<<
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
25 ธันวาคม 2555

ครั้งหนึ่ง @ นครพนม ตอน 2 (33/2555)

คลิกดู ครั้งหนึ่ง @ นครพนม ตอน 1 (32/2555)

23-12-55 มาต่อกันเลยคะ วันนี้ตื่นกันแต่เช้า ตีห้าครึ่ง เพื่อออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่สะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 ซึ่งสะพานแห่งนี้อยู่ห่างจากที่พักประมาณ 10 กิโลเมตร  เราขับรถกันไปจนถึงสะพาน แต่ก็ไม่กล้าลงไป เพราะยังเช้าและไม่แน่ใจว่าเขาจะให้เดินขึ้นไปถ่ายรูปได้หรือเปล่า ก็เลยย้อนกลับกัน ออกมาได้หน่อยก็จอดข้างทางถ่ายรูปมา ได้รูปแบบที่เห็นเนี้ยละคะ



ถ่ายภาพกันเสร็จก็ขับรถออกมาเรื่อย ๆ มาแถวทางถนนริมแม่น้ำโขง ขับมาจอดรถตรงวัดนักบุญอันนาหนองแสง ตั้งอยู่บนถนนสุนทรวิจิตร เลียบเขื่อนหน้าเมืองนครพนม สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1926   โดยคุณพ่อ เอทัวร์ นำลาภ อธิการโบสถ์  ซึ่งเป็นโบสถ์คาทอลิก วัดแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในภาคอีสานและฝั่งลาว  เป็นอาคารใหญ่ทรงตะวันตก มีหอคอยคู่ยอดแหลมอยู่ด้านหน้า





ถ้าข้ามถนนมาจากหน้าวัดนักบุญอันนา หนองแสง เราก็จะเจอกับริมเขื่อน เลยเดินเล่นถ่ายภาพตรงนี้สักพัก ชอบบรรยากาศยามเช้า มองข้างแม่น้ำโขงไปก็เป็นฝั่งเพื่อนบ้าน บรรยากาศดีมาก ทิวเขาเยอะมากเลย


วิถีชีวิตยามเช้าของชาวบ้านแถวนี้คะ



ได้เวลาไปหาอาหารเช้ากันได้แล้ว เช้านี้ที่โรงแรมไม่มีอาหารเช้าให้ มีเพียงขนมว่าง พวกชา กาแฟ ขนมปังปิง เราสองคนเลยไปหาไข่กระทะทานกันโดยไปที่ร้านรสเลิศไข่กระทะ



หน้าตาไข่กระทะคะ


ทานไข่กะทะก็ต้องทานคู่กับขนมปัง 


และเราก็สั่งหมูยอมาทานเพิ่ม หมูยอมีสองแบบ แบบหนัง กับแบบหูหมู


ทานอาหารเช้ากันเสร็จก็พร้อมตะลุยเที่ยวกันต่อเลยคะ ขับรถวน ๆ เที่ยวกันอยู่ในเมืองเนี้ยละคะ ขับมาแวะตรงหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ 


จากนั้นก็เดินมาไหว้ศาลหลักเมือง จ.นครพนม ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติละคะ


จากนั้นก็ขับรถไปตรงถนนริมเขื่อนกันอีกครั้งเพื่อจะไปไหว้พระที่วัดโอกาส และเดินถ่ายรูปเล่นริมเขื่อง ไปถึงวัดโอกาส มีคณะทัวร์มาทำบุญเยอะมากเราเลยพากันขับรถเลียบริมเขื่อนไป เรื่อย ๆ ก่อนเพื่อดูว่ามีวัดอะไรบ้าง ขับกันไปจนสุดถนนริมเขื่อนก็แวะไหว้พระที่วัดพระอินทร์แปลง

"วัดพระอินทร์แปลง" ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร อ.เมือง จ.นครพนม ตั้งเมื่อ พ.ศ.2393 เดิมชื่อว่า "วัดอุโมงค์" กระทั่งใน พ.ศ.1637 สมัยเจ้าครูอุด อดีตเจ้าอาวาสวัด เห็นว่าอุโมงค์ได้รื้อทิ้งแล้ว จนสร้างเป็นสิม (อุโบสถ) จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่ชาวบ้านนิยมเรียกวัดแห่งนี้ ว่า "อินแปง" ตามชื่อพระประธานมาหลายยุคสมัย

จนมาถึงในปี พ.ศ.2470 กรมการศาสนา มีการสำรวจวัดทั่วราชอาณาจักร เพื่อขึ้นทะเบียนไว้ในทำเนียบวัด โดยให้ใช้ชื่อว่า "วัดพระอินทร์แปลง" ตั้งแต่ปีนั้นมาถึงปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2485 โดยมีพระครูอินทรกัลยาณคุณ เป็นเจ้าอาวาส

ในอุโบสถวัด มีพระพุทธรูปประธานศักดิ์สิทธิ์ มีนามเรียกขานว่า "หลวงพ่อพระอินทร์แปลง" เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่สวยงาม และมีประวัติการสร้างเป็นตำนานเล่าขาน


เข้าไปในวัดและมองย้อนกลับมาก็จะเจอวิวแบบนี้ละคะ




จากนั้นก็ขับรถย้อนกลับมาแวะที่ "วัดกลาง" ตั้งอยู่ที่ อ.เมือง จ.นครพนม ริมแม่น้ำโขง จัดตั้งวัดเมื่อปีพ.ศ.2200 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 1เมษายน 2255 เชื่อกันว่าเมื่อได้มากราบนมัสการหลวงพ่อองค์ตื้อ ที่วัดกลางแล้วจะได้รับความเป็นกลางเป็นธรรม ทำให้ชีวิตครอบครัวตลอดจนการทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง




ออกจากวัดกลาง ก็ไปต่อที่ "วัดโพธิ์ศรี"  ตั้งอยู่ริมถนนสุนทรวิจิตร เลียบริมแม่น้ำโขง ภายในกุฎิเจ้าอาวาสเป็นที่ประดิษฐานพระทอง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองสำริด ปางมารวิชัย และเป็นพระพุทธรูปโบราณสกุลช่างล้านช้าง ตรงกับสมัยอยุธยาตอนต้น ในอดีตเคยทำพิธีสรงน้ำพระทองในวันสงกรานต์ แต่มักจะเกิดพายุและฝนตกหนักทุกครั้ง ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็นพระพุทธรูปองค์อื่นแทน ปัจจุบันทุกวันเพ็ญเดือนหกจะนิมนต์มาตั้งไว้ที่หน้าโบสถ์ให้ชาวบ้านมาสรงน้ำ และในวันออกพรรษาชาวบ้านห้อมจะมาทอดปราสาทผึ้งที่วัดนี้ทุกปี 



และแล้วก็ย้อนมาจบที่วัดโอกาส อีกครั้ง เพราะทีแรกยังไม่ได้ไหว้พระเลย เพราะคนเยอะ "วัดโอกาส" เดิมชื่อวัดศรีบัวบาน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง เป็นวัดที่เก่าแก่สุดวัดหนึ่ง สร้างเมื่อ พ.ศ.1994 ในสมัยที่อาณาจักรศรีโคตรบูรยัง เจริญรุ่งเรืองอยู่และได้รับพระราชทานวิสุงคาบสีมาเมื่อพ.ศ.2281 มีปูชนียวัตถุและปูชนียสถานที่สำคัญ คือ พระติ้วพระเทียม ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และพระเจ้าเสลา




แวะเดินเล่นบริเวณเขื่อนแถวหน้าวัดโอกาส และแวะเดินดูสินค้าตลาดอินโดจีน (ซึ่งไม่มีอะไรเลย )

ท่าเรือสำหรับพานั่งชมวิวแม่น้ำโขง มีวันละหนึ่งเทียวตอน 17.00 น.  ท่านละ 50 บาท ถ้าเหมาลำ ช.ม.ละ 1,000 บาท สนใจลองติดต่อดูนะคะ ไม่แน่ใจราคาเปลี่ยนแปลงหรือยัง



เป็นเรือนำเที่ยวของเทศบาลนครพนม

ท่าเรือข้ามฟากไปฝั่งประเทศลาว (ท่าแขก)

ตลาดอินโดจีน จะอยู่ติดกับวัดโอกาส ภาพนี้ถ่ายตอนเช้าตลาดยังไม่เปิด

อีกสักภาพตลาดอินโดจีน ตอนเก้าโมงกว่าร้านค้าเริ่มเปิดแล้ว

เดินเที่ยวเล่นถ่ายรูปกันเป็นที่พอใจแล้วก็ไปต่อกันที่ พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า) ก่อนจะถึงจวนผู้ว่า(หลังเก่า) เราได้แวะถ่ายรูปตรงนี้ก่อน เมื่อคืนก็มาเดิน เป็นตลาดคนเดิน ตอนกลางคืน มีวันศุกร์-เสาร์ เท่านั้น เขาจะปิดถนนช่วงตอนเย็น

 พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม(หลังเก่า)  มีเนื้อที่ 4 ไร่เศษ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถ.สุนทรวิจิตร อ.เมือง จ.นครพนม อายุเก่าแก่กว่า 80 ปี

จวนผู้ว่าฯหลังนี้สร้างขึ้นโดยพระยาพนมครานุรักษ์ (อุ้ย นครทรรภ) ผวจ.นครพนม คนแรก เป็นตึก 2 ชั้น ทรงจั่ว ก่ออิฐถือปูนหลังคามุงกระเบื้องไทย ชั้นล่างปูกระเบื้องซีเมนต์ พื้นชั้นบนปูกระดานไม้เข้าลิ้น สร้างด้วยอิฐดินเผาสมัยโบราณ

ในปัจจุบันปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาวนครพนม และมีนิทรรศการ "ภาพเล่าเรื่อง" ในอดีตของเมืองนครพนม

ประวัติ
จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า) เดิมเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของ พระยาอดุลยเดชสยามเมศวรภัคดีพิริยพาหะ (อุ้ย นาครทรรพ) เทศาภิบาลมณฑลอุดรธานี ซึ่งเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมคนแรก ก่อสร้างสร้างระหว่างปี พ.ศ. 2455-2457 ผู้สร้างเป็นชาวญวน ชั้นบนและล่างไม่มีเสา และไม่มีการตอกตะปูแม้แต่ดอกเดียว ใช้การเข้าเดือยไม้

ต่อมาพระยาอดุลยเดชฯ ได้ขายอาคารหลังนี้ให้กระทรวงมหาดไทย เพื่อใช้เป็นที่พักของ ผู้ว่าฯ เมื่อ พ.ศ. 2470 ในราคา 2 หมื่นบาท และในระหว่างวันที่ 12-13 พ.ย. 2498 ในหลวงและพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทางจังหวัดจึงจัดให้จวนแห่งนี้เป็นที่ประทับแรม

ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน  (เปิดให้เข้าชมได้เวลา 9.00 น.)





ภายในอาคารอาคารมีจัดแสดงมีนิทรรศการ "ภาพเล่าเรื่อง" ในอดีตของเมืองนครพนม  ซึ่งมีทั้งหมด 2 ชั้น  (สามารถถ่ายภาพได้)



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชินีเคยมาประทับข้างคืนที่นี่ด้วย และนี่คือห้องที่จัดแสดงที่ประทับค้างคืนของทั้งสองพระองค์


อาคารด้านหลังได้ปรับปรุงให้เป็น "เฮือนเฮือไฟ" (เรือนเรือไฟ) เพื่อจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา และการสร้างเรือไฟของ จ.นครพนม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้ชมเรือไฟโบราณที่มีขนาดแค่ 4-5 ศอก และทำด้วยวัสดุธรรมชาติ



เดินได้สักพัก ยังถ่ายรูปไม่ทันสะใจเลย คุณสามีก็หนีไปที่รถ แล้ว บอกว่าจะกลับไปนอนที่ห้องอีกสักพักก่อนที่จะเช็คเอ้าท์  เลยกลับห้องไปพักกัน และเช็คเอ้าท์ตอนสิบเอ็ดโมงครึ่ง หลังจากนั้นก็ไปหาข้าวกลางวันทาน ก็ทานร้านในตัวเมืองละคะ จากทานข้าวกลางวันกันเสร็จก็เดินทางต่อ กะว่าจะไปแวะกันอีกหนึ่งที ก่อนที่จะกลับไปที่สนามบิน
เราเลยไปแวะที่ พิพิธภัณฑ์บ้านลุงโฮ (ซึ่งสมัยก่อนลุงโฮเคยมาพักพิงที่นี้) ตั้งอยู่บ้านนาจอก ตำบลหนองญาติ อำเภอเมือง จ.นครพนม
บ้านหลังนี้ยังมีรุ่นลูกรุ่นหลานอาศัยอยู่ให้คำแนะนำและอธิบายความเป็นมาของลุงโฮ และมีข้าวของบ้างส่วนที่ลุงโฮได้เคยใช้ จัดแสดงไว้ให้รุ่นหลัง ๆ ได้ดู

ภายในบ้านจะติดภาพของลุงโฮ ไว้ทั่วบ้าน

และจัดเครื่องใช้ ต่าง ๆ ในยุคนั้น

เราสองคนอยู่และคุยกับเจ้าของบ้านได้สักพักก็ขอตัวลา พอออกจากบ้านลุงโฮมาไม่ไกลก็มาเจอบ้านที่สร้างขึ้นมา รูปทรงลักษณะไม่แตกต่างจากบ้านที่เราเข้าไปดูเมื่อตะกี้เลย บ้านหลังนี้อยู่ด้านฝั่งตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านมิตรภาพไทย – เวียนนาม บ้านนาจอก หนองญาติ  คะ มีป้ายติดไว้ว่าตามภาพด้านร่างนี้คะ

อ่านตามป้ายแล้วงง เอ้าทำไมมีอีกทีละ ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันเลย อันไหนกันแน่ที่เป็นของจริง แต่ดูจากบ้านหลังนี้แล้วเหมือนบ้านเพิ่งสร้างขึ้นมาไม่นาน ไม้ยังดูใหม่ ๆ อยู่เลย ไม่มีคนอาศัยอยู่ ภายในโล่งไม่มีเครื่องใช้ของลุงโฮเลย มีเพียงภาพลุงโฮติดผนังเท่านั้น

ไม้และสียังดีใหม่ ต้นไม้ยังเป็นเพียงต้นเล็ก ๆ

ภายในดูโล่ง ๆ มีเพียงรูปภาพติดฝาผนังเท่านั้น

อีกสักภาพ (เห็นแล้วงง จริง ๆ ว่าทำไมมีที่นี้อีกหลัง ไม่เข้าใจจริง ๆ เพื่ออะไร..)

เมื่อเดินสำรวจถ่ายรูปเล่นแบบมึนงง กับสถานที่นี้แล้ว เราสองคนก็ได้เวลาแล้วที่จะเดินทางไปสนามบิน ที่จริงเวลายังเหลืออีกเยอะ แต่ไม่รู้จะไปไหนกันแล้ว เลยไปสนามบินรอเวลากลับบ้านดีกว่า และเอารถไปคืนพี่ขำด้วย

คืนรถ พร้อมรับเงินประกันคืน สองพันบาท (สามพันหักเป็นค่าเช่ารถ 2 วัน) จากนั้นก็นั่งรอเวลาเครื่องออก

เดินทางกลับโดยสายการบินแอร์เอเซีย เครื่องมาจาก ดอนเมือง มาถึงนครพนม ตรงเวลา และก็ออกจากนครพนม ถึงดอนเมืองเร็วกว่าเวลาที่กำหนดเสียอีก

เก็บภาพบนน่านฟ้ามาฝากก่อนที่จะจบทริปการเดินทางในครั้งนี้

วันเดินทางกลับมองไม่เห็นด้านล่างเลย เพราะเมฆเยอะ และเมฆก็สวยมาก ๆ ด้วย หลงเสน่ห์ก้องเมฆแล้วละ

และแล้วก็ใกล้ถึงแล้ว ที่เห็นด้านล่างคืน เขื่อนขุนด่าน ฯ นครนายกคะ

ประมาณหนึ่ง ชม. ก็เข้าเขตเมืองแล้ว เครื่องบินลดระดับ เตรียมตัวลงสนามบินดอนเมือง มองลงด้านตึกเยอะมาก

เวลา 18.00 น. ก็ถึงดอนเมืองด้วยความปลอดภัย ต้องขอขอบคุณสายการบินแอร์เอเซีย ที่นำพามาส่งถึงจุดหมาย

และแล้วทริป การเดินทางเยือน นครพนมในครั้งนี้ก็จบลงด้วยความสุข อิ่มบุญ กันไปตาม ๆ กัน

คราวหน้าเราจะกลับไปยือนเมืองนครพนมอีก เพราะเป็นเมืองที่เงียบสงบ และน่าไปพักผ่อนอย่างยิ่ง ดูไม่วุ่นวาย เหมาะสำหรับคนอย่างเราจริง ๆ

ปล.นำบุญมาฝาก เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนด้วยนะคะ

สรุปค่าใช้จ่ายในทริปนครพนม 3 วัน 2 คืน

1. ค่าตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ 2 ที่ 7,300.60 บาท (จองตอนที่ไม่มีโปรโมรชั่น)

2.ค่าที่พัก 2 แห่ง 2 คืน  1,600 บาท

3.ค่ารถเช่าโตโยต้ายาริส  2 วัน 3,000 บาท

4.ค่าน้ำมันรถตลอดระยะเวลาเดินทาง 1,300 บาท

5.ค่ากิน ,ทำบุญ,เบ็ดเตล็ด  ประมาณ 3,000 บาท




Create Date : 25 ธันวาคม 2555
Last Update : 27 ธันวาคม 2555 23:48:36 น. 5 comments
Counter : 4316 Pageviews.  

 
ภาพจุใจดีจัง แถมข้อมูลแน่น ไว้เดี๋ยวว่างๆเข้ามาดูอีกรอบนะ


โดย: nongmalakor วันที่: 28 ธันวาคม 2555 เวลา:9:52:49 น.  

 


โดย: นางฟ้าอรชร วันที่: 29 ธันวาคม 2555 เวลา:19:32:22 น.  

 
สวัสดีปีใหม่ก่อนหนึ่งวันจ้านี...

กลับบ้านเป็นไงบ้าง รถติดเปล่า แล้วได้เที่ยวที่ไหนบ้าง ส่วนพี่อยู่บ้านก็นั่งๆนอนๆ จัดบ้านไป เพิ่งจะว่างอัพบล็อกเสร็จ เอาพระอาทิตย์ตกดินที่ดอยช้างมาฝาก

สุขสันต์วันปีใหม่นะครับ



โดย: nongmalakor วันที่: 30 ธันวาคม 2555 เวลา:21:02:47 น.  

 
wxgmujp;5heg-k[bo8iy[


โดย: tarkawthai IP: 171.6.214.216 วันที่: 11 มกราคม 2556 เวลา:10:03:12 น.  

 
ไปเที่ยวเขาบินมาครับ[url=//image.ohozaa.com/view2/wzDH81zBz9eTnPf5][img]//image.ohozaa.com/i/c4f/OeclVt.jpg[/img][/url]


โดย: tarkawthai IP: 171.6.214.216 วันที่: 11 มกราคม 2556 เวลา:10:05:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

paerid
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




Paerid Bloggang

[Add paerid's blog to your web]