Group Blog
 
 
มิถุนายน 2553
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
29 มิถุนายน 2553
 
All Blogs
 
เล่ห์ร้อยรัก






ญาดา ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะต้องจับพลัดจับผลูมาเป็นภรรยากำมะลอของทายาทมหาเศรษฐีพันล้านทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต้องโทษความโลภที่ทำให้เธอขโมยแหวนประจำตระกูลของเขามาใส่จนทำให้คนอื่นเข้าใจผิด

ภูบดี คือชื่อของสามีเธอ และที่สำคัญ ตอนนี้เขากำลังความจำเสื่อมเพราะถูกลอบทำร้าย แม้กลัวความลับแตก แต่เธอก็อยากได้ลาภลอยก้อนโตเพื่อเอาไปใช้หนี้การพนัน โดยหารู้ไม่ทั้งเขาและเธอกำลังจะมีอันตรายถึงชีวิต!






บทที่ 1

สายฝนโปรยปรายจากฟากฟ้าแลคล้ายม่านผืนบางครอบคลุมถนนสายยาวจนพร่าเลือน เมฆสีเทาหนาประดับด้วยแสงแวบวาบ มีเสียงฟ้าคำรามก้องดังกระหึ่มเป็นระยะ ร่วมกับลมกรรโชกแรงพัดจนต้นไม้ริมบาทวิถีไหวเอน ส่อเค้าว่าฝนจะเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักในไม่ช้า ทำให้ผู้คนบนบาทวิถีต้องรีบเร่งหาที่กำบังกันอลหม่าน

หญิงสาวร่างโปร่งใช้มือบังศีรษะกันละอองฝนที่เริ่มลงเม็ดหนักมากขึ้น ก้าวยาวๆหลบผู้คนบนทางเดิน ก่อนจะต้องสบถออกมาอย่างหัวเสีย เมื่อรถยนต์คันหนึ่งแล่นผ่านเธอพร้อมกับสาดน้ำที่ขังเจิ่งนองตรงขอบถนน กระเซ็นกระทบกับรองเท้าผ้าใบสีขาวกระดำกระด่างและชายกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มจนสกปรกไปหมด

“โธ่โว้ย...ขับรถประสาอะไรวะ” เจ้าตัวตะโกนไล่หลัง ก่อนจะรีบวิ่งไปยังที่กำบังที่ใกล้ที่สุดทันที เนื่องจากฝนที่ตกลงมานั้นลงเม็ดหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเธอเปียกแทบทั้งตัว

ญาดาลูบน้ำออกจากใบหน้า ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รู้สึกว่าโชคไม่เข้าข้างตัวเองเลย วันนี้ทั้งวันเธอตระเวนหางานจนส้นรองเท้าสึก แต่ก็ไม่มีที่ไหนรับสมัครคนที่มีวุฒิการศึกษาแค่มัธยมปลายอย่างเธอ แถมเข้าไปบริษัทจัดหางานก็เจอเสมียนชีกอพูดจาแทะโลม พอออกจากบริษัทจัดหางานได้ไม่กี่ก้าวก็มีฝนเทกระหน่ำลงมาซ้ำเติมอีก

ถ้าเธอไม่ติดบ่วง หลงกลับไปเล่นการพนัน เงินนับล้านที่หอบมาจากกาสิโนในปอยเปตคงทำให้สภาพชีวิตเธอดีกว่านี้ แต่นี่เงินเกือบทั้งหมด กลับละลายไปกับการพนันในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ตอนนี้เธอมีเงินเหลือติดตัวไม่ถึงร้อยบาท...หญิงสาวถอนใจเฮือก ก่อนรู้สึกตัวว่ากำลังถูกสายตาใครบางคนจับจ้อง

ใต้กันสาดหน้าร้านอาหารที่เธอกำลังยืนหลบฝนอยู่นั้น มีชายหนุ่มรูปร่างผอมเพรียวสูงกว่าเธอเกือบฟุตยืนอยู่อีกคน เขาเข้ามาหลบฝนอยู่ข้างๆตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ตัวเธอเองคงจะไม่ใส่ใจ ถ้าเขาจะไม่ยืนยิ้มมองเธออย่างเปิดเผย

ญาดานิ่วหน้า เหลือบมองอีกฝ่ายอย่างหงุดหงิด

แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นคนสวย ใบหน้าคมเข้มกับผมดำยาวถึงกลางหลังเป็นสิ่งสะดุดสายตาเพศตรงข้าม ทำให้ตกเป็นเป้าสายตาของผู้ชายหลายคน แต่กระนั้นเธอก็ไม่ชอบใจนักที่จะต้องถูกคนแปลกหน้ามอง โดยเฉพาะเจ้าอารมณ์พาลจากเสมียนบริษัทจัดหางานที่เพิ่งเจอมายังกรุ่นอยู่ในอกด้วย รอยยิ้มธรรมดาของคนข้างกายจึงกลายเป็นรอยยิ้มชวนหาเรื่องไปโดยปริยาย

หญิงสาวส่งยิ้มหวานตอบกลับไปจนอีกฝ่ายแย้มยิ้มมากขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนหน้าเป็นบึ้งตึง ถลึงตาใส่ ถามด้วยน้ำเสียงหาเรื่องว่า

“มองหาแม่หรือไง”

ผิวขาวอมชมพูราวกับคนไม่เคยถูกแดดของชายหนุ่มบวกกับแว่นสี่เหลี่ยมกรอบทองที่สวมอยู่บนใบหน้าค่อนข้างยาวทำให้คนข้างกายเธอละม้ายหนุ่มสำอางผิวบอบบาง น่าจะกระเทือนกับคำพูดของเธอได้ง่าย หากเจ้าตัวกลับไม่สะดุ้งสะเทือน แถมยังหัวเราะในลำคอ กระเซ้ากลับมาว่า

“ถ้ามีแม่สวยๆอย่างคุณ ผมคงมองไม่ให้คลาดสายตาแน่”

“คนบ้า!” หญิงสาวขึงตาใส่ แล้วรีบถอยห่างมาหลบอีกข้างของกันสาด ไกลจากหนุ่มแปลกหน้านั้นให้มากที่สุด พยายามไม่เหลือบมองอีกฝ่าย แม้จะรู้ว่าเขายังมองมาทางเธออยู่ตลอดเวลา

คนอะไร...ไม่รู้จักกันสักหน่อย จ้องเอาๆอยู่ได้...ญาดานึกเข่นเขี้ยวอยู่ในใจ แต่ก็ไม่กล้าแหยมเข้าไปอีก กลัวอีกฝ่ายตอกกลับแล้วจะเข้าเนื้อเสียเปล่า

หญิงสาวล้วงกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดหน้าที่น้องสาวซื้อและบังคับให้เธอใช้ออกมาซับความชื้นบนใบหน้า ดวงตามองสายฝนที่ยังเทกระหน่ำอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดแล้วถอนใจ เหลียวมองรอบตัวอย่างเซ็งในอารมณ์ ก่อนสายตาจะมาหยุดยังชายหนุ่มข้างกายซึ่งยังยืนปักหลักอยู่ไม่ห่างอีกครั้ง

ร่างผอมเพรียวในชุดเสื้อโปโลสีเหลืองนวลกับกางเกงสแลคสีดำดูภูมิฐาน มีฐานะเกินกว่าจะมาติดฝนอยู่ในย่านการค้าที่เต็มไปด้วยของเลหลังราคาถูก ทั้งนาฬิกาเรือนทองกับแหวนวงเล็กที่เจ้าตัวสวมติดนิ้วก้อยก็ส่องประกายวับวาว เตะตาคนมองนัก

หญิงสาวคงจะลืมตัวเผลอมองอีกฝ่ายนานไปหน่อย ชายหนุ่มจึงเอ่ยปากทักด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะว่า

“คราวนี้คุณเป็นฝ่ายมองผมเองนะ หรือว่าชักจะสนใจผมแล้ว”

คนถูกแหย่ฉุนกึก เงยหน้าขึ้นประสานกับนัยน์ตาเรียวรีเป็นประกายระยับหลังแว่นสายตา ก่อนสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง

“หลงตัวเอง” ญาดาพึมพำ แล้วไม่สนใจสายฝนที่ยังลงเม็ดไม่ขาดสาย ผลุนผลันออกจากใต้กันสาดนั้น วิ่งไปยังหน้าร้านเบเกอรี่อีกแห่งที่อยู่ใกล้กันและตั้งท่าวิ่งไปต่อ เพื่อกลับถึงห้องเช่าให้เร็วที่สุด แต่กระนั้นเธอก็ยังอดเหลียวกลับไปมองชายแปลกหน้าอีกครั้งไม่ได้

แม้จะอยู่ห่างกัน หากเธอก็ยังรับรู้ว่าเจ้าของร่างเพรียวนั้น ยังคงอมยิ้มมองตามเธอมาตลอด

++++++++++++++++++++++

กว่าจะกลับมาถึงห้องพักราคาถูกที่จ่ายค่าเช่าวันละสองร้อยบาท ญาดาก็เปียกโชกไปทั้งตัว ผมซอยสั้นแนบไปกับศีรษะ ทำให้ใบหน้าเนียนยิ่งกระจ่าง ขับเน้นให้ดวงตากลมโตมากยิ่งขึ้น หญิงสาวเช็ดเท้ากับผ้าขี้ริ้วที่เธอเอามาวางไว้หน้าประตูแทนพรมเช็ดเท้า เปิดสวิตช์ไฟบนผนัง ก่อนเดินเข้าไปในห้องคับแคบซึ่งมีแค่ฟูกเก่าๆวางชิดผนังด้านหนึ่งก็แทบจะไม่มีทางเดินเหลือ ไปยังตู้เสื้อผ้าพลาสติกที่วางอยู่ใกล้กัน รื้อผ้าขนหนูสะอาดออกมาได้ผืนหนึ่ง ค่อยตรงไปยังห้องน้ำซึ่งเล็กจนเธอแทบหายใจไม่ออก จัดการเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนโยนเสื้อผ้าเปียกของตัวเองสุมไว้ในตะกร้ามุมห้องซึ่งมีชามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกองทิ้งไว้พร้อมกับขวดน้ำพลาสติกราคาถูกที่เจ้าตัวไม่ใส่ใจจะเก็บทิ้ง จากนั้นจึงเดินไปทิ้งตัวนอนเอกเขนกบนที่นอนอันอ่อนยวบจนเธอแทบจะจมหายไปกับมัน

“ทีนี้จะทำไงต่อดีล่ะ ยายเตยก็ยังติดอยู่ในปอยเปต ถูกเจ้าหนี้กักตัวไว้ ถ้าฉันยังหาเงินอีกหกล้านมาใช้หนี้ไม่ได้ ยายเตยต้องแย่แน่ๆ” ญาดาคิดถึงวราลี...น้องสาวคนเดียวด้วยความหนักใจ

เป็นเพราะเธอติดการพนันอย่างหนัก ถึงขนาดแอบหนีน้องสาวไปเล่นกาสิโนในปอยเปตคนเดียว ตอนแรกก็เล่นได้ดีอยู่หรอก แต่เพราะความโลภ หวังรวยทางลัด เล่นไปเล่นมากลับเสียไปถึงสิบล้าน ทำเอาเธอจนปัญญา ต้องเรียกตัวน้องสาวมาช่วยจัดการปัญหาแทนตัวเอง

ทว่าพอน้องสาวของเธอเดินทางไปถึงปอยเปตจริง เธอกลับนึกหวาดหวั่น กลัวว่าวราลีจะไม่อาจใช้หนี้ให้ได้ จึงแอบหนีเอาตัวรอดกลับมาเมืองไทย ทิ้งน้องสาวอยู่ในปอยเปตคนเดียว ทีแรกเธอเข้าใจว่าวราลีจะหาทางหนีตามเธอกลับมาได้ แต่หลังจากโทรศัพท์กลับบ้านจึงรู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่กลับ คาดว่าคงโดนเจ้าหนี้ของเธอกักตัวไว้ในกาสิโนแน่นอน

เธอจะกลับบ้านที่อาศัยอยู่กับวราลีก็ไม่ได้ ด้วยเกรงว่าเจ้าหนี้จะตามเจอ ทำให้ต้องมากบดานอยู่ในเกสท์เฮ้าส์ในถนนข้าวสาร เช่าห้องพักราคาถูกอยู่ไปวันๆ

“ตอนนี้พี่ยังเอาตัวไม่รอดเลย เตยคงต้องช่วยตัวเองไปก่อนนะ” ญาดาพึมพำพลาง ผุดลุกขึ้นนั่ง ล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบธนบัตรยับยู่ยี่หลายใบออกมากองรวมไว้บนฟูก หญิงสาวคลี่ออกทีละใบ นับรวมกับเศษเหรียญที่ค้นมาได้ทั้งหมด

“ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแค่พันสองเอง?” นักพนันสาวหน้ามุ่ย ถอนใจเฮือกใหญ่

โชคดีที่ระหว่างทางกลับที่พัก เธอบังเอิญไปหลบอยู่หน้าร้านตัดผมซึ่งติดประกาศรับซื้อเส้นผมคุณภาพดี ราคายุติธรรม เธอจึงถือโอกาสซอยผมตัวเองเสียสั้นกุดเพื่อปลอมตัวหลบหนีเจ้าหนี้ ขณะเดียวกันก็ขายผมอันยาวสลวยของตัวเองไปด้วย ได้เงินมาพันกว่าบาท คิดว่าคงพอใช้เป็นค่าห้องพักและค่ากินอยู่ได้อีกหลายวัน

ญาดาเสยผมสั้นกุดของตัวเองอย่างไม่ชิน รู้สึกหนังศีรษะเบาโล่งแปลกๆ หากเจ้าตัวไม่ใส่ใจนัก...แค่เส้นผม อีกหน่อยมันก็ยาว...หญิงสาวจัดการรวบรวมเงินเก็บใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนลุกไปเปิดหน้าต่างห้องให้อากาศถ่ายเทเข้ามาข้างใน

ด้านนอกฝนหยุดตกแล้ว บนทางเดินเริ่มมีผู้คนมากขึ้น ผับฝั่งตรงข้ามก็เปิดไฟกะพริบวิบวับ เล่นเพลงฝรั่งจังหวะเร้าใจ หวังเรียกลูกค้าต่างชาติซึ่งเดินผ่านไปผ่านมา ญาดามองความมีชีวิตชีวาบนถนนอย่างรื่นรมย์ ลืมความทุกข์ของตัวเองไปชั่วขณะ

หากไม่นานเธอก็หวนกลับมาคิดถึงปัญหาของตัวเองอีก

เงินที่มีอย่างมากก็พอกินพออยู่สักอาทิตย์...เพราะฉะนั้นฉันจะต้องหางานทำให้ได้...

หรือว่าจะกลับไปที่บริษัทจัดหางานนั้นดี...

หญิงสาวนิ่วหน้า ทว่ายังคิดไม่ตกเจ้ากลิ่นผัดไทยจากรถเข็นบนบาทวิถีด้านล่างก็ส่งกลิ่นหอมลอยขึ้นมายั่วน้ำลายจนจิตใจเจ้าตัววอกแวกเสียก่อน

“เอาน่า...กองทัพเดินด้วยท้อง กินอิ่มแล้วค่อยมาคิดต่อแล้วกัน”

ญาดาตัดสินใจง่ายๆ ตามประสาคนไม่คิดอะไรมาก แล้วเจ้าตัวก็ออกจากห้องรูหนูของตัวเอง ตรงไปยังร้านผัดไทยที่หมายตา นั่งกินจนอิ่มหนำ ก่อนจะเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย

รู้ตัวอีกทีก็มืดแล้ว รอบด้านค่อนข้างเปลี่ยว เนื่องจากเป็นเขตบ้านพักอาศัย ไม่ใช่ย่านการค้า มีเพียงแสงจากเสาไฟข้างทางส่องนำทาง นานๆจะมีนักท่องเที่ยวหรือคนไทยผ่านมาสักคน

ญาดามองย้อนกลับไปทางเดิม พบว่าทั้งผับและร้านค้าสุดปลายถนนที่เห็นอยู่ลิบๆ เริ่มคึกคัก แสงไฟกะพริบวิบวับ ผสานกับเสียงเพลงที่ยังพอได้ยิน ด้านหน้ามีผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยยืนยื้อยุดฉุดแขกให้เข้าร้าน เห็นแล้วเจ้าตัวก็ต้องส่ายหน้า คิดว่าตัวเองกลับที่พักโดยใช้ทางลัดน่าจะดีกว่า เนื่องจากเป็นผู้หญิงเดินท่อมๆแถวนี้คนเดียว อาจจะมีคนเข้าใจผิดคิดว่าเธอมีอาชีพพิเศษได้

หญิงสาวเลี้ยวมุมตึกทางขวามือ ทะลุไปยังถนนเล็กๆซึ่งปราศจากผู้คนสายหนึ่ง มีเพียงเงาวูบไหวและเสียงแกรกกรากของต้นไม้ข้างทางดังเป็นเพื่อนเท่านั้น

เดินไป กวาดสายตามองรอบตัวไป เจ้าตัวก็ต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างแว่วเข้ามา เสียงนั้นคล้ายเสียงทุบอะไรบางอย่าง ดังมาจากซอยมืดทางซ้ายมือ หญิงสาวหันขวับไป เขม้นมองอยู่นาน กว่าจะพบว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงคนกำลังต่อสู้กัน

ในเงามืดของซอยเปลี่ยวนั้น มีร่างสองร่างกำลังรุมทำร้ายใครบางคนซึ่งต่อสู้ป้องกันตัวอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยพวกที่รุมต่างมีเครื่องทุ่นแรงอยู่ในมือ ซึ่งเธอมองแล้ว คิดว่าน่าจะเป็นท่อนไม้

คนบังเอิญประสบเหตุตะลึง ตัดสินใจไม่ถูก ไม่รู้จะช่วยดีหรือรีบวิ่งหนีดี ด้วยเกรงว่าฝ่ายที่มีมากกว่าอาจจะเข้ามาทำร้ายเธอด้วย

ทันใดนั้นเอง หนึ่งในคนร้ายก็หันเห็นเธอเข้า!

ร่างกำยำที่ถือไม้หน้าสามนั้นชะงัก ทำท่าจะผละออกจากเหยื่อของตัวเอง วิ่งออกจากซอยตรงเข้าหาเธอ ญาดาจึงไม่รอช้า ตัดสินใจแหกปากตะโกนเสียงดังทันที

“ไฟไหม้!....ไฟไหม้จ้า....ช่วยดับไฟที...”

สิ้นเสียงร้องตะโกน ชายที่วิ่งมาถึงกลางทางชะงักกึก ไม่สนใจเธออีกต่อไป เขาหันหลังกลับ วิ่งหนีหายเข้าไปในซอย ส่วนคนร้ายอีกคน อาศัยจังหวะนั้นใช้ไม้ในมือตีใส่เหยื่อของตัวเองจนทรุดฮวบ นอนแน่นิ่งลงกับพื้น ก่อนวิ่งตามเพื่อนไป

นักพนันสาวหุบปาก เหลียวมองรอบตัว พบว่ายังไม่มีใครมา จึงเดินเข้าไปในซอย หยุดที่ร่างเหยื่อผู้ถูกรุมทำร้าย ก่อนคุกเข้าลงข้างร่างนั้น

หญิงสาวกวาดตามองอย่างรวดเร็ว พบว่าอีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มร่างผอมนอนคว่ำหันหน้าไปอีกทาง แผ่นหลังที่เห็นยังสะท้อนขึ้นลงช้าๆ ทำให้พอเบาใจได้ว่าเขายังไม่ตาย เจ้าตัวจึงลองเขย่าเรียก แต่ร่างนั้นยังคงนอนเงียบ ไม่มีเสียงตอบเลย

“ทำไงดีล่ะ คนดีหรือคนร้ายก็ไม่รู้” บ่นพึมพำกับตัวเองแล้วก็ส่ายหน้า “อย่ายุ่งดีกว่า ปล่อยให้นอนตรงนี้ เดี๋ยวคงมีคนผ่านมาพบเองแหละ”

ญาดาทำท่าจะลุกขึ้นยืน ก่อนจะหรี่ตามองเสื้อโปโลกับกางเกงสแลคของอีกฝ่าย

จากการแต่งกาย ผู้ชายคนนี้ท่าทางมีฐานะ เขาคงมีเครื่องประดับหรือเงินทองติดตัวพอสมควรทีเดียว.... หญิงสาวยิ้ม ตาเป็นประกาย....

อย่างน้อยฉันก็เป็นคนช่วยนายไว้ ขออะไรติดไม้ติดมือกลับไปหน่อยแล้วกัน...

กำลังจะลงมือลูบคลำไปตามตัวเพื่อหาของตอบแทน สายตาญาดาก็สะดุดเข้ากับประกายแวววาวบนมือของชายหนุ่ม

แหวน!

หญิงสาวมองแหวนบนนิ้วก้อยของชายหนุ่มอย่างสนใจ รู้สึกคุ้นตา แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน

ญาดายักไหล่

เอาน่า...จะเคยเห็นที่ไหนก็ช่าง ตอนนี้ขอยึดเป็นค่าตะโกนแล้วกัน...คิดแล้วเจ้าตัวก็รีบรูดแหวนทองวงนั้นออก ยกมันขึ้นมองใกล้ๆ

มันเป็นแหวนทองที่กระหวัดเป็นเกลียว มีลวดลายแปลกตา ด้านบนมีเพชรเม็ดเล็กๆเรียงอยู่สามเม็ด ลักษณะน่าจะเป็นแหวนผู้หญิงมากกว่าแหวนของผู้ชาย

ยิ่งมองญาดาก็ยิ่งถูกใจ รู้สึกชอบลวดลายที่เห็น คิดอยากลองสวมบ้าง อยากรู้ว่าเมื่อมันมาอยู่บนมือเธอแล้วมันจะสวยขึ้นอีกหรือไม่ เจ้าตัวจึงลองสวมกับนิ้วตัวเอง หากลองอยู่หลายนิ้วก็ไม่ได้สักที จนกระทั่งต้องพยายาม ‘ยัด’มันเข้ากับนิ้วนางข้างซ้าย

หญิงสาวอมยิ้ม มองแหวนบนนิ้วของตัวเองอย่างชอบใจ

กำลังจะถอดมันออกเพื่อเก็บใส่กระเป๋า ก็มีเสียงห้าวๆทักขึ้นมาจากด้านหลังว่า

“ไฟไหม้ที่ไหน?”

ญาดาสะดุ้งโหยง ละมือจากการรูดแหวนออกจากนิ้วตัวเอง เปลี่ยนเป็นเขย่าร่างบนพื้นทันที พร้อมกับที่ร่างกำยำของชายกลางคนพรวดพราดเข้ามาคุกเข่าข้างกายเธอ

“คุณ...คุณ....เป็นไงบ้างคะ ฟื้นสิคะฟื้น” หญิงสาวคร่ำครวญเสียงเครือ ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ก่อนหันมาบอกผู้มาใหม่เสียงสั่น

“ฉันเป็นคนร้องเองค่ะ มีผู้ร้ายรุมทำร้าย...เขา...เอ๊ย...เรา...แต่เขากันฉันออกมา ตอนนั้นฉันตกใจเลยตะโกนออกไปอย่างนั้น” ญาดาพูดตามที่เห็นเหตุการณ์เพียงแต่พ่วงเอาตัวเองเข้าไปด้วย

ผู้มาใหม่ไม่ว่าอะไร แต่พลิกร่างผู้เคราะห์ร้ายขึ้นนอนหงาย สำรวจอาการบาดเจ็บคร่าวๆ ก่อนหันมาทางเธอ พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า

“ดูเหมือนจะสามีคุณจะโดนฟาดที่ศีรษะ ทำให้สลบไป ผมคิดว่าคงต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล”


ชายผู้นั้นคงสังเกตเห็นแหวนทองบนนิ้วนางของเธอ จึงสรุปเอาเองเช่นนั้น ทำเอาญาดาฉุนวูบ กำลังจะอ้าปากเถียง ก็เผอิญเหลือบมองไปด้านหลัง เห็นผู้คนจากไหนไม่รู้มายืนมุงอยู่เต็มไปหมด เจ้าตัวจึงรีบหุบปากเงียบ ส่งยิ้มกร่อยๆ ให้คนมุง รู้ดีว่า ขืนปฏิเสธออกไปตอนนี้ ดีไม่ดี เกิดมีคนรู้ทีหลังว่าสมบัติผู้ชายคนนี้หายไป เธอคงแย่แน่ ญาดาจึงได้แต่สวมบทบาทภรรยาตามที่อีกฝ่ายเข้าใจผิด หันซ้ายหันขวา ร้องบอกบรรดาไทยมุงเสียงหลง

“ตายจริง... อย่างนี้ต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลแล้ว มีใครเรียกรถพยาบาลรึยัง...ใครก็ได้ช่วยเรียกรถพยาบาลที”

นักพนันสาวสั่ง ก่อนหันกลับมาสนใจร่างบนพื้นอีกครั้ง แล้วเจ้าตัวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อแสงจากไฟฉายของใครบางคน ส่องกระทบใบหน้าเรียวของคนบนพื้น

เขานั่นเอง...ผู้ชายที่ยืนหลบฝนอยู่ใต้กันสาดเดียวกับเธอ!

++++++++++++++++++++++

เพราะเล่นละครเป็นภรรยาของชายบนพื้น ญาดาจึงต้องขึ้นรถพยาบาลเดินทางมากับเขาด้วย เพื่อกันไม่ให้บรรดาไทยมุงสงสัยหรือจับพิรุธเธอได้ หญิงสาวคิดว่าเธอจะรอจนส่งเขาถึงมือหมอก่อนแล้วค่อยหาทางปลีกตัวออกมา โดยถือเสียว่าทำบุญเป็นค่าแหวนที่เธอยักยอก

หากเหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อถึงโรงพยาบาลจริง คนเจ็บถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉิน เธอกลับถูกพยาบาลส่งตัวไปทำประวัติคนไข้ เพื่อที่ทางโรงพยาบาลจะได้ทำการรักษาได้

ทว่าญาดาไม่ได้รู้จักผู้เคราะห์ร้ายรายนี้เลย เธอไม่รู้จะแจ้งชื่อ อายุ ที่อยู่ให้ทางเวชระเบียนอย่างไร เจ้าตัวจึงแกล้งทำโมโหกลบเกลื่อน โวยวายเสียงดังแทน

“ทำไมฉันต้องไปทำประวัติอะไรตอนนี้ด้วย ฉันจะอยู่รอสามีฉันตรงนี้ พวกคุณนั่นแหละรีบๆรักษาเขาซะที ปล่อยไว้นานถ้าเขาเป็นอะไรไปฉันไม่ยอมด้วย”

“แต่...” นางพยาบาลสาวทำท่าจะท้วง หากญาดาไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายพูด รีบทำหน้าขึงขังเสริมอีกว่า

“คุณไม่ต้องห่วง ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ฉันรับผิดชอบเอง” ....ถ้าฉันยังอยู่ให้คุณตามตัวนะ... หญิงสาวแอบต่อในใจ ก่อนจะอมยิ้มเมื่ออีกฝ่ายยอมกลับเข้าไปในห้องฉุกเฉินอย่างไม่เต็มใจนัก

ภรรยากำมะลอถอนใจยาวอย่างโล่งอก รีบหันหลังกลับ คิดจะเดินหนีออกจากตรงนั้น ก็พอดีมีชายกลางคนร่างท้วมคนหนึ่งผลักประตูกระจกฝ้าสีขาวขุ่นของห้องฉุกเฉินออกมา ลักษณะท่าทางคงแก่เรียนบวกกับแว่นตากรอบสี่เหลี่ยมหนาเตอะ ทำให้เธอพอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

“ขอโทษครับ ไม่ทราบว่าคุณเป็นอะไรกับคนไข้” น้ำเสียงทุ้มถามสุภาพ สีหน้ามีริ้วรอยหนักใจ ทำให้คำปฏิเสธที่ขึ้นมานั่งรออยู่ปลายลิ้นของคนฟังถูกกลืนหายลงคอไปทันที

“ฉัน...ฉันเป็นภรรยาของเขาค่ะ” ญาดาตัดใจ ยอมสวมบทภรรยากำมะลอต่อ

นายแพทย์สูงวัยถอนใจยาว เอ่ยต่อด้วยเสียงเรียบแฝงความเห็นใจว่า

“คนไข้ถูกตีที่ศีรษะ สมองได้รับความกระทบกระเทือนมากจนตอนนี้ยังไม่รู้สึกตัวเลย หมอคงต้องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ดูว่ามีเลือดคั่งในสมองรึเปล่า ถ้ามีอาจจะต้องผ่าตัดด่วน”

“ล่ะ...แล้ว...แล้วเขาจะตายมั้ยคะ” คนฟังข่าวชักใจเสีย แหวนทองวงเล็กที่สวมติดนิ้วคล้ายจะเผาไหม้นิ้วเธอราวกับถ่านร้อนๆ


“คงต้องรอผลการตรวจเพิ่มเติมก่อนครับ หมอยังบอกอะไรคุณไม่ได้”

ยิ่งฟังน้ำเสียงแบ่งรับแบ่งสู้ของคนตรงหน้า ญาดายิ่งรู้สึกใจหาย ชักไม่อยากได้ ‘ค่าตอบแทน’ ที่แลกมาด้วยชีวิตของชายผู้นั้นแล้ว

“คุณหมอจะตรวจอะไรก็ตรวจเถอะค่ะ ขอให้เขาหายก็พอ” หญิงสาวพูดแล้วอดนึกถึงแววตาวิบวับที่เขาเคยมองเธอไม่ได้

ฉันคงช่วยนายได้เท่านี้แหละ....คิดพลางถอยไปนั่งรอยังเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน ปล่อยให้นายแพทย์อาวุโสเดินกลับเข้าไปในห้องนั้น

ขณะนั่งรอ ญาดาก็คิดได้ว่า เธออ้างเป็นเมียเขาอย่างนี้ แล้วเธอจะทำอย่างไรหากต้องจ่ายค่าเงินค่ารักษาให้ชายหนุ่มที่เธอยังไม่รู้จักชื่อคนนั้น เงินที่ติดตัวมีแค่พันกว่าบาท จะพอจ่ายค่ารักษาในโรงพยาบาลรึเปล่าไม่รู้...

แล้วคำตอบของเธอก็ปรากฏเมื่อพยาบาลสาวคนหนึ่งเปิดประตูห้องฉุกเฉินออกมา พร้อมกับส่งกระเป๋าสตางค์ของชายหนุ่มให้เธอเก็บไว้


ญาดายิ้มรับ รอจนอีกฝ่ายจากไปแล้ว จึงแอบเปิดกระเป๋าหนังสีน้ำตาลเนื้อดีออกดู พบว่าด้านในมีธนบัตรใบละพันปึกใหญ่ รวมเป็นเงินหลายหมื่น กับตั๋วเครื่องบินจากอเมริกามาประเทศไทยซึ่งลงวันที่สิบเดือนที่แล้ว ในตั๋วมีเพียงชื่อ มิสเตอร์พี. วริทธิ์อะไรสักอย่างที่เธออ่านไม่ออก นอกจากนั้นเธอก็ไม่พบบัตรหรือเอกสารใดที่จะระบุได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครเลย

อะไรกัน...บัตรอะไรก็ไม่มีสักใบ มีแต่เงินสดเท่านั้นเอง แล้วมันจะพอกับค่ารักษารึเปล่านะ...

แต่เอาเหอะ...ถ้ายังไม่พอ ฉันยังมีแหวนของนายอีกวง...หญิงสาวมองแหวนในมือตัวเองอย่างตัดใจ

รออยู่เกือบครึ่งชั่วโมง นายแพทย์คนเดิมจึงออกมาแจ้งข่าวดีกับเธอว่า เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ได้ผลปกติ ชายหนุ่มไม่มีเลือดคั่งในสมอง สมองไม่บวม ตอนนี้ที่ยังไม่ฟื้น คาดว่าอาจจะเกิดจากการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ขอให้เธอสบายใจได้

ญาดาพยักหน้ารับ เดินตามอีกฝ่ายตรงไปยังห้องพิเศษที่เธอคำนวณราคาอย่างดีแล้วว่าเงินในกระเป๋าเงินของเขาพอจ่าย

นายแพทย์ร่างท้วมเปิดประตูพาเธอเข้าไปด้านใน หยุดอยู่ข้างเตียงคนไข้

หญิงสาวมองร่างซีดเซียวบนเตียงอย่างใจหาย บนศีรษะชายหนุ่มมีผ้าพันแผลสีขาวพันไว้ ตามใบหน้าของเขามีรอยบวมปูดถูกแต้มยาเป็นหลายแห่ง เห็นแล้วไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะเป็นชายหนุ่มคนเดียวกับที่พูดจากวนอารมณ์เธอ...

“เขาจะฟื้นเมื่อไรคะ” ญาดาถาม ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอถามด้วยความอยากรู้จริงๆ ไม่ได้คิดว่าต้องเล่นละครหลอกคนอื่น

“ผมก็ยังไม่ทราบ อย่างที่บอกคุณแล้วว่าเขาถูกตีที่ศีรษะค่อนข้างรุนแรง มีกะโหลกชั้นนอกร้าวเล็กน้อย แต่ไม่มีเลือดออกหรือเลือดคั่งในสมอง คงต้องเฝ้าติดตามดูอาการอีกสักวันสองวัน”

“แสดงว่าเขาอาจจะไม่ฟื้นก็ได้ใช่มั้ยคะ” หญิงสาวใจเสีย ชักรู้สึกผิดที่ตัวเองมัวแต่ห่วงทรัพย์สินมีค่าของเขา แทนที่จะรีบหาทางนำเขาส่งโรงพยาบาล

ถ้าเขาตายไป เขาจะกลายเป็นผี ตามหลอกตามหลอนเธอรึเปล่า?

“คนไข้ได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองค่อนข้างรุนแรง ผมคงยังสรุปอะไรไม่ได้” หมอแบ่งรับแบ่งสู้ “คุณทำใจให้สบายเถอะครับ ตอนนี้รอเวลาว่าเมื่อไรคนไข้จะฟื้นเท่านั้น”

นายแพทย์กลางคนปลอบใจ พลางอธิบายอะไรอีกสองสามอย่างเกี่ยวกับสมองคนที่ถูกกระทบกระเทือน แต่เธอฟังไม่เข้าใจจึงเออออไปตามเรื่อง ก่อนเขาจะขอตัว

นักพนันสาวถอนใจยาว ขยับเข้าไปยืนชิดเตียงชายหนุ่ม

“ในเมื่อนายถึงมือหมอแล้ว ฉันก็คงต้องไปก่อนล่ะ ค่ารักษาค่าห้องอะไรฉันจ่ายให้นายหมดแล้วนะ หวังว่านายจะรีบฟื้น”

หญิงสาวมองใบหน้าเรียวบนเตียง ถอนใจออกมาเบาๆอีกครั้ง ก่อนเปิดประตูออกจากห้อง

หากเดินออกมาตามทางที่ปูหินขัดสีขาวได้ไม่กี่ก้าว หัวใจเธอก็ร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อเห็นตำรวจคนหนึ่ง กำลังยืนถามอะไรบางอย่างตรงเคาน์เตอร์พยาบาล

ญาดาใจหายวาบ ไม่แน่ใจว่านายตำรวจผู้นั้นมาทำไม แต่ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุใดก็ตาม เธอก็ต้องระวังตัวไว้ก่อน เพราะตอนนี้เธอกำลังอยู่ในระหว่างหลบเจ้าหนี้ เธอจึงไม่อยากเผชิญหน้ากับตำรวจเท่าไรนัก

คิดอยากจะหันหลังกลับ แต่ด้านหลังก็เป็นทางเดินโล่งทอดยาวถึงประตูหนีไฟ สองข้างทางเป็นประตูห้องพิเศษของคนไข้ ไม่มีที่ให้หลบได้เลย เจ้าตัวจึงตัดใจ ทำทีเดินไปนั่งยังโซฟารับแขกซึ่งอยู่ติดกับเคาน์เตอร์พยาบาลแทน คว้าหนังสือพิมพ์บนโต๊ะข้างโซฟาขึ้นเปิดอ่าน ขณะเดียวกันก็เงี่ยหูฟังคำสนทนาของนางพยาบาลสาวกับนายตำรวจผู้นั้น

“ใช่ค่ะ คนไข้ที่ถูกทำร้ายอยู่ห้อง 1306 ค่ะ” พยาบาลบอกเสียงใส

ฟังคำตอบแรก ญาดาก็ค่อยเบาใจ เมื่อรู้จุดประสงค์ของนายตำรวจผู้นี้ หากพอได้ยินประโยคถัดมา เจ้าตัวก็หายใจสะดุด

“มีพลเมืองดีบอกผมว่า ภรรยาคนไข้นำเขามาส่งโรงพยาบาลด้วย ไม่ทราบว่าเธอยังอยู่รึเปล่าครับ” เสียงห้าวถาม

“เมื่อครู่คุณหมอโอภาสเพิ่งนำเธอเข้าไปเยี่ยมสามี ดิฉันยังไม่เห็นเธอออกมาเลยนะคะ คิดว่าคงอยู่ในห้องค่ะ ห้องที่สามทางซ้ายมือนะคะ”

คนแอบฟังใจหายวาบ รีบยกหนังสือพิมพ์ขึ้นมาบังหน้าตัวเองทันที จนรู้สึกว่ามีคนเดินผ่านไป จึงค่อยๆลดหนังสือพิมพ์ในมือลงช้าๆ เห็นร่างสันทัดในเครื่องแบบเคาะประตูห้องที่เธอเพิ่งออกมา ก่อนเปิดประตูเข้าไป

เอาล่ะวะ ไม่ไปตอนนี้แล้วจะไปตอนไหน...

ญาดารีบวางหนังสือพิมพ์ลงข้างตัว ลุกขึ้นยืน แล้วก็ต้องรีบนั่งลงแทบไม่ทันเมื่อได้ยินเสียงใสๆของพยาบาลคนเดิม กำลังตอบคำถามชายกลางคนอีกคนที่คงจะเพิ่งเดินเข้ามา เพราะเขายังยืนหอบ ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนใบหน้าด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อย

“ใช่ค่ะ คนไข้อยู่ห้อง 1306 ค่ะ”

อะไรกันมีคนมาตามหานายนั่นอีกแล้ว...หญิงสาวนิ่วหน้าได้ยินชายร่างผอมนั้นถอนใจยาวอย่างโล่งอก ก่อนบอกกับพยาบาลหน้าเคาน์เตอร์อย่างดีใจว่า

“โชคดีที่ผมทันเห็นคุณภูถูกหามขึ้นรถพยาบาล ไม่งั้นคงตามมาที่นี่ไม่ถูกแน่”

“คุณเป็นญาติคนไข้หรือคะ”

“ผมเป็นทนายความประจำตระกูลของคนไข้ครับ ไม่ทราบว่าผมจะขอเยี่ยมคนไข้ได้รึเปล่า” เสียงแหบแห้งของทนายความถาม

“ได้สิคะ ตอนนี้ภรรยาคนไข้ก็อยู่ในห้องเหมือนกัน คุณตำรวจก็เพิ่งเดินเข้าไป คุณเข้าไปได้เลยค่ะ ห้องที่สามซ้ายมือ ห้อง 1306 นะคะ”

ญาดาใจหายวาบ เอี้ยวตัวหลบหลังกระถางต้นไม้ข้างโซฟาที่เธอนั่ง มองผ่านใบเขียวๆของมัน เห็นนางพยาบาลสาวพูดยิ้มๆ หากคนฟังเลิกคิ้ว ถามเสียงสูง

“ภรรยาของคนไข้หรือครับ?”

“ค่ะ เธออยู่ในห้องแล้ว เชิญคุณเข้าไปได้เลยค่ะ”

ญาดาหันขวับมาทันที คว้าหนังสือพิมพ์ขึ้นบังหน้าตัวเอง ทำทีสนใจเนื้อหาในนั้นเสียเต็มประดา ขณะที่หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่านักกีฬาวิ่งร้อยเมตร

ทำไงดีวะ...ยายพยาบาลก็ช่างแนะนำจริงๆ จะหุบปากหน่อยก็ไม่ได้ ไม่เห็นต้องสาธยายเลยว่านายนั่นมีเมียมาเฝ้า....หญิงสาวสูดหายใจแรง รีบคิดหาทางออกให้ตัวเอง

“คุณภูแต่งงานมีภรรยาตั้งแต่เมื่อไร ไหนว่าจะบินกลับมาคนเดียว...” น้ำเสียงพึมพำที่ดังขึ้นข้างกายทำให้คนที่คิดอะไรเพลินสะดุ้งโหยง เผลอลดหนังสือพิมพ์ในมือลง มองตามจนอีกฝ่ายหายเข้าห้องพิเศษไป

ญาดาถอนใจยาวอย่างโล่งอก ก่อนสะดุ้งอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงคนเรียกอยู่ข้างกาย

“อ้าว...คุณอยู่นี่เอง...เมื่อกี้มีตำรวจกับทนายความมาถามหาคุณค่ะ บอกว่าอยากพบคุณ เพิ่งเดินเข้าห้องไปเมื่อครู่เอง”

“เหรอคะ แหม...ฉันนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ตรงนี้ ไม่ทันสังเกตซะด้วย เดี๋ยว...เดี๋ยวฉันอ่านหนังสือพิมพ์จบแล้วค่อยแวะเข้าไปแล้วกันค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่อุตส่าห์บอก” ญาดากัดฟันพูด

“แต่ดิฉันว่าเข้าไปพบคุณตำรวจก่อนดีกว่านะคะ ไม่งั้นพวกคุณอาจจะคลาดกันก็ได้” นางพยาบาลสาวแนะนำ ใบหน้ายิ้มแย้ม หากแววตาขึงขัง ราวกับจะไม่ปล่อยให้เธอต้องคลาดสายตาไปจนทำให้ตัวเองต้องบกพร่องในหน้าที่

นักพนันสาวยิ้มเจื่อน จำใจเดินตามพยาบาลสาวที่อุตส่าห์เดินมาส่งเธอถึงหน้าประตูห้องพิเศษ อิดเอื้อนอยู่หน้าประตูเล็กน้อย ตั้งใจรออีกฝ่ายเดินจากไปแล้วหาทางหนี หากคนนำทางกลับยิ้มหวาน เคาะประตูห้อง แถมเปิดประตูให้เสร็จสรรพ ทำให้คนถูกบังคับกลายๆต้องก้าวเข้าไป

ภายในห้องสีขาวสะอาดตานั้น ชายกลางคนร่างเล็กที่เธอเห็นหน้าเคาน์เตอร์กำลังยืนอยู่ข้างเตียงคนเจ็บ นัยน์ตาเรียวบอกเชื้อสายของเขาละสายตาจากคนบนเตียง หันมามองเธออย่างสนใจ ขณะที่นายตำรวจหนุ่มร่างสันทัดผิวคล้ำยืนอยู่ปลายเตียง

“คุณผู้หญิงคนนี้เป็นภรรยาคนไข้ค่ะ” พยาบาลคนเดิมประกาศเสียงใส ก่อนขอตัวออกไป ทิ้งให้ภรรยากำมะลอฝืนยิ้ม เดินเข้าไปเผชิญหน้ากับคนที่เหลือ

“คุณต้องการพบฉันรึคะ” หญิงสาวถาม มองชายแปลกหน้าสองคนด้วยใบหน้าซื่อๆ

“ครับ ผม...ร.ต.ต.สมยศ ผมอยากจะสอบปากคำคุณเรื่องที่คนเจ็บถูกทำร้าย” ตำรวจหนุ่มพูดเสียงเรียบ หากเธอรู้สึกว่าดวงตาคมของเขาลอบพิจารณาเธออย่างละเอียด จนเธอต้องรีบหลุบตาลง พลางคิดหาทางหนีทีไล่อย่างรวดเร็ว

“ได้ค่ะ” เจ้าตัวรับคำ ก่อนเหลือบตามองชายอีกคนที่เธอยังไม่รู้ว่าเป็นใคร ตำรวจหนุ่มเห็นสายตานั้นจึงเอ่ยปากแนะนำ คนที่เขาเองก็เพิ่งรู้จักว่า

“ส่วนนี่คุณปรารภ...ทนายประจำตระกูลวริทธิวรนันท์” เจ้าของเสียงนุ่มแนะนำง่ายๆ แต่สายตาจับสังเกตเธอไม่กะพริบ

ญาดาวางหน้าปกติ ไม่ได้ทำว่าสะดุดหูอะไรกับชื่อตระกูลที่ได้ยินราวกับว่าเธอรู้จักชื่อนี้เป็นอย่างดี ก่อนยกมือไหว้อีกฝ่ายที่ดูสูงวัยกว่าเธอมาก แล้วนิ่งเงียบ รอนายตำรวจหนุ่มพูดต่อ ขณะที่ในใจก็คิดถึงความซวยของตัวเอง ว่าไม่น่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของชาวบ้านเลย แค่เรื่องตัวเองเธอยังเอาตัวแทบไม่รอด

ถ้าไม่กลัวบรรดาไทยมุงจะรู้ว่าเธอกำลังขโมยสมบัติคนถูกทำร้าย เธอคงไม่ต้องตกกระไดพลอยโจนตามมาส่งเขาถึงที่นี่ และสวมรอยเป็นเมียให้ต้องเผชิญหน้ากับตำรวจแบบนี้ ยิ่งตอนนี้มีทนายความประจำตระกูลอะไรไม่รู้โผล่มา แสดงท่าว่ารู้จักชายหนุ่มบนเตียงเป็นอย่างดีอีก ถ้าตอบคำถามไม่ดี มีหวังได้ติดคุกหัวโตข้อหาลักทรัพย์กับหลอกลวงแน่

นี่แหละน้า...อยู่ดีไม่ว่าดี...ริเป็นขโมย

++++++++++++++++++++++++

จบบทที่ 1


TOP




Create Date : 29 มิถุนายน 2553
Last Update : 29 มิถุนายน 2553 20:15:18 น. 7 comments
Counter : 723 Pageviews.

 
อยากอ่านมากมาย แต่ไม่มีขาย ฮือ..
ไม่ทราบว่าจะพิมพ์ใหม่ไหมคะ


โดย: โบว์ IP: 125.25.51.106 วันที่: 5 เมษายน 2554 เวลา:16:42:52 น.  

 
ตอนนี้ช่องสามกำลังติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ไปทำละครค่ะ ถ้าเรื่องเรียบร้อย พี่บ.ก.บอกว่าทางสนพ.อาจจะพิมพ์ใหม่ค่ะ

อดใจรออีกนิดนะคะ

ถ้ามีข่าวอัพเดทจะแวะมาแจ้งให้ทราบค่ะ


โดย: อรพิม วันที่: 5 เมษายน 2554 เวลา:21:54:11 น.  

 
กิีดดดดดดดดดดดดดดดดจิงอะป่าวคะพี่มี่ นิ่มชอบเรื่องนี้มากที่สุด พระเอกน่ารัก นางเอกก้อแสบ อยากดูเป็นละครมากเรยค่ะ อิอิ


โดย: kitty_pinky IP: 124.120.217.152 วันที่: 12 เมษายน 2554 เวลา:19:36:43 น.  

 
จริงค่ะ ตอนนี้ขายลิขสิทธิ์นิยายเรื่องนี้ให้ช่องสามเรียบร้อยแล้ว คิดว่าคงได้ข่าวคราวบนหน้าจอเร็วๆนี้ค่ะ


โดย: อรพิม วันที่: 17 พฤษภาคม 2554 เวลา:9:14:22 น.  

 
หลังจากนั้นสองวันก็สั่งซื้อมือสองได้ค่ะ55 วันนี้เข้าไปดูที่เว็ปสถาพร ก็เห็นปกใหม่แล้ว ตอนอ่านจบทีแรกก็คิดอยู่ค่ะว่าเหมาะที่จะเอามาทำเป็นละครจัง แล้วก็มีช่องมาเอาไปทำเป็นละครจริงๆด้วย ยินดีด้วยนะคะ


โดย: โบว์ IP: 182.53.50.50 วันที่: 9 มิถุนายน 2554 เวลา:19:11:57 น.  

 
ขอบคุณค่ะ


โดย: อรพิม วันที่: 14 มิถุนายน 2554 เวลา:0:49:06 น.  

 
ช่อง 3 นำไปทำเป็นละครแล้วค่ะ คงได้ดูกัน
เชอร์รี่ เข็มอัปสร เล่นค่ะ ส่งนพระเอกคงเป้น เกรท วรินทร ค่ะ อยากดูมากเลย


โดย: 1234 IP: 192.168.1.111, 113.53.46.192 วันที่: 13 ธันวาคม 2554 เวลา:10:44:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อรพิม
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]






ผู้ที่กำลังชมบล็อก

ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด


ขอสงวนสิทธิ์ใดๆในการคัดลอก เผยแพร่ หรือดัดแปลงส่วนหนี่งส่วนใดหรือทั้งหมดของข้อความ เรื่องสั้น หรือนิยายที่โพสต์ในบล็อกแห่งนี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าผู้ใดละเมิดจะถูกดำเนินการตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด




Orapim Novel

Create your badge
New Comments
Friends' blogs
[Add อรพิม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.