Group Blog
 
 
มิถุนายน 2553
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
29 มิถุนายน 2553
 
All Blogs
 
ปมปาริชาต






ปาริชาตประสบอุบัติเหตุตกจากสะพานลอย ศีรษะกระแทกพื้น ต้องรับการผ่าตัดด่วน หลังผ่าตัดเธอตื่นขึ้นมาโดยที่จำเรื่องราวในอดีตไม่ได้เลย แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังคงปรานี ทำให้เธอค้นพบความสามารถพิเศษ แถมด้วยส่งสามีหนุ่มรูปหล่อมารอรับหน้า ^ ^

ทว่าเรื่องราวกลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด เพราะเธอบังเอิญได้พบความจริงบางอย่างเข้า...ความจริงที่ทำให้เธอต้องรีบหาทางค้นหาอดีตที่หายไปของตัวเองก่อนที่เธอจะเอาชีวิตไม่รอด....








บทที่ 1

เปลือกตาได้รูปสวยประดับด้วยขนตาเป็นแพงอนยาวขยับปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นดวงตาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ดวงตาคู่สวยที่ลอยคว้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปรากฏแววรับรู้ คิ้วโก่งเรียวขมวดหากันช้าๆเมื่อได้ประจักษ์ถึงอาการปวดตึงบริเวณศีรษะถาโถมที่เข้ามาจนคนเพิ่งรู้สึกตัวตื่นนั้นต้องนิ่วหน้าแล้วหลับตาลงอีกครั้ง

เจ้าของใบหน้าขาวไร้สีเลือดกัดริมฝีปากแน่นเพื่อข่มอาการปวดที่อัดแน่นอยู่ในหัวราวกับลูกโป่งอัดแก๊สจนพองเต็มที่พร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเวลา พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อบรรเทาอาการผะอืดผะอมคลื่นเหียนที่วิ่งลิ่วขึ้นมาจุกอยู่ตรงคอหอยไปด้วย

เจ้าตัวนอนหลับตานิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะลองลืมตาขึ้นอีกครั้งช้าๆ หากอาการปวดก็ยังไม่ทุเลา ทั้งศีรษะเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่หนักหลายสิบตันมากดทับเอาไว้ หญิงสาวลองยกมืออันอ่อนแรงขึ้นมาแตะขมับตัวเองอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วที่สัมผัสถูกผ้าตาข่ายช่องเล็กๆเนื้อนุ่มทำให้เจ้าตัวต้องขมวดคิ้วมากขึ้น

เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้มีผ้าพันแผลอยู่รอบหัวของเธออย่างนี้...

ถามตัวเองแล้วเจ้าตัวก็ต้องสะดุ้งโหยง สูดปากด้วยความเจ็บปวด เมื่อนิ้วที่ไล่ตามผ้าพันแผลจนถึงศีรษะด้านซ้ายเหนือกกหูขึ้นไปประมาณสองนิ้วเศษสัมผัสถูกตำแหน่งที่ทำให้เธอรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันใด

มีแผลตรงนี้งั้นหรือ?

แต่แผลมาจากไหน?

หญิงสาวนิ่วหน้า หายใจแรง พยายามคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่เธอกลับคิดอะไรไม่ออก ในหัวมีแต่ความว่างเปล่าเหมือนมีแต่กะโหลกกลวงๆเท่านั้น แถมยิ่งคิดก็เหมือนมีก้อนหินหนักๆมากดทับหัวกะโหลกกลวงๆของเธอจนเธอมึนหัวหนักเข้าไปใหญ่

คนพยายามค้นหาความจริงยกมือขึ้นกุมศีรษะพลางสะบัดหน้าน้อยๆเพื่อไล่อาการปวดศีรษะออกไป

เพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับอาการของตน คนบนเตียงจึงไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนเคาะประตูและเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างเตียง กระทั่งผู้มาส่งเสียงร้องทักด้วยความดีใจ

“คุณฟื้นแล้ว ! รู้สึกเป็นยังไงบ้างคะ รู้มั้ยว่าคุณหลับไปเป็นอาทิตย์ทีเดียว”

หญิงสาวเหลือบตามองร่างผอมบางในชุดเสื้อกางเกงสีขาวเข้ารูปที่ส่งยิ้มให้เธออย่างแจ่มใสด้วยสีหน้าไม่ดีนัก ใบหน้าซีดเผือดมีเหงื่อเม็ดเล็กๆผุดพรายกระจายเต็มหน้าผาก อีกฝ่ายคงสังเกตได้จึงรีบพูดต่อ

“ปวดแผลหรือคะ ได้เวลาฉีดยาพอดี เดี๋ยวดิฉันฉีดยาแก้ปวดให้นะคะ”

คนในชุดขาวรีบวางถาดซึ่งมีเข็มฉีดยาและถ้วยพลาสติกเล็กๆใส่สำลีชุบแอลกอฮอล์ที่ถือเข้ามาด้วยไว้บนโต๊ะข้างเตียง ก่อนคว้าเข็มฉีดยาฉีดยาเข้าไปในสายน้ำเกลือซึ่งต่อไปยังหลังมือของเธอ

ไม่นานนัก อาการปวดที่รุมเร้าก็คลายลง สีหน้าคนบนเตียงเริ่มดีขึ้นจนพอเอ่ยปากถามเรื่องที่ยังข้องใจได้

“ฉัน....ฉันหลับไปนานขนาดนั้นเชียวเหรอคะ?” คนเจ็บถามเสียงแหบพร่า

“ใช่ค่ะ คุณได้รับอุบัติเหตุ พลัดตกจากบันได ศีรษะฟาดพื้นทำให้มีเลือดคั่งในสมองต้องผ่าตัดด่วน หลังผ่าตัดนอนดูอาการอยู่ในไอซียูอยู่หลายวันแต่คุณก็ยังไม่ฟื้นสักที หมอเห็นว่าคุณมีอาการทั่วไปปกติดีจึงได้ย้ายออกมาพักในห้องพิเศษแทนค่ะ”

พยาบาลสาวเล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม รู้สึกดีใจที่คนไข้ในความดูแลรู้สึกตัวแล้ว ขณะที่คนฟังกลับมีสีหน้าครุ่นคิด ท่าทางสับสน เพราะจำสิ่งที่อีกฝ่ายเล่าไม่ได้แม้แต่นิดเดียว แถมพอจะคิดสักหน่อย อาการปวดที่สลายตัวไปแล้วก็พากันกลับมาคุกคามเธออีก เจ้าตัวจึงต้องหยุดความพยายามแต่เพียงเท่านั้น

“ฉันตกบันไดเหรอคะ ฉัน...ฉันจำไม่ได้....” หญิงสาวทวนเสียงอ่อย พลางเหลือบตาไปยังคนที่ยังยืนมองจอมอนิเตอร์ที่ติดอยู่บนผนังเหนือหัวเตียงทางขวามือขึ้นไปราวสองฟุต จดอะไรบางอย่างลงในกระดาษอย่างขะมักเขม้น

“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ คุณเพิ่งฟื้น สมองอาจจะยังปรับไม่ได้ คิดว่าอีกวันสองวันรอคุณฟื้นตัวเต็มที่แล้ว คุณก็คงจะจำทุกอย่างได้เอง” พยาบาลสาวปลอบ ทำนองว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดสมอง

คนถามพยักหน้ารับคำทั้งที่ยังไม่พอใจกับคำตอบของอีกฝ่ายนัก หากเธอยังรู้สึกมึนงงเกินกว่าจะคิดหาข้อโต้แย้งออกมาได้ เธอเห็นพยาบาลเดินอ้อมเตียงมาอีกด้าน เอื้อมมือไปสัมผัสปุ่มเล็กๆใต้ช่องสี่เหลี่ยม...ช่องที่มองคล้ายหน้าจอโทรทัศน์ขนาดหกนิ้วซึ่งติดอยู่บนผนังห้อง มองไม่ถนัดว่าทำอะไร รู้เพียงได้ยินเสียงเจ้าหล่อนรายงานเสียงหวานว่า

“คุณหมอคะ คนไข้ห้องสองสี่สามหกฟื้นแล้วค่ะ”

สิ้นเสียงของคนข้างกาย เสียงทุ้มนุ่มหูก็ตอบกลับมา

“ผมจะไปเดี๋ยวนี้ คุณรออยู่ในห้องก่อนแล้วกัน”

“ได้ค่ะ” พอตอบรับเรียบร้อย คนพูดก็หันมาส่งยิ้มให้เธอ อธิบายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นหน่อยๆว่า

“อีกสักครู่คุณหมอดนุพลจะมาดูอาการของคุณนะคะ คุณหมอเป็นคนผ่าตัดให้คุณค่ะ”

คนบนเตียงฟังพลางขยับตัวจะลุกขึ้นนั่ง เพื่อเตรียมพบแพทย์ผู้ดูอาการของเธอ หากแค่ยกศีรษะขึ้นจากหมอนเท่านั้น เพดานห้องสีขาวที่เห็นอยู่นิ่งๆก็หมุนติ้วเป็นลูกข่างจนเจ้าตัวต้องรีบหลับตาและทิ้งศีรษะลงนอนราบกับเตียงตามเดิม

“อุ๊ย...อย่าเพิ่งลุกค่ะ คุณเพิ่งฟื้นนะคะ นอนมานานๆแล้วลุกพรวดพราดอย่างนั้นอาจจะทำให้วิงเวียน หน้ามืดได้ ถ้าคุณไม่อยากนอนราบ เดี๋ยวดิฉันจะปรับเตียงให้นะคะ” นางพยาบาลบอกพลางจับไหล่สองข้างของคนเจ็บกดไว้กับเตียง

สัมผัสที่ได้รับนั้นทำเอาคนบนเตียงรู้สึกแปลกคล้ายกับมีกระแสไฟอ่อนๆวิ่งจากมือของอีกฝ่ายแล่นปราดไปยังตำแหน่งที่เธอรู้สึกเจ็บจี๊ดมาก่อนหน้านี้ หากมันก็เป็นเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น เพราะพออีกฝ่ายปล่อยมือเพื่อไปจัดการกดปุ่มตรงพนักข้างเตียง ปรับหัวเตียงให้เอนขึ้นมา เจ้าความรู้สึกนั้นก็หายไป

คนเจ็บนิ่วหน้า หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น นึกสงสัยว่าเกิดอะไร หากยังไม่ทันคิดหาสาเหตุ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นและชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนผูกไทค์สีเหลืองคลุมทับด้วยเสื้อกาวน์สีขาวก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงของเธอเสียก่อน

“สวัสดีครับ ผมหมอดนุพลเป็นเจ้าของไข้ของคุณ” นายแพทย์หนุ่มแนะนำตัวง่ายๆ ก่อนจะซักถามอาการนิดหน่อยและลงมือตรวจร่างกายเธอ

หญิงสาวลืมตาให้อีกฝ่ายส่องไฟฉายมองการขยับของม่านตา ขยับตัวและแขนขาตามคำสั่ง ระหว่างนั้นก็ลอบสำรวจผู้ชายตรงหน้าไปพลาง พบว่าหมอที่ดูอาการให้เธอคนนี้ยังหนุ่มอยู่มากทีเดียว อายุอานามน่าจะสามสิบต้นๆได้ หน้าตาแม้ไม่หล่อเหลาสักเท่าไร แต่ใบหน้ายิ้มแย้มของอีกฝ่ายก็มีเสน่ห์ชวนมอง

และครั้งนี้ก็เช่นกัน เพียงปลายนิ้วของนายแพทย์หนุ่มสัมผัสถูกร่างของเธอ เธอก็รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟอ่อนๆวิ่งผ่านจากตำแหน่งนั้นตรงไปยังศีรษะด้านซ้าย ถึงกระแสไฟนั้นจะไม่ได้ทำให้เธอเจ็บจี๊ดเหมือนยามปลายนิ้วสัมผัสถูกศีรษะโดยตรง แต่มันก็ทำให้ร่างกายเธออุ่นซ่าน

ขณะที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับเจ้าความรู้สึกประหลาดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงหมอพูดขึ้นว่า

อืม...กล้ามเนื้อแข็งแรงเป็นปกติ อีกไม่กี่วันก็คงกลับได้...

“ฉันจะกลับบ้านได้แล้วเหรอคะ” หญิงสาวถาม ดวงตาจ้องหน้าหมอหนุ่มอย่างคาดหวัง ถึงจะเพิ่งฟื้น แต่เธอก็ไม่อยากจะนอนอยู่ในโรงพยาบาลนานๆ เธออยากจะกลับไปพักฟื้นที่บ้านมากกว่า

“ครับ” คนกำลังตรวจกำลังของแขนสองข้างตอบตามอัตโนมัติ ก่อนรู้สึกตัว ปล่อยมือจากแขนหญิงสาวแล้วนิ่วหน้า สงสัยว่าตัวเองบอกอีกฝ่ายออกไปตอนไหน แล้วก็ปัดข้อสงสัยนั้นทิ้งไป คิดว่าคงเผลอพูดออกไปโดยไม่ทันคิด

“ผมตรวจดูแล้ว ร่างกายคุณแข็งแรงดี ไม่ได้มีอาการแทรกซ้อนอย่างที่กังวล จะมีก็แค่บาดแผลผ่าตัดเท่านั้นที่คงจะต้องกินยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ คิดว่านอนพักฟื้นอีกสักสามสี่วันก็น่าจะกลับบ้านได้”

เธอจะได้กลับบ้านแล้ว! คนเจ็บคิดด้วยความดีใจ ก่อนจะใจหายวาบ เมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างได้

บ้าน?

บ้านที่ไหนล่ะ....

คนเจ็บนิ่วหน้า พยายามคิดถึงบ้านของตัวเอง หากเธอนึกอะไรไม่ออกเลยราวกับสมองของเธอเป็นเพียงกล่องเปล่าที่ไม่มีความทรงจำบรรจุอยู่

หญิงสาวใจเต้นแรง รู้สึกถึงความหวาดกลัวที่จู่โจมเข้าขั้วหัวใจ ทำเอาทั่วร่างเย็นเฉียบ ระหว่างนั้นเสียงนายแพทย์หนุ่มก็ดังแทรกเข้ามาในประสาทการรับรู้

“คุณฟื้นมาก็ดีแล้ว จะได้บอกประวัติกับฝ่ายทะเบียน ทางโรงพยาบาลจะได้ตามญาติของคุณมาดูอาการ เพราะตอนที่มีพลเมืองดีนำส่ง เขาบอกแค่ว่าคุณพลัดตกจากบันไดสะพานลอย ไม่มีหลักฐานติดตัว ทำให้ไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร” ดนุพลพูดต่อยิ้มๆ ก่อนรอยยิ้มจะจางลงเมื่อเห็นสีหน้าคนเจ็บเผือดขาว ดวงตาเต็มไปด้วยความตระหนก

“คุณเป็นอะไรรึเปล่า” นายแพทย์หนุ่มถามพลางเงยหน้าขึ้นมองจอมอนิเตอร์ เห็นว่ากราฟแสดงคลื่นไฟฟ้าหัวใจของหญิงสาววิ่งผ่านไปตัวแล้วตัวเล่าอย่างรวดเร็ว บ่งว่าหัวใจคนเจ็บกำลังใจเต้นระรัว

คนบนเตียงส่ายหน้า ยกมือเย็นเฉียบขึ้นปิดปาก เบิกตากว้างจ้องไปทางคนถามอย่างตกใจ

“ฉัน...ฉันจำไม่ได้ว่าฉันเป็นใคร?” เจ้าตัวพูดโพล่งออกไปเสียงเบาหวิว ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน เธอหายใจแรง ส่ายหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ฉันจำไม่ได้เลยว่าตัวเองเป็นใคร...ชื่ออะไร... ในหัวฉัน....มัน...มันว่างเปล่าไปหมด...ฉันเป็นอะไรไปคะ.... หมอ...ช่วยฉันด้วย ฉันคิดอะไรไม่ออกเลย....”

หญิงสาวโวยวาย เลื่อนมือขึ้นไปกุมขมับ พยายามคิดให้ออกว่าแท้จริงแล้วเธอคือใคร หากแค่เริ่มต้นคิด ศีรษะด้านซ้ายของเธอก็เจ็บแปลบขึ้น ทั้งยังลามไปฝั่งตรงข้าม ทำเอาปวดตึงไปหมดทั้งหัว แต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมแพ้ พยายามจะคิดให้ได้ทำเอาหัวของเธอปวดมากแทบระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เสียงชีพจรจากเครื่องมอนิเตอร์ตรงผนังหัวเตียงจึงยิ่งดังระรัว

“ใจเย็นๆครับใจเย็นๆ คุณเพิ่งฟื้นจากการผ่าตัดเอาเลือดคั่งในสมองออก สมองอาจจะได้รับความกระทบกระเทือนทำให้ยังจำอะไรไม่ได้ แต่ไม่ต้องกลัว คุณจะต้องจำความได้แน่ แค่กลับไปอยู่กับคนที่คุ้นหน้า อยู่ในสถานที่คุ้นเคยเพื่อกระตุ้นความทรงจำของคุณ รับรองว่าคุณต้องจำได้แน่นอน” ดนุพลรีบปลอบ พยายามให้คนเจ็บระงับสติอารมณ์ลง พลางพยักหน้าให้พยาบาลช่วยจับตัวหญิงสาวเอาไว้ กันไม่ให้อีกฝ่ายเผลอกระโจนลงจากเตียง

“ฉันจะไปอยู่สถานที่อย่างนั้นได้ยังไง ตอนนี้ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นใคร เคยอยู่ที่ไหน....” คนเจ็บส่ายหน้า หัวใจตระหนกเกินกว่าจะยอมรับความจริงที่เพิ่งค้นพบได้

หากอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงกับแรงยึดของหมอหนุ่มและพยาบาลสาว ทำให้เจ้าตัวไม่อาจทำอะไรได้มากนัก นอกจากนอนหายใจหอบแรง นิ่วหน้าหลับตาข่มอาการปวดตึงรอบศีรษะนิ่งๆอยู่บนเตียง

“ไม่ต้องห่วงนะคะ ทางโรงพยาบาลจะประกาศตามหาญาติให้คุณเองค่ะ ใจเย็นๆนะคะ ตอนนี้ดิฉันว่าคุณนอนพักก่อนดีกว่าค่ะ ไม่แน่ว่าตื่นขึ้นมาอีกครั้ง คุณอาจจะจำทุกอย่างได้เหมือนปกตินะคะ” พยาบาลสาวช่วยปลอบ แล้วหยิบผ้าห่มขึ้นคลุมร่างคนที่ยังนอนขมวดคิ้วหน้าซีดขาวอยู่บนเตียงอย่างอ่อนโยน

คนความจำเสื่อมพยักหน้ารับน้อยๆ พยายามสงบจิตใจ หยุดคิดเรื่องต่างๆ เพื่อให้อาการปวดศีรษะคลายลง

การเค้นสมองคิดมีแต่จะทำให้เธอเจ็บปวดเท่านั้น มันไม่ได้ช่วยให้เธอนึกอะไรออกเลย...หญิงสาวพยายามบอกตัวเอง พร้อมกับผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ

เธอควรจะตั้งสติดีๆ นอนหลับสักพัก ไม่แน่ว่าตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอจะได้พบใครสักคนที่บอกได้ว่าเธอคือใคร หรือถ้าโชคดีความทรงจำของเธออาจจะกลับคืนมาก็เป็นได้...

+++++++++++++++++

ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหน หากพอรู้สึกตัวอีกครั้ง คนที่ยังจำตัวเองไม่ได้ก็รู้สึกดีขึ้นมาก อาการปวดที่รุมเร้าจนหัวแทบแตกก็เหลือเพียงปวดตุ้บๆเท่านั้น แถมความร้อนรนจากการจำอะไรไม่ได้ก็คลายลง หญิงสาวเอื้อมมือไปกดปุ่มตรงพนักข้างเตียง ปรับหัวเตียงให้สูงขึ้น ก่อนกวาดสายตามองสำรวจรอบห้องพัก พบว่าในห้องสี่เหลี่ยมกว้างขวางขนาดวางชุดรับแขกและโต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งกินข้าวแยกจากกันได้เป็นสัดส่วนมีเธออยู่เพียงลำพังเท่านั้น

คนเจ็บเหลือบตาไปยังหน้าต่างบานใหญ่ซึ่งกินเนื้อที่ครึ่งบนของกำแพงสีขาวนวล ก่อนเลือกกดปุ่มตรงพนักข้างเตียงอีกปุ่ม ปรับให้มู่ลี่สีครีมถูกดึงม้วนขึ้นไปอยู่ด้านบน ปล่อยให้แสงตะวันยามบ่ายส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามาได้เต็มที่ เพิ่มความสดชื่นให้กับห้องทึมๆนั้น

หญิงสาวทอดสายตาผ่านกระจกออกไปด้านนอก เหม่อมองท้องฟ้าสีคราม ในใจครุ่นคิดถึงที่มาของตัวเอง หากเช่นเดิม ในสมองของเธอมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น ไม่มีความทรงจำใดเหลืออยู่เลย คนเจ็บส่ายหน้าถอนใจยาว ยกมือขึ้นแตะผ้าพันแผลรอบศีรษะอีกครั้ง

ถ้าเธอจำอะไรไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครแล้วเธอจะทำยังไงต่อไป เธอคงไม่สามารถอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้ตลอดไปได้ จะให้ออกไปหางานทำ เธอก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง ที่สำคัญเธอจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายห้องพิเศษหรูหราอย่างนี้ ไหนจะยังค่าผ่าตัด รักษาพยาบาลอีก...

ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด ศีรษะเริ่มปวดตุ้บๆมากยิ่งขึ้น หญิงสาวดึงสายตากลับมา ก่อนได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าห้อง และพยาบาลสาวคนเดิมเดินยิ้มร่านำหน้าชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาท่าทางดีใจ

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งหน้าตาคมสัน สวมแว่นสายตาสีเงิน ประสานสายตากับเธอ ดวงตาหลังแว่นสายตานั้นเป็นประกายวาบ เขาเดินแซงหน้าพยาบาลตรงมาหยุดข้างเตียง กวาดตามองสำรวจทั่วใบหน้าของเธอ ก่อนคว้ามือเธอขึ้นกุมไว้อย่างยินดี

“ปู ! พี่ดีใจจริงๆที่ได้พบปู พี่เป็นห่วงปูมากรู้มั้ย”

อารามตกใจที่ถูกชายแปลกหน้าคว้ามือไป คนเจ็บจึงรีบชักมือออก กระแสไฟอ่อนๆที่ส่งผ่านมาจากมือนั้นจึงขาดหายไปกะทันหัน หากหญิงสาวก็ไม่ใส่ใจ เพียงจับตามองชายตรงหน้าอย่างระแวงเท่านั้น

“ไม่ต้องกลัวนะคะ คุณปาริชาต ผู้ชายคนนี้คือคุณสหกรณ์ สามีของคุณค่ะ” พยาบาลสาวรีบแนะนำ เมื่อเห็นคนไข้มองสามีตัวเองอย่างไม่ไว้ใจ

“สามี?” คนบนเตียงทวนคำอย่างไม่เชื่อหู มองหน้าคนพูดก่อนจะเหลือบตาไปยังผู้ชายที่บอกว่าเป็นสามีของเธอ จ้องหน้าเขาอย่างพิจารณามากขึ้น

“ใช่ ! พี่ต้อไง ปูจำพี่ไม่ได้เหรอ?” สหกรณ์ถามน้ำเสียงคาดหวัง ทั้งยังทำท่าจะเข้ามาคว้ามือเธออีก หากหญิงสาวรีบคว้าผ้าห่มขึ้นคลุมจรดปลายคาง ซ่อนมือและร่างไว้ใต้ผ้าห่มพิมพ์ลายโรงพยาบาลอย่างมิดชิด

คนความจำเสื่อมส่ายหน้า ขนาดพยาบาลเรียกชื่อเธอว่าปาริชาต เธอยังไม่ได้รู้สึกคุ้นเคยด้วยเลย นับประสาอะไรกับผู้ชายชื่อสหกรณ์ตรงหน้า เธอไม่มีความทรงจำใดๆเกี่ยวกับเขาทั้งสิ้น

สหกรณ์ถอนใจยาว ส่งยิ้มเจื่อนๆกับพยาบาลข้างกาย หน้าตาผิดหวัง

“ไม่ต้องห่วงนะคะ ถ้าคุณปาริชาตได้กลับไปอยู่บ้านกับคุณดังเดิม ดิฉันเชื่อว่าคุณปาริชาตต้องจำคุณได้แน่ๆ” พยาบาลสาวรีบบอก อันที่จริงเธอบอกกับชายหนุ่มล่วงหน้าแล้วว่าภรรยาของเขาความจำเสื่อม แต่เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของเขา เธอก็อดปลอบใจอีกไม่ได้

ชายหนุ่มพยักหน้าเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนหันกลับมาให้ความสนใจผู้เป็นภรรยาดังเดิม

“ปูยังจำพี่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร รู้มั้ยว่าตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา พี่วิ่งวุ่นตามหาปูตามที่ต่างๆ ทั้งโทรแจ้งความ โทรเช็คตามโรงพยาบาลต่างๆแต่ก็ไม่พบจนพี่เกือบหมดหวังแล้ว โชคดีที่เมื่อเช้าพี่ได้รับแจ้งจากทางตำรวจว่ามีผู้หญิงไม่มีญาติ อายุอานามพอๆกับปู ได้รับการผ่าตัดสมองและนอนรักษาตัวอยู่ที่นี่ พี่จึงรีบมาดูทันที แล้วผู้หญิงคนนั้นก็เป็นปูจริงๆ”

“คุณ...เอ่อ...คุณเป็นสามีฉันจริงๆเหรอ....” ปาริชาตถาม มองหน้าผู้ชายตรงหน้าอย่างไม่แน่ใจ

ตอนนี้เธอยังจำอะไรไม่ได้ ผู้ชายตรงหน้าจะพูดอะไรออกมาก็ได้ทั้งนั้น...เธอจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง แต่จะว่าไป เขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องมาโกหกเธอนี่นา....

“จริงสิ...ถ้าปูไม่เชื่อ ไว้พี่กลับบ้านแล้วจะไปเอาทะเบียนสมรสมายืนยัน ส่วนหลักฐานอย่างอื่นของปู พวกบัตรประชาชน ใบขับขี่ เห็นทางโรงพยาบาลว่าหล่นหายไป หรือไม่ก็ถูกมือดีฉกไปแล้ว”

หญิงสาวถอนใจยาว พยักหน้าอย่างเข้าใจ คนประสบอุบัติเหตุก็อย่างนี้ เจอคนดีก็ดีไป ข้าวของคงอยู่ครบ ถ้าเจอคนร้ายอย่างเธอก็จะเหลือแต่ตัว มาถึงโรงพยาบาลกลายเป็นคนไม่ทราบชื่อ

พยาบาลสาวเห็นสองสามีภรรยาเริ่มคุยกันรู้เรื่องแล้วจึงขอตัวเพราะไม่อยากอยู่เป็นส่วนเกิน

“ดิฉันขอตัวก่อนแล้วกันนะคะ เชิญคุณสองคนตามสบาย และถ้าหากคุณสหกรณ์มีข้อสงสัยอะไร รอถามคุณหมอดนุพลได้ค่ะ คิดว่าอีกสักพักก็คงมา”

รอจนนางพยาบาลออกจากห้องไปแล้ว สหกรณ์ก็ลากเก้าอี้มานั่งลงข้างเตียง ส่งยิ้มให้ภรรยาอย่างร่าเริง

“ปูไม่ต้องห่วงนะ ถึงปูจะยังจำอะไรไม่ได้ แต่พี่ก็จะคอยดูแลปู อยู่ข้างกายปูเสมอ”

ปาริชาตมองคนพูดอย่างลังเล เอาน่า...หลังจากที่ต้องตระหนกกับอาการความจำเสื่อมจนทำอะไรไม่ถูก อย่างน้อยตอนนี้ก็มีคนมายืนยันประวัติให้แล้ว เธอก็น่าจะยินดีไม่ใช่เหรอ...

“ขอบคุณค่ะ...คุณต้อ...”

คนบนเตียงอ้ำอึ้ง ไม่รู้จะเอ่ยปากเรียกชื่ออีกฝ่ายว่าอย่างไร เพราะถึงเขาจะบอกว่าเป็นสามีก็ตาม หากเธอยังเห็นเขาเป็นแค่คนแปลกหน้าเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกผูกพันใดๆด้วยเลย จะให้เรียกพี่ต้อตามที่เขาเรียกแทนตัวเองก็ฟังสนิทสนมไปหน่อยจึงเลือกที่จะเรียกเขาว่าคุณต้อแทน

“เรียกพี่ต้อสิจ๊ะ” สหกรณ์บอกยิ้มๆ ทำท่าจะคว้ามือเธอไปกุมไว้ หญิงสาวจึงรีบขยับมือหนีเสียก่อน คิดว่าระหว่างที่ยังจำความไม่ได้ เธอยังไม่อยากให้เขาถูกเนื้อต้องตัวมากนัก

ชายหนุ่มฝืนยิ้มแล้วเปลี่ยนเรื่องถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแทน

“ไม่เป็นไรจ้ะ ว่าแต่ปูพอจะจำได้มั้ยว่าพลัดตกบันไดสะพานลอยลงมาได้ยังไง”

“ฉัน...ฉันจำอะไรไม่ได้เลยค่ะ” ปาริชาตส่ายหน้า ปฏิเสธเบาๆ สบตาคนที่มองเธออย่างเห็นใจแล้วเป็นฝ่ายถามบ้าง

“คุณช่วยเล่าให้ฉันฟังได้มั้ยว่าฉันเป็นใคร พักที่ไหน แล้วเรารู้จักและแต่งงานกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะว่าฉันจำเรื่องของตัวเองและเรื่องระหว่างเราไม่ได้เลย”

“ได้สิ เรื่องแค่นี้เอง” สหกรณ์รีบรับคำ

“ปูมีชื่อว่าปาริชาต นามสกุล เฟื่องฉัตรา อันนี้เป็นนามสกุลของปู เพราะถึงแต่งงานกันแล้ว ปูก็ยังใช้นามสกุลตัวเอง ไม่ได้เปลี่ยนมาใช้ อัศวเอกา ของพี่ ปูเป็นเด็กกำพร้า อาศัยอยู่กับป้าสองคนมาแต่เด็ก แต่ท่านประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อสี่ปีก่อน ปูเลยต้องอยู่คนเดียวเพราะไม่มีญาติที่ไหนอีก ปูอาศัยเงินมรดกที่ป้าทิ้งไว้ให้เรียนต่อจนจบและมาทำงานเป็นครูอยู่ในโรงเรียนอนุบาล...”

ฟังดูชีวิตเธอช่างรันทดเหลือเกิน เป็นเด็กกำพร้ายังไม่พอ ตอนนี้ยังโดดเดี่ยว ไม่มีญาติพี่น้องเหลืออยู่อีก...ปาริชาตถอนใจ ก่อนจะขมวดคิ้ว ส่ายหน้า เมื่อคิดถึงอาชีพของเธอ

ครูโรงเรียนอนุบาลงั้นเหรอ? ฟังแล้วไม่ค่อยเข้ากับเธอยังไงไม่รู้ เธอคิดว่าตัวเองน่าจะทำงานอะไรที่ท้าทายหรือโลดโผนกว่านั้นซะอีก

“พี่เจอกับปูครั้งแรกในห้างสรรพสินค้า ตอนนั้นปูถือของพะรุงพะรังแล้วเดินไม่ระวังมาชนพี่เข้า พี่เห็นปูทีแรกก็ถูกใจ เลยขอเบอร์และติดต่อกันเรื่อยมา”

ฟังแล้วเหมือนนิยายยังไงไม่รู้ นิยายน้ำเน่าที่พระเอกนางเอกชอบเดินชนกัน ทำข้าวของหล่นกระจาย จากนั้นก็ช่วยกันเก็บและเงยหน้าขึ้นสบตาแล้วก็ปิ๊งกัน...คนเจ็บคิดขำๆ ริมฝีปากบางระบายยิ้มน้อยๆ

เพียงแต่ว่าอย่างเธอนี่นะชอบช็อปปิ้ง ทำไมเธอไม่คิดอย่างนั้นนะ เธอรู้สึกว่าเธอชอบไปออกกำลัง หรือไม่ก็นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทำอะไรสักอย่างมากกว่า...

“เราคบกันได้สองปีก่อนแต่งงานกันเมื่อครึ่งปีก่อน จากนั้นปูก็ย้ายไปอยู่กับพี่ที่บ้านแถวรังสิตคลองสาม”

เล่ามาถึงตรงนี้ หญิงสาวก็ละสายตาคนใบหน้าคมสันชวนมอง เลื่อนสายตาลงมาที่มือข้างซ้ายของชายหนุ่มซึ่งวางอยู่บนเตียงข้างกายเธอ ดวงตาจับตานิ่งอยู่ตรงแหวนทองเกลี้ยงในนิ้วนางข้างซ้ายของเขาด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก

เขาเป็นสามีของเธอจริงๆงั้นหรือ? หญิงสาวยังไม่อยากจะเชื่อ

สหกรณ์คงเห็นสายตาของเธอ เขาจึงยิ้มกว้าง พลางยกมือข้างขวาล้วงเอาแหวนทองเกลี้ยงวงเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตตรงหน้าอกข้างซ้าย ยื่นมาตรงหน้า

“แหวนแต่งงานวงนี้ปูสวมติดนิ้วตลอดเวลา ตอนเกิดอุบัติเหตุต้องผ่าตัดด่วน เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลถอดเก็บเอาไว้ให้ และเพิ่งคืนให้พี่เมื่อกี้นี้เอง”

ปาริชาตลบผ้าห่มลง แบมือออกไปให้อีกฝ่ายวางแหวนลงบนผ่ามือ ก่อนจะลองสวมมันกลับเข้าที่นิ้วนางข้างซ้าย

แหวนทองคำเกลี้ยงนั้นสวมเข้ากับนิ้วของเธอได้อย่างพอดิบพอดี !

หญิงสาวใจเต้นแรง รู้สึกว่าโลหะเย็นที่สัมผัสถูกผิวเนื้อบริเวณนิ้วนั้นกำลังทำหน้าที่พันธนาการเธอเอาไว้กับผู้ชายตรงหน้า...พันธนาการหัวใจเธอเอาไว้กับหัวใจเขา...

เธอเหลือบตาขึ้นมองหน้าสามี ฝืนยิ้ม

“ปูเชื่อพี่แล้วใช่มั้ย”

แม้จะยังไม่มั่นใจนัก หากปาริชาตก็พยักหน้ารับ สหกรณ์ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ รีบลุกขึ้นทำท่าจะโผเข้ากอด แต่หญิงสาวกลับหดตัวจนติดพนักเตียง ชายหนุ่มชะงัก ทิ้งแขนลงข้างตัว เปลี่ยนเป็นยิ้มเก้อแทน

“ไม่เป็นไรจ้ะ พี่คงดีใจมากไปหน่อย เลยลืมตัวไปว่าปูยังจำอะไรไม่ได้”

“ขอบคุณค่ะ” คนความจำเสื่อมยิ้มสบตาอีกฝ่ายอย่างขอบคุณ พร้อมกันนั้นประตูห้องก็ถูกเคาะและเปิดเข้ามา ร่างสูงโปร่งของแพทย์เจ้าของไข้เดินยิ้มมาแต่ไกล

“ดูคุณมีสีหน้าดีขึ้นมากเลยนะครับ” ดนุพลทักคนไข้ก่อนทักชายหนุ่มซึ่งยืนอยู่ข้างเตียง เขารู้ล่วงหน้ามาจากพยาบาลตรงเคาน์เตอร์แล้วว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้เป็นสามีของคนไข้

“ค่ะ ตื่นขึ้นมารอบนี้ไม่ค่อยปวดหัวเท่าไหร่แล้ว นอกจากฉันจะเผลอคิดอะไรมากไปหน่อยเท่านั้น” ปาริชาตรายงาน

“ดีแล้วครับ ผมคิดว่ายิ่งคุณได้พักมากขึ้น อาการปวดก็จะลดลงตามลำดับจนหายไปเอง เพียงแต่คุณต้องระวัง อย่าพยายามครุ่นคิดให้มากนัก เรื่องความจำ...ถึงเวลาแล้ว มันก็จะกลับมาเอง ไม่ต้องกังวลหรอกครับ”

“หมายความว่ายังไงครับที่ว่ามันจะกลับมาเอง” สหกรณ์รีบถามทันที หน้าตาความสงสัย

“อย่างที่ผมเคยบอกคุณปาริชาตว่าถ้าเธอได้อยู่ในที่คุ้นเคย อยู่กับคนรู้จัก ความทรงจำของเธอก็จะค่อยๆกลับมา อาจจะเห็นเป็นภาพแวบๆบ้าง หรืออาจจะจำทุกอย่างได้ในทันที เรื่องนี้ผมก็บอกไม่ได้แน่ชัดนัก”

“อ้อ...อย่างนั้นเหรอครับ” คนเป็นสามีพยักหน้า แล้วหันมาสบตาภรรยายิ้มๆ “ถ้าอย่างนั้นปูต้องพักมากๆนะ ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว พี่ว่าเดี๋ยวความทรงจำทุกอย่างก็กลับมาเอง”

ปาริชาตผงกศีรษะรับคำ ดนุพลจึงเสริมอีกว่า

“ผมคิดว่าพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลอีกสักวันสองวัน คุณก็คงจะกลับบ้านได้แล้ว”

“จริงเหรอคะหมอ ฉันดีใจจริงๆ” คนบนเตียงถามน้ำเสียงตื่นเต้น อย่างน้อยถ้าได้ออกจากโรงพยาบาล กลับไปพักฟื้นที่บ้านกับสามี ความทรงจำของเธอคงจะกลับคืนมาได้โดยไวแน่

เธอไม่ชอบเลยที่ต้องกลายเป็นคนไม่มีอดีต ไม่มีความทรงจำ และต้องคอยพึ่งพาหาความจริงจากคนอื่นอย่างนี้ เธออยากจะจำทุกอย่างได้ อยากจะค้นหา แก้ข้อสงสัยต่างๆด้วยตัวเองมากกว่า...คิดแล้วหญิงสาวก็สะดุดใจ

หรือว่านั่นเป็นนิสัยที่แท้จริงของเธอ...

“จริงครับ และผมหวังว่าต่อไปคุณจะขึ้นลงบันไดอย่างระมัดระวัง อย่าได้พลัดตกบันไดอีก ไม่อย่างนั้นคราวหน้าเจ้าตัวน้อยของคุณอาจจะไม่โชคดีแบบนี้”

“เจ้าตัวน้อยของฉัน?” ปาริชาตทวน สบตาคนพูดกับสามีสลับไปสลับมาด้วยใบหน้าเหรอหรา

“เจ้าตัวน้อยก็ลูกของเราในท้องของคุณไงที่รัก เมื่อต้นเดือนผมยังพาคุณไปฝากท้องอยู่เลย รู้ไว้ด้วยนะว่าตอนนี้คุณท้องได้สามเดือนแล้ว” สหกรณ์บอกยิ้มๆ ดวงตาเป็นประกายเต็มไปด้วยความสุข

หญิงสาวตาโต ทำหน้าตกใจ พร้อมกับยกมือขึ้นแตะหน้าท้องของตัวเองอย่างแผ่วเบา

ท้องสามเดือนแล้วงั้นเหรอ?

คนเพิ่งได้รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อหู เหลือบตามองสามีซึ่งยังยืนยิ้มด้วยความดีใจอยู่ข้างเตียงหน้านิ่ว รู้สึกปวดหัวตุ้บๆขึ้นมาอีกครั้ง

อะไรกัน...แค่ความจำเสื่อมยังไม่พอ เธอยังตั้งท้องด้วย !

ปาริชาตถอนใจยาว ฟื้นมาได้ไม่ถึงวันก็มีเรื่องชวนตกใจมากมาย ไม่รู้ว่าต่อไปจะมีอะไรให้เธอได้เซอร์ไพรส์อีก...

+++++++++++++++++++++++

จบบทที่ 1


TOP




Create Date : 29 มิถุนายน 2553
Last Update : 29 มิถุนายน 2553 20:02:32 น. 3 comments
Counter : 796 Pageviews.

 
อ่านแล้ว ตื่นเต้นดี ชอบค่ะ


โดย: ศรีสุดา สุขสุวรรณ์ IP: 113.53.72.173 วันที่: 11 กรกฎาคม 2555 เวลา:18:07:41 น.  

 
ไปยืมหนังสือที่ห้องสมุดมาอ่านคะ
สนุกมาก ดำเนินเรื่องได้ตื่นเต้น
น่าติดตามทุกตอน เนื้อเรื่องก็แปลกดี
ประทับใจคะ


โดย: สินีนาถ จงพิเชฐกุล IP: 124.120.248.201 วันที่: 29 กรกฎาคม 2556 เวลา:4:50:18 น.  

 
อยากถามคนเขียนว่า มีเรื่องราวของ เกื้อกูล ที่เป็นพี่ชายนางเอกเรื่องนี้มั้ยคะ

แบบ...อ่านแล้วปิ๊ง อยากให้คนนี้เป็นตัวเอกบ้าง


โดย: dal IP: 223.206.251.72 วันที่: 25 เมษายน 2557 เวลา:23:28:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
อรพิม
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]






ผู้ที่กำลังชมบล็อก

ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด


ขอสงวนสิทธิ์ใดๆในการคัดลอก เผยแพร่ หรือดัดแปลงส่วนหนี่งส่วนใดหรือทั้งหมดของข้อความ เรื่องสั้น หรือนิยายที่โพสต์ในบล็อกแห่งนี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าผู้ใดละเมิดจะถูกดำเนินการตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด




Orapim Novel

Create your badge
New Comments
Friends' blogs
[Add อรพิม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.