Group Blog
 
 
มิถุนายน 2553
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
27 มิถุนายน 2553
 
All Blogs
 
บริษัทรัก(ไม่)จำกัด





เรื่องราวของจ๊ะจ๋า...คุณหนูสาวผู้หน่อมแน้ม ไม่อยากจะให้คุณแม่ขาเลี้ยงดูอยู่กับบ้าน จึงออกมาสมัครงานเป็นเลขาฯกับบริษัทพาฝัน...บริษัทจัดคู่ด้วยโปรแกรมหรูเริ่ดสุดเพอร์เฟค

เป็นเรื่องสั้นจบในตอน คล้ายๆซิทคอมค่ะ ในเรื่องนี้จะมีกรพินธุ์และเจนจิราเป็นตัวดำเนินเรื่องแต่จะมีคู่พระนางในแต่ละตอนค่ะ เรื่องราวจะจบในตอน มีทั้งเรื่องรักหวานซึ้งตรึงใจ หรือโหด สยด สยองก็มี(มั้ง) อิอิ เรียกว่าอ่านเรื่อยๆเบาๆ สบายๆน่ะค่ะ

เป็นผลงานรวมเล่มก่อนเรื่องเงารักค่ะ เล่มนี้เขียนร่วมกับนักเขียนท่านอื่นๆ อาทิ ลีฬวรา, อุณากรรณ ฯลฯ








บริษัทรัก(ไม่)จำกัด << บทนำ...ปูกระเบื้องเรื่องเลขาฯ >>

ร่างสูงเพรียวในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา กับกระโปรงยีนส์ตัวแคบยาวคลุมเข่าสะพายเป้หลังสีน้ำตาลก้าวมาตามบาทวิถีด้วยท่าทางทะมัดทะแมง หยุดลงหน้าอาคารสูงแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกอื่นๆกลางใจเมืองกรุงเทพฯ

ตึกรูปทรงสี่เหลี่ยมแห่งนี้ดูหรูหรา ด้านนอกเป็นกระจกสีฟ้าใสทั้งหมด สะท้อนภาพยวดยานตามท้องถนนและรถไฟฟ้าวิ่งผ่านไปมาเป็นระยะ บันไดด้านหน้าเป็นหินอ่อนสีเทาเข้ม ทอดสู่ประตูกระจกใส มีบ่อน้ำพุขนาดใหญ่อยู่ทางซ้ายมือ

เจนจิราแหงนหน้ามองไล่ขึ้นไปตลอดความสูงของตึก จนเกือบหงายหลัง ต้องรีบตวัดตัวกลับมายืนตรง พยักหน้าหงึกหงักกับตัวเอง

น่าจะใช่ที่นี่แหล่ะ ….

หญิงสาวเปิดเป้สะพายหลังรื้อหาอะไรบางอย่าง วุ่นวายอยู่พักใหญ่ จนคนผ่านไปผ่านมามองแล้วมองอีก แต่เธอไม่มีทีท่าจะใส่ใจ

“นี่ไง เจอแล้ว ดูซิไปหลบอยู่ที่นี่เอง” เจนจิราพึมพำกับตัวเองเบาๆ รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก ทำให้ใบหน้าอ่อนใสดูกระจ่างตาขึ้น หญิงสาวเสยผมสั้นกุดที่ทำไฮไลท์สีทองขึ้นไม่ให้ปรกหน้า โชว์ต่างหูแบบห่วงสีเงินเรียงกันสี่อันข้างซ้าย และรูปดาวสามดวงเรียงกันที่ใบหูข้างขวา ค่อยๆคลี่กระดาษแผ่นเล็กๆที่ค้นออกมาจากก้นกระเป๋า

มันเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ถูกตัดมา ขนาดใหญ่กว่าเหรียญสิบเล็กน้อยเท่านั้น คนที่ไม่ตั้งใจอ่านอาจมองข้ามมันไป แต่โชคดีที่หนังสือพิมพ์ทุกยี่ห้อที่เธอซื้อมาเพื่อหางานทำนั้น เธอจะอ่านจนทะลุปรุโปร่งแทบทุกตัวอักษร ทำให้เจ้าโฆษณากรอบเล็กๆนี้ไม่อาจหลุดลอดสายตาเรดาห์ของเธอไปได้ ภายในมีข้อความยึกยือขนาดประมาณหนึ่งถึงสองมิลลิเมตรเบียดกันเต็มไปหมดจนมองด้วยตาเปล่าแทบไม่รู้เรื่อง

“แหม…ลืมไอ้นี่ไปได้ไง” ว่าแล้วหญิงสาวก็คว้าแว่นขยายจากกระเป๋ากระโปรงด้านหลัง ออกมาส่องอ่านข้อความในกรอบหนังสือพิมพ์ที่เธอตัดมาอีกครั้ง เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง

บริษัทพาฝันจำกัด
รับสมัครเลขาฯ
อายุ 20-30 ปี
ไม่เกี่ยงคุณวุฒิและเพศ
มีความคล่องตัวสูง
อาคารมิลเลอร์ทาวเวอร์ ชั้น 19
โทร 0-2222-4xxx



หญิงสาวเหลือบมองชื่ออาคาร มิลเลอร์ทาวเวอร์ที่เป็นตัวอักษรสีทองตั้งเด่นอยู่หน้าประตูทางเข้า ว่าเธอมาไม่ผิดแน่...ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะ ดูเหมือนคำโฆษณากรอบเล็กๆกับสภาพตึกโอ่อ่าที่เห็นดูจะไม่เข้ากันเลย

“เอาน่า ลองเข้าไปดูซักตั้งแล้วกัน ตึกออกใหญ่โต ทำไมบริษัทนี้ถึงได้ไม่ลงทุนเลยนะ” เจนจิราบ่นกับตัวเองอีกรอบ ก่อนจะบรรจงพับกระดาษเล็กๆเเผ่นนั้นเก็บเข้ากระเป๋าอย่างระมัดระวังเนื่องจากกลัวปลิวหายไปซะก่อน แล้วมุ่งหน้าไปยังประตูกระจกใสที่เลื่อนเปิดให้เธอโดยอัตโนมัติ

เพียงย่างก้าวเข้าไปในตึก เธอรู้สึกเหมือนเข้ามาอยู่อีกโลก เพราะด้านในมีแอร์เย็นฉ่ำผิดกับอากาศร้อนระอุด้านนอก และการตกแต่งที่ดูหรูเริ่ดอลังการไฮโซมีระดับทำเอาเธอรู้สึกตัวลีบเล็กลงไปถนัดตา

ไม่รอช้าหญิงสาวรีบตรงไปยังลิฟต์หกตัวที่ประจันหน้าเข้าหากัน กดเรียกไปยังชั้น 19 ซึ่งมีบริษัทที่เธอต้องมาสัมภาษณ์ตั้งอยู่

เสียงบอกชั้นที่สิบเก้าดังขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมกับที่ประตูลิฟต์เปิดออก เผยให้เห็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าเป็นประตูกระจกแก้วใสกั้นพื้นที่บริษัทออกจากทางเดินร่วมด้านหน้า หลังกระจกใสมีหุ่นนางแบบสวมชุดวิวาห์ทั้งราตรียาวและชุดไทยยืนอวดโฉมอย่างท้าทาย

“โอวแม่เจ้า…บริษัทมันใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือเนี่ย” เป็นเพราะกระจกด้านหน้าที่มองเห็นมันทอดยาวกินบริเวณไปจนสุดทางเดินด้านในทั้งสองข้าง จนเจนจิราอดที่จะอุทานออกมาไม่ได้ ยิ่งคิดถึงสารรูปตัวเองที่แต่งตัวมาง่ายๆไม่เข้ากับสถานที่ด้วยแล้ว ใบหน้าใสจึงเหี่ยวลง

“รู้งี้ใส่สูทมาก็ดีหรอก” งึมงำกับตัวเองแล้วจึงตัดสินในเปิดประตูเข้าไปด้านใน

พนักงานต้อนรับสาวสวยเพอร์เฟคในชุดยูนิฟอร์มสีน้ำเงินเข้ม ขับผิวขาวผ่องให้ผุดผาด เดินยิ้มเข้ามาทักทาย

“มีอะไรให้ดิฉันรับใช้คะ” ใบหน้าที่ตกแต่งมาอย่างดีเก็บความสงสัยไว้ในใจมิดชิด ถึงสภาพของลูกค้ารายใหม่ของร้าน ที่ปกติแล้วจะมีแต่สาวไฮโซ แต่งตัวสุดหรูเข้ามามากกว่า

“เอ่อ...ดิฉันมาสมัครเป็นเลขาฯค่ะ มีคนโทรนัดมาสัมภาษณ์วันนี้” เจนจิราพยายามวางมาดให้ดูดี ทั้งที่ใจฝ่อลง เมื่อเปรียบเทียบกับการแต่งกายกับหญิงสาวตรงหน้า

“สัมภาษณ์เหรอคะ” พนักงานต้อนรับทำท่างง แต่ยังยิ้มแย้มอย่างอบอุ่นตามหลักสูตรการอบรมพนักงานของร้าน

“ประทานโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณมาสัมภาษณ์บริษัทหรือร้านอะไรคะ เพราะที่นี่ไม่ได้ประกาศรับเลขาฯเลยค่ะ ถ้าจะรับก็รับแค่พนักงานต้อนรับหน้าร้านหรือไม่ก็พนักงานทำความสะอาดเท่านั้น” หญิงสาวอธิบายเสียงหวาน จนเจนจิราชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองเข้ามาถูกร้านรึเปล่า

แต่มันก็น่าจะใช่นี่นา ในใบโฆษณานั้นเขียนไว้ชัดเจนว่าชั้น 19

“เอ่อ...ที่นี่บริษัทพาฝันรึเปล่าคะ” หญิงสาวถามเพื่อความแน่ใจ

“อ๋อ...ที่แท้คุณจะมาสมัครเป็นเลขาฯที่บริษัทนี้เองเหรอคะ โน่นค่ะ คุณเดินไปตามทางซ้ายมือนะคะ พอสุดกระจกร้านก็จะเห็นบริษัทพาฝันค่ะ” พนักงานสาวอธิบายยิ้มๆ พร้อมกับที่คนเข้าร้านผิดได้ยินเสียงหน้าตัวเองแตกดังเพล๊ง... จึงขอโทษขอโพยแล้วยิ้มกร่อยๆขอตัวออกไป

ไรกัน ยังมีอีกบริษัทหรือนี่ สุดทางเนี่ยนะ....

หลังจากพยายามเก็บเศษใบหน้าที่ร่วงหล่นตามพื้นแล้ว เจนจิรามุ่งหน้าไปตามคำบอกของหญิงสาวนางนั้น เดินไปได้เกือบยี่สิบเมตรจึงเห็นบริษัทพาฝัน....

บริษัทพาฝัน !!

ตอนแรกเมื่ออ่านชื่อบริษัทจากหนังสือพิมพ์ หญิงสาววาดภาพไว้ว่าน่าจะเป็นบริษัทขายของกระจุ๊กกระจิ๊กอะไรสักอย่าง ยิ่งมาเห็นตึกมิลเลอร์ทาวเวอร์ที่เป็นที่ตั้งบริษัทแล้วด้วย เธอคาดว่าน่าจะได้พบกับความหรูเริ่ดอลังการเหมือนกัน แต่ปรากฏว่า....

สำนักงานที่ตั้งอยู่สุดทางเดินตามคำบอกเล่าของพนักงานสาวสวยรายนั้น ถ้าจะเรียกให้ถูกน่าจะเป็นแค่..’ห้อง’… มากกว่าบริษัท เพราะดูจากประตูทางเข้าแคบๆแล้ว เดาได้เลยว่าภายในคงเป็นห้องขนาดไม่ใหญ่แน่นอน

ประตูหน้าเป็นกระจกใส ติดมูลี่สีชมพูหวานบังไม่ให้คนภายนอกมองเห็นด้านใน เมื่อผลักเข้าไปจึงเห็นว่าเป็นห้องแคบๆดังที่เธอคาดการณ์ไว้จริงๆ กะด้วยสายตาคร่าวๆน่าจะประมาณสี่คูณห้าเมตร ภายในดูสลัวๆ มีแสงสาดส่องมาจากหน้าต่างที่เปิดม่านไว้เท่านั้น มองออกไปเห็นท้องฟ้าสีครามไกลสุดลูกหูลูกตา

ตรงหน้ามีโต๊ะทำงานตัวใหญ่ตั้งอยู่สองตัววางตั้งฉากกันชิดผนังคนละด้านเพื่อเพิ่มพื้นที่การใช้งาน แต่ละตัวมีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คตั้งอยู่ ผนังห้องทาสีฟ้า มุมห้องอีกด้านหนึ่งมีกระถางต้นไม้ปลูกวางไว้เห็นเป็นเงาตะคุ่ม

เจนจิราสำรวจห้องอย่างแปลกใจ เนื่องจากไฟดับสนิทแถมไม่มีใครอยู่เลย

เอ...หรือว่าไฟดับ ...คิดดังนั้น หญิงสาวจึงรีบโผล่หน้าออกไปดู แต่บริเวณทางเดินกลับมีไฟเปิดตามปรกติ

หญิงสาวถอยกลับเขามายกนาฬิกาเบบี้จีสีชมพูหวานขึ้นมา ตอนนี้สิบโมงแล้ว ตรงตามเวลาที่มีคนโทรมานัดสัมภาษณ์

ขณะกำลังลังเลใจว่าจะสมัครทำงานที่นี่...ซึ่งดูบรรยากาศแปลกๆดี...หรือจะกลับบ้านไปมองหางานใหม่ดี ผนังโล่งทางซ้ายมือก็เปิดออกพร้อมกับเงาตะคุ่มๆก้าวออกมา ท่าเดินทื่อๆเหมือนผีดิบในหนังทำให้เธอต้องถอยหลังออกไป ก่อนที่ร่างนั้นจะกดสวิตช์ไฟที่ผนัง

ไฟทั่วห้องสว่างพรึ่บ! จนเธอต้องหยีตาเล็กน้อยเพื่อปรับแสง แล้วจึงเห็นว่าร่างตรงหน้าเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง สูงวัยกว่าเธอเล็กน้อย

ร่างอ้วนกลมนั้นอยู่ในชุดสูทเนื้อดีสีน้ำตาลเข้ม พรางรูปร่างให้เพรียวขึ้น แต่มองแล้วก็รู้ว่าเตี้ยกว่าเธอประมาณสองนิ้ว ใบหน้ากลมดูอ่อนเยาว์กับแก้มใสเห็นเส้นเลือดฝอยสีแดง ขัดกับบุคลิกท่าทางแข็งๆที่เดินมานั่งยังโต๊ะทำงานอย่างมั่นใจ

คนมาใหม่นั่งเรียบร้อยแล้วยิ้มเหมือนแยกเขี้ยวให้เจนจิราทีหนึ่ง พร้อมกับดันแว่นตาสี่เหลี่ยมกรอบดำขึ้นไปบนดั้ง ขยับตัววางมาดนิ่ง พูดเสียงเย็นๆว่า

“คุณคงเป็นคุณเจนจิรา” สตรีนางนั้นพูดพลางสำรวจหญิงสาวอย่างละเอียดราวกับเครื่องสแกนเนอร์

“ค่ะ ดิฉันมาตามที่คุณโทรศัพท์เรียกมาสัมภาษณ์” หญิงสาวยกมือไหว้ พยายามฉีกยิ้มสู้มาดเข้มของคนสัมภาษณ์ ทั้งๆที่ใจฝ่อลง

“ดิฉันชื่อ กรพินธุ์ เป็นเจ้าของบริษัทแห่งนี้” หญิงสาวตรงหน้าแนะนำตัวด้วยเสียงเย็นๆ กรีดนิ้วขยับแว่นตาอีกครั้ง เปิดแฟ้มสีแดงตรงหน้าที่วางอยู่ก่อนแล้ว

“ดิฉันอ่านประวัติการศึกษาที่คุณส่งไปรษณีย์มาให้แล้ว คุณอายยี่สิบสี่ จบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ด้านเคมี ใช้เวลาเรียนห้าปี ได้เกรดเฉลี่ยแค่สองกว่าๆ ติดเอฟสสี่ตัวกว่าจะจบออกมาได้ กิจกรรมไม่ได้ทำ ยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน” ว่าที่นายจ้างสาวสาธยาย ทำเอาเจนจิราหน้าเสียลงเรื่อยๆ รอยยิ้มเริ่มเหือดแห้ง

“ตอนนี้อาศัยอยู่กับแม่สองคนแถวนนทบุรี” เสียงเย็นพูดต่อ

“พิมพ์ดีดไม่เป็น จดชวเลขไม่ได้ ความสามารถพิเศษไม่ได้ลงไว้” กรพินธุ์เงยหน้ามอง เหมือนถามความเห็น เผื่อว่าเธอจะเปลี่ยนใจใส่อะไรลงมาซักอย่าง แต่เจนจิราได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ หญิงสาวจึงอ่านต่อ

“ขอเงินเดือนแปดพัน….” สายตาคมกริบมองมาอีกรอบ ทำให้หญิงสาวรู้สึกหนาวๆร้อนๆเหมือนกำลังนั่งอยู่หน้าอาจารย์ฝ่ายปกครองประมาณนั้น

“จากประวัติทั้งหมดแล้ว .……“ เสียงเงียบไป ทำเอาคนรอคำตอบใจเต้นระรัว กลัวได้ยินคำปฏิเสธกลับมา ให้เธอต้องไปนอนวิจัยฝุ่นอยู่บ้านอีก

“ดิฉันพอใจค่ะ” คำตอบที่ได้ยินทำเอาเจนจิราเผลอถอนหายใจออกมาดังๆ ก่อนจะชะงักไป

“พอใจหรือคะ” เจนจิราทวนอีกครั้งเพราะนึกว่าหูฝาด

“ค่ะ ดิฉันรับคุณเข้าทำงาน แต่....” กรพินธุ์ลากเสียงยาว สบตาคนตรงหน้าแน่วแน่

“แต่ดิฉันจะให้เงินเดือนคุณแค่สี่พันเท่านั้น” หญิงสาวบอกสีหน้าเรียบๆ

“สี่พัน?” เจนจิราทวนเสียงสูง ....สี่พันแล้วเธอจะไปทำอะไรได้ ไหนจะค่าเดินทาง ค่ารถ ค่าอาหาร ค่าเสี้อผ้า โอ๊ย อีกสารพัด...

“หกพัน” หญิงสาวพยายามต่อรอง

“สี่พันเท่านั้นค่ะ” เจ้านายสาวย้ำ

“ห้าพัน” เจนจิรายอมขาดทุนอีกหน่อย กัดฟันพูด

“สี่พันขาดตัว” นายจ้างสาวบอกเสียงเด็ดขาด ทำเอาหญิงสาวใจแป้ว นึกในใจว่าเอาไงดีวะ จะเอาสี่พันหรือจะกลับไปวิจัยฝุ่นนั่งกินนอนกินอยู่บ้าน

เห็นคนตรงหน้าอ้ำอึ้ง กรพินธุ์จึงพยายามชักจูงต่อไปว่า

“สี่พันนี่เหมาะสมแล้วนะคะ กับวุฒิของคุณและความต้องการของดิฉัน หาที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว”

แต่เจนจิรากลับตัดใจปฏิเสธ คิดว่าไปหางานใหม่น่าจะดีกว่า ดูท่าแล้วเธออาจจะไม่เหมาะกับการเป็นเลขาฯก็ได้

“ดิฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ เพราะคงมาทำงานให้ไม่ได้” พอว่าที่เลขาฯใหม่พูดแบบนี้ กรพินธุ์ก็ชักหนาว ทำหน้าตื่น เพราะเธอเองก็หาคนมาทำหน้าที่เลขาฯมานานหลายเดือนแล้วเหมือนกัน แต่พวกที่มีคุณสมบัติดีพร้อมต่างเรียกเอาเงินเดือนสูงมาก จนเธอไม่มีปัญญาจ่าย เลยต้องลดคุณสมบัติลงมาเรื่อยๆ จนมาถึงเจนจิรานี่แหล่ะ ที่หลงมา
เป็นเหยื่อในรอบสองเดือนที่ผ่านมา

หญิงสาวนึกถึงคนที่มาสมัครคนก่อน นั่นเรียนไม่จบมัธยมด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับวุฒิปริญญาตรีของคนตรงหน้าแล้ว คนนี้ย่อมดีกว่าแน่นอน ยังไงเสียต้องรีบตะครุบให้อยู่หมัด แต่จะบอกเรื่องนี้ให้อีกฝ่ายรู้ไม่ได้ เดี๋ยวจะมาเรียกเงินเดือนแพงๆ คิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงกัดฟันเพิ่มเงินเดือนให้ตามที่อีกฝ่ายต้องการ

“งั้นห้าพันก็ได้ค่ะ” กรพินธุ์ยอม ด้วยหวังว่าจะได้เลขาฯซะที


“หกพัน” เจนจิราได้ทีเห็นอีกฝ่ายยอมจึงเล่นตัว ขอขึ้นราคาบ้าง

นายจ้างสาวจึงกัดฟันกรอด บอกเป็นครั้งสุดท้าย อย่างไม่ยอมแพ้

“ห้าพันขาดตัว”

+ + + + + + + +

“กลับมาแล้วหรือจ๊ะจ๋า” เสียงนุ่มๆทักมาแต่ไกล ทำให้หญิงสาวที่ตั้งใจจะหลบขึ้นห้องไปเลย ต้องแวะเข้าไปในห้องนั่งเล่นก่อน

เจนจิราทรุดตัวนั่งที่โซฟาข้างกาย พร้อมกับที่มารดายื่นจานขนมชั้นรูปดอกกุหลาบหลากสีทั้งชมพูม่วงฟ้าเขียวมาให้อย่างเอาอกเอาใจ

“ลูกจ๊ะจ๋านั่งพักก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวคุณแม่ขาให้เด็กไปเอาน้ำส้มคั้นของโปรดที่คุณแม่ขาแช่จนเป็นเกล็ดน้ำแข็งมาให้” ใบหน้าอูมที่มีเค้าความสวยเมื่อครั้งยังสาว บอกเสียงอ่อน

“อย่าเลยค่ะ คุณแม่ขา เก็บไว้พรุ่งนี้ก็ได้ ตอนนี้จ๊ะจ๋าเหนื่อยไม่อยากกินอะไร”

“แล้ววันนี้ไปสัมภาษณ์งานมาเป็นไงบ้างจ๊ะ” ผู้เป็นแม่ถามไถ่อย่างห่วงใย ทั้งๆที่บ้านเธอก็พอมีพอกิน สามารถเลี้ยงดูลูกสาวคนเดียวได้อย่างสบาย เธอเองจึงไม่เข้าใจว่าทำไมลูกสาวสุดที่รักจะต้องกระเสือกกระสนอยากออกไปหางานทำด้วย

“จ๊ะจ๋าได้งานแล้วค่ะแม่ เริ่มทำพรุ่งนี้เลย” หญิงสาวตีหน้าดีใจ ทำน้ำเสียงรื่นเริง บอกมารดา ก่อนจะขอตัวขึ้นห้อง

ที่เธอต้องทำอย่างนั้นเป็นเพราะหญิงสาวยังไม่อยากบอกความจริงมารดา ถึงแม้ที่บ้านเธอจะร่ำรวย...ย้ำ...ร่ำรวย ไม่ใช่พอมีพอกินอย่างที่มารดาบอก แต่เธอไม่อยากเป็นคุณหนูอยู่แต่ในบ้าน นั่งเป็นตุ๊กตาให้คุณแม่ขาจับทำโน่นทำนี่ จนเธอต้องลุกมาปฏิวัติด้วยการทำไฮไลท์ เจาะหูหลายรู จนบางทีคิดเหมือนกันว่าจะเจาะลิ้น แต่ยังกลัวเจ็บ ยังไม่กล้าทำ ส่วนตอนนี้เธออยากทำงานหาเงินเองบ้าง จะได้ไม่ต้องอยู่ในสายตามารดาตลอด แล้วก็สมใจ เพราะ เธอได้งานแล้ว แม้จะเป็นการทำงานเพื่อใช้หนี้ก็ตาม!!

เจนจิราถอนหายใจเฮือกเมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อเช้า....

“ห้าพันขาดตัว” ว่าที่นายจ้างของเธอบอกสียงเข้ม จนเธอต้องส่ายหน้าพลางคิดในใจว่า น่าจะทำทีเดินออกไปเหมือนเวลาซื้อของ เผื่อคนตรงหน้าอาจยอมขึ้นเงินเดือนให้ หญิงสาวคิดอย่างเจ้าเล่ห์ พร้อมกับลุกพรวดทันที

“งั้นดิฉันต้องขอตัวก่อนนะคะ”

ทันใดนั้นเอง.... แจกันดอกไม้ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆพลันร่วงลงพื้นแตกกระจาย น้ำนองเต็มพื้นไปหมด

“ตายแล้ว....” กรพินธุ์ ทำหน้าตกใจ ยกมือทาบอกดูเสแสร้ง....ตามความคิดของเธอ...

“นี่มันแจกันสมัยราชวงศ์หมิงเชียวนะคะ ใบละเกือบล้าน คุณทำมันแตกแบบนี้คุณต้องรับผิดชอบ” ราคาของแจกัน ทำให้เธอหนาวยะเยือก

“แจกันสมัยราชวงศ์หมิง?” เจนจิราทำตาโต

“คุณอย่ามาหลอกชั้นหน่อยเลย” หญิงสาวกัดฟันพูดปลอบใจตัวเอง ดูจากสำนักงานซอมซ่อแล้ว ไม่น่าจะมีเงินมาซื้อของแพงๆแบบนี้ประดับห้องได้

“ชั้นไม่ได้โกหก แจกันนี่เป็นของแท้ที่เพื่อนชั้นส่งมาให้จากเมืองจีน” กรพินธุ์พูดอย่างมั่นใจ

“ ถ้าไม่เชื่อดูที่ก้นแจกันได้ ยังมีตราประทับของฮ่องเต้เฉียนหลงอยู่เลย” ว่าที่นายจ้างท้า ซึ่งเธอก้มลงหยิบเศษขึ้นมาดูแล้วพบว่ามีตราประทับเหมือนตราฮ่องเต้ในหนังที่เธอเคยดูจริงๆ ใบหน้าจึงซีดลงอีก

“เอ่อ...” เจนจิราพูดไม่ออก

“ในเมื่อคุณเห็นแล้วว่าชั้นไม่ได้โกหก ก็จ่ายค่าแจกันมา” เสียงเย็นๆเงียบไป เมื่อดูจากสภาพการแต่งตัวของอีกฝ่ายแล้ว จึงทำทียื่นข้อเสนอว่า

“ไม่งั้นคุณต้องมาทำงานเป็นเลขาฯให้ชั้น แล้วหักจากเงินเดือนๆละสี่พันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะใช้หนี้หมด”

“อ้าว...ไหนเมื่อกี้คุณให้ชั้นห้าพันไง” เจนจิราประท้วง

“แต่ตอนนี้ชั้นลดเหลือสี่พันแล้ว” กรพินธุ์บอกเรียบๆเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเลือก

“แต่ชั้นยังใจดีนะ ชั้นจะให้คุณเดือนละสามพันก็แล้วกัน หักค่าแจกันไปเดือนละพัน คุณจะได้พอมีเงินติดตัวบ้าง” ดวงตาหลังแว่นสายตาส่อประกายเจ้าเล่ห์ที่หญิงสาวไม่ทันสังเกต ก่อนจะหมดทางเลือกต้องตกปากรับคำเซ็นสัญญาทำงาน

“ก็ได้ค่ะ”

“งั้นคุณมาเริ่มงานพรุ่งนี้เลยนะ” นายจ้างคนใหม่บอกน้ำเสียงยินดีปิดไม่มิด ตาเป็นประกายสดใส เพราะในที่สุดก็หาเลขาฯได้เสียที

เจนจิรานอนคิดมาถึงตอนนี้แล้วต้องถอนใจอีกรอบ

ใช่ ! พรุ่งนี้เธอต้องเริ่มทำงานแล้ว แต่เธอยังไม่รู้เลยว่า ไอ้บริษัทนี้มันขายอะไร แล้วทำไมถึงไม่มีคนอื่นๆอีกเลย....

+ + + + + + + + + + + + +

ร่างสมบูรณ์ในชุดสูทสีน้ำตาลก้าวลงจากรถญี่ปุ่นสีแดงรุ่นเก่า....เก่ามาก.....จนชายหนุ่มที่ยืนมองอยู่อยากจะลากไปไว้เชียงกงมากกว่า กรพินธุ์เดินยิ้มร่าเข้ามากอดชายหนุ่มที่ยืนดักรอตรงหน้าประตู โอบเอวเดินลัดเลาะสระว่ายน้ำในบ้านทะลุไปยังห้องนั่งเล่นก่อนจะนั่งลงยังโซฟาสีครีมตัวนุ่ม

“วันนี้อารมณ์ดี กลับมาหน้าบานเชียวนะ” กรกฎทักน้องสาว นั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกัน พยักหน้าให้สาวใช้ที่ยกน้ำมะตูมเย็นเฉียบออกไป

กรพินธุ์ยกน้ำขึ้นจิบ ถอดแว่นตากรอบดำออก ฉีกยิ้มกว้าง ทำให้หน้าใสดูเด็กลงไปอีก

“ก็วันนี้ ก้อยหาเลขาฯคนใหม่ได้แล้วนี่คะ” หญิงสาวบอกอย่างดีใจ ตาเป็นประกาย

“บริษัทเรานี่นะ” พี่ชายเอ่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาคิดว่าบริษัทที่น้องสาวเปิด คงจะต้องเจ๊งแน่ๆ นี่กลับกลายเป็นว่ามีคนมาสมัครทำงานด้วย

“ใครตาถั่วมาสมัครกัน” พี่ชายถามเสียงกระเซ้า ดวงตามองน้องสาวที่กำลังนวดหัวคิ้วอย่างขันๆ

“เธอชื่อเจนค่ะ ชื่อจริงชื่อเจนจิรา ท่าทางซื่อดีนะคะ” หญิงสาวเล่าเรื่องคร่าวๆให้พี่ชายฟัง ซี่งเรียกรอยยิ้มจากพี่ชายได้กว้างขึ้น

“แจกันราชวงศ์หมิง?” กรกฎทวนเสียงสูง

“อย่าบอกนะ ว่าไอ้แจกันลายจีนๆใบละร้อยที่ซื้อมาจากจัตุจักร” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง

“ใบนั้นแหล่ะค่ะพี่กบ ไอ้ใบที่ก้อยเอาตราฮ่องเต้ที่ซื้อมาจากเมืองจีนไปปั๊มเล่นไงคะ” ดวงตากลมโตที่ปราศจากแว่นฉายประกายขบขัน

“แล้วเราไปให้เขาทำงานใช้หนี้แบบนี้ได้ที่ไหนกัน มันเอาเปรียบ” พี่ชายท้วงแทนลูกจ้างที่หลงมาเป็นเหยื่อของน้องสาว

“ก็ตอนนี้ก้อยยังขาดทุนอยู่นี่นา ไว้ถ้าบริษัทมีกำไรแล้วก้อยจะจ่ายคืนให้เขาน่า” กรพินธุ์ทำปากยื่นเล็กน้อยจนพี่ชายต้องส่ายหน้า

“เรานี่น้า...จบจากเมืองนอกเมืองนามาแท้ๆ แทนที่จะไปทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน กลับมาเปิดบริษัทอะไรไม่รู้ แล้วไอ้ความขี้งกขี้เหนียวนี่อีก อยู่บริษัทแท้ๆกลับไม่ยอมเปิดไฟ ปล่อยให้ห้องมืดๆแบบนั้น ลูกค้าที่ไหนจะเข้ามา ถ้าไม่มีปัญญาจ่ายค่าไฟเดี๋ยวพี่จ่ายให้ก็ได้” คนเป็นพี่ยังบ่นไปเรื่อยๆอย่างระอา เพราะกลัวน้องสาวเขาประหยัดจน
สายตาจะแย่เอา

“ไม่เอา....” น้องสาวรีบปฏิเสธ

“ก้อยอยากหาเงินด้วยลำแข้งของตัวเอง พี่กบไม่ต้องมาช่วยเลย แล้วคอยดูนะ บริษัทก้อยจะต้องเจริญรุ่งเรือง แล้วทีหลังพี่กบอย่ามาขอใช้บริการบ้างก็แล้วกัน” กรพินธุ์บอกลอยหน้าลอยตา ผิดกับมาดที่แสดงต่อหน้าเลขาฯคนใหม่

กรกฎได้แต่ส่ายหน้าหัวเราะขำ ดวงตาพราวเป็นประกายทั้งรักเอ็นดูและห่วงใย เพราะเหลือกันอยู่สองคนพี่น้องเท่านั้น เขาจึงทำหน้าที่เป็นทั้งพี่ทั้งพ่อและเพื่อนของน้องสาว

“ตามใจ แต่พี่คงไม่ไปใช้บริการหรอก เดี๋ยวฟ้าเขาจะมาฉีกอกพี่เอา” พี่ชายบอกยิ้มๆ

+ + + + + + + + + + + + + + + +

รุ่งเช้าเจนจิราทนเสียงรบเร้าของมารดาไม่ไหว จำต้องให้คนขับรถมาส่งยังที่ทำงาน โดยเธอให้เขาจอดห่างจากอาคารมิลเลอร์ทาวเวอร์ออกไป ด้วยไม่อยากให้คนอื่นเห็น

วันนี้หญิงสาวมาในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าสดใสกับกางเกงยีนส์สีซีด ที่เธอแต่งแบบลำลองมาเพราะว่ากรพินธุ์อนุญาตให้เธอแต่งตัวมาทำงานได้ตามสบาย

หญิงสาวก้าวออกจากลิฟต์เหลือบมองร้านเวดดิ้งสตูดิโอที่หลงเข้าไปเมื่อวานด้วยใบหน้าร้อนผ่าว รีบก้าวผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตรงไปยังบริษัทพาฝันที่ต้องมาทำงาน

เจนจิราผลักประตูเข้าไปด้านใน พบว่ามืดสลัวและไม่มีใครอยู่อีกเช่นเคย จึงเดินไปดูยังผนังที่กรพินธุ์เปิดออกมา ซึ่งตอนนี้รู้แล้วว่ามันเป็นห้องน้ำ พอดีกับเจ้านายสาวก้าวออกมาพอดี

...คุณก้อยนี่ยังไงนะ เจอกันทีไรต้องโผล่ออกมาจากห้องน้ำทุกที... เจนจิราคิดขำๆ

“อ้าวเจนมาแล้วเหรอ พอดีเลย ก้อยว่าจะอธิบายงานให้ฟัง” กรพินธุ์ที่วันนี้มาในชุดสูทเรียบๆสีน้ำเงินเข้มขับผิวขาวให้โดดเด่น ผมดำยาวยังรวบเป็นมวยอยู่ด้านหลังเช่นเดิม ดูท่าคงแก่เรียน ขยับแว่นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะนั่งลง ทำให้เจนจิราต้องนั่งตาม

หลังจากตกลงเรื่องสัญญาการทำงานชดใช้ค่าเสียหายแล้ว หญิงสาวให้เจนจิราเรียกเธอด้วยชื่อเล่นว่าก้อย ขณะที่เจนจิราไม่อยากจะให้ใครเรียกชื่อเล่นจริงๆของเธอว่า จ๊ะจ๋า จึงบอกว่าชื่อ เจน

“เจนคงยังไม่รู้ว่าบริษัทเราทำงานอะไร” หญิงสาวเว้นระยะเผื่ออีกฝ่ายจะปฏิเสธ แต่จากสายตาที่เธอมองแล้ว กรพินธุ์คาดว่าเธอเดาถูก

“บริษัทพาฝันเป็นบริษัทรับจับคู่ให้หนุ่มโสดสาวโสดทั้งหลาย”

“จับคู่?” เจนจิราทวนเสียงสูงอย่างตกใจ...โอวแม่เจ้า แล้วเธอจะสามารถรึนี่.... เธอจบเคมีมา ทำงานเป็นเลขาฯที่บริษัทรับจับคู่เนี่ยนะ ฟังแล้วได้แต่ลอบกลืนน้ำลาย....

“ใช่ “ นายจ้างสาวที่มองยังไงเธอก็อดคิดถึงอาจารย์ฝ่ายปกครองไม่ได้ทุกทีย้ำ

“เราจะให้ลูกค้ามาทิ้งข้อมูลส่วนตัวไว้ แล้วแจ้งความต้องการถึงลักษณะนิสัยของคู่ครองที่อยากได้ แล้วเราก็จะใช้คอมพิวเตอร์แมชข้อมูลเหล่านั้นซะ”

“ใช้คอมพิวเตอร์เหรอคะ” เจนจิรากลืนน้ำลายลงคออีกรอบ

นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่เธอยังไม่ได้บอกนายจ้าง เพราะนอกจากพิมพ์ดีดไม่เป็นแล้วเธอยังใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นด้วย!!

“ใช่ ชั้นคิดค้นโปรแกรมสุดเดิ้นมาจับคู่ให้หนุ่มสาวได้สำเร็จ เพียงแค่ใส่ข้อมูลส่วนตัวลงไปแล้วเครื่องมันจะทำงานเองโดยอัตโนมัติ จับคู่ที่เข้ากันได้พริ๊นท์ออกมาให้เอง” กรพินธุ์อธิบาย

“อ๋อ...งานแค่นี้ใช่มั้ยคะ” เจนจิราพยักหน้า แหม...แค่นี้เอง เธอสามารถอยู่แล้ว อย่างมากก็จิ้มๆข้อมูลลงไปแค่นี้เอง เพียงแต่อาจจะใช้เวลานานหน่อยเท่านั้นเอง

“เปล่า...ไม่ใช่แค่นี้” เสียงหวานดังขึ้นขัดความคิดของเธอ

“พอเราจับคู่ให้ได้แล้วก็ต้องมีการนัดพบกันด้วย โดยทางเราจะเป็นฝ่ายจัดสถานที่บอกหมายกำหนดการคร่าวๆว่าต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ตอนแรกก่อน หลังจากนั้นจึงให้เขาไปสานต่อกันเอง” นายจ้างสาวสรุป โดยที่เจนจิราฟังแล้วได้แต่คิดว่าแล้วเธอจะทำได้หรือนี่....แต่เอาเหอะลองดูซักตั้ง อย่างมากทำไม่ได้ก็ไปขอเงินแม่มาใช้ค่าแจกันราชวงศ์หมิงก็แล้วกัน!!

+ + + + + + + + + + + + + + +

จบตอน


TOP




Create Date : 27 มิถุนายน 2553
Last Update : 29 มิถุนายน 2553 20:34:11 น. 0 comments
Counter : 883 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อรพิม
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]






ผู้ที่กำลังชมบล็อก

ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด


ขอสงวนสิทธิ์ใดๆในการคัดลอก เผยแพร่ หรือดัดแปลงส่วนหนี่งส่วนใดหรือทั้งหมดของข้อความ เรื่องสั้น หรือนิยายที่โพสต์ในบล็อกแห่งนี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าผู้ใดละเมิดจะถูกดำเนินการตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด




Orapim Novel

Create your badge
New Comments
Friends' blogs
[Add อรพิม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.