Group Blog
 
 
มิถุนายน 2553
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
29 มิถุนายน 2553
 
All Blogs
 
เงารัก






ปวิตากับเพื่อนสนิทเดินทางไปท่องเที่ยวอียิปต์กับบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง ระหว่างทางเธอพลัดหลงไปยังร้านขายของที่ระลึกร้างผู้คน และถูกบางสิ่งบางอย่างดลใจให้ซื้อแหวนรูปแมลงสคาหรับกลับมาด้วย

จากนั้น ทุกค่ำคืนเธอจะฝันประหลาดเกี่ยวกับเรื่องราวของอียิปต์โบราณ...โศกนาฏกรรมความรักขององค์ฟาโรห์กับพี่น้องฝาแฝด...ปมเงื่อนของอดีตที่รอการแก้ไขในชาติภพนี้....








บทนำ

สรรพเสียงสุดท้ายห่างไปพร้อมกับลำแสงที่เคยปรากฏค่อยๆเลือนลับ...จับภาพเขียนบนฝาผนังเป็นครั้งสุดท้าย.... เหลือเพียงความสงบ...สงัดเกินกว่าจะมีเสียงใดแทรกเข้ามา กลอนถูกลั่นดานจากภายนอกเพื่อความปลอดภัย...ประตูปิดสนิทป้องกันผู้รุกรานการหลับ...ความมืดเยื้องย่างครอบคลุมทั่วห้องสี่เหลี่ยมแคบๆนั้น เว้นแต่...โลงศพทองคำกลางห้องที่เปล่งประกายเรืองรอง เห็นใบหน้าเหนือฝาโลงซึ่งถูกแกะสลักอย่างประณีต

บรรดาช่างฝีมือใช้เวลานานมาก กว่าจะบรรจงลงรายละเอียดจนดวงหน้านั้นละม้ายคล้ายคนจริง ไม่ว่าจะเป็นดวงตาเรียวดำที่เขียนขอบตาสีฟ้า จมูกโด่งรั้นนิดๆ ริมฝีปากบางที่แย้มยิ้มราวกับมีชีวิต เส้นผมสีดำถักเป็นเปียเล็กรอบศีรษะ รัดด้วยมงกุฎทองคำมีงูเห่าตัวโตอยู่กลางหน้าผาก....

แสงเรืองรองนั้นค่อยรวมเป็นกลุ่มอยู่ข้างโลงศพราวกับมีคนปั้นแต่ง...กลายเป็นเรือนร่างโปร่งแสงแลเป็นเงาจางของหญิงสาวนางหนึ่ง

หญิงสาวผู้มีใบหน้าเหมือนบนฝาโลงไม่ผิดเพี้ยน !

พลันปรากฏร่างอีกหนึ่งบุรุษขึ้นมาอย่างเงียบกริบ...บุรุษผู้ทรงภูษาทองคำนุ่งรั้งตั้งแต่บั้นเอวยาวลงมาถึงเข่า เผยอกกำยำที่มีเพียงแผงสร้อยคอทองคำงามวิจิตร รัดข้อมือสองข้างด้วยปลอกทองคำสุกปลั่ง...บุรุษผู้ยืนองอาจ ทอดสายตานิ่งมายังร่างโปร่งแสงเบื้องหน้า...รับการเคารพของหญิงสาว...

บุรุษผู้มีเศียรเป็นหมาไน....

เทพอานูบิส !

เทพผู้ทำหน้าที่นำ ‘บา’ หรือดวงวิญญาณของผู้ตาย...เดินทางสู่ปรภพ...เดินทางสู่การพิพากษาความดีความชั่ว...เพื่อตัดสินชะตาชีวิตหลังความตาย...

หญิงสาวตามเทพอานูบิสไปอย่างสงบ ดวงจิตแน่วแน่ ไม่แม้แต่จะชำเลืองมองร่างตัวเองในโลงทองนั้นอีก ราวกับได้ละทิ้งทุกเรื่องราวที่ผ่านมาไว้กับร่างไร้วิญญาณของตน

ออกจากสุสานที่ถูกปิดตาย...ไปตามทวารพิเศษซึ่งเปิดไว้แก่วิญญาณ...

ปรากฏทางดินโล่งๆ ทอดยาวสู่แม่น้ำแห่งความตาย...แม่น้ำสายใหญ่ที่กั้นระหว่างโลกนี้และโลกหน้า...แม่น้ำที่นิ่งสนิท...มืดมิด....มองมิเห็นก้นบึ้งว่าลึกเพียงใด แม่น้ำที่เธอจะต้องข้ามไป เพื่อไปสู่ดินแดนหลังความตาย...

ร่างโปร่งแสงนั้นมองร่างกำยำที่ยืนนิ่งเป็นสง่าตรงหัวเรืออย่างระวัง พลางเหลียวมองรอบด้านที่มืดมิด...ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณอ่อนแอที่มิอาจรวมจิตให้กล้าแข็งข้ามสายธารานี้ไปได้...

เสียงกรีดร้องที่ทำให้ดวงจิตเธอไหววูบ...หวาดหวั่น...เสียงกรีดร้องพร้อมกับภาพที่เธอไม่อยากเห็นผุดขึ้นมาตรงหน้า...เข้ามาทำลายจิตสมาธิของตน...เสียงเหล่านั้นคล้ายร้องเรียกเธอไปอยู่ร่วมกันโดยมิต้องฟังคำพิพากษาแห่งองค์มหาเทพ

หญิงสาวพยายามรวมจิตสมาธิของตัวเอง รักษาความสงบนิ่งไว้อย่างยากเย็น พักใหญ่กว่าเสียงมารผจญนั้นจะซาลง....จนเลือนหายไป...

ขึ้นจากแม่น้ำแห่งความตาย....เบื้องหน้ามีสิ่งก่อสร้างลักษณะเป็นทางเข้าที่ไม่มีประตู....ไม่มีกำแพง...เป็นเพียงโครงประตู...โครงที่ประกอบด้วยแท่งหินทรงเหลี่ยมสองต้นตั้งตระหง่าน....สลักเสลาอักษรภาพบอกเล่าเรื่องราวบางอย่างตลอดแนว ด้านในมีรูปสลักหินขนาดมหึมาของเทพและเทพีประทับเคียงกันสามองค์ ทุกองค์ล้วนมีสีพระพักตร์สงบแฝงความปรานี

ที่นี่...เธอถูกตั้งคำถามโดยรูปสลักหินเหล่านั้น...คำถามเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับที่นักบวชแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้เฉลยไว้ก่อนฝังร่างเธอ...คำถามที่ต้องการแต่คำตอบที่ถูกต้อง...เพื่อผ่านไปยังประตูถัดไป...

เมื่อผ่านประตูเสาหินนั้นรวมทั้งสิ้นสิบครั้ง เทพอานูบิสก็นำทางมาถึงมหาวิหารแห่งเทพโอซิริส...วิหารหินแกรนิตขนาดใหญ่ที่ภายในมีเหล่าทวยเทพรอฟังคำพิพากษา...ความดีความชั่วของเธอ

วิหารนี้มีลักษณะสูงโปร่ง กอปรเป็นโครงด้วยเสาหินสูงใหญ่ตั้งตระหง่านเป็นระเบียบ รองรับหลังคา…แผ่นหินขนาดใหญ่เบื้องบน กำแพงสองข้างแกะสลักบอกเล่าเรื่องราวของเหล่าเทพเจ้าราวกับหนังสือที่มีชีวิต

สุดทางซึ่งปูลาดด้วยหิน…เป็นปิรามิดขั้นบันไดสูงเสียดฟ้า ทอดยาวสุดสายตา...

ก้าวตามผู้นำทางของเธอขึ้นบันไดปิรามิดไปทีละขั้น...ทีละขั้น...ด้วยความอดทน

ยิ่งใกล้จุดหมาย…ดวงจิตที่คิดว่ามั่นคงแล้วกลับยิ่งหวาดหวั่น น้ำหนักแห่งการก้าวเดินหนักอึ้งยิ่งกว่ามีหินก้อนมหึม ถ่วงไว้ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังก้าวสู่แดนประหาร....

จวบจนถึงลานกว้างชั้นบนสุด... ประทับด้วยองค์มหาเทพโอซิริส...เทพผู้ครองปรภพ …ทรงมงกุฎสีขาวประดับขนนก พระหัตถ์เบื้องขวาถือแส้ เบื้องซ้ายเป็นคทายาวปลายงอเป็นตะขอ …ประทับนิ่งบนบัลลังก์ทอง

ตรงหน้าวางไว้ด้วยตาชั่งทองคำขนาดใหญ่...เครื่องมือตัดสินชะตาชีวิต....ซึ่งจะทำหน้าที่ชั่งน้ำหนักความดีความชั่วด้วยหัวใจของดวงวิญญาณทุกดวง…

และครั้งนี้คือน้ำหนักแห่งหัวใจของเธอ !

หัวใจที่มิอาจหนักหรือเบาเกินกว่าขนนกกระจอกเทศของเทพีมะอัต....เทพีแห่งความสัตย์และเที่ยงตรง

ด้านข้างมีอสุรกายที่เป็นส่วนผสมของจระเข้ สิงโตและ ฮิปโปโปเตมัสหมอบรอ ดวงตาเรียวรีจับจ้องตาชั่งแน่วแน่ราวกับกำลังรอเหยื่ออันโอชะ ตระเตรียมกระโจนเข้าขย้ำหัวใจที่ผิดพลาดได้ทันที

หญิงสาวเบือนหน้าหนีเจ้าสัตว์ร้ายนั้น คุกเข่าเบื้องพระพักตร์องค์มหาเทพผู้จะตัดสินชีวิตหลังความตายของเธอ

เพราะรู้ถึงผลแห่งการกระทำของตนดี...การกระทำด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ...ที่ทำให้เธอต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปตลอดกาล...ฉะนั้น โอกาสที่หัวใจของเธอจะหนักเท่ากับขนนก และทำให้…บา...วิญญาณได้รวมกับ…คา...พลังแห่งชีวิตที่ออกจากร่างตอนเธอเสียชีวิตนั้นยากเต็มที

ผลที่คาดได้คือ หัวใจเธอจะต้องถูกเจ้าอสุรกายนั่นขย้ำ !

จากนั้น…

วิญญาณของเธอก็จะดับสูญไปชั่วกาล....

เทพอานูบิสผู้นำทางเธอมาตลอด ถวายความเคารพต่อมหาเทพโอซิริส แล้วเริ่มอ่านรายงานความดีความชั่วตั้งแต่เกิดจนตายตามคัมภีร์ที่ฝังมาพร้อมกับศพ…

ท่ามกลางความเงียบ... ถ้อยคำเหล่านั้นกังวาน...ตอกย้ำความผิดพลาดที่เธอกระทำจนวิญญาณของเธอสั่นพลิ้ว พร่าเลือนราวกับจะจางหายไป...ไม่เจิดจ้าเหมือนยามแรก

นเสียงถวายรายงาน... สุรเสียงอันดังกึกก้องที่สะท้านสะเทือนดวงจิตจนวูบไหว...ตรัสถามยืนยันความจริงที่ได้สดับ

....

ร่างบางตอบรับ !

เทพีมะอัตผู้ทรงมงกุฎขนนกเหนือพระเศียร ทรงวางขนนกของพระองค์ไว้ด้านหนึ่งของตาชั่ง

อีกด้าน...เทพอานูบิสยกโถบรรจุหัวใจของเธอออกมา วางหัวใจ...ก้อนเนื้อนุ่มที่ควักออกจากร่างของเธอลง....

ตาชั่งค่อยๆเอียงลงช้าๆ...ช้าๆ...

หญิงสาวมองภาพนั้น ค่อยๆหลับตาลง นิ่งรออย่างสงบ....

++++++++++++++++++


จบบทนำ





บทที่ 1

หลังจากทนนั่งหลังขดหลังแข็งมากว่าสิบชั่วโมง เครื่องบินของสายการบินอียิปต์แอร์ไลน์ก็ถึงกรุงไคโร...เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ แสงไฟสลัวตามเพดานถูกปรับให้สว่างทั่วห้อง…ปลุกผู้โดยสารที่พากันหลับไหลตลอดระยะทางอันยาวไกล พวกที่ตื่นแล้วทยอยกันเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน ก่อนกลับสู่ที่นั่งของตน เตรียมลงสู่แผ่นดินไอยคุปต์

เมื่อเครื่องบินลงจอด...นาฬิกาบนจอโทรทัศน์ที่ฉายหนังมาตลอดคืนบอกเวลาท้องถิ่นว่าเพิ่งจะตีห้าครึ่ง...ด้านนอกยังมืดสลัว มีเพียงแสงจากเสาไฟที่เรียงรายและอาคารเบื้องหน้าซึ่งเป็นตึกสองชั้นทาสีขาวคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมติดกระจกใสบานใหญ่โดยรอบเท่านั้น

ปวิตาสูดอากาศสดชื่นยามเช้าที่มาพร้อมกับสายลมเย็นๆเข้าเต็มปอด...อากาศที่ช่วยบรรเทาอาการเมื่อยล้าจากการเดินทางลง ก่อนจะก้าวตามคนอื่นๆเข้าไปในอาคาร....

สิ่งแรกที่สะดุดตาหญิงสาวก็คือ เคาน์เตอร์ธนาคารสีสันสดใสติดป้ายภาษาอังกฤษและอารบิค ตั้งประจันหน้ากับทางเข้าราวกับเจ้าของบ้านที่ออกมายืนยิ้มแฉ่งต้อนรับแขก...คอยบริการรับแลกเงินให้นักท่องเที่ยวได้จับจ่ายกันอย่างเต็มที่ ด้วยอัตราหนึ่งเหรียญสหรัฐต่อหกปอนด์อียิปต์ จากนั้นจึงผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองที่มีชาวอียิปต์หน้าคมเข้มผิวคร้ามนัยน์ตาคมทำหน้าที่ตรวจเอกสาร และเช็คกระเป๋าเดินทางของตัวเองก่อนตามคนในกรุ๊ปทัวร์ออกไป

สองข้างทางมีร้านค้าปลอดภาษีเปิดอยู่ไม่กี่แห่ง ภายในมีพนักงานผิวค่อนข้างขาว หน้าตาคมขำแต่งสูทเรียบร้อย พยายามยิ้มเรียกผู้โดยสารที่เดินผ่าน แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ แต่ละร้านร้างผู้คนดูแล้วช่างเงียบเหงา เหลือเกิน ปวิตายิ้มตอบพนักงานขายในร้านน้ำหอมแห่งหนึ่งที่พยายามชักชวนเธอเข้าเลือกซื้อสินค้า ส่ายหน้าน้อยๆปฏิเสธคำเชิญ...

ที่ประตูผู้โดยสารขาเข้า...หญิงสาวเห็นอุบลวรรณกำลังยืนคุยกับชายหนุ่มแปลกหน้าในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ...มองร่างสูงโปร่งตรงหน้ากับท่วงท่าที่ยืนสบายๆ ไล่ขึ้นมาถึงใบหน้าคมสันสะดุดตานั้นอย่างไม่สนใจนัก ก่อนเลยไปยังเพื่อนสาวที่ยังจ้อไม่หยุด แล้วได้แต่อมยิ้มส่ายหน้ากับตัวเองคนเดียว...

ดูท่า แม่เพื่อนคนดีของเธอคงจะเจริญสัมพันธไมตรีกับใครเข้าอีกแล้ว…

“อ้าว...แปมมาพอดี” สาวร่างเล็กทักเสียงใส ดวงตาสีน้ำตาลยิ้มกระจ่างพอๆกับริมฝีปากอวบๆจนชายหนุ่มข้างกายเห็นความสดใสนั่นแล้วอดจะคลี่ยิ้มตามไปด้วยไม่ได้

“นี่แปม เพื่อนสนิทอ้อมเองค่ะ” แม่คนช่างเจรจายิ้มหวานแถมยังเรียกชื่อเล่นตัวเองกับชายหนุ่มแปลกหน้านั้นอย่างสนิทสนมจนคนถูกแนะนำชักหมั่นไส้

“ส่วนนี่คุณจ้าจ้ะ... คุณจ้าเป็นน้องชายเจ้าของบริษัททัวร์นี้ เคยมาเที่ยวที่นี่หลายครั้งแล้ว แต่ยังติดใจมนต์เสน่ห์อันลี้ลับของดินแดนแห่งนี้ พอว่างเลยมาเที่ยวอีก”

ปวิตาคลี่ยิ้มเล็กน้อยตามมารยาท ใบหน้าเรียวดุจึงละมุนลง

“ยินดีที่รู้จักครับคุณแปม...ที่คุณอ้อมเล่าอาจจะมากไปหน่อย... ผมเคยนำทัวร์มาเองบ้าง แต่ต้องคอยดูแลลูกทัวร์มากกว่า ตัวเองกลับเที่ยวไม่ทั่ว ครั้งนี้ได้ลาพักร้อนสองอาทิตย์ เลยสมัครใจมาในฐานะนักท่องเที่ยวบ้าง จะได้เก็บรายละเอียดได้หมดไงครับ” น้ำเสียงบอกกลั้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดีของชายหนุ่มทำให้คนฟังคำอธิบายต้องยิ้มมากขึ้น

“ถึงงั้นก็เถอะ ระหว่างการเดินทางนี่อ้อมกับแปมคงต้องอาศัยใช้บริการคุณบ้างแน่ๆเพราะพวกเราแทบจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับประเทศนี้เลย”

ปวิตามองดวงหน้าหวานของอุบลวรรณที่ยิ้มละไม ดวงตาเป็นประกายวิบๆ พูดเสียงอ่อนเสียงหวานกับชายหนุ่มอย่างกันเองแล้วไม่อยากจะคิดว่าเพื่อนสาวทำท่าเหมือนจะหลงเสน่ห์นายจ้าผู้นี้เข้าให้แล้ว...

จิรัฏฐ์คุยตามมารยาทอีกสองสามประโยคก่อนจะขอตัวไปช่วยชานนท์...ไกด์หนุ่มผู้ดูแลคณะทัวร์ครั้งนี้ ซึ่งกำลังเรียกลูกทัวร์ให้รวมกลุ่มกันเพื่อขึ้นรถบัสที่จอดรออยู่ในลานจอดรถ โดยมีสายตาของสาวร่างเล็กมองตามไปจนคนลอบสังเกตการณ์อดไม่ได้ แกล้งกระแอมดัดเสียงหวานเลียนประโยค...

“ถึงงั้นก็เถอะ ระหว่างการเดินทางนี่อ้อมกับแปมคงต้องอาศัยใช้บริการคุณบ้างแน่ๆเพราะพวกเราแทบจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับประเทศนี้เล้ย”

คนล้อลากเสียงยาว ทำหน้าตายแต่ดวงตาพราวระยับด้วยความขบขัน แล้วเสริมด้วยน้ำเสียงล้อเลียนไม่สนใจสายตาค้อนขวับของอีกฝ่ายว่า

“สงสัยแปมคงมีเพื่อนชื่ออ้อมหลายคนมั้ง…จำได้ว่ามีอยู่คน ขนซื้อตำรับตำรา หนังสือเกี่ยวกับอียิปต์มานั่งอ่านอยู่ร่วมอาทิตย์ แถมยังเคี่ยวเข็ญคนอื่นให้อ่านตามด้วย บอกว่าเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง จะได้มีความรู้ติดตัวมาเที่ยวบ้าง”

“ฮื่อ…อย่าเลยนะ...อ้อมไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย แค่พูดไปตามมารยาทเท่านั้นเอง” คนมารยาทดีรีบพูดทั้งที่ใบหน้าตัวเองเข้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

“อีกอย่าง พวกเรามากันสองคนก็ต้องผูกมิตรกับคนอื่นบ้าง ขืนวางมาดนิ่งทำท่านางพญาเหมือนคุณหนูแปมล่ะก็ คงมีคนกล้าเข้ามาคุยด้วยหรอก” คนถูกแซวประชดแก้เขิน

เจ้าของร่างสูงโปร่งหัวเราะเบาๆ ยักไหล่น้อยๆ ดวงตากลมโตสีดำเป็นประกายระยิบ สบตาเพื่อนสาวยิ้มๆ

“จ้า....” เจ้าตัวแกล้งลากเสียงยาวล้ออีกรอบ ก่อนฉวยมือเพื่อนเดินไปรวมกลุ่มกับคณะทัวร์ที่ยืนรวมกันอยู่หน้าประตูกระจกใสบานใหญ่ไม่ไกลนัก

“ก็ฉันมันพวกหัวสูงนี่นะ คุยกับคนแปลกหน้าไม่ค่อยสนิทใจเท่าไร จะให้เหมือนนักประชาสัมพันธ์สาว ลูกเจ้าของโรงแรมดังอย่างอ้อมได้ยังไง”

อุบลวรรณเหลือบมองใบหน้าเรียวสวยที่มักจะวางเฉยราวกับรูปสลักไร้ชีวิตกับดวงตากลมโตสีดำที่ดูลึกลับยากหยั่งถึงของเพื่อนแล้วต้องถอนใจเบาๆ รู้ดีว่าภายใต้หน้ากากที่เจ้าตัวชอบสวมยามพบปะคนแปลกหน้านั้น เนื้อแท้แล้วหญิงสาวออกจะรื่นเริง ช่างยั่ว ช่างล้อ...เพียงแต่จะเลือกทำเฉพาะกับเพื่อนที่สนิทเท่านั้น

ที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะปวิตาอยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน...คุณสมเกียรติ บิดาของหญิงสาวเป็นคนเจ้าชู้ มีเมียเล็กเมียน้อยเต็มไปหมด ไม่สนใจดูแลครอบครัว ส่วนมารดาก็แต่งงานใหม่เดินทางไปอยู่อังกฤษ ไม่เคยกลับมาเมืองไทยอีกเลย พี่สาวคนเดียวที่มีก็ประสบปัญหาครอบครัว ถูกสามีทิ้ง...โดนเจ้าพี่เขยเฮงซวยนั่นหลอกเอาเงินไปหลายล้านแล้วหนีไปเสวยสุขกับเมียน้อยจนเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตไป

ปวิตาจึงค่อนข้างเก็บตัว เก็บความคิด ไม่ค่อยสนิทกับใครง่ายๆโดยเฉพาะผู้ชาย จะมีก็แต่เธอที่คบหากันมาตั้งแต่อนุบาล.... ยอมตามใจกันมานานจนต้องติดสอยห้อยตามมาเที่ยวอียิปต์ด้วย

“ประเทศอื่นก็มีตั้งมาก ทำไมต้องมาอียิปต์ด้วยนะ” จำได้ว่าเธอบ่นทันทีที่ได้ยินจุดหมายปลายทาง ก็แหม...ยุโรป อเมริกาก็ยังไม่เคยไปเลย ดั๊นจะมาเที่ยวอียิปต์

“ก็ฉันอยากเห็นปิรามิด หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนี่” คุณหนูแปมบอกสั้นๆ แต่พอเห็นคิ้วขมวดมุ่นกับสายตาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามของเธอบ้าง เจ้าตัวจึงยอมอธิบายเพิ่ม...คงกลัวเธอไม่ยอมมาด้วยกระมัง...

“ไม่รู้สินะอ้อม...จู่ๆมันก็ปิ๊งขึ้นมาในหัว คิดแต่ว่าสักวันหนึ่งฉันอยากมาที่ประเทศนี้...มาดูอารยธรรม สิ่งก่อสร้างที่น่าอัศจรรย์เหล่านี้” คนพูดทำท่าเคลิ้มฝัน ตาลอยไปไกลราวกับเธอมิได้ยืนอยู่ตรงหน้า

“ยิ่งวันก่อนได้ดูสารคดีเกี่ยวกับประเทศนี้แล้ว เห็นทะเลทรายกว้างไกลสุดสายตา ปิรามิดที่สูงเสียดฟ้า หรือแม้แต่มัมมี่ที่ขุดพบ...มันเหมือนมีพลังบางอย่างมากระตุ้นนะ ร่ำร้องอยู่ในใจ คอยบอกแต่ว่ากลับมาเถิด... กลับมาที่นี่.. กลับมาตรงนี้... ราวกับว่าที่ประเทศนี้...มีบางสิ่งบางอย่างกำลังรอฉันอยู่ จนทนไม่ไหวต้องรีบติดต่อหาบริษัททัวร์แล้วก็ลากอ้อมมาด้วยไง ”

แม้คำตอบที่ได้รับจะไม่ได้ให้ความกระจ่างกับเธอเท่าใดนัก แต่ด้วยความที่ตามใจกันมานานกอปรกับทนเสียงรบเร้าไม่ไหว ในที่สุดเธอก็ยอมตามมาเที่ยวที่นี่ด้วยจนได้...

++++++++++++++++++

สถานที่แรกของการท่องเที่ยวคือปิรามิดสามองค์แห่งกิซ่าซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์...ฝั่งที่มีเพียงผืนทรายสีเหลืองทองทอดไกลสุดสายตา เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง ไร้สีสันของสิ่งมีชีวิต....เป็นดินแดนที่ใช้ฝังพระศพของฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ในครั้งบรรพกาล ...

ปวิตามองเพื่อนสาวคว้าครีมกันแดดมาละเลงบนใบหน้าเป็นรอบที่สิบ สวมเสื้อแจ็กเก็ตแขนยาวสีแดงทับเสื้อยืดสีขาวที่สวมอยู่ แล้วหัวเราะเบาๆ รู้ดีว่าเจ้าตัวกลัวแดดจัดๆเช่นนี้เหลือเกิน กลัวว่ามันจะทำปฏิกิริยากับเม็ดสีบนใบหน้าเกิดรอยฝ้ารอยกระขึ้นมา ทำให้ใบหน้าสวยหวานของเจ้าหล่อนต้องไปเข้าคอร์สอบรมฟื้นฟูผิวอีกหลายหมื่น

มองแล้วก็จัดการรวบผมเหยียดตรงของตัวเองเป็นหางม้าง่ายๆเพื่อคลายร้อนบ้าง คว้าหมวกที่ซุกอยู่ในเป้ใบเล็กด้านหลังขึ้นสวม แล้วเดินตามอุบลวรรณที่เตรียมร่างกายจนพร้อม ลงจากรถ

ทั้งที่ดวงตะวันเพิ่งจะโผล่พ้นเส้นขอบฟ้ามาได้ไม่นาน...แต่แสงแดดที่ส่องมานั้นกลับแผดกล้าลามเลียผิวจนแสบไปหมด กระทั่งเธอต้องคลี่แขนเสื้อเชิ้ตที่พับไว้เหนือข้อศอกปล่อยลงมาคลุมถึงข้อมือโดยมีสายตาวาววับของแม่เพื่อนสาวมองตามมาซ้ำเติม

“นี่ล่ะน้า...เค้าเรียกว่า หัวเราะทีหลังดังกว่า” อุบลวรรณพูดแล้วยิ้มหวาน

“จ้า....จ้า....” คราวนี้คนหัวเราะทีหลังกลับชะงัก ถลึงตาใส่เธอนิดๆ ทำหน้าคว่ำน้อยๆ พูดเสียงกระแทกกระทั้นกลับมาว่า

“ไม่ต้องย้ำนักก็ได้ บอกแล้วว่าไม่ได้คิดอะไร ก็ไม่คิดสิ นี่ถ้าคุณจ้ามาได้ยินเค้าจะคิดยังไง แล้วอ้อมจะเอาหน้าไปไว้ไหน”

“จ้า...เอ๊ย...จ้ะๆ แหม...แค่ลากเสียงยาวหน่อยเท่านั้นเอง ทำตัวเป็นตุ๊กแกไปได้” ปวิตาหัวเราะ มองใบหน้าเรื่อๆผิดสังเกตของเพื่อนแล้ว...คิดว่าคนกินปูนร้อนท้องอย่างเจ้าหล่อนคงจะทำปากแข็งไปอย่างนั้นเอง...ยังไงเสียกว่าจะจบทัวร์ครั้งนี้ก็ตั้งแปดวัน เธอจะคอยดูว่าแม่เพื่อนคนนี้จะทำปากเก่งไปได้นานแค่ไหน

“ปิรามิดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 2600 ปีก่อนคริสต์ศักราช หินที่เห็นนั้นเป็นหินปูน เล่ากันว่าใช้หินทั้งหมดสองล้านห้าแสนก้อน น้ำหนักรวมทั้งหมดกว่าหกล้านตัน” เสียงโมฮัมเหม็ด...ไกด์ท้องถิ่นอธิบายประวัติความเป็นมาของปิรามิดคูฟู...ปิรามิดองค์ใหญ่ที่สุดในบรรดาปิรามิดสามองค์แห่งกิซา.... เป็นภาษาอังกฤษดังแว่วๆ

“ฐานแต่ละด้านยาว 230 เมตร สูง 146.5 เมตร ปัจจุบันเหลือเพียง 137 เมตรเท่านั้น ที่ความสูงลดลงเป็นเพราะความเก่าแก่ทำให้หินบริเวณปลายยอดหลุดหล่นหายไป....”

เพราะมีคนยืนบังอยู่ด้านหน้าหลายคน และไม่อยากเบียดเสียดคนอื่นเข้าไป สองสาวจึงได้แต่เมียงมอง ฟังเจ้าของร่างสูงใหญ่ลงพุงน้อยๆนั่นอธิบายอยู่ห่างๆ...ได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง...

รอจนฝ่ายนั้นบรรยายจบ นัดเวลาขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังปิรามิดองค์ถัดไป และไกด์ของบริษัทเดินนำลูกทัวร์ส่วนหนึ่งมุ่งหน้าไปดูปิรามิดใกล้ๆ ปวิตาจึงชวนเพื่อนสาวแยกออกมาตามลำพัง

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่พากันเก็บภาพสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งนี้ตามมุมต่างๆ บ้างก็ปีนป่ายขึ้นไปตามก้อนหินที่ก้อนหนึ่งสูงเมตรกว่าอย่างสนุกสนาน ทั้งๆที่มีป้ายเตือนแล้วว่าห้ามปีน แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ จนทหารยามที่ขี่อูฐอยู่ไม่ไกลต้องร้องตะโกนโหวกเหวก ตีหน้ายักษ์เข้ามาใกล้ คนพวกนั้นจึงยอมลงมาแต่โดยดี

“ดูสิ ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าสมัยก่อนเค้าขนหินพวกนี้มาได้ยังไง แต่ละก้อนสูงเลยหัวฉันเชียวนะ” ปวิตาแหงนหน้ามองไล่หินก้อนมหึมานั้นขึ้นไปถึงยอดปิรามิดด้วยความทึ่ง ในใจรู้สึกตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสเห็นสิ่งก่อสร้างตรงหน้าด้วยตาตนเอง

“นั่นสิ อย่างนี้ต้องเก็บภาพไว้เป็นหลักฐาน จะได้ไปอวดคนอื่นให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของปิรามิดนี่”

ว่าแล้วคนที่บอกจะเก็บภาพกลับไปเดินลิ่วไปยืนโพสต์ท่าพิงก้อนหินยักษ์ที่ฐานปิรามิดเสีย ส่งยิ้มหวานให้ตากล้องจำเป็นที่ได้แต่ยืนส่ายหน้า....นึกว่าจะเก็บภาพคือถ่ายเอง...ดันมาให้เราถ่าย....บ่นกับตัวเองแล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทุ้มๆไม่คุ้นหูดังขึ้นเบื้องหลัง

“พวกคุณไม่ควรจะแยกออกมาตามลำพังนะครับ เห็นมั้ยว่าแถวนี้มีทหารยืนยามกันแน่นหนา เพราะเพิ่งเกิดคดียิงสังหารหมู่นักท่องเที่ยวเมื่อสองอาทิตย์ก่อนเอง”

ปวิตาลดกล้องในมือ หันมาทางต้นเสียง สบตาจิรัฏฐ์ที่มายืนอยู่ด้านหลังเธอตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ก่อนมองเลยไปยังทหารหน้าเหี้ยมถือปืนยาวนั่งอยู่บนหลังอูฐด้วยท่วงท่าสบายๆ กระจายตัวตามจุดต่างๆรอบองค์ปิรามิด

“อีกอย่างมีพวกมิจฉาชีพปะปนมาหลอกลวงต้มตุ๋นด้วยนะครับ ยิ่งเห็นว่ามากันผู้หญิงสองคนนี่ยิ่งน่ากลัว ต้องระวังตัวให้มาก” ชายหนุ่มเสริมด้วยน้ำเสียงห่วงใย ดวงตาฉายแววจริงใจจนคนที่ถูกขัดจังหวะถ่ายรูปอารมณ์สงบลง

“พวกเราแค่ถ่ายรูปกันเอง พอเสร็จก็จะกลับรถแล้วค่ะ ไม่ได้คิดว่าแถวนี้จะอันตราย เห็นนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด” คนถูกเตือนเเก้ตัวอ่อยๆ คลี่ยิ้มน้อยๆเสริมอีกนิดเพื่อไม่ให้คำพูดตัวเองห้วนนักว่า

“แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณคุณจ้ามากนะคะที่อุตส่าห์ตามมาเตือน”

“ไม่เป็นไรครับ มาด้วยกันก็ต้องช่วยดูแลกัน” จิรัฏฐ์ตอบยิ้มๆและยิ้มกว้างมากขึ้นเมื่อเห็นหญิงสาวอีกคนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาใกล้ ใบหน้ากลมกลายเป็นสีชมพูจากการออกแรงและไอแดดที่เริ่มแรงมากขึ้น

“คุณจ้ามาพอดีเลย ช่วยถ่ายรูปคู่ให้พวกเราสองคนหน่อยสิคะ” สาวร่างเล็กบอกทันทีที่มาถึง ด้วยเสียงหวานๆของตัวเอง ที่ใครฟังแล้วยากจะปฏิเสธ....

“ได้ครับ”

ชายหนุ่มรับกล้องดิจิตอลไป กดถ่ายรูปสองสาวที่ยืนเก๊กหน้าทำท่าสวยให้หลายใบ อดมองเปรียบเทียบหญิงสาวสองคนที่ลักษณะท่าทางต่างกันจนไม่น่าจะเดินทางมาเที่ยวด้วยกันได้

คนหนึ่งร่างเล็กสวยหวาน ยิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนอีกคนรูปร่างโปร่งบาง ดวงหน้าคมดุค่อนข้างเงียบเก็บตัวกว่า จนยากที่ใครจะเข้าถึง

“ให้อ้อมถ่ายให้คุณด้วยนะคะ มาคนเดียว เดี๋ยวกลับไปจะไม่มีรูปตัวเอง”

อุบลวรรณอาสาด้วยใบหน้ายิ้มสดใสโชว์ลักยิ้มที่แก้มสองข้าง จนชายหนุ่มนึกอยากจะลองเอานิ้วตัวเองจิ้มแก้มนุ่มๆนั้นบ้าง ... อยากรู้ว่าแก้มใสๆนั่นจะนุ่มนิ้วสักเพียงไหน....ก็ไม่ใช่เพราะรอยยิ้มนั่นหรือที่ทำให้เขาต้องหาเรื่องเดินมาหาเจ้าหล่อนถึงนี่...แล้วก็ต้องรีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไป เมื่อเห็นสาวร่างเล็กแบมือมา จ้องหน้าเขาตาแป๋ว

จิรัฏฐ์ยิ้มเก้อๆ รีบยื่นกล้องตัวเองส่งให้อีกฝ่าย แต่กลับถูกมือที่สามคว้าไปเสียก่อน...

“แต่แปมว่าถ่ายคนเดียวมันโล่งๆนะคะ ให้แปมถ่ายรูปคู่ให้ดีกว่า คุณจ้าจะได้มีรูปคู่เป็นที่ระลึกบ้าง” ปวิตาเสนอตัว แกล้งพูดเสียงเรียบ ซ่อนแววตาขบขันของตัวเองไว้มิดชิด จะมีก็แต่เพื่อนสนิทที่เหมือนจะรู้แกว แอบค้อนขวับให้ที ก่อนชักชวนชายหนุ่มไปยืนโพสต์ท่าถ่ายรูปกันสองคน ปล่อยให้คนเสนอตัวทำหน้าที่ตากล้องจำเป็นต่อไป...

+++++++++++++++++

รถบัสจอดที่ปิรามิดเครเฟรไม่นานก็พาชาวคณะเดินทางต่อไปยังจุดชมวิว...จุดที่สามารถมองเห็นปิรามิดสามองค์ได้พร้อมกัน เป็นจุดที่มีรถนักท่องเที่ยวจอดถ่ายรูปกันมากมาย ถึงขนาดที่ว่ามีบรรดาพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งแผงลอยขายของที่ระลึก ไม่ว่าจะเป็นที่คั่นหนังสือจากกระดาษปาปิรุส...ม้วนกระดาษปาปิรุสที่มีภาพพิมพ์ลายเป็นรูปฟาโรห์หรือเหล่าทวยเทพต่างๆ....น้ำหอมชื่อดังของอียิปต์ หรือแม้แต่ปิรามิดจำลองขนาดเล็กสามองค์แห่งกิซ่าที่แกะสลักลวดลายสวยงาม

จากนั้นกรุ๊ปทัวร์จึงเคลื่อนขบวนไปชมสฟิงซ์และแวะรับประทานอาหารกลางวัน...

หลังอาหารก็ถึงคราวของข่านอัลคาลิลี...ย่านการค้าที่พลุกพล่านกลางกรุงไคโร เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวมาซื้อหาของฝากของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้าน มีลักษณะเป็นตึกแถวสองชั้นเรียงหันหน้าเข้าหากัน ทางเดินเป็นซอยเล็กๆทะลุถึงกันได้หมด แต่ละซอยจะมีร้านค้าขายสินค้าจำพวกเดียวกันตั้งอยู่ด้วยกัน ทำให้สะดวกแก่การเลือกซื้อ ทั้งสินค้าพื้นเมือง เสื้อผ้า ชุดกาลาไบยา เครื่องเงิน น้ำหอมหรือเครื่องแก้ว

ตามริมทางเดินยังมีอาหารสารพัดมาตั้งวางขาย ส่งกลิ่นตลบอบอวล โดยเฉพาะกลิ่นขนมปังอบใหม่กับกาแฟร้อนๆที่ส่งกลิ่นหอมโชยมายั่วน้ำลายนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมา

ตอนแรกปวิตาก็เดินตะลุยมองร้านรวงสองข้างทางกับอุบลวรรณ ชี้ชวนชมของตั้งโชว์หน้าตาสีสันแปลกตาอย่างสนุกสนาน แต่เพราะผู้คนที่พลุกพล่านหรือไรไม่รู้... ทำให้เจ้าหล่อนพลัดหลงกับเพื่อน ทะลุเข้ามาในซอยเล็กๆแห่งหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

หญิงสาวมองร้านสองฝั่งอย่างระวัง.... ไม่ถึงกับกลัวที่หลงมา เพราะรู้ว่าแต่ละซอยทะลุถึงกันได้ แต่ไม่อยากประมาทในต่างแดน....

อยู่ๆก็หลงกับยายอ้อม แล้วจะไปตามเจอกันได้ยังไงล่ะ...ถอนใจพรืดอย่างหงุดหงิดแล้วลองเลี้ยวเข้าไปในซอยหนึ่งซึ่งคาดว่าน่าจะออกสู่ถนนใหญ่ได้

แต่ดูเหมือนซอยที่ว่าทะลุถึงกันได้หมดจะพาเธอโผล่มาที่ไหนก็ไม่รู้... ผู้คนที่เคยสวนกันบ้างค่อยๆบางตา...เสียงโหวกเหวกต่อรองราคาสินค้าเริ่มห่างไกลออกไป....

รู้ตัวอีกที....รอบตัวก็เหลือเธอยืนอยู่เพียงลำพัง !

แถวนี้เป็นร้านขายของเก่าหรือของที่ระลึก ตกแต่งคล้ายๆกัน...ด้านหน้าเป็นตู้กระจกใสวางของตกแต่งกระจุกกระจิกไว้ไม่ค่อยเป็นระเบียบคล้ายกับว่าหยิบอะไรได้ก็จับกองสุมลงไป

คนหลงทางถอนใจเบาๆ มองท้องฟ้าสีฟ้ากระจ่างที่กลับทะมึนทึมทึบด้วยปุยเมฆสีเทากลุ่มใหญ่ บดบังแสงตะวันอันเจิดจ้ายามบ่ายจนบรรยากาศรอบตัวสลัวลงผิดตาด้วยความแปลกใจ

อะไรกัน!...อย่าบอกนะว่าฝนจะตก ไหนตาไกด์นั่นว่าที่นี่แทบจะไม่เคยมีฝนตกเลยไง...สงสัยกลับไปต้องจัดการตานี่ซะหน่อยแล้ว...บอกข้อมูลผิดหมด...บอกว่าซอยทะลุกันได้ไม่หลงทาง เราก็หลง...บอกว่าไม่มีฝนตก ก็ทำท่าจะตกซะงั้น...

ปวิตาสวดกระหน่ำโมฮัมเหม็ดด้วยความหงุดหงิด...กำลังคิดว่าคงต้องเข้าไปถามทางจากพ่อค้าในร้านไหนสักร้าน เท้าสองข้างก็พาตัวเธอมาหยุดอยู่หน้าร้านขายของที่ระลึกร้านหนึ่งเข้าพอดี !

หญิงสาวมองร้านตรงหน้าอย่างลังเล...มันเป็นร้านเล็กๆค่อนข้างซอมซ่อ มีประตูไม้สีเขียวมะกอกเก่าคร่ำคร่าสีหลุดลอกเป็นหย่อมๆ อีกด้านหนึ่งเป็นตู้กระจกใส...ของที่ตั้งโชว์คล้ายกับที่เห็นในร้านอื่นทั่วไปไม่มีอะไรสะดุดตา...

แต่น่าแปลก...ที่หัวใจเธอกลับเต้นแรงอย่างประหลาดราวกับมีบางสิ่งกำลังร้องเรียก...รอเธออยู่ด้านใน

เจ้าความรู้สึกนั้น...ดึงดูดให้เธอลืมเรื่องที่กังวลทั้งหมด....คล้ายหัวสมองว่างเปล่า...คิดแต่เพียงว่าต้องสาวเท้าก้าวผ่านประตูแคบๆนั้นเข้าไป....

ภายในร้านค่อนข้างสลัวด้วยอาศัยเพียงแสงจากโคมไฟสีเหลืองนวลเล็กๆกลางห้อง ด้านหน้ามีโต๊ะทำงานตั้งหันข้างให้ประตู เจ้าของคงตั้งใจวางในตำแหน่งที่สามารถมองทั้งแขกที่จะเข้าร้านและลูกค้าในร้านได้พร้อมกัน

ผนังสองข้างเป็นชั้นวางของ มีของที่ระลึกวางเรียงกันเป็นหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นแท่นเสียบปากกาสีทองที่มีสฟิงซ์นอนหมอบ บัลลังก์ทองคำจำลองขนาดเล็กของฟาโรห์ตุตันคาเมน หรือแม้แต่กล่องใส่เครื่องประดับที่แกะสลักเป็นรูปเหล่าทวยเทพยุคอียิปต์โบราณ

หญิงสาวไม่สนใจของเหล่านั้น กลับสาวเท้าก้าวยาวๆหลบกองกระดาษปาปิรุสที่ถูกม้วนเป็นแท่งยาวใส่กล่องตั้งอยู่มุมหนึ่ง เข้าไปในซอกระหว่างชั้นวางของราวกับรู้ว่าสิ่งที่กำลังร้องเรียกหาตัวเองนั้นอยู่ที่ใด !

หยุดที่ตู้กระจกใสวางไว้ด้วยถาดกำมะหยี่สีแดงโชว์แหวนลวดลายต่างๆ....ดวงตาเรียวดำจับจ้องอยู่ที่แหวนทองวงหนึ่งราวกับต้องมนต์...

หัวใจที่เต้นรัวแรงกลับอุ่นวาบคล้ายมีไอร้อนบางอย่างวิ่งผ่านไปทั่วร่าง

มันเป็นแหวนรูปแมลงสคาหรับหรือด้วงพระอาทิตย์ตัวขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว ลำตัวและหัวทำจากหินเทอร์ควอยซ์สีฟ้าอมเขียว....เหนือส่วนหัวมีแผ่นกลมทำด้วยทองคำเล็กๆลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์ ขอบแหวนข้างตัวแมลงประดับด้วยนิลสลับบุษราคัมและทับทิมที่ตัดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆวางต่อกัน เห็นเป็นปล้องเล็กๆสลับสีดำเหลืองและแดงไปเรื่อยๆ …คล้ายแหวนโบราณมากกว่าเป็นของใหม่ที่ทำขายนักท่องเที่ยวเช่นนี้

นิ้วเรียวค่อยบรรจงหยิบแหวนวงนั้นขึ้นมา...

วูบแรกที่ปลายนิ้วสัมผัสคือ ความยินดีเอิบอิ่มทั่วหัวใจเหมือนได้พบของที่พลัดพรากจากกันมานาน ก่อนจะตามมาด้วยความอึดอัด เสียใจระคนผิดหวังราวกับถูกใครทำให้เจ็บช้ำน้ำใจจนแทบจะโยนเจ้าแหวนในมือทิ้งไป

กำลังจะวางมันกลับไปที่เดิม เสียงห้าวๆกล่าวเป็นภาษาอังกฤษก็ดังขึ้น

“คุณตาถึงมากนะครับ นี่เป็นแหวนทองสิบแปดเคที่ทำเลียนแบบแหวนที่นิยมใส่กันในสมัยโบราณ”

ปวิตาหันไปพบหนุ่มใหญ่หน้าตาหล่อเหลา ยืนยิ้มหวานอยู่เบื้องหลัง ดวงตาสีดำทอประกายพราวระยับเหมือนสายตาของพ่อยามมองสาวสวย…สายตาที่เธอเกลียดนัก…จึงตวัดตาดุๆจ้องกลับไป จนรอยยิ้มอีกฝ่ายเจื่อนลง แต่ปากของเขาก็ยังกล่าวโฆษณาสรรพคุณสินค้าต่อไป

“ที่คุณเห็นนี่เป็นตัวแมลงสคาหรับ ชาวอียิปต์เชื่อว่าจะนำโชคดีมาสู่ผู้สวม... ส่วนหินสีฟ้าอมเขียวนี่เป็นเทอร์ควอยซ์ครับ เชื่อว่าเป็นหินแห่งการปกป้องรักษา นำมาซึ่งความสุข และความรัก นักท่องเที่ยวนิยมซื้อเป็นของฝากของที่ระลึกกันมาก ตอนนี้ที่ร้านของผมเหลือวงเดียวเท่านั้น หมดแล้วหมดเลย ไม่ทำมาอีกแล้ว”

ใบหน้าเรียวค่อนไปทางดุ มองแหวนในมืออย่างลังเลก่อนถอนใจเบาๆ... บอกไม่ถูกว่าทำไมใจหนึ่งก็อยากได้ไว้ครอบครอง แต่อีกใจ....ที่ดูจะมีความรุนแรงมากกว่า....กลับปวดร้าวเกินกว่าจะมองซ้ำ!

หญิงสาวสูดหายใจแรง ละสายตาจากของในมือ เหลือบมองไปทั่วร้านที่มีเพียงเธอเป็นลูกค้าเพียงคนเดียว คล้ายขอเวลาให้ตัวเองตัดสินใจ...

แต่กระนั้นเธอก็ยังรู้สึกถึงสัมผัสยั่วเย้าของโลหะเย็นๆที่นิ้วตัวเองลูบไล้มันไปมา...

“เท่าไร” ไม่รู้อะไรดลใจให้เอ่ยปากออกไปจนเธอแทบจะกัดลิ้นตัวเอง

“สองร้อยเหรียญเท่านั้นเอง ถูกมากนะครับ” พ่อค้าหนุ่มยิ้มกว้าง แล้วต้องหุบลงแทบไม่ทัน เมื่อเห็นหญิงสาวเม้มปากแน่น วางเจ้าแมลงสคาหรับนั้นไว้ที่เดิม ราวกับตัดใจได้ทันทีที่ฟังราคา

“ถ้างั้นก็ร้อยห้าสิบเหรียญแล้วกัน” คนขายยังพยายามตื้อด้วยการลดราคาลงอย่างพรวดพราด ดวงตามองอีกฝ่ายอย่างคาดหวังกับราคาที่ล่อใจ

“สามสิบเหรียญ” คนต่อราคามองใบหน้าแสร้งตกใจของเจ้าของร้านเมื่อได้ยินราคาที่เธอบอกแล้วส่ายหน้า หักห้ามแรงกระตุ้นที่จะเหลียวกลับไปมองเจ้าแหวนวงนั้นอีก... ก้าวยาวๆออกมาจนถึงโต๊ะทำงานตัวใหญ่หน้าประตู ทำท่าจะเดินออกจากร้านไป

“เดี๋ยวครับ เดี๋ยว”

น้ำเสียงร้อนรนร้องห้าม ชายร่างท้วมนั้นรีบตามมา ทำท่าจะเข้ามาคว้าแขนหญิงสาว หากประกายตาดุๆและท่าทีไว้ตัวของเจ้าหล่อนทำให้เขาได้แต่ปล่อยมือลงข้างตัว

“คุณต่อราคาอย่างนี้ผมก็แย่สิ....” เจ้าของร้านเริ่มทำเสียงอ่อย ใบหน้าท้อแท้เหลือเกิน เพราะในใจอยากขายแหวนวงนี้ให้ได้ จึงตัดใจลดราคาอีกครั้ง

“ห้าสิบเหรียญแล้วกัน”

“สามสิบเหรียญเท่านั้น ถ้าคุณไม่ขายฉันก็ไม่เอา !”

หญิงสาวมองแหวนในมือที่ชายหนุ่มตรงหน้าถือตามมาด้วยเงียบๆ เพียงเห็นมันอีก...เจ้าความอยากได้ที่หายไปกลับผุดขึ้นมากะทันหัน...จนเธอต้องพยายามกลั้นใจอย่างแรง ไม่ยอมเหลือบมองมันอีก ประสานสายตาจับจ้องอยู่แต่ใบหน้าอูมๆนั่นแทน

แล้วฝ่ายเจ้าของร้านก็ยอมแพ้ เขาถอนใจยาว…

“ตกลงๆ ผมเห็นว่าแหวนนี้เหมาะกับคุณนะ ถึงได้ยอมขายขาดทุนอย่างนี้” พูดจบเจ้าตัวก็รีบวางแหวนในกล่องกระดาษใบเล็กสีเขียวเข้ม ใส่กล่องในถุงพลาสติกสีดำแล้วส่งให้หญิงสาวอย่างรวดเร็ว ราวกับเกรงคนซื้อจะเปลี่ยนใจ

สงสัยจะขายของไม่ออกมานาน…ปวิตามองอากัปกิริยาเหล่านั้นกับสภาพทรุดโทรมของร้านแล้วยักไหล่นิดๆ.... ไม่ทันสังเกตนัยน์ตาคมที่จับจ้องถุงในมือเธอด้วยแววโล่งใจแปลกๆ….

+++++++++++++++++++++++++++

จบบทที่ 1


TOP




Create Date : 29 มิถุนายน 2553
Last Update : 29 มิถุนายน 2553 20:28:20 น. 3 comments
Counter : 1082 Pageviews.

 
เมื่อไรจะตีพิมพ์ใหม่อ่ะคะ อยากได้เรื่องนี้มากๆ


โดย: ขุงขิง IP: 110.171.6.15 วันที่: 16 กันยายน 2554 เวลา:16:03:44 น.  

 
เรื่องนี้เห็นว่าได้ตีพิมพ์มาแล้วแต่ยังไม่ได้ซื้อเลย อยากได้มาก ไม่ทราบว่าพอจะหาซื้อได้ที่ไหนบ้าง แนะนำหน่อยค่ะ


โดย: เกด IP: 172.16.245.207, 202.6.107.73 วันที่: 22 ธันวาคม 2554 เวลา:13:58:23 น.  

 
ลองถามไปที่สนพ.ดูนะคะ //www.pimkham.com


โดย: อรพิม วันที่: 6 มกราคม 2555 เวลา:22:19:49 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อรพิม
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]






ผู้ที่กำลังชมบล็อก

ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด


ขอสงวนสิทธิ์ใดๆในการคัดลอก เผยแพร่ หรือดัดแปลงส่วนหนี่งส่วนใดหรือทั้งหมดของข้อความ เรื่องสั้น หรือนิยายที่โพสต์ในบล็อกแห่งนี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าผู้ใดละเมิดจะถูกดำเนินการตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด




Orapim Novel

Create your badge
New Comments
Friends' blogs
[Add อรพิม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.