Group Blog
 
 
มิถุนายน 2553
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
29 มิถุนายน 2553
 
All Blogs
 
ลูกไม้ลายดาว






รักแสนวุ่นของคุณแม่ลูกอ่อนจำเป็นกับหนุ่มมาดนิ่งผู้มีมารดาเป็นแม่สื่อมือโปร แม้หญิงสาวจะเป็นจอมวางแผนรักให้คนรอบข้าง แต่เรื่องหัวใจตัวเองกับเสียท่าใครบางคนที่เจ้าเล่ห์แสนกลยิ่งกว่า








บทที่ 1

จากถนนลาดยางสี่เลนสู่ทางลูกรังแคบๆเป็นหลุมเป็นบ่อ เจ้ารถยนต์สีแดงคันเล็กที่วิ่งตะบึงด้วยความเร็วร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงไม่ได้ชะลอความเร็วลงเลย ทั้งเจ้าของยังเหยียบคันเร่งให้มันพุ่งทะยานไปตามคลื่นดินราวกับไม่ได้รู้สึกรู้สมถึงความสั่นสะเทือนจนตัวรถกระเด้งกระดอน สาดน้ำที่เจิ่งนองตามแอ่งเล็กๆกระเซ็นไปสองข้างทาง

กี่ปีๆไอ้ถนนเข้าบ้านเธอก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีใครปรับปรุงให้ดีขึ้นเลย มีแต่เธอที่ต้องพัฒนาตัวเองให้ทนกับสภาพอันขรุขระของมันแทน... สิรินดามองเส้นทางคดเคี้ยวร่วมกิโลเมตรที่ต้องขับต่อไปแล้วส่ายหน้ากับตัวเอง

แค่ทางวิบากก็ทำเอากล้ามเนื้อทั่วตัวปวดระบมไปหมดแล้ว เธอยังต้องมาผจญกับความร้อนจากแสงตะวันยามเที่ยงอีก....หญิงสาวถอนใจยาว เปลี่ยนเทปคาสเซทจากเพลงร็อคกระชากอารมณ์เป็นเพลงรักหวานซึ้งแทน แล้วเอื้อมมือเร่งเครื่องปรับอากาศให้แรงขึ้น เผื่อว่าเสียงเพลงเบาๆและลมเย็นๆจะช่วยบรรเทาอาการร้อนรุ่มของตัวเองลง แม้จะรู้ดีว่าสาเหตุที่ทำให้เธอ ‘ร้อน’ เป็นเพราะบทสนทนาอันคลุมเครือของมารดามากกว่าเจ้าอากาศจากภายนอกนั่น

“ถ้าอาทิตย์นี้ว่าง ดาวกลับมาเยี่ยมแม่ด้วยนะ แม่มีเรื่องจะปรึกษาจ้ะ”

ถึงน้ำเสียงที่พูดจะฟังเรียบๆ แต่เธอกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างแอบแฝง ในเมื่อร้อยวันพันปีกุลยา...มารดาของเธอไม่เคยพูดอะไรทำนองนี้เลย นอกจากโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบทุกสัปดาห์ หรืออย่างมากก็มาเยี่ยมเธอที่กรุงเทพฯเดือนละครั้งเท่านั้น

“แม่มีเรื่องอะไรหรือคะ บอกดาวมาเลยดีกว่า ทำไมต้องกลับไปพูดที่บ้านด้วยล่ะ...” สิรินดาชะงักไปนิด “หรือว่ามีใครเป็นอะไร...” เธอถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน เพราะเรื่องที่ต้องพูดกันต่อหน้า ส่วนใหญ่มักจะเป็นข่าวร้ายมิใช่หรือ...

“แม่ยังโทรมาได้แสดงว่าสบายดี หรือว่า...พี่เมฆ!” จำได้ว่าเธอถามถึงอธิศ...พี่ชายคนเดียว แต่มารดากลับปฏิเสธ

“เปล่าจ้ะ...แม่แค่จะปรึกษาเรื่องไร่เท่านั้นเอง แต่ไม่อยากพูดทางโทรศัพท์ ดาวว่างเมื่อไหร่ค่อยกลับบ้านมาคุยแล้วกัน” กุลยาตัดบทเอาง่ายๆผิดวิสัย ยิ่งทำให้คนฟังรู้สึกคาใจว่ามันต้องมี ‘อะไร’ ซ่อนอยู่แน่ๆ

เพราะอาชีพสถาปนิก สิรินดาจึงมีเวลาว่างไม่แน่นอน ช่วงที่ผ่านมาเธอก็ยุ่งมาก เนื่องจากต้องออกแบบตกแต่งภายในให้กับโรงแรมแห่งหนึ่งแทนเพื่อนร่วมงานซึ่งป่วยกะทันหัน จึงไม่ได้กลับบ้านเกือบสองเดือนจนงานเสร็จเอาเมื่อวาน ตั้งใจว่าจะลาพักก็เผอิญมีโปรเจ็คต์ใหม่เข้ามาเสียก่อน ทำให้ต้องล้มเลิกความคิดไปโดยปริยาย

แต่เมื่อทราบว่านางกุลยาต้องการปรึกษา ด้วยความสงสัยใคร่รู้ เจ้าตัวจึงไม่สนใจอะไรอีก ตัดสินใจโทรไปลางานสองวัน แล้วขับรถกลับบ้านทันที

ระยะทางจากกรุงเทพฯมาเขาใหญ่ไม่ไกลนัก ขับรถเพียงสองชั่วโมงกว่าก็ถึง แต่เจ้าเส้นทางวิบากก่อนจะเข้าบ้าน กลับทำให้เสียเวลา ทั้งยังทำเอาเครื่องในของเธอกระเทือนแทบหลุดออกมาจากร่างเสียอีก

สิรินดาจึงต้องถอนใจเฮือกด้วยความโล่งใจ เมื่อเห็นแผ่นไม้สี่เหลี่ยมสีน้ำตาลบอกทางเข้า ‘ไร่เมฆดาว’ ปักโดดเด่นท่ามกลางต้นหญ้าเขียวชอุ่มข้างทาง รถเลี้ยวผ่านประตูไม้สีขาวเปื้อนดินสีแดงเป็นหย่อมๆ แล่นไปตามถนนโรยกรวดที่ทอดยาวสู่ตัวบ้าน

สองข้างทางเป็นต้นองุ่นที่เลื้อยพันเสาค้างเรียงแถวเป็นระเบียบแผ่เป็นหลังคาต้นไม้คลุมดินกว้างสุดสายตา ถนนนั้นสิ้นสุดที่เนินเตี้ยๆซึ่งร่มรื่นไปด้วยสวนไม้ประดับหลากชนิดที่เจ้าของจัดแต่งไว้รอบตัวบ้าน หญิงสาวจอดรถข้างต้นชบาที่ออกดอกสีแดงสดตัดกับใบเขียวๆสีสันสดใส เพิ่มชีวิตชีวาให้กับผู้พบเห็น

เจ้าตัวลงจากรถ แหงนมองบ้านไม้สองชั้นที่ปลูกอยู่บนเนินตรงหน้าด้วยความรู้สึกอบอุ่น แสงแดดที่สะท้อนหลังคาสีแดงอิฐเป็นประกาย ชานหน้าบ้านมีเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ที่เธอชอบมานั่งดื่มกาแฟรับลมเย็นๆยามเช้า ทอดสายตามองเจ้าต้นองุ่นที่ปลูกไว้ หรือเจ้าต้นปาล์มเล็กๆในสวนที่ตอนนี้สูงขึ้นจนผิดตา

ไม่น่าเชื่อว่าจากบ้านไปไม่ถึงสองเดือน เธอจะคิดถึงที่นี่มากขนาดนี้...หญิงสาวยิ้มกับตัวเอง ดวงตากลมโตเป็นประกายระยับด้วยความยินดี ลืมเรื่องค้างคาใจเสียสนิท มีเพียงอารมณ์ดีๆที่ได้กลับบ้านเอิบอิ่มอาบทั่วหัวใจเท่านั้น

สิรินดาวิ่งขึ้นบันไดหินแกรนิตไปถึงหน้าบ้าน เปิดประตูไม้บานใหญ่เข้าไป พลางร้องเรียกมารดาด้วยความดีใจ

“แม่ขา ดาวกลับมาแล้วค่ะ แม่...อ้าว...ได้ยินเสียงทีวี นึกว่ามีคนอยู่ซะอีก” หญิงสาวบ่นอย่างเสียดาย ถอดแว่นกันแดดเก็บใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตตรงอกข้างซ้าย วางเป้ยีนส์ใบเล็กบนโซฟาข้างตัว แล้วกวาดสายตาไปทั่วห้อง

โซฟาหนังสีครีมทางซ้ายมือมีหมอนอิงสีแดงวางเอียงไม่เป็นระเบียบเหมือนเคย บางใบหล่นอยู่บนพื้นข้างๆนิตยสารที่เหมือนมีคนรื้อทิ้งไว้ ส่วนทางขวามือเป็นโทรทัศน์ยี่สิบเก้านิ้วเครื่องโปรดที่มารดาใช้เวลาส่วนใหญ่เฝ้าติดตามบทบาทของพี่ชายเธอ เปิดทิ้งไว้ หน้าจอมีนักข่าวหนุ่มกำลังเสนอข่าวให้โซฟาว่างเปล่าตรงหน้าฟัง

ตอนบ่ายๆแม่มักจะนั่งอ่านหนังสือหรือเอนหลังดูทีวีในบ้านนี่นา...หายไปไหนนะ...

หญิงสาวเดินผ่านตู้โชว์ใบใหญ่ที่กั้นระหว่างห้องรับแขกด้านหน้ากับห้องอาหารด้านหลังซึ่งมีโต๊ะสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลเข้ม วางจานกับข้าวซึ่งมีฝาชีครอบไว้ เลี้ยวไปทางซ้าย ตั้งใจจะขึ้นบันไดไปชั้นสองเพื่อตามหามารดา แต่เผอิญแว่วเสียงกุกกักดังมาจากหลังบ้านเสียก่อน

“แม่คะ แม่” เจ้าตัวส่งเสียงเรียก เปลี่ยนใจเดินผ่านห้องอาหาร ทะลุห้องครัวเล็กๆ สู่ระเบียงหลังบ้าน... สถานที่พักผ่อนยามว่างของเธอ...ซึ่งเป็นพื้นไม้กว้างกว่าสองเมตรมีหลังคายื่นออกมาให้ร่มเงา ที่ซึ่งเธอชอบเอาหมอนใบใหญ่มานอนเอกเขนกอ่านหนังสือ หรือไม่ก็ชมวิวภูเขาสีเขียวลูกโตกับท้องฟ้าสีฟ้าสวยที่มีเมฆสีขาวลอยเกลื่อน

กลิ่นหอมของดอกมะลิซ้อนที่มารดาปลูกไว้ รวยระรินโชยเอื่อยมาตามลม ช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ให้รู้สึกสดชื่นไปกับกลิ่นอ่อนๆนั้น

“ม่ะ...” สิรินดาชะงัก เมื่อเห็นที่มาของเสียงที่เธออุตส่าห์ติดตาม ด้วยหลงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเสียงของมารดา

เจ้าของเสียงนั้นเหมือนจะรู้ตัวว่ากำลังถูกจับจ้อง จึงหันหน้ามาสบตาเธอด้วยดวงตาสีน้ำตาลกลมโต ผิวแก้มเนียนขาวเป็นสีชมพูระเรื่อน่าจูบ มือป้อมๆที่กำลังยื่นผ่านซี่ไม้ของระเบียงออกไปยังเจ้าดอกมะลิซ้อนสีขาวที่ชูช่อส่งกลิ่นหอมท้าสายลมอยู่ไม่ไกลชะงักค้าง แล้วเจ้าตัวก็ฉีกยิ้มหวานส่งสายตาเป็นประกายหยาดเยิ้มให้เธออย่างสดใส จนหญิงสาวอดที่จะยิ้มตอบไม่ได้

“น่ารักจริง เด็กที่ไหนกัน”

สิรินดาตรงเข้าไปคุกเข่าลงเบื้องหน้าเด็กน้อย รวบตัวนุ่มๆมากอดไว้แนบอก ฉวยโอกาสหอมแก้มยุ้ยๆทั้งสองข้างอย่างเมามันจนพ่อหนูน้อยต้องส่ายหน้าดิ้นไปมา

หญิงสาวอมยิ้ม คลายวงแขนออก มองตามร่างป้อมๆที่หลุดออกจากอ้อมกอดของเธอได้กลับไปดึงใบไม้เล่นตามเดิม ไม่สนใจคนแปลกหน้าเช่นเธออีก

“ดาว! มาถึงเมื่อไรจ๊ะ ทำไมแม่ได้ยินเสียงรถเลย” กุลยาทัก เรียกความสนใจจากบุตรสาวที่กำลังมองเจ้าตัวเล็กเพลินให้ละสายตากลับมา นางวางชามรูปปลาสีฟ้าสวยบนพื้นไม้ที่ขัดถูจนขึ้นเงา ก่อนตรงเข้าไปดึงเจ้าตัวน้อยออกจากระเบียงให้เดินตามมายืนใกล้ๆเพื่อป้อนโจ๊ก

“มาสักพักแล้วค่ะ ดาวเข้ามาไม่เห็นใคร มีแต่ทีวีเปิดทิ้งไว้ พอดีได้ยินเสียง นึกว่าแม่อยู่ที่นี่ เลยตามมา แต่กลับเจอเจ้าหนูคนนี้แทน” คนพูดปรายตาไปยังเด็กชายที่ทำท่าไม่ยอมกินโจ๊กที่มารดาป้อนเพราะมัวแต่จะเดินกลับไปหาต้นไม้ริมระเบียงอยู่ร่ำไป

“นี่ถ้าดาวเป็นโจรคงยกเค้าไปทั้งบ้านทั้งเด็กแล้วมังคะ” ลูกสาวตัวดีอดค่อนแคะตามนิสัยไม่ได้ คนฟังจึงได้แต่หัวเราะน้อยๆ

“แม่ลงไปสั่งตาสนให้เก็บองุ่นตามออร์เดอร์จ้ะ ทิ้งต้นข้าวไว้กับปูให้อยู่ในห้องรับแขกกันสองคน สงสัยตาต้นจะรื้อข้าวของจนรายนั้นทนไม่ไหว เลยต้องหอบหิ้วมาไว้ตรงนี้กระมัง” กุลยาพูดพลางเหลียวมองรอบตัว “แล้วเจ้าปูไปไหนอีกแล้วล่ะ เผลอหน่อยไม่ได้ สงสัยแอบหนีกลับบ้านอีกแล้วมั้ง”

“ปู? ลูกสาวน้ามั่นเหรอคะ เด็กนั่นเพิ่งรุ่นๆเองนี่นา แม่ไม่น่าปล่อยให้เลี้ยงเด็กตามลำพังเลย” สิรินดาบ่นพลางถอนใจ... ดีนะที่ทิ้งเด็กไว้ตามลำพังแล้วไม่เกิดอันตรายขึ้น

“พอดีป้าแดงไม่อยู่จ้ะ ไปเยี่ยมลูกชายที่พิษณุโลก” หญิงสาวคิดถึงสตรีร่างท้วม...พี่เลี้ยงวัยดึกของเธอกับพี่ชายแล้วต้องอมยิ้ม... มิน่า...กลับมาบ้านแล้วถึงไม่เห็นนางเลย

“แม่เห็นเด็กปูปิดเทอมเลยให้มาช่วยดูต้นข้าว ให้ค่าขนมเป็นวันๆ แต่แบบนี้คงไม่ไหวแล้วล่ะ ดีที่แม่ไปแป๊บเดียว ไม่งั้นตาต้นคงเล่นอยู่ตรงนี้คนเดียวอีกนาน” กุลยาส่ายหน้า มองร่างเล็กๆที่เดินไปเดินมา ดึงใบไม้เล่นด้วยสายตารักใคร่

“เรื่องนั้นช่างเถอะค่ะ กลับมาเรื่องที่แม่จะปรึกษาดาวดีกว่า มีปัญหาอะไรรึเปล่าคะ ถึงได้โทรไปทำสุ้มเสียงมีลับลมคมนัยแบบนั้น” คนใจร้อนไม่สนใจเรื่องเด็กปูอีก รีบถามเข้าเรื่องตัวเองทันที

ผู้เป็นมารดามองหน้าสงสัยใคร่รู้ของลูกสาวแล้วต้องหัวเราะ ดวงตาสีน้ำตาลละม้ายคล้ายกันเป็นประกาย

“ถ้าแม่ไม่พูดแบบนั้น ดาวจะกลับบ้านหรือจ๊ะ ดีแต่ให้แม่โทรไปหา บ้านช่องไม่ยอมกลับ” คนพูดย้อนด้วยรู้นิสัยบุตรสาวดี และยิ่งยิ้มมากขึ้นเมื่อแม่ลูกสาวตัวดีค้อนขวับอย่างกระเง้ากระงอด แถมทำท่าขัดอกขัดใจที่เสียรู้นาง

“ก็ดาวงานยุ่งนี่คะ มะรืนยังต้องเตรียมตัวประชุมเรื่องโปรเจ็คต์ใหม่อีก แม่จะให้ดาวเอาเวลาที่ไหนกลับบ้านล่ะคะ”

“จ้าๆ ไม่ว่างก็ไม่ว่าง...”

กุลยายิ้มรับมองบุตรสาวที่ตัดผมเสียสั้นกุดดูยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงยีนส์ทะมัดทะแมงมองคล้ายเด็กหนุ่มทำท่าสะบัดสะบิ้งส่งเสียงออดอ้อนไม่เข้ากับรูปร่างแล้วหัวเราะขำ

“เรานี่น้า หน้าตาก็ออกจะน่ารัก” คนพูดหยุดนิด มองใบหน้ารูปไข่ ผิวค่อนข้างคล้ำ กับนัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลที่ดูโดดเด่นที่สุดบนเครื่องหน้าแล้วพูดต่อ

“แต่ชอบแต่งตัวเหมือนทอมบอย จนแม่ชักไม่แน่ใจแล้วนะว่ามีลูกชายกับลูกสาว หรือมีลูกชายสองคนกันแน่”

“มีลูกชายหนึ่งกับลูกสาวหนึ่งสิจ๊ะ เห็นดาวแต่งตัวแบบนี้แต่เวลาหวาน ดาวก็หวานนะคะคุณแม่ขา”

ว่าแล้วเจ้าตัวก็กระพือขนตาทำท่าหว่านเสน่ห์ใส่มารดาราวกับนางอิจฉาในละครทอดสะพานให้พระเอกจนผู้เป็นแม่หัวเราะขำอีกยกใหญ่ทำเอาพ่อหนูน้อยที่วิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆต้องหันกลับมามองสตรีสองวัยด้วยสีหน้างงๆ ก่อนจะผสมโรงส่งยิ้มหวานโชว์ฟันขาวๆกับเขาด้วย

“ตกลงแม่มีเรื่องอะไรจะปรึกษาดาวคะ เรื่องพี่เมฆรึเปล่า?” สิรินดานั่งขัดสมาธิทำตัวตรง วางหน้าขรึมถามด้วยท่าทางเป็นงานเป็นการ แต่แววตายังเต้นระริกอย่างคนอารมณ์ดี

“ใจคอจะไม่พักให้หายเหนื่อยก่อนหรือไงจ๊ะ มาถึงก็รีบถาม จะรีบกลับสิท่า” ผู้เป็นแม่ดักคอ มองบุตรสาวยิ้มประจบแล้วส่ายหน้า

“จะว่าเรื่องตาเมฆก็คงไม่ผิดนักหรอก” กุลยาคว้าเจ้าตัวเล็กที่เดินเตาะแตะอยู่ไม่ไกลเข้ามากอดไว้ สบตาบุตรสาวยิ้มๆ ก่อนจะก้มมองร่างเล็กๆในอ้อมกอด “แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องเด็กคนนี้ต่างหากที่แม่อยากจะปรึกษาดาว”

สิรินดานิ่วหน้ามองเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดมารดา...เรื่องเด็กคนนี้น่ะหรือ...เจ้าตัวจ้องหน้ามารดากับเด็กน้อยสลับกันแล้วเค้าหน้าอันคุ้นตาที่ติดอยู่ปลายความคิดก็กระจ่างวาบ....

หรือว่า...

“แม่อย่าบอกนะคะว่าเด็ก....” คนเป็นลูกทำตาโต แสร้งโพล่งออกมาอย่างตกใจ

“เด็กคนนี้เป็นลูกแม่ !”

กุลยาค้อนขวับราวกับเด็กสาว ทำให้สิรินดาหัวเราะชอบใจที่แกล้งแหย่มารดาได้....

“เรานี่นะ พูดเป็นเล่นซะเรื่อย พ่อก็เสียไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว แม่จะมีลูกโผล่มาจากไหนอีกล่ะ”

“งั้นก็ลูกพี่เมฆล่ะสิ ” เห็นมารดาพยักหน้ารับแล้วหญิงสาวก็ได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน....ให้ได้อย่างนี้สิน่าพี่ชายฉัน...

“แล้วแม่รู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไรคะ ทำไมไม่มีใครบอกดาวสักคน” หญิงสาวถาม ส่งสายตาคาดคั้นไม่ยอมให้อีกฝ่ายบิดเบือน...ทำไมน่ะหรือ...ก็กระบวนการตามใจพ่อยอดชายนายเมฆน่ะไม่มีใครเกินคุณนายกุลยาเลยนี่นา

สตรีร่างเล็กส่งยิ้มหวานทำเสมือนไม่รู้ไม่เห็นสายตาวาวๆนั้น บอกด้วยสีหน้ายิ้มนัยน์ตาใสซื่อไม่ผิดกับบุตรสาวยามไขสือว่า

“แม่ไม่รู้เรื่องนี้จริงๆนะดาว รู้อีกทีนายเมฆก็โผล่มาที่หน้าบ้านพร้อมกับต้นข้าวแล้ว”

คนฟังหรี่ตา...ก็สายตาแบบนี้ขนาดเธอทำเองคนอื่นๆยังไม่เชื่อเลย แล้วนี่มารดาซึ่งเป็นต้นแบบทำจะให้เธอเชื่อได้กระนั้นหรือ....เจ้าตัวจึงกอดอกทำหน้าขรึมไม่ยอมพูดอะไร เพียงนั่งนิ่งมองอีกฝ่ายเงียบๆเท่านั้น

“ก็ได้ๆ...” ผู้เป็นแม่ยอมรับอย่างจำยอม เมื่อเห็นท่าทีไม่ยอมแพ้ของลูกสาว “แม่รู้มาตั้งแต่ต้นข้าวเกิดแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นตาหนูยังอยู่อเมริกา แม่เลยไม่ได้บอกลูก”

“อะไรกัน รู้มาเป็นปีแล้ว แต่แม่ไม่คิดจะบอกดาวสักคำ ทำไมแม่ลำเอียงอย่างนี้ล่ะ แม่ไม่รักดาวเลย” คนรู้ทีหลังโวยวาย ทำหน้าง้ำอย่างขัดใจ

“ไม่ใช่ไม่รัก แต่แม่ไม่อยากเอาเรื่องเดือดร้อนมาเล่าให้ดาวหนักใจ”

คนโวยเลิกคิ้ว หรี่ตามองด้วยสีหน้าระมัดระวัง ประมาณว่าถ้าเช่นนั้นตอนนี้มาบอกเธอทำไมกัน

กุลยายิ้มหวานมากขึ้น...ยิ้มที่ใครๆเห็นก็ต้องใจอ่อน...ยิ้มที่คนมองใช้เสมอยามจะขออะไรที่ต้องการจากมารดา แต่คราวนี้กลับถูกนำมาตลบหลังเสียเอง

“ดาวก็รู้นี่จ๊ะว่าเมฆน่ะเป็นดารายอดนิยม จะให้ใครรู้ว่ามีลูกแล้วได้ยังไง เดี๋ยวความนิยมตกกันพอดี ยิ่งมีลูกโตขวบกว่าแบบนี้ด้วย” ผู้เป็นแม่ยกมือลูบแขนลูกสาวอย่างเอาใจ

“แล้วเกี่ยวอะไรกับดาวด้วย” สิรินดาชักหนาวๆร้อนๆ ขยับแขนหนีออกจากการลูบไล้ มองมารดาด้วยสายตาไม่ค่อยจะวางใจนัก

แค่พี่ชายเธอเป็นพระเอกละครยอดนิยม อาศัยอยู่ในคอนโดฯหรูกลางกรุง ปิดบังแฟนละคร ไม่ยอมบอกใครว่าที่บ้านทำมาหากินอะไร มีแม่มีน้องสาวอยู่ที่ไหนก็แย่แล้ว ตอนนี้ยังมีลูกชายโผล่ออกมาอีก...ถ้ามีใครรู้เข้าจะต้องเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศแน่ๆ

“แม่แค่อยากให้ดาวบอกคนอื่นๆว่าต้นข้าวเป็นลูกของดาวเท่านั้นเอง”

“ลูกของดาว!!!”

สิรินดาทำตาโต ทวนเสียงหลง มองหน้าใสซื่อของมารดาที่ดูท่าจะถูกความรักที่มีต่อพี่ชายเธอเข้าครอบงำจนลืมไปแล้วมังว่าเธอเป็นสาวเป็นนางสาว จู่ๆจะให้มีลูกโผล่ขึ้นมาได้ยังไง

“โห....แม่ ดาวยังไม่ได้แต่งงานเลยนะ ตอนนี้ก็ยี่สิบเจ็ดจะยี่สิบแปดเข้าไปแล้ว แม่ไม่กลัวดาวขึ้นคานหรือไง ขนาดว่าโสดยังไม่ค่อยจะมีคนมอง แม่กลับหาห่วงผูกคอให้อีก อย่างนี้ใคร้ ใครที่ไหนจะมามอง”

“ก็ดาวทำตัวแต่งตัวเหมือนผู้ชายแบบนี้ใครที่ไหนจะมองเล่า” คนพูดปรายตาค้อนทีหนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า

“น่า...ดาว ถือว่าช่วยพี่เค้าหน่อยเถอะ อาชีพเขากำลังรุ่ง อีกอย่างตาต้นก็อยู่กับแม่ที่นี่ เพื่อนๆลูกทางโน้นไม่รู้หรอกจ้ะ เพราะแม่ตั้งใจว่าจะบอกแค่คนแถวนี้เท่านั้นกันคนสงสัย พวกนั้นคงไม่คิดอะไรกันหรอก หน้าตาตาต้นก็เหมือนดาวอย่างกับแกะ รับรองบอกใคร ใครก็ต้องเชื่อ”

“ก็แหงล่ะ ดาวหน้าเหมือนพ่อนี่นา ใครจะเหมือนพี่เมฆล่ะ หน้าเหมือนแม่ถึงได้หล่อลากดิน แม่รักแม่หลงแบบนี้” คนเป็นลูกทำหน้าคว่ำสะบัดหน้าหนีอย่างงอนๆจนนางกุลยาต้องหัวเราะ คว้าร่างบางๆที่แสร้งขืนตัวไว้นิดก่อนจะโอนอ่อนให้นางดึงมากอดไว้แนบอก

“แม่รักลูกเท่าๆกันนะจ๊ะ เพียงแต่ตอนนี้พี่เค้ามีปัญหา เราเหลือกันอยู่แค่สามคนก็ต้องช่วยกันแก้ไขไปก่อน”

คนในอ้อมกอดซุกหน้ากับซอกคอมารดาแล้วถอนใจยาว ดันตัวออกจากร่างบางของมารดา สบตาอีกฝ่ายอย่างจริงจัง สลัดคราบทีเล่นทีจริงตั้งแต่ต้นทิ้งไป

“ดาวรู้ค่ะว่าแม่รักดาว ดาวก็พูดเล่นไปอย่างนั้นเอง เรื่องบอกคนอื่นว่าต้นข้าวเป็นลูกแค่นี้น่ะสบายมาก” หญิงสาวยืดตัวตบอกตัวเองเบาๆ ทำหน้าเจ้าเล่ห์

“เพราะใครๆคงคิดว่าดาวเป็นผู้ชายแล้วมีสาวที่ไหนเอาลูกมาทิ้งให้เลี้ยง มากกว่าจะคิดว่านายต้นข้าวเป็นลูกไม่มีพ่อหรอกค่ะ” เจ้าตัวพูดกลั้วหัวเราะอย่างไม่เดือดร้อน

“ว่าแต่อยู่ทางนี้แม่จะดูแลต้นข้าวยังไง ไหนจะต้องทำไร่ เก็บองุ่น คุมคนงาน จะเอาเวลาที่ไหนมาเลี้ยงหลาน”

“ไม่ต้องห่วงจ้ะ มะรืนป้าแดงก็จะกลับมาแล้ว คงช่วยแม่ดูต้นข้าวได้ ส่วนงานในไร่ก็มีตาสนคอยช่วย คิดว่าคงไม่ยุ่งมากนัก”

หญิงสาวพยักหน้ารับคำ มองหลานชายที่เดินพล่านไปทั่ว เด็ดใบไม้ที่ยื่นผ่านระเบียงทิ้งจนเกลื่อนพื้น ก่อนจะหันกลับมาถามมารดาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“แล้วแม่ของต้นข้าวเป็นใครกันคะ”

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ รู้แต่ว่าตาเมฆเค้ารักของเค้า จัดการจดทะเบียนแต่งงานกันเรียบร้อยแล้ว”

“จดทะเบียนกันแล้วด้วย” สิรินดาถอนใจพรืด

“ถามจริงๆเถอะแม่ ดาวเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงรึเปล่า หรือดาวเป็นลูกเมียน้อย พี่เมฆถึงไม่ยอมบอกอะไรดาวเลย”

เจ้าตัวพูดด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ ทำหน้าเศร้าอย่างเสแสร้งจนผู้เป็นมารดาต้องโคลงศีรษะอย่างอ่อนใจกับท่าทางเล่นๆของบุตรสาว

“แม่ว่าเรื่องนี้ดาวไปเคลียร์กับตาเมฆเองแล้วกัน เพราะรายนั้นเขาจัดการของเขาเองหมด แม่ไม่รู้เรื่องด้วยจริงๆ”

ได้ยินมารดาเปิดไฟเขียวให้อย่างนั้น สิรินดาก็หยุดทำหน้าเศร้า เปลี่ยนเป็นยิ้มกริ่ม ตาเป็นประกายทันที

ฮึ่ม! ไว้รอเจอกันก่อนเหอะพี่เมฆ จะจับตัวมาซักฟอกให้สะอาดเชียว...

++++++++++++++++++++++++++++++++

ลมเย็นที่พัดผ่านม่านหน้าต่างสีฟ้าอ่อนเข้ามากระทบร่างบางที่นอนอยู่บนเตียงใหญ่กลางห้อง ทำให้เจ้าตัวต้องขยับซุกหน้ากับผ้านวมแน่นขึ้น ใบหน้ารูปไข่ที่เอียงแก้มแนบหมอน หลับตาพริ้มอย่างเป็นสุขกับความอบอุ่นที่ได้รับ ก่อนที่จะถูกเสียงบางอย่างแว่วเข้ามาในความรู้สึกอันรางเลือน

เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆในประสาทการรับรู้จนสิรินดาต้องนิ่วหน้า ปรือตาขึ้นอย่างง่วงงุน หญิงสาวกะพริบตาสองสามครั้ง ปรับสายตาให้ชินกับความสลัวภายในห้อง ได้ยินเสียงเคาะประตูโครมครามและเสียงร้องเรียกของมารดาอยู่หน้าห้อง จึงรีบสลัดผ้านวมอันอบอุ่น ลุกไปเปิดประตูห้องนอนตัวเองทันที

“เกิดอะไรขึ้น ขโมยขึ้นบ้านหรือคะ” คนถูกปลุกมองสีหน้าตื่นๆของมารดา ทำท่าจะกลับเข้าไปคว้าปืนยาวที่หัวเตียงออกมาสบทบกับนาง ถ้าอีกฝ่ายไม่คว้าแขนของเธอไว้ก่อน

“เปล่าๆ” นางกุลยารีบปฏิเสธ “ แต่ดาวรีบเก็บกระเป๋าก่อนเร็ว คุณแต้วโทรมาบอกว่านักข่าวกำลังจะแห่มาที่นี่” น้ำเสียงร้อนรนของมารดาทำให้คนพร้อมลุยชะงัก

“นักข่าว!”

เจ้าตัวทวนคำเสียงหลง เหลือบไปทางหน้าต่างบานใหญ่ที่เธอเผลอเปิดทิ้งไว้ก่อนผล็อยหลับไป เห็นท้องฟ้ายังสลัว มีเพียงแสงสีส้มรำไรโผล่พ้นเส้นขอบฟ้า กะเวลาว่าไม่น่าจะเกินหกโมง

“นักข่าวมาแล้วมันเกี่ยวอะไรกับดาวคะ ยังไม่ทันสว่างเลย แม่ปลุกดาวเสียตกอกตกใจหมด” คนที่อยู่ในชุดนอนปาจามาสีฟ้าอ่อนทำหน้ามุ่ย ยกมือปิดปากหาว ทำท่าจะกลับขึ้นเตียงนอนต่อ แต่สตรีร่างเล็กกว่าดึงแขนไว้

“ทำไมจะไม่เกี่ยว นักข่าวจะมาทำข่าวครอบครัวของนายอธิศน่ะสิ” คนร้อนใจมองบุตรสาวที่ทำหน้างงๆในคราแรก ก่อนจะเบิกตากว้าง สีหน้าหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง

“ดาวอยากขึ้นหน้าบันเทิงคู่กับแม่ในฐานะน้องสาวคนเดียวของพระเอกหนุ่มชื่อดังด้วยมั้ยล่ะ ถ้าจะเอาอย่างนั้นก็ไปนอนต่อเลย ตื่นมาจะได้สวยๆ แต่งหน้างามๆต้อนรับกองทัพนักข่าวด้วยกัน” คนเป็นแม่ทำเสียงขู่ ปล่อยแขนบุตรสาว แล้วยืนมองเจ้าหล่อนเงียบๆ

สิรินดากะพริบตาปริบๆ ถ้อยคำที่มารดาเฝ้าอธิบายค่อยๆซึมซาบเข้าสู่สมองที่ยังไม่ตื่นดี เจ้าตัวได้แต่ยิ้มแหย ตรงเข้ามาโอบเอวมารดา ทำเสียงอ้อนเต็มที่

“แหม...แม่ก็รู้นี่นา ขืนดาวเป็นข่าวคู่กับแม่ อีกหน่อยก็ไม่ต้องทำงานทำการกันพอดี ไปไหนก็คงมีแต่ อุ๊ย...นั่นไง น้องสาวทอมบอยของคุณอธิศ หรือ อุ๊ย...นี่ไง น้องสาวสุดห้าวของพระเอกหนุ่มรูปหล่อ ไม่รู้เป็นพี่น้องคลานตามกันมาได้ไง หน้าตาหลุดโลกซะขนาดนั้น” เจ้าตัวจีบปากจีบคอ ทำเสียงเล็กเสียงน้อยเลียนแบบพวกปากหอยปากปูในทีวีจนคนเป็นแม่ที่กำลังเครียดๆหลุดหัวเราะออกมา

“งั้นก็รีบไปเก็บของเถอะ เดี๋ยวแม่ไปรับหน้าคุณแต้วก่อน คิดว่าคงใกล้จะถึงที่นี่แล้วมั้ง” กุลยาเอ่ยถึงนิศารัตน์...ผู้จัดการส่วนตัวของบุตรชายที่รู้จักกับครอบครัวเธอเป็นอย่างดีก่อนจะทิ้งให้บุตรสาวยืนถอนใจเฮือกๆ ทำหน้าเซ็งอยู่คนเดียว

+++++++++++++++++++

“หวัดดีค่า พี่แต้ว ลมอะไรหอบมาแต่เช้าเชียว” สิรินดาทักนิศารัตน์ที่มีสีหน้ากระวนกระวายด้วยท่าทางไม่เดือดร้อน วางเป้สะพายหลังของตัวเองลงบนพื้นแล้วนั่งลงข้างกุลยาบนโซฟาตัวยาว หยิบถ้วยกาแฟที่มารดาชงวางบนโต๊ะตรงหน้าขึ้นจิบ

“น้องดาวยังมีอารมณ์พูดเล่นอีก ดีนะที่พี่มีเพื่อนเป็นนักข่าว มันแอบกระซิบบอกให้พี่รู้ตัวก่อน รีบบึ่งรถมาเตี๊ยมกับคุณแม่และน้องดาว ไม่งั้นเกิดตื่นขึ้นมามีนักข่าวแห่มารุมอยู่รอบบ้านจะตกใจกันเปล่าๆ” สตรีร่างท้วมรวบผมเป็นมวยตึงเปรี๊ยะไว้ด้านหลัง ขยับแว่นสายตาบอกเธอด้วยมาดเข้มๆราวกับอาจารย์ฝ่ายปกครองในโรงเรียนมากกว่าจะเป็นผู้จัดการส่วนตัวของดาราดัง

“มันเรื่องอะไรกันหรือคะ ทำไมอยู่ๆนักข่าวถึงได้มาสนใจข่าวพี่เมฆอีกแล้ว ไหนว่าช่วงนี้เขาไปเล่นข่าวคุณมาธวีนักแสดงสาวหน้าใหม่ไฟแรงนี่นา” หญิงสาวอ้างตามที่ได้ยินจากเพื่อนสนิทซึ่งติดตามข่าวบันเทิงพวกนี้เป็นประจำ ทั้งยังขยันมาอัพเดทข้อมูลให้เธอฟังอยู่เสมอ

“ก็ใครไม่รู้สิคะ ให้ข่าวว่าคุณเมฆแอบมีลูกกับสาวที่ไหนไม่รู้ แล้วฝากคุณย่าเลี้ยงไว้ที่บ้านไร่ เลยกลายเป็นข่าวลือชิ้นใหม่ที่บรรดานักข่าวสนใจจับขึ้นมาเล่นกัน”

“แต่มันก็เรื่องจริงนี่คะ” สิรินดาแกล้งแหย่

“โธ่! น้องดาวคะ ถึงจะเป็นเรื่องจริงแต่เราปิดข่าวไว้ก็ไม่ควรจะมีใครรู้นะคะ”

สองแม่ลูกฟังแล้วได้แต่มองหน้ากันอย่างสงสัย โดยเฉพาะน้องสาวดาราดัง เพราะเธอเองเพิ่งรู้เรื่องหลานชายยังไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย แล้วนักข่าวพวกนั้นระแคะระคายเรื่องนี้ได้อย่างไร

“แม่ยังไม่ได้บอกใครเลยนะ” กุลยาปฏิเสธเสียงหลง เมื่อเห็นสายตาเคลือบแคลงของบุตรสาว

“แล้วเด็กปูนั่นล่ะคะ แม่หลุดปากพูดอะไรไปบ้างรึเปล่า เด็กมันเพิ่งจะรุ่นๆ อาจจะแอบไปเล่าให้ใครฟังก็ได้” สิรินดานิ่วหน้า นึกถึงสาวน้อยหน้าตาคมขำที่จู่ๆก็กลับมาเลี้ยงหลานให้พวกเธอตอนเย็นเมื่อวานด้วยท่าทางมีพิรุธ เจ้าหล่อนคอยจับตาเธอด้วยความสนใจ แถมเงี่ยหูฟังเรื่องที่เธอคุยกับมารดาอย่างไม่มีมารยาทราวกับจะเก็บทุกรายละเอียดบันทึกไว้ในสมองจนหมด

“เปล่าจ้ะ แม่บอกแค่ต้นข้าวเป็นหลาน ลูกของญาติห่างๆเท่านั้นเอง” คนเป็นแม่ถอนใจยาว คิดเหมือนลูกสาวว่าคนที่ปากโป้งออกไปอาจจะเป็นเด็กสาวคนนี้ก็ได้

“ลูกของญาติห่างๆที่หน้าตาเหมือนดาวยังกับแกะหรือคะ” สิรินดาโพล่งออกมาไม่ทันคิด แต่พอเห็นสีหน้ามารดาเหี่ยวลงจึงรู้สึกตัว รีบยิ้มปลอบ ทำน้ำเสียงให้ครึกครื้น

“คงไม่เป็นไรหรอกค่ะ แม่ก็บอกนักข่าวว่าต้นข้าวเป็นลูกดาวเหมือนที่เราตกลงกันไว้ก็สิ้นเรื่อง คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” บอกออกไปง่ายๆ แล้วเสริมว่า

“อีกอย่างนักข่าวมาทำข่าวแบบนี้ แม่ก็ถือโอกาสโฆษณาองุ่นในไร่เราเลยสิคะประหยัดค่าโฆษณาดีออก... องุ่นใหญ่ องุ่นหวาน องุ่นดาราตราอธิศ ซื้อหนึ่งโลแถมลายเซ็นนายอธิศหนึ่งแผ่น”

“ดาวน่ะทำเป็นเล่นไป” นางกุลยาปราม สีหน้ายังวิตกกังวล กลัวบุตรชายจะเดือดร้อน

“แต่แต้วว่าเรื่องมันจะไม่จบง่ายๆแค่นั้นสิคะ ถ้าบอกนักข่าวว่าต้นข้าวเป็นลูกน้องดาว เขาอาจจะไปตามสืบต่ออีกนะคะว่าใครเป็นพ่อ พบรักกันได้ยังไง คลอดที่ไหน มีใบสูติบัตรมายืนยันรึเปล่า” นิศารัตน์ท้วง ทำเอาทุกคนอึ้ง เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เรื่องคงแดงออกมาแน่ๆ

“ก็พี่เมฆแหละตัวดี ก่อเรื่องแล้วก็ทิ้งให้พวกเราแก้” สิรินดานิ่วหน้า...อย่างนั้นก็ไม่ได้ อย่างนี้ก็ไม่ได้ ทำไมไม่ให้คนก่อเรื่องมาจัดการเองนะ....อารมณ์หงุดหงิดจากการนอนไม่เต็มตาชักกรุ่นขึ้น เจ้าตัววางถ้วยกาแฟที่ยกขึ้นจิบลง หมดอารมณ์ดื่มกาแฟอีก

“แล้วพี่ชายดาวไปไหนคะ ทำไมไม่มาด้วย” คุณแม่จำเป็นถามด้วยน้ำเสียงเอาเรื่องเล็กน้อย...

“คุณเมฆมีอัดรายการตอนเช้าวันนี้ค่ะ มาไม่ได้จริงๆ แต่ถึงมาได้แต้วก็คงไม่ให้มาหรอกค่ะ ให้คุณเมฆทำเป็นไม่รู้เรื่องดีกว่า เวลาคุณแม่พูดอะไรจะได้น่าเชื่อถือไงคะ” นิศารัตน์คิดให้เสร็จสรรพ

“แล้วเราจะจัดการเรื่องนี้ยังไงจ้ะหนูแต้ว แม่น่ะกลุ้มใจจัง หรือเราจะบอกความจริงกับพวกนักข่าวดี”

“ไม่ได้นะคะคุณแม่ ถ้าคุณแม่บอกเรื่องนี้ออกไป คุณเมฆต้องพังแน่ๆเลยค่ะ ตอนนี้คุณเมฆมีงานเต็มไปหมด ทั้งพรีเซ็นเตอร์ ทั้งงานละคร ถ่ายแบบ คิวยาวถึงปลายปีหน้า ขืนบอกออกไป อนาคตดับวูบแน่ๆค่ะ” ผู้จัดการสาวรีบห้าม ยกผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อตามใบหน้าอูมๆของตน

“ไม่รู้ล่ะ ยังไงดาวก็ไม่ยอมเสียสละ เอาหน้าตัวเองลงข่าวบันเทิงด้วยนะ ขืนรูปดาวออกไป คงไม่มีความเป็นส่วนตัวกันพอดี เอาเป็นว่าแม่อยู่ที่นี่รับมือพวกนักข่าว ส่วนดาวขอหนีกลับไปตั้งหลักที่กรุงเทพฯก่อน” เจ้าตัวพูดตามแผนการที่คิดได้สดๆร้อนๆ “แล้วเวลาแม่ให้สัมภาษณ์ก็บอกไปเลยว่ามีพี่เมฆเป็นลูกชายคนเดียว ไม่รู้ไม่เห็นเรื่องอะไรทั้งนั้น”

“จะเอาอย่างนั้นหรือดาว” คนเป็นแม่มองลูกสาวอย่างไม่สบายใจนัก เพราะตอนแรกเธอตั้งใจเพียงให้บุตรสาวหลบไปก่อน ไม่ได้คิดว่าจะต้องถึงขนาดโกหกคนอื่นๆว่ามีลูกชายเพียงคนเดียว

“ค่ะ แม่ประกาศไปเลย ไม่ต้องกลัวดาวเสียใจหรอกค่ะ ดาวรู้ว่ายังไงแม่ก็รักดาวอยู่แล้ว ในเมื่อแม่มีดาวเป็นลูกสาวคนเดียวนี่คะ เหมือนกับที่แม่มีพี่เมฆเป็นลูกชายคนเดียว!” เจ้าตัวย้ำประโยคท้ายพลางยักคิ้วให้ผู้เป็นแม่จนนางต้องหัวเราะออกมา

นั่นสินะ เธอบอกคนอื่นๆว่ามีลูกชายเพียงคนเดียวก็ถูกแล้ว ในเมื่อสิรินดาเป็นลูกสาวไม่ใช่ลูกชาย...กุลยาสบตาเป็นประกายของบุตรสาวยิ้มๆ เรื่องเจ้าแผนการล่ะก็ไม่มีใครเกินจริงๆ

“โอเค ตามนี้นะคะ งั้นดาวไปล่ะ ก่อนที่กองทัพนักข่าวจะยกขบวนมา” หญิงสาวยกมือทำความเคารพนิศารัตน์ แล้วเข้าสวมกอดมารดา หอมแก้มซ้ายขวา ฉวยเป้ยีนส์ใบเก่งขึ้นสะพายบ่า ทำท่าจะเดินออกไปจากบ้าน

“เดี๋ยวค่ะ เดี๋ยว” จู่ๆ ผู้จัดการสาวก็ลุกพรวดขึ้น ทำหน้าเหมือนนึกอะไรได้ ถลาเข้ามาคว้าแขนจนสิรินดาเกือบหงายหลัง

“น้องดาวอย่าเพิ่งไปค่ะ เรื่องยังไม่จบนะคะ เราลืมคนสำคัญไปรึเปล่า”

“พี่แต้วหมายถึง...” สิรินดาทำหน้างง

“ก็ต้นข้าวไง น้องดาวจะปล่อยตาหนูไว้ที่นี่กับคุณแม่ไม่ได้นะคะ จะให้นักข่าวเห็นว่าในบ้านนี้มีเด็กหน้าตาเหมือนคุณเมฆไม่ได้หรอก”

“โธ่...เรื่องนี้เอง ตาต้นน่ะหน้าตาไม่เหมือนพี่เมฆเลย หน้าตาเหมือนปู่ซะมากกว่า หรืออีกทีก็หน้าเหมือนดาวมากกว่าพี่เมฆอีก ทิ้งไว้ที่นี่ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ” น้องสาวดาราดังพูดยิ้มๆ ทำท่าจะเดินออกไปอีกครั้ง แต่อีกฝ่ายยังยื้อแขนเธอแน่นไม่ยอมปล่อย

“ถึงงั้นก็เหอะ พี่ก็ไม่อยากให้มีความผิดพลาดนะคะ พี่ว่าน้องดาวเอาตาหนูใส่รถไปเลี้ยงที่กรุงเทพฯด้วยดีกว่า รอเรื่องทางนี้เงียบแล้วค่อยเอากลับมาให้คุณแม่เลี้ยง”

คราวนี้คนฟังตาเหลือก...อะไรนะ จะให้เธอเอาเด็กขวบกว่าๆไปเลี้ยงงั้นเหรอ แล้วเธอจะทำงานทำการได้ยังไง อีกอย่างเธอพักอยู่ในคอนโดฯคนเดียว ใครที่ไหนจะช่วยเลี้ยงหลานเวลาเธอไปทำงานเล่า

“แม่!” เจ้าตัวหันไปขอความช่วยเหลือจากมารดา แต่นางกุลยากลับพยักหน้าเห็นด้วย ตัดความหวังอันน้อยนิดของเธอเสีย

“จริงด้วย ช่วยพี่เค้าหน่อยแล้วกัน เอาตาต้นไปเลี้ยงสักพัก พอเรื่องเงียบ แม่จะรีบไปรับกลับมา”

“แต่ดาวต้องทำงาน แล้วใครจะเลี้ยงหลานล่ะคะ” สิรินดาโอดโอย ทำหน้ามุ่ย เมื่อคิดถึงโปรเจ็คต์ใหม่ที่บริษัทของเธอกำลังจะประมูลเพื่อสร้างรีสอร์ทบนเกาะแห่งหนึ่ง

“ก็เอาไปด้วยสิ ตาต้นออกจะว่าง่าย หน้าตารึก็น่ารัก คงมีคนใจดีช่วยเลี้ยงบ้างล่ะน่า”

แทนที่จะหาทางออกอื่น มารดากลับแนะนำวิธีเลี้ยงเด็กให้เธอเสียอีก สิรินดาถอนใจยาว พยายามทำใจยอมรับชะตากรรม

“ค่าๆๆ....เอาไปเลี้ยงก็ได้ แม่รีบไปเอาต้นข้าวมาสิคะ ดาวจะรีบไปแล้ว ไม่งั้นดาวคงได้เป็นทัพหน้าต้อนรับนักข่าวแทนแม่แน่ๆ” เจ้าตัวบ่นกระปอดกระแปด กลับมาทิ้งตัวบนเก้าอี้ รอมารดาเก็บข้าวของของหลานชายด้วยท่าทางเซ็งๆ

เฮ้อ!... มาวันแรกก็ได้เป็นแม่คนโดยไม่ทันตั้งตัว พอวันที่สองก็ได้ลูกกลับไปเลี้ยง ขืนอยู่ต่ออีกวันคงจะได้สามีแถมกลับไปด้วยกระมัง ...

+++++++++++++

จบบทที่ 1


TOP




Create Date : 29 มิถุนายน 2553
Last Update : 29 มิถุนายน 2553 20:23:37 น. 1 comments
Counter : 850 Pageviews.

 
เรื่องนี้อ่านแล้ว ชอบค่ะ น่าจะนำมาทำละครนะคะ


โดย: ศรีสุดา สุขสุวรรณ์ IP: 113.53.72.173 วันที่: 11 กรกฎาคม 2555 เวลา:18:06:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อรพิม
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]






ผู้ที่กำลังชมบล็อก

ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด


ขอสงวนสิทธิ์ใดๆในการคัดลอก เผยแพร่ หรือดัดแปลงส่วนหนี่งส่วนใดหรือทั้งหมดของข้อความ เรื่องสั้น หรือนิยายที่โพสต์ในบล็อกแห่งนี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าผู้ใดละเมิดจะถูกดำเนินการตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด




Orapim Novel

Create your badge
New Comments
Friends' blogs
[Add อรพิม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.