ม ชื่นชมไม่ได้ เมื่อเห็นคนที่มีสายเลือด เป็นสีธงชาติไทยแบบเดียวกับฉัน พิสูจน์ตัวเองจนได้ขึ้นมายืนอยู่บนที่อันมีเกียรติ เป็นที่ยอมรับ และในฐานะที่เราเป็นไทย มีเลือดไทยด้วยกัน ก็อดมองด้วยความนิยมยินดีไม่ได้

เขียนมาถึงตรงนี้เพื่อนๆคงสงสัยว่า แล้วอะไรหนอทำให้ฉันจั่วหัวบล็อกนี้ด้วยคำถามนั้น คำตอบคือชื่อหนังสือค่ะ

"ต้องเป็นที่หนึ่ง" ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจฉันว่า เลขหนึ่งนั้นมีแค่ตัวเดียว แล้วสองหรือสามเล่าไม่มีค่ามีความหมายเลยหรือ? งั้นหกพันล้านก็ยิ่งไร้ความหมายสินะ และหากไม่ใช่ที่หนึ่ง คุณค่าความเป็นมนุษย์ในตัวเราก็ด้อยลงด้วยหรือ?

คิดเลยไปถึงหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เพิ่งได้อ่านไปเมื่อสองสามวันก่อน หน้าปกข้างล่างนั่นแหละค่ะ พักนี้ฉันอ่านแนวนี้เยอะ

ฉันเชื่อมั่นเสมอมาว่าหนังสือคือเพื่อน เพื่อนทั้งในยามเหงา ยามสุข ยามสนุก หรือยามเซ็งๆเบื่อๆ แต่ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นกับฉันเมื่อไม่นาน ฉันก็ยิ่งเชื่อว่ามันคือเพื่อนแท้

ฉันได้รับหนังสือดีๆสองเล่มจากพี่ชายคนหนึ่ง หนังสือที่ฉันสามรถพูดได้ว่า เปลี่ยนทัศนะคติบางอย่างต่อชีวิตฉัน หาไม่แล้วฉันอาจยืนขึ้นไม่ได้เร็วเท่านี้ ถึงจะมีบางเวลาที่เกิดความรู้สึกจิตตกขึ้นมาบ้าง เพราะเผลอสติไป ซึ่งนั่นก็คงเป็นกันทุกคน แต่มันก็ไม่ได้หนักหนาเช่นตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ

เลยอยากจะขอยกข้อเขียนบางส่วนจากหนังสือ "ทุกข์เพียงใด ต้องไม่ยอมแพ้" มาให้เพื่อนๆได้อ่านดูค่ะ





หยุดให้เป็น ก็เย็นได้


"เครื่องร้อนเพราะทำงานไม่หยุด ฉันใด
ชีวิตรุ่มร้อนเพราะหยุดไม่เป็น ฉันนั้น"

รถแรงดี ออกตัวเร็ว แล่นฉิว ใครๆก็ชอบ แต่ถ้าเกิดรถคันนั้นไม่มีเบรค คุณยังจะอยากได้อยู่หรือ รถไม่ติดเบรค ใครๆก็รู้ว่าอันตราย ชีวิตที่ไม่ติดเบรคล่ะ มีใครเห็นโทษของมันบ้าง"

มีบางคนเปรียบชีวิตของคนสมัยนี้ว่าเหมือนรถยนต์บนทางด่วน ที่ต้องเร่งเครื่องเต็มที่ ที่จริงเราเป็นยิ่งกว่านั้น เพราะเราถูกกระตุ้นให้ต้องวิ่ง ๆๆตลอดเวลา ไม่ใช่เพื่อแข่งให้ทันคนอื่นเท่านั้น หากยังต้องแซงคนอื่นให้ได้มากที่สุด ไหนจะต้องแข่งเพื่อแซงเรื่องคะแนน อาชีพ การงาน ชื่อเสียง หน้าตา และทรัพย์สมบัติ

อะไรต่ออะไรพากันเร่งให้เราวิ่งเร็ว เปิดโทรทัศน์ ไม่ว่าละครหรือโฆษณา ก็บอกว่าเราต้องมี เราต้องเป็น ไม่ด้อยกว่าคนอื่น ดูแผงหนังสือก็เต็มไปด้วยประเภท how to ว่าทำอย่างไรถึงจะเป็นที่หนึ่ง

ถามว่าชีวิตบนลู่วิ่งเช่นนี้มีเบรคช่วยชะลอหรือไม่ อาจจะมี แต่ใครต่อใครก็พากันปลดทิ้ง หาไม่ก็ปล่อยปละละเลยจนขึ้นสนิม

ชีวิตที่บึ่งห้อไม่หยุดมีผลตามมาคือ เหนื่อยล้า เครียดจัด และโทรมเร็ว จนเป็นอันตราย ชีวิตแบบนี้จะชะลอความเร็วได้ก็หลังจากแล่นชนใครต่อใครดะไปหมดแล้ว เกิดความร้าวฉานกับผู้คนทั่วไป ความเสียหายเกิดขึ้นมากมายเพราะไม่รู้จักติดเบรกให้กับชีวิต

ชะลอชีวิตให้ช้าลงหรือหยุดเสียบ้าง ด้วยการรู้จักพักผ่อนและละวางจากการแข่งขัน บางครั้งเราก็ต้องรู้จักพาชีวิตออกจากทางด่วน มาแล่นบนทางธรรมดาหรือทางเกวียนเสียบ้าง เช่น ออกจากโลกธุระกิจมาสู่โลกแห่งครอบครัว จากห้องทำงานมาสู่สวนหย่อมหรือแปลงผักหน้าบ้าน

แต่พักกายก็อย่าลืมพักใจด้วย การนอนจะมีประโยชน์อะไร หากความคิดแล่นไม่หยุด ฟังเพลงย่อมไร้รสชาติ หากกังวลกับสารพัดเรื่อง

จะว่าไปแล้ว ตัวการที่ทำให้ชีวิตวิ่งไม่ยุดและหยุดยากก็คือความคิดของเรานี่แหละ

ถ้าชีวิตเปรียบเหมือนรถยนต์ ความคิดหรือจิตใจก็คือตัวเครื่อง

ทุกวันนี้คนเก่งคิดกันมาก เราถูกฝึกให้คิดรวดเร็วฉับไว และคิดๆๆอยู่เสมอ ไม่ว่าที่โรงเรียน ที่ทำงาน แต่กลับไม่มีการฝึกให้หยุดคิดเสียบ้างเลย


เรียนผูกย่อมไม่สมบูรณ์ หากมิได้เรียนแก้ด้วย เดี๋ยวนี้เราถนัดในการผูกเงื่อนปมแก่ชีวิต ด้วยการคิดอยากได้โน่นได้นี่ไม่รู้จบ กังวลร้อยแปด แต่กลับไม่รู้จักแก้ปมด้วยการปล่อยวางเสียบ้าง

เครื่องร้อนเพราะทำงานไม่หยุด ฉันใด ชีวิตรุ่มร้อนเพราะหยุดไม่เป็นฉันนั้น

เป็นเพราะไม่ตระหนักถึงความข้อนี้ คนเป็นอันมากจึงไม่ต่างจากคนที่พยายามวิ่งหนีเงาเมื่อยามบ่าย ไม่ว่าจะวิ่งไกลแค่ไหน เร็วเพียงใด เงาก็ยังไล่ตามอยู่นั่นเอง แต่ถ้าเฉลียวใจสักนิด ก็จะรู้ว่าเพียงแต่หยุดวิ่ง แล้วมาอยู่ใต้ร่มไม้ เงาก็หายไปโดยไม่ต้องเหนื่อย


ในความคิดเห็นของฉัน การแข่งขันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร แต่ถามว่ามันจำป็นไหม? ที่เราจะต้องเอาเป็นเอาตายกับมัน เราล้มกันบ้างแพ้กันบ้างไม่ได้หรือ? อย่างมากเราก็แค่แข่งขันกับตัวเอง ให้รู้สึกตัวเองว่ามีพลัง มีแรงกระตุ้น และป้องกันความเฉื่อยชา ไม่ได้เชียวหรือหากจะเดินไปพลาง ชมนกชมไม้ข้างทางไปบ้าง หรืออาจจะวิ่งเหยาะๆหากรู้สึกว่า ทำท่าจะถึงจุดหมายช้าเกินไป


รู้สึกเหนื่อยกันไหม? ที่ต้องคิดแต่ว่าทำอย่างไร? ถึงจะได้เป็นที่หนึ่ง มันจะเหนื่อยน้อยกว่าไหมหากหัดที่จะเรียนรู้ว่า "คนเรานั้นมีวันที่ แพ้บ้างหรือล้มบ้างก็ได้" ลืมไปหรือเปล่าว่าก่อนจะเดินเป็น เราก็ล้มกันมาแล้วตั้งกี่ครั้ง ล้มตอนเด็กกับตอนโต เราก็ลงไปกองอยู่ที่พื้นดิน เปื้อนดินเปื้อนโคลน เจ็บและถลอกปอกเปิด ด้วยเหมือนกัน

ไม่ใช่ว่าเมื่อเราโตขึ้น วันหนึ่งเดินล้มหรือพ่ายแพ้ แล้วจะทำให้คุณค่าความเป็นคนของเราด้อยลงหรือก็เปล่า

สำหรับคนที่วันนี้ยืนอยู่บนแท่นของผู้ชนะ ก็อย่าได้ลำพองหรือกระหยิ่มใจ ผู้ที่เคยแพ้กลับมาชนะได้ฉันใด คนเคยมีชัยก็อาจแพ้ได้ฉันนั้น ที่หนึ่งหรือที่เท่าไหร่ แท้จริงมันคือแก่นหรือแค่กระพี้สำหรับชีวิตเรากันแน่ ..





Create Date : 02 เมษายน 2550
Last Update : 2 เมษายน 2550 0:37:25 น. 18 comments
Counter : 333 Pageviews.

 
หนังสือน่าอ่านนะคะ เพลงก็เข้ากันดีกับเรื่องวันนี้จัง


เราเองไม่อยากเป็นที่หนึ่งของใครหลายๆ คนหรอกค่ะ
แสงสว่างทำให้คนยื่นทั้งดอกไม้และขว้างก้อนอิฐใส่ง่ายค่ะ ฮ่าๆๆ


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:0:58:34 น.  

 
พุทธศาสนา สุดยอด


โดย: frank3119 วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:1:14:40 น.  

 
สาธุ


โดย: smack วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:1:28:06 น.  

 
" แพ้เอง ล้มเอง ลุกเอง "

ลุกเองไม่ค่อยเป็นค่ะ ต้องขออ้อนให้คนอื่นช่วยฉุดนิดนึง

...

แต่ก่อนไปร้านหนังสือเกือบทุกวันค่ะ ต้นเดือนซื้อ กลางเดือนกะปลายเดือนอ่านฟรีm/emo/emo16.gif>

...

ตอนนี้ ...ตื่นมาเปิด comp
ว่างงาน...เปิด comp

...

ไม่ติด 'net ค่ะ ไม่ติดจริงจริ๊ง


โดย: random-4 วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:4:03:25 น.  

 
ชอบจังค่ะ เพิ่งไปงานหนังสือมาเหมือนกัน ได้หนังสือดี ๆ มาหลายเล่มทีเดียวเชียว ^_^


โดย: Beee (Beee_bu ) วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:4:30:14 น.  

 
ไม่จำเป้นต้องเป็นที่หนึ่งสำหรับทุกคนค่ะ แต่ขอแค่เป็นที่หนึ่งสำหรับคนที่รักเรา อย่างครอบครัวของเราก็พอ

ชอบชื่อหนังสือ...ทุกข์เพียงใดต้องไม่ยอมแพ้นะค่ะ กลับไปจะซื้อมาอ่านค่ะ ...ขอบคุณสำหรับข้อเขียนและจ้อคิดดีๆ ค่ะคุณติ๊ก

เพลงก็เข้ากันกับบล็อกจัง


โดย: the Vicky วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:6:47:31 น.  

 
"ต้องเป็นที่หนึ่ง"...อ่านแล้วครับ
เหมาะสำหรับคนที่อยู่ในวัยเริ่มต้นและแสวงหาความสำเร็จ
ก็มีมุมคิดที่ดีอยู่ในนั้นมากมาย
แต่สำหรับคนที่ผ่านจุดนั้นมาแล้ว
ผมคิดว่าการล้ม การชนะ การพ่ายแพ้
ไม่สำคัญเท่ากับการ "เดินทางต่อไป" ....


โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:7:41:59 น.  

 
เราอ่านแล้วล่ะหนังสือเล่มนี้
แถมได้เห้นภาพที่เขาทำเป็นสารคดีฉายทางทีวีด้วย
ท่าทางหน่วยก้านมั่นใจ
และเชื่อมั่นเก่งจริงๆ เลยเน๊าะ
เราเชื่อเสมอว่า
คนเราถ้าลงตั้งใจทำลงมือทำ
ความสำเร็จเป็นสิ่งตอบแทนเสมอ
ขอบคุณที่นำมาฝากค่ะ
สบายดีเน๊าะ


โดย: อุ้มสี วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:9:33:02 น.  

 
ล้ม ก็ลุกใหม่ได้ ขึ้นอยู่กับใจว่าจตะสู้หรือเปล่า
หนังสือน่าสนใจมากค่ะ


โดย: ดาว..กลางวัน (ดาว..กลางวัน ) วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:9:50:30 น.  

 
ไม่ขอเป็นที่หนึ่งค่ะ

มันยุ่งยากมากเกิน ขอใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองพึงพอใจและมีความสุข จะดีกว่าค่ะ

มีความสุขมาก ๆ ในทุก ๆ วันนะคะ


โดย: Nilz วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:9:51:55 น.  

 
ต่างคนต่างความคิด บางคนก็ยินดีที่จะแพ้เสมอ เพียงเพราะเพื่ออยากจะรักษาอะไรบางอย่างไว้

ผมคงหัวแข็งและดื้อดึงเกินไป.....


โดย: ST.Exsodus วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:9:52:09 น.  

 
ทุกอย่างล้วนต้องเริ่มต้นที่ตนก่อน
เวลาที่ล้มก็ต้องพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน...


โดย: คนเลวที่แสนดี วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:10:23:30 น.  

 
สู้ๆ จ้ะ

บางครั้งก็ต้องรู้จักนิ่งเสียบ้าง
เพื่อให้บางอย่างผ่านไป


โดย: อัญชา วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:12:04:33 น.  

 
น่าสนใจมากๆค่ะ ต้องไปหามาอ่านบ้าง ขอบคุณที่ยกข้อความ/ข้อคิดบางส่วนมาให้อ่าน (นี่แหล่ะข้อดีของการเล่นเนตของเรา...ได้ไอเดียไปหาหนังสือมาอ่านหลายเล่มเลย บางทีเหนี่อจนไม่มีเวลาไปเลือกในร้านน่ะค่ะ)


โดย: ดอกซากุระบานแค่เจ็ดวัน วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:13:49:35 น.  

 


วันเวลา..รวดเร็วดังใจคิด
และหนึ่งพระที่ระลึกถึง..เสมอค่ะ

บทกวีของ..กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์เอาไว้ว่า

ยามเยาว์เห็นโลกล้วน แสนสุข
เป็นหนุ่มสาวก็แสนสุข ค่ำเช้า
กลางคนเริ่มเห็นทุกข์ สุขคู่ กันหนอ
ตกแก่จึงรู้เค้า ว่าล้วน อนิจจัง

ถ้ารู้ความจริงและยอมรับธรรมชาติของมนุษย์
ไม่ต้องรอให้ตกแก่ แล้วจึงค่อยรู้เค้าว่า
**ทุกสิ่งล้วนไม่แน่นอน**

ถ้าใครรู้และเข้าใจ และยอมรับได้เร็ว
ก็ทุกข์น้อยลง หายเพลียใจได้ทันที..

สาธุ อนุโมทาน..กัลยาณมิตรค่ะ




หนังสือน่าสนใจนะค่ะ
ช่วงนี้เราซื้อแยอะแต่ไม่ค่อยได้อ่านเลยละค่ะ...
จะพยายามหาเวลานะค่ะ
ไหว้พระก่อนนอนนะค่ะ..คุณคนใจดี..คิดถึงจังค่ะ





โดย: catt.&.cattleya (catt.&.cattleya.. ) วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:22:01:59 น.  

 
ไม่ค่อยได้คิดหรอกค่ะว่าตัวเองจะต้องเป็นที่หนึ่ง เพราะมันเป็นไปได้ค่อนข้างยาก

หนังสือน่าอ่านค่ะ ว่าจะลองไปเดินงานหนังสืออยู่เหมือนกัน


โดย: กระจิบหญ้าสีเรียบ วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:23:59:46 น.  

 
โอ้วว..แหม่มได้อะไรมากมายเลยจากบล้อกคุณ บรรณภรณ์วันนี้น่ะค่ะ..ตอนนี้แหม่มก็พยายามแตะเบรคชีวิตของตัวเองก่อน นี่กะว่าจะจอดรถไว้ แล้วก็ลงเดินสักพัก เผื่อจะมองเห็น ดอกหญ้าสวย ๆ ริมทางบ้าง นั่งรถอย่างเดียวไม่ไหวค่ะ เครียดเพราะขับอย่าง "แรง" เกือบจะตกถนนซะก็ตั้งหลายครั้ง..ตอนนี้พยายามใช้ชีวิตให้เป็นอ่ะนะคะ..ขอบคุณสำหรับแง่คิดดี ๆ ที่เอามาฝากกันค่ะ..


โดย: แหม่ม (i'm not superman ) วันที่: 3 เมษายน 2550 เวลา:8:27:07 น.  

 
หนังสือคือเพื่อนที่ดีที่สุด
แตงเห็นด้วยมากๆเลยนะคะ เพราะในยามที่อ่อนแอ ก็ได้หนังสือนี่ล่ะ มาเป็นจุดประกายความคิด ทำให้เราเข้มแข็งขึ้นมาได้ด้วยตัวเราเอง และยังได้อยู่กับตัวเอง ค่อยๆพิจารณาไปตามบทความในหนังสือค่ะ
ราตรีสวัสดิ์ ฝันดีนะคะเจ้ติ๊ก


โดย: tu_bong วันที่: 3 เมษายน 2550 เวลา:23:29:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

บรรณภรณ์
Location :
สุราษฏร์ธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




"ถ้าลดขนาดความต้องการของเราให้เล็กลง ขนาดของความสุขจะเพิ่มมากขึ้น"




Everything happens for a reason,live it, love it,learn from it, make your smile change the world but don't let the world change your smile





ชื่อติ๊กนะคะ ......
จะเรียกน้อง (ถ้ายังมีคนที่อายุมากกว่าอยู่อ่ะนะ)
จะเรียกพี่ เรียกน้า อา หรือป้าก็ได้ไม่ว่ากัน
แต่อย่าเพิ่งเรียกยายเท่านั้นเพราะอายุยังไม่ถึง
ขณะนี้อยู่ที่สถานีรถไฟหลักสี่ตอนต้น ๆ ค่ะ

ก่อนอื่นใด ....คงต้องกล่าวคำขอบคุณจากใจ
ทั้งกับเพื่อนเก่าที่ไม่ลืมกัน.........
และเพื่อนใหม่ที่เข้ามาทักทาย
และให้โอกาส จขบ. ได้ทำความรู้จักนะคะ
รู้สึกเป็นเกียรติมาก
สำหรับมิตรภาพที่ทุกคนมีให้
ขอบคุณที่เข้ามาบ้านนี้และทิ้งคำทักทายไว้ให้
ไม่โหวด ไม่ไลค์ไม่เป็นไรค่ะ
แค่เข้ามาอ่านและทักทายกันก็ดีใจแล้ว
kiss kiss



New Comments
Friends' blogs
[Add บรรณภรณ์'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.