Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
26 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 
มยุรมนตรา






โพธยา คือเมืองที่แฝงตัวอยู่ระหว่างหุบเขา บริเวณรอยต่อไทย – พม่า

ณ ดินแดนแห่งนั้นถูกครอบงำอยู่ด้วยไสยศาสตร์และมนตร์ดำ

จากพระชายา เจ้านางอมราวตี ผู้มีวิชาอาคมแกร่งกล้า ควบคุมไพร่พลโหงพรายเป็นกองทัพ และกำกับให้ เจ้าหลวงศรวัณ องค์กษัตริย์อยู่ใต้อาณัติได้ ...

กระทั่ง นลิน สาวน้อยนางหนึ่งปรากฏกายขึ้นพร้อมกับ เหรียญมยุระ

ด้วยวิชาอาคมที่นางได้รับการถ่ายทอดมาจากมารดา นางจึงได้รับเลือกให้ปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่

แฝงตัวเข้าไปช่วยกอบกู้ราชบัลลังก์และช่วยเหลือให้โพธยาพ้นจากอำนาจแห่งเวทมนตร์ โดยต่อสู้เคียงคู่กับ เจ้าชายบดีศร หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ ผู้เป็นทั้งสหายร่วมชะตากรรม และผู้ที่ทำให้นางได้สัมผัสกับรักแท้...







บทนำ

แสงโคมเหนือเตียงไม้สักที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องนอนทอแสงมลังเมลืองท่ามกลางความมืด ม่านสีขาวปักดิ้นทองถูกผูกไว้ตรงเสาทั้งสี่ปล่อยชายพลิ้วไหวน้อยๆตามสายลมบางเบาที่พัดผ่านหน้าต่างไม้บานใหญ่ ร่างบอบบางของใครคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเตียง ก้มลงช้อนตัวเด็กหญิงวัยสองขวบที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงเอาไว้แนบอก หล่อนมองร่างเด็กในอ้อมแขน ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ที่ยืนอยู่ข้างกายด้วยความกังวล

“ท่านพ่อ...ไม่มีทางอื่นอีกแล้วหรือ...” คนอุ้มเด็กถามเสียงเบา หางเสียงติดจะสั่นเครือ

“อุรวสี...เจ้าก็รู้ว่าคำทำนายของพ่อไม่เคยพลาด...” กฤษณะถอนใจยาว ยกมือลูบศีรษะบุตรสาวอย่างปลอบประโลม ดวงตาฉายแววหนักใจไม่แพ้กัน

“แต่ท่านพ่อสอนข้า...การทำนายสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง บางครั้งอาจบิดเบือน...” หญิงสาวแย้ง

“พ่อก็อยากจะให้เป็นเช่นนั้น หากลางบอกเหตุครั้งนี้ชัดเจนนัก มันรุนแรงจนพ่อไม่มั่นใจว่าจะคุ้มครองเจ้าได้ จึงต้องให้เจ้าทำเช่นนี้”

ชายกลางคนกวาดตามองบุตรสาวซึ่งตอนนี้ซ่อนร่างอรชรอยู่ในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีดำแขนยาว คอจีนและกางเกงสีเดียวกัน เส้นผมดำยาวซึ่งเคยรวบไว้เป็นมวยเยื้องไปด้านซ้ายประดับด้วยปิ่นทองระย้ากลับถูกปกปิดด้วยผ้าโพกผมสีดำ ใบหน้ารูปไข่ผุดผาดนวลตาถูกทาด้วยผงถ่านจนดำคล้ำ ดวงตากลมโตแลสบตาเขาอย่างลังเล

คนมองถอนใจอีกครั้ง ล้วงในกระเป๋าเสื้อสีขาวที่สวมอยู่ หยิบเหรียญเงินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกินหนึ่งนิ้ว ด้านหนึ่งสลักเป็นรูปนกยูงล้อมรอบด้วยเปลวไฟ อีกด้านเป็นอักขระโบราณหน้าตาคล้ายยันต์ออกมายัดใส่มือบุตรสาว

“เก็บเหรียญนี่เอาไว้ให้ดี มันจะช่วยปกป้องเจ้าได้”

“เหรียญมยุระ !”

หญิงสาวมองเหรียญในมือแล้วมองหน้าบิดาอย่างตกใจ

“ข้ารับเหรียญสำคัญอย่างนี้ไว้ไม่ได้หรอก ท่านพ่อต้องทุ่มเทกำลังแรงกายนับสิบปีกว่าจะปลุกเสกมันได้สำเร็จ” คนพูดทำท่าจะส่งมันคืนให้ผู้เป็นบิดา หากอีกฝ่ายกลับจับมือหล่อนกำมันเอาไว้

“เจ้ามิต้องกังวล พ่อปลุกเสกเหรียญนี้ขึ้นมาได้สองอัน เหรียญนี้เจ้าจงเก็บเอาป้องกันตัวเถิด”

“แต่ว่า...” หญิงสาวยังลังเล รู้อยู่ว่าบิดาต้องหาแร่เงินแท้มาหลอมเป็นเหรียญ จากนั้นให้ช่างสลักภาพและอักขระบนเหรียญนั้น ก่อนจะลงอาคมปลุกเสกให้มันมีพลังพิเศษ สามารถป้องกันสิ่งชั่วร้ายและเวทย์มนตร์คาถาทั้งปวง

“อย่ามัวแต่พูดเลย เจ้ารีบพาลูกหนีไปเถอะ เพราะหากเลยฤกษ์ยามนี้ไปแล้ว พวกเจ้าอาจจะหนีไม่รอด” คนเป็นพ่อตัดบท ดุนหลังบุตรสาวออกจากห้อง พาเดินผ่านทหารยามซึ่งถูกเป่ามนต์จนหลับสนิท ลัดเลาะออกมาจนถึงหน้าพระราชวัง พบกับภรรยาและคนสนิทยืนรออยู่อย่างกระวนกระวาย

“อุรวสี...” หญิงกลางคนนุ่งซิ่นสีม่วงเข้มและสวมเสื้อผ้าฝ้ายแขนกระบอกสีม่วงอ่อนไร้ลวดลายผวาเข้าไปกอดบุตรสาว ดวงตาแดงก่ำ

อุรวสีกอดตอบมารดาทั้งที่ยังอุ้มลูกอยู่ น้ำตาคลอตาสองข้าง ก่อนผละออก ขอร้องบิดามารดาเสียงเครือ

“ท่านพ่อท่านแม่หนีไปพร้อมข้าเถิด”

กัญญาเหลือบมองสามี ก่อนส่ายหน้า กฤษณะถอนใจยาว บอกเสียงขรึม

“พ่อไม่อาจทิ้งบ้านเมืองไปเช่นนี้ ถ้าต้องตาย...พ่อขอตายในแผ่นดินโพธยา...”

“แม่ก็ไม่อาจทิ้งพ่อเจ้าเอาไว้เพียงลำพัง ถ้าพ่อเจ้าอยู่ที่นี่ แม่ก็จะอยู่ที่นี่เช่นกัน” กัญญาเสริม สบตาบุตรสาวแน่วแน่ ทำเอาคนขอร้องหน้าสลด ใบหน้ารูปไข่ซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ

“คเชนทร์จะพาเจ้ากับลูกหนีไปยังที่ปลอดภัย” คนเป็นพ่อบอก

ชายหนุ่มร่างสันทัดที่ยืนอยู่ติดกันก้มหน้ารับคำ ขณะที่กัญญายื่นถุงผ้าสีดำเล็กๆหากหนักอึ้งให้บุตรสาวพร้อมกำชับว่า

“ทองคำพวกนี้จะทำให้เจ้ากับลูกมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไปตลอดชีวิต เก็บรักษามันเอาไว้ให้ดี”

ผู้เป็นบิดาเหลือบตาไปยังร่างเล็กๆในอ้อมกอดของบุตรสาวที่ต้องมนตราให้หลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆด้วยหัวใจเหมือนถูกกรดกัดกร่อนจนปวดแสบปวดร้อน

หากไม่เกิดเรื่อง ครอบครัวเขาคงไม่ต้องพลัดพรากจากกันเช่นนี้...

เขาขบกรามแน่น ก่อนผลักไสบุตรสาวและคนสนิทให้จากไป

“คเชนทร์พาอุรวสีไปได้แล้ว....” ชายกลางคนสั่ง ใบหน้าคมเข้มนั้นเรียบสนิท มีแต่ดวงตาที่ฉายแววอาดูร

“ดูแลตัวเองกับอุษาวดีให้ดี ต่อไปพ่อคงไม่ได้อยู่ปกป้องเจ้าอีก...” คนพูดชะงักไปนิด ก่อนเปลี่ยนคำพูดนั้นเสียใหม่ “พ่อหมายถึงเจ้าอยู่ห่างไกลอย่างนั้น พ่อคงไม่อาจดูแลปกป้องเจ้าได้”

“ท่านพ่อ...ท่านแม่...”

อุรวสีน้ำตาไหลพราก ส่งบุตรสาวให้คเชนทร์ ก่อนก้มลงกราบแทบเท้าบิดาและมารดา ทำให้ถูกทั้งคู่ดึงเข้าไปกอดลาอีกครั้ง

ถึงบิดาและมารดาจะไม่ได้บอกอะไรมาก หากความที่ได้รับถ่ายทอดวิชาจากบิดามาพอสมควร หล่อนพอจะทำนายดวงชะตาตัวเองและบุพการีได้ รู้ว่าทุกคนตกอยู่ในคราวเคราะห์และคนที่เคราะห์หนักสุดดูจะหนีไม่พ้นผู้เป็นบิดา ดังนั้นหล่อนจึงกอดท่านแน่นและนานเป็นพิเศษ

กฤษณะดันร่างบุตรสาวออกห่าง พูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ สั่งเสียเป็นครั้งสุดท้ายว่า

“ไปเถอะ...ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่และอย่าได้หวนกลับมาที่นี่อีก ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นขอให้อโหสิกรรมกันไป อย่าได้ผูกจิตพยาบาทต่อกันอีกเลย...”

*************************

ลับร่างบุตรสาวและคนสนิท กฤษณะเดินนำภรรยากลับบ้าน แสงจากโคมไฟไม้แกะสลักสูงราวเอวที่ฉลุผนังทั้งสี่ด้านเป็นรูปนกยูงรำแพนตั้งห่างกันเป็นระยะทุกสิบเมตรแลสว่างไสว หากหัวใจของสองสามีภรรยากลับมืดมน กัญญาสอดมือเข้ากับอุ้งมือสามี บีบกระชับแน่น ทั้งนางและเขาต่างรู้ชะตากรรมของตนล่วงหน้าจึงได้ตัดสินใจส่งบุตรสาวหนีออกนอกเมือง

“เจ้าไม่เสียใจใช่มั้ย” กฤษณะถามเสียงเบา ดวงหน้าคมคายยังคงเคร่งขรึม ดวงตาแลตรงไปเบื้องหน้า ไม่ได้มองหน้าคนข้างกาย

“ไม่ !” กัญญาย้ำคำหนักแน่น “ข้าจะอยู่กับท่านพี่ อยู่บนแผ่นดินนี้ ไม่ยอมหนีไปไหนเด็ดขาด”

ชายกลางคนหยุดเดิน หันกลับมาทางภรรยา ไม่สนใจว่ากำลังยืนขวางอยู่กลางทางเดินที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้หลากพันธุ์ ต้นไม้ซึ่งเคยแลสดชื่นและงดงามท่ามกลางแสงตะวัน หากตอนนี้กลับเห็นเพียงเงาตะคุ่ม มีกิ่งไม้โยกไหวตามสายลม ส่งเสียงสวบสาบเบาๆผสานเสียงหรีดหริ่งที่แผดเสียงร้องกันระงมแลลึกลับ ชวนหวาดผวา

เขาหยิบเหรียญเงินอีกอันในกระเป๋าเสื้อส่งให้ภรรยา

“เจ้าเก็บเหรียญอันนี้เอาไว้เถิด”

“แต่เหรียญนี้ ท่านตั้งใจทำมันเพื่อ...” ยังพูดไม่จบ ผู้เป็นสามีกลับขัดขึ้น น้ำเสียงติดจะเย็นชา

“อย่าเอ่ยชื่อนั้นอีก ข้ามีลูกสาวคนเดียว คือ อุรวสี เท่านั้น !”

กัญญาปิดปากเงียบ ไม่กล้าพูดอะไรอีก นางเหลือบมองสามี ก่อนรับเหรียญมยุระเอาไว้ด้วยสีหน้าหนักใจ

เพราะนิมิตที่สามีเห็น ทำให้เขาตระเตรียมทุกอย่างไว้พร้อม ส่งบุตรสาวคนโตพร้อมหลานสาวหนีออกจากเมืองโพธยา แม้นางจะรู้เรื่องนิมิตนั้นบ้าง หากหัวอกคนเป็นแม่ นางไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน นางอยากให้เขาเข้าใจผิด และหวังว่าเหตุการณ์ร้ายแรงนั้นจะไม่เกิดขึ้น

ทว่าความหวังของกัญญาดูจะไม่เป็นผล เพราะยังไม่ทันไรผืนฟ้ายามราตรีที่มีแสงระยิบระยับจากดวงดาวกระจายเต็มกลับมืดมิด สายลมเอื่อยที่หอบเอากลิ่นมะลิหอมกรุ่นกำจายแปรเปลี่ยนเป็นลมกรรโชกแรงส่งกลิ่นสาบสางคล้ายเนื้อเน่าๆเข้ามาแทน

กฤษณะหยุดเดิน รั้งร่างภรรยาไว้ด้านหลัง ดวงตาคมกวาดมองรอบตัวอย่างระมัดระวัง ปากร้องสั่งเสียงเข้ม

“พวกโหงพรายกำลังมา แต่เจ้าไม่ต้องกลัว จงหลบอยู่หลังข้างนิ่งๆ เหรียญมยุระจะช่วยปกป้องเจ้าจากพวกมันเอง”

“แล้วท่านพี่ล่ะ?” กัญญาเป็นห่วง มองเสี้ยวหน้าด้านข้างที่มีชายผ้าโพกศีรษะสีเขียวขี้ม้าถูกสายลมพัดสะบัดไปมาอย่างกังวล

“ไม่ต้องห่วง เจ้าพวกนี้ไม่คณามือข้าหรอก” กฤษณะพูดเสียงเหี้ยม ยกมือพนมไว้กลางอก หลับตาท่องมนตร์เบาๆ

กลิ่นเหม็นเน่าและอากาศเย็นยะเยือกที่โอบล้อมอยู่รอบตัวรุนแรงขึ้น ร่างแข็งทื่อสี่ร่างปรากฏกายขึ้นขวางหน้า ใบหน้าพวกมันไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ผิวเนื้อเน่าเฟะ แหว่งหายเห็นเนื้อกระดูกสีขาวด้านในเป็นหย่อมๆ บางตัวมีดวงตากลวงโบ๋ มีหนอนชอนไช บางตัวก็มีลูกตาห้อยต่องแต่งจะหลุดมิหลุดแหล่แลน่าสะอิดสะเอียน ร่างกายแต่ละร่างซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก

พวกมันที่สวมเพียงผ้าเตี่ยวสีแดงเข้มตัวเดียวพากันเดินเข้ามาใกล้ หากอีกสามก้าวจะถึงร่างของกฤษณะและกัญญา ร่างของพวกมันกลับกระเด็นถอยห่างไปเกือบเมตร นอนดิ้นไปมาอยู่บนพื้นอย่างทุรนทุรายและส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนชวนให้เวทนา

ทว่ากฤษณะไม่สนใจ เขาเป่ามนตร์พรวดไปที่โหงพรายพวกนั้น จากนั้นร่างของพวกมันก็หายวับไป

“หมดเรื่องแล้ว พวกเรารีบกลับบ้านกันเถอะ”

คนปราบโหงพรายเหลียวหลังมาบอกภรรยาที่ยืนก้มหน้านิ่งพร้อมกับเอื้อมมือคว้ามือนางขึ้นกุมไว้ แต่เพียงสัมผัสถูกมือของภรรยา เขากลับร้อนวูบไปทั้งร่างราวกับถูกไฟแผดเผาจนต้องรีบชักมือออกแทบจะทันที

จังหวะเดียวกับที่ร่างตรงหน้าแทงกริชอันคมกริบเข้าที่หัวใจของเขาพอดิบพอดี!

“เจ้า !” คนถูกแทงร้อง ดวงตาเบิกกว้าง มองคนที่แทงเขาอย่างตกใจ

อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้น ใบหน้างามที่มีส่วนละม้ายเขาและกัญญาแสยะยิ้ม มองสบตาเขาอย่างเย้ยหยัน ก่อนจะดึงกริชในมือออก ทำให้เลือดสีแดงไหลทะลักออกจากบาดแผลบนทรวงอกของเขาราวกับทำนบแตก

กฤษณะสะดุ้งเฮือกด้วยความเจ็บปวด เขารีบพึมพำท่องมนตร์ห้ามเลือดและยกมือกดบริเวณหน้าอกตนเองเอาไว้ หากดูจะไม่เป็นผล เพราะเลือดยังไหลพรวดผ่านมือออกมาจนชุ่ม หยดลงพื้นหินเบื้องล่างจนแดงฉาน คาดว่าอีกฝ่ายคงลงอาคมไว้บนกริช ทำให้เขาไม่สามารถใช้มนตราห้ามเลือดได้

ชายกลางคนเซถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะทรุดฮวบลงไปนอนกับพื้น เขายกมือข้างที่ว่างชี้หน้าคนลอบประทุษร้ายด้วยแววตาแข็งกร้าวระคนผิดหวัง

“เจ้าถือโอกาสที่ข้าตั้งสมาธิจัดการกับพวกภูติผี ปลอมตัวเป็นแม่เจ้ามาลอบทำร้ายข้า...” คนพูดหายใจหอบแรง ใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด เขากัดฟันข่มความเจ็บปวดทางกายและความผิดหวังเสียใจที่เกิดจากคนตรงหน้า พูดต่อไปว่า

“เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่า ผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไร...”

ร่างตรงหน้าแค่นยิ้ม ดวงตาแข็งกร้าวไร้แววสำนึกเสียใจ

“ข้าไม่สนใจ ข้ารู้แต่ว่าคนที่ขวางทางข้าต้องตายทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ท่าน...” มือที่จับกริชเปื้อนเลือดกำมันแน่นเข้า มืออีกข้างหยิบเหรียญมยุระออกมา

“ท่านผิดเองที่ลำเอียง ท่านรักอุรวสีมากกว่าข้า ยกนางให้เจ้าพี่ ทำให้นางได้เป็นเมียเอก ทั้งที่ความจริงคนที่เจ้าพี่รักและต้องการสู่ขอเป็นข้าต่างหาก ท่านทำให้ข้าต้องตกเป็นรอง แม้แต่เหรียญมยุระ ท่านยังมอบให้แต่นาง ไม่ยอมมอบให้ข้า ท่านเป็นคนผลักดันให้ข้าต้องทำเช่นนี้...”

“เจ้า....”

คนนอนจมกองเลือดที่ยังไหลทะลักจากบาดแผลอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเริ่มหอบ เขาจ้องหน้าบุตรสาวด้วยสายตาเย็นชา ก่อนขยับริมฝีปากซีดขาวพึมพำมนตราบทสุดท้าย

เหรียญมยุระในมือคนตรงหน้าส่องแสงสีเหลืองทอง ก่อนจะมีเปลวไฟลุกพรึ่บขึ้นจนลวกมือ คนถือต้องสะบัดเหรียญนั้นทิ้ง ทำให้เหรียญตกลงสู่พื้นจมกองเลือดที่เจิ่งนอง

คนท่องกฤตยามนตร์กระตุกยิ้มมุมปาก จากนั้นลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็พ้นจากร่างไป....

**********************

จบบทนำ





บทที่ 1

ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำสนิทก้าวลงจากที่นั่งด้านหลังของรถยนต์สีดำซึ่งจอดอยู่หน้าประตูบ้านหลังหนึ่ง ผมดำยาวถึงกลางหลังของเขาถูกรวบไว้ด้วยหนังยางสีดำตรงท้ายทอย เผยให้เห็นใบหน้าที่มีโหนกแก้มสูงค่อนข้างซูบดูขาวซีดกว่าปกติ ดวงตาได้รูปสวยเป็นประกายคมกล้ากวาดตามองผ่านประตูไม้เข้าไปยังบ้านเรือนไทยใต้ถุนสูงอย่างสำรวจ

“ที่นี่งั้นเหรอ?” ชายหนุ่มถามโดยไม่ละสายตาจากบ้านทรงไทยตรงหน้า บ้านที่กินอาณาเขตเกือบไร่ รอบบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ขึ้นปกคลุมจนเห็นตัวเรือนด้านในเพียงบางส่วน

“พะย่ะค่ะ...ที่นี่คือที่อยู่ตามที่รับสั่งให้สืบหา” โภคิน...หนุ่มใหญ่ร่างกำยำในชุดสูทคล้ายกันก้าวลงจากที่นั่งคนขับ เดินอ้อมตัวรถมากล่าวตอบ ก่อนเดินไปกดกริ่งหน้าประตูบ้าน และกลับมายืนที่เดิม เยื้องไปด้านหลังของผู้เป็นนาย

สักพักประตูไม้หน้าบ้านจึงเปิดออก หญิงกลางคนในชุดผ้าซิ่นกับเสื้อลูกไม้สีชมพูเยี่ยมหน้าออกมา นางมองแขกแปลกหน้าสองคนอย่างสงสัย โภคินจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน

“บ้านของคุณอุรวสีใช่มั้ย พวกเรามาขอพบคุณอุรวสีครับ”

น้ำเสียงผู้พูดฟังสูงต่ำตวัดเสียงตอนท้ายแปลกๆก็จริง หากท่าทีสุภาพของเขา ทำให้อาภาคลายใจ ลดความระวังลง หล่อนสบตาผู้พูดอย่างเป็นมิตร ก่อนส่งยิ้มและเปิดประตูหน้าบ้านให้กว้าง และบอกด้วยน้ำเสียงสุภาพพอกันว่า

“เชิญเข้ามาในบ้านก่อนค่ะ ดิฉันจะไปเรียนคุณผู้หญิงว่ามีแขกมาขอพบ”

ชายอ่อนวัยกว่าพยักหน้าให้ลูกน้องเดินนำเข้าไปก่อน ส่วนเขาเดินตามหลังไปช้าๆ ระหว่างนั้นสายตาก็สอดส่องไปยังสวนหน้าบ้านซึ่งมีต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นเต็มสองข้าง แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาตลอดทางเดิน อาภารีบเดินซอยเท้าแซงขึ้นไปนำทางอยู่หน้าโภคิน ก่อนหยุดรออยู่ตรงหน้าบันไดไม้ที่จะนำทางขึ้นสู่ตัวเรือน

คนรั้งท้ายมัวแต่เดินชมความร่มรื่นของสวนด้วยความสนใจ ทั้งต้นจำปี จำปา พิกุล ยี่โถ ตลอดจนไม้ผลอย่างมะละกอ มะม่วงและฝรั่ง จนไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนนั่งอยู่บนกิ่งของต้นมะม่วงต้นที่เขากำลังเดินผ่าน กระทั่งมะม่วงลูกหนึ่งหล่นมากระทบศีรษะเข้าอย่างจัง

“โอ๊ย...” ชายหนุ่มร้อง ยกมือกุมศีรษะพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองที่มาของมะม่วงหน้านิ่ว พบว่าบนต้นไม้มีเด็กสาวหน้าตามอมแมมนั่งอยู่คนหนึ่ง เจ้าหล่อนทำตาโต จ้องหน้าเขาอย่างตกใจ

“ขอโทษค่ะ...ขอโทษ...บัวไม่ได้ตั้งใจ คุณไม่เป็นไรใช่มั้ย”

เจ้าของเสียงใสไม่พูดเปล่า ยกมือไหว้ ร้องขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ก่อนกระโดดจากต้นมะม่วงลงมายืนอยู่ตรงหน้าเขาอย่างคล่องแคล่วราวกับนักยิมนาสติกกระโดดลงจากบาร์เดี่ยวมายืนบนฟลอร์ ทำเอาคนถูกลอบประทุษร้ายตกใจ ผงะถอยหลังจนเกือบล้ม ดีที่ตั้งตัวได้ทัน จึงได้แต่ยืนนิ่ง ขมวดคิ้วมองเจ้าหล่อนด้วยสายตาดุๆ

“ตายแล้ว...คุณบัว ทำอะไรคะ ทำไมปีนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้อย่างนั้น คุณแม่สั่งแล้วใช่มั้ยว่าไม่ให้ปีนต้นไม้อีก นี่ถ้าคุณแม่รู้เข้า คุณต้องถูกทำโทษอีกแน่”

เสียงร้องโวยวายของอาภาที่รีบวิ่งจากบันไดหน้าบ้านมายืนอยู่ตรงหน้าสาวน้อยหน้าแฉล้ม ทำให้ใบหน้ากระด้างของชายหนุ่มคลายลง อารมณ์กรุ่นที่ขุ่นเป็นตะกอนในอกถูกเก็บกักเอาไว้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เขาถอนใจยาว หันไปส่งสายตาปรามโภคินที่รีบเดินกลับมายืนประกบอยู่ข้างกายเขาเอาไว้ ไม่ให้ต่อว่าสาวน้อยตรงหน้าที่บังอาจมาล่วงเกินเขา จากนั้นเจ้าของดวงตาคมจึงหันกลับมาพิจารณาหญิงสาวที่สูงเลยบ่าเขามานิดเดียวอีกครั้ง

วงหน้ารูปไข่คล้ำแดดประกอบด้วยเครื่องหน้าที่รับกันอย่างเหมาะเจาะ ไม่ว่าจะเป็นดวงตากลมโต จมูกเชิดรั้นหรือริมฝีปากอิ่มได้รูป แม้จะมีคราบดำเปื้อนอยู่สองข้างแก้ม ผมเผ้าที่มัดเป็นหางม้าแลยุ่งเหยิง หากไม่อาจบดบังความงามผุดผาดของเจ้าหล่อนได้

ชายหนุ่มมองรอยยิ้มประจบที่ประดับอยู่บนใบหน้าเจ้าหล่อนยามเกาะแขนสตรีสูงวัยด้วยแววตาครุ่นคิด ใบหน้างามที่มีเค้าหน้าละม้ายสตรีที่เขาอุตส่าห์ดั้นด้นมาพบ ทำให้พอคาดเดาความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนกับสตรีเจ้าของบ้านได้ไม่ยาก

“ป้าภาอย่าบอกคุณแม่นะ ไม่งั้นบัวโดนจับนั่งสมาธิอีกเดือนแน่เลย” นลินตะล่อม มองแม่บ้านวัยกลางคนตาปรอย

อาภาแกล้งปั้นหน้าดุ ส่ายหน้าปฎิเสธอย่างไม่ไยดี ถึงจะไม่อยากให้สาวน้อยตรงหน้าถูกทำโทษ แต่นางก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายได้ใจ

นลินหน้าจ๋อย ต้องรีบจ้ำตามหลังแม่บ้านที่หันไปเชื้อเชิญแขกทั้งสองให้เข้าบ้าน และเดินนำทางไปโดยไม่สนใจหล่อนอีก

นลินซอยเท้าขึ้นบันไดไปบนเรือน เดินตัดลานกว้าง ตรงไปยังเรือนรับรองทางขวามือ เห็นผู้เป็นมารดานั่งพิงหมอนขวานอ่านหนังสืออยู่ลำพังจึงได้ชะลอฝีเท้า เดินไปบนพื้นไม้เรียบลื่นด้วยท่าทางเรียบร้อยกว่าเดิมอีกสิบเท่า ก่อนจะคลานเข่าเข้าไปนั่งข้างกายมารดา ตรงข้ามกับแขกแปลกหน้าสองคน

อุรวสีเงยหน้าจากหนังสือ มองหน้าแขกที่มาเยือนทั้งสองคนก่อนคลี่ยิ้มและเอ่ยปากทัก โดยไม่ต้องรอให้อาภารายงาน

“เดินทางมาไกลคงเหนื่อยสินะ อาภาจ๊ะ บอกเด็กๆยกน้ำมะตูมมารับแขกหน่อยจ้ะ” สั่งแล้วก็ไม่สนใจแม่บ้านที่เดินเลี่ยงออกไป หันมาทางลูกสาวที่นั่งปั้นยิ้มประจบอยู่ข้างตัวบ้าง

“บัวไปอาบน้ำอาบท่าก่อนเถอะ ไม่ต้องนั่งเฝ้า กลัวว่าอาภาจะรายงานอะไรแม่หรอก แม่จะคุยธุระกับพี่เค้าสักหน่อย”

ถึงจะถูกผู้เป็นแม่ดักคอ หากพอได้ยินว่าอีกฝ่ายลำดับญาติกับชายหนุ่มตรงหน้า คนถูกสั่งให้ไปอาบน้ำก็ตาลุก หันขวับไปจ้องหน้าหนุ่มแปลกหน้าด้วยความสนใจมากกว่าเดิม

ตั้งแต่จำความได้ หล่อนอาศัยอยู่กับมารดาที่บ้านแห่งนี้ตามลำพัง จะมีก็เพียงอาภาและเด็กในบ้านอีกสองคนคอยรับใช้เท่านั้น ไม่เคยมีใครมาเยี่ยมเลย ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องที่มารดาบอกว่าเสียชีวิตไปหมดแล้ว หรือแขกแปลกหน้าสักคน แม้แต่เพื่อนในมหาวิทยาลัยของหล่อนที่ตั้งท่าว่าจะแวะมาเยี่ยมหล่อนที่บ้านหลายครั้งก็ยังมีเหตุให้พลาดกันไปได้ทุกครั้ง ทว่าวันนี้กลับมีคนแปลกหน้ามาเยี่ยมถึงบ้าน แถมมารดาทำท่าว่ารู้มาก่อนล่วงหน้าและยังลำดับนับญาติด้วย ทำให้หล่อนนึกสงสัย อยากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครมาจากไหน

พอเห็นบุตรสาวไม่มีทีท่าว่าจะขยับ อุรวสีก็ส่ายหน้า ขยับตัวลุกขึ้น พลางเอ่ยปากกับชายหนุ่มผมยาวที่นั่งอยู่ติดกับนาง

“เข้ามาคุยกันในห้องดีกว่า...” สั่งแล้วนางก็เดินนำอีกฝ่ายเข้าไปในห้องด้านใน ทิ้งให้บุตรสาวนั่งอยู่กับโภคินตามลำพัง

นลินนิ่วหน้า มองตามหลังมารดาไป ก่อนหันกลับมาให้ความสนใจกับคนที่เหลืออยู่

“พวกคุณรู้จักแม่ด้วยเหรอคะ นัดกันไว้ก่อนรึเปล่า ทำไมมาที่บ้านนี้ถูกได้ล่ะ แล้วจะพักค้างคืนด้วยมั้ย บัวจะได้สั่งเด็กจัดห้องไว้ให้...” หญิงสาวถามเป็นชุด

บ้านของหล่อนตั้งห่างจากบ้านคนอื่นอยู่หลายร้อยเมตร รอบบ้านเป็นสวนรกร้าง ยิ่งถนนหน้าบ้านเป็นเพียงถนนลูกรังเล็กๆที่คดเคี้ยว ไม่มีเสาไฟริมทาง กลางคืนจึงมืดมิดและเปลี่ยวร้าง ไม่เหมาะกับการเดินทาง และตอนนี้เริ่มเย็นแล้ว ทั้งเป็นหน้าหนาวด้วย ดวงอาทิตย์ตกเร็วกว่าปกติ หล่อนจึงไม่แน่ใจว่าแขกสองคนจะค้างคืนด้วยหรือไม่

“ผมไม่ทราบครับ” โภคินตอบอย่างสุภาพ ก่อนยกแก้วน้ำมะตูมที่เด็กรับใช้ยกมาเสิร์ฟขึ้นดื่มดับกระหาย และนั่งสำรวมเงียบๆโดยไม่ปริปากพูดอะไรอีก

คนชวนคุยจึงกร่อย หมดอารมณ์จะล้วงความลับต่อ หล่อนถอนใจเฮือกแล้วเอ่ยปากขอตัว ก่อนกลับเข้าห้องส่วนตัวเพื่ออาบน้ำผลัดผ้าตามคำสั่งมารดาอย่างเซ็งๆ

****************************

อุรวสีนั่งพับเพียบลงบนพื้นข้างโต๊ะไม้ตัวเตี้ยที่วางหนังสือและตำราประวัติศาสตร์ที่นางชอบศึกษา ก่อนมองชายหนุ่มร่างผอมเพรียวทรุดตัวลงนั่งพับเพียบอยู่ตรงหน้าและยกมือทำความเคารพนางด้วยแววตาสงบนิ่ง ใบหน้างามระบายยิ้มน้อยๆ

“ไม่ได้เจอเจ้าเสียนาน โตเป็นหนุ่มแล้วนะ บดีศร”

“เจ้าน้าจำข้าได้?” ชายหนุ่มเจ้าของนามบดีศรถามอย่างแปลกใจ ริมฝีปากบางบนใบหน้าซูบคลี่ยิ้มน้อยๆ ดวงตาอ่อนแสงลง ฉายแววจริงใจ ผิดกับแววตาหมางเมินและใบหน้าเฉยชาที่แสดงออกอยู่เป็นนิจ

“เหตุใดน้าจะจำเจ้าไม่ได้ สมัยเด็ก เจ้ามักมาวิ่งเล่นที่ตำหนัก คอยเป็นเพื่อนเล่นกับอุษาวดีอยู่เสมอ” เจ้าของบ้านเท้าความ ทอดสายตามองชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน ไร้รอยขึ้งเคียดเกลียดชังอย่างที่เขากริ่งเกรง

“เวลาผ่านไปเนิ่นนาน หากเจ้าน้ายังคงเมตตาต่อข้าไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แม้แต่จะถือโทษโกรธเคืองเรื่องที่เจ้าพ่อทำกับเจ้าอาแม้แต่น้อย....”

“สิ่งที่เกิดขึ้นเจ้าไม่ได้รู้เห็น จะให้น้าโกรธเคืองเจ้ายังไง แม้แต่พ่อเจ้าก็เช่นกัน ถึงเขาจะเป็นผู้ลงมือช่วงชิง ลงมือประหัตประหารเจ้าอาของเจ้า แต่เราทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุใด” อุรวสีบอก ใบหน้าสงบนิ่ง

“ถึงกระนั้นข้าก็ยังละอายใจ หากเจ้าพ่อไม่ก่อการช่วงชิงบัลลังก์ของเจ้าอา ตอนนี้เจ้าน้าและน้องหญิงคงไม่ต้องมาตกระกำลำบากอยู่ในเมืองไทยเช่นนี้”

“น้ากับลูกไม่ได้ลำบากอย่างที่เจ้าคิดหรอก...” อุรวสีแย้งเสียงเรียบ ดวงหน้ายังแย้มยิ้ม

การนั่งสมาธิ ถือศีลเป็นประจำ ทำให้นางรู้จักปล่อยวาง คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามกรรมของแต่ละคน จึงไม่ได้ทุกข์ร้อน หรือผูกจิตอาฆาตพยาบาทแต่อย่างใด กับผู้กระทำผิด...นางได้อโหสิกรรมให้ตามคำสั่งเสียของผู้เป็นบิดา หัวใจจึงมีแต่ความสุข ไร้ความทรมานอย่างที่อีกฝ่ายกังวล

“เจ้าต่างหาก อยู่ในวังใหญ่โต กลับไม่มีความสุข...”

คนพูดเอื้อมไปกุมมือหลานชายไว้ มือเล็กบางบีบมือหยาบกระด้างของชายหนุ่มเบาๆ กระแสความรู้สึกตลอดจนภัยมืดที่คุกคามชายตรงหน้าซึมซับเข้ามาในความคิดของนางจนอีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องเอ่ยปาก

ขณะที่เจ้าชายบดีศรกลับทรงรู้สึกว่ามีความอบอุ่นพุ่งผ่านจากอุ้งมือ แผ่กระจายไปทั่วร่าง ทำให้ความเจ็บปวดทรมานที่สั่งสมมานานหลายปีจางลง ร่างกายที่อ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงกลับมีพละกำลังมากขึ้น พระองค์ทรงเหลือบพระเนตรมองสตรีตรงหน้าอย่างตกตะลึง หากใบหน้ารูปไข่ยังคงสงบนิ่ง เปล่งประกายบริสุทธิ์ ไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติอันใด

“เจ้าอุตส่าห์เดินทางรอนแรมมาไกล คงไม่ได้ต้องการมาเยี่ยมเยียนน้าเท่านั้น เจ้ามีเรื่องเดือดร้อนอะไรต้องการให้น้าช่วย ขอจงบอกมาเถิด” เจ้าของบ้านพูด น้ำเสียงปรานี

ตลอดการเดินทางมาที่นี่ พระองค์ทรงลังเลมาตลอดว่าอีกฝ่ายจะช่วยพระองค์ให้รอดพ้นจากความทุกข์ทรมานได้จริงหรือ ในเมื่อนางเป็นเพียงสตรีสูงศักดิ์ผู้นิราศจากแผ่นดินเกิดเท่านั้น ทว่าพอถูกอีกฝ่ายสัมผัส ความคิดดังกล่าวก็สลายไป เกิดความเชื่อมั่นว่าสตรีตรงหน้าจะต้องช่วยพระองค์ให้หลุดพ้นจากอำนาจมนตร์ดำได้อย่างแน่นอน

แต่กระนั้น พระองค์ก็ยังทรงลำบากพระทัย ไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายอย่างไร ในเมื่อพระบิดาของพระองค์เป็นผู้ประหารพระสวามีของนาง ชิงบัลลังก์มาเป็นของตน ทำให้นางและลูกต้องระหกระเหินจากแผ่นดินเกิดมาอาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆในจังหวัดเชียงรายตามลำพัง แม้นางจะแสดงตัวว่าไม่ถือโทษโกรธเคือง ทั้งยังออกปากว่าจะช่วยอย่างเต็มใจ หากพระองค์ยังทรงรู้สึกละอายกับความผิดของพระบิดาเกินกว่าจะออกปาก

พอเห็นหลานชายเงียบไป อุรวสีจึงเป็นฝ่ายพูดต่อเสียเอง

“เจ้าคงอยากให้น้าช่วยถอนคุณไสยในตัวเจ้ากระมัง” พูดแล้วเจ้าตัวก็ถอนใจยาว ตบหลังมืออีกฝ่ายเบาๆ ก่อนดึงมือตัวเองกลับมาประสานกันไว้บนตัก

“น้ารู้ว่าเจ้าทรมานกับความเจ็บปวดมานานนับสิบปี แต่วิธีที่จะถอนคุณไสยนี้ทำได้ไม่ง่ายนัก นอกจากจะต้องหาหุ่นแทนตัวเจ้าให้พบและประกอบพิธีในโพธยาแล้ว หากไม่ให้ผู้ทำคุณไสยถอนมนตราออกเอง จะต้องใช้คนที่มีสายเลือดเดียวกับผู้ทำจึงจะทำลายอำนาจมนต์ดำนั้นได้”

เจ้าชายบดีศรทรงถอนพระทัย พระพักตร์เคร่งเครียด เรื่องนี้พระองค์ทรงทราบอยู่แล้ว ถึงได้เสด็จมาไกลถึงที่นี่เพื่อขอร้องให้สตรีตรงหน้าช่วย

“เจ้าน้าโปรดช่วยข้าให้รอดพ้นจากภัยคุกคามครั้งนี้ด้วยเถิด และต่อไปไม่ว่าเจ้าน้าจะประสงค์สิ่งได้ ข้ายินดีทำตามทุกประการ” เจ้าของใบหน้าซูบให้สัญญาหนักแน่น หากคนฟังกลับส่ายหน้า

“น้าไม่สามารถทำได้ เพราะตามชะตา ถ้าน้ากลับไปยังโพธยา แผ่นดินจะเกิดการนองเลือด ผู้คนมากมายจะล้มตาย” อุรวสีปฏิเสธ ดับความหวังของชายตรงหน้า ทำเอาพระพักตร์คนฟังหมองลง

“แต่เจ้าไม่ต้องกังวล ถึงแม้น้าจะไม่สามารถกลับไปโพธยาเพื่อถอนคุณไสยให้เจ้าได้ แต่อุษาวดีทำได้”

เจ้าชายบดีศรทรงขมวดพระขนง คิดถึงสาวน้อยหน้าตามอมแมมที่ทรงพบก่อนหน้า

เด็กสาวคนนั้นน่ะเหรอจะช่วยพระองค์ได้ ดูยังไงก็แค่เด็กกะโปโลคนหนึ่ง...

อีกฝ่ายคงจะเดาความคิดของพระองค์ได้ เพราะนางหัวเราะเบาๆ พูดต่อด้วยใบหน้าอมยิ้มน้อยๆ

“ถึงบัวจะไม่ค่อยสนใจเรียนรู้มนตราสักเท่าไร หากความรู้เท่าที่นางมีอยู่ตอนนี้ คิดว่าคงพอจะช่วยเจ้าได้ นอกจากนี้ดวงชะตาของนางจะช่วยส่งเสริมและเกื้อหนุนเจ้าด้วย ขอเพียงมีนางอยู่ใกล้ๆ เจ้าจะปลอดภัย คลาดแคล้วจากภัยอันตราย”

“เจ้าน้าหมายความว่าจะให้น้องหญิงเดินทางไปโพธยากับข้า?” คนมาขอความช่วยเหลือรับสั่งถามเสียงขรึม แววพระเนตรเคร่งขึ้น

อุรวสีพยักหน้า พูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า

“แต่เจ้าคงรู้ใช่มั้ยว่าตามประเพณีของโพธยา หญิงสาวที่ยังมิได้แต่งงาน ไม่อาจเดินทางกับชายหนุ่มตามลำพัง ทั้งยังมิอาจอยู่ร่วมชายคาเดียวกับชายหนุ่มได้...”

เจ้าชายบดีศรทรงพยักหน้ารับ ประเพณีในโพธยาเคร่งครัดนัก หญิงสาวทุกคนจะต้องมีผู้คุ้มครอง หญิงโสดจะต้องอยู่ในความดูแลของครอบครัวจนกว่าจะออกเรือน ถ้าแต่งงานแล้วจะอยู่ในความดูแลของสามี เวลาพวกนางต้องการเดินทางไปไหนจะต้องมีคนในครอบครัวหรือสามีตามไปด้วยเสมอ นอกจากนี้ตามกฎของโพธยายังห้ามมิให้ชายหญิงที่มิใช่สามีภรรยาเดินทางด้วยกันตามลำพัง ดังนั้นหากพระองค์ต้องเดินทางกลับโพธยากับอุษาวดี พระองค์จะต้องหาแก้ไขปัญหานี้ให้ได้เสียก่อน

และวิธีแก้ไขคงมีแค่วิธีเดียว...

“ถ้าเจ้าน้าไม่รังเกียจ ข้าจะขอเป็นผู้ดูแลน้องหญิงเอง”

เจ้าชายทรงตัดสินพระทัย กล่าวเป็นนัยว่าพระองค์ยินดีจะอภิเษกกับอุษาวดี เพราะการแต่งงานจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น พระองค์สามารถดูแลหญิงสาวอย่างใกล้ชิด ให้หล่อนพำนักอยู่ในตำหนักเดียวกับพระองค์ได้โดยไม่ต้องกลัวคำครหา

“แล้วคู่หมายของเจ้าล่ะ เจ้าจะทำเช่นไร” อุรวสีถาม

แม้จะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทย และไม่ได้ข่าวคราวจากบ้านเกิดมานาน หากตามดวงของชายหนุ่ม ตอนนี้เขามีพันธะผูกพันอยู่กับหญิงอื่นซึ่งน่าจะเป็นแค่คู่หมั้นอยู่ก่อนแล้ว

“หากข้าแต่งงานกับน้องหญิงแล้ว พันธะหมั้นหมายระหว่างข้ากับเวธกาก็จะเลิกล้มไปเอง เวธกาคงดีใจมาก เพราะนางไม่ได้พิศวาสคนเจ็บออดๆแอดๆเช่นข้าสักเท่าไหร่ นางยอมหมั้นตามคำสั่งท่านเสนาบดีทุติยะ...บิดาของนางเท่านั้น” เจ้าชายหนุ่มรับสั่งเสียงเรียบ ซ่อนความแปลกพระทัยไว้มิดชิด

คนฟังพยักหน้าเข้าใจ

“ถ้าเช่นนั้น น้าจะให้อาภาพาเจ้าไปรออยู่ในห้องพระ ส่วนน้าจะไปอธิบายเรื่องนี้กับอุษาวดี และจัดการพิธีการต่างๆที่จำเป็นให้เรียบร้อย อุษาวดีจะได้เดินทางกลับโพธยาพร้อมกับเจ้าได้ทันที” อุรวสีสรุป ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากห้อง

เจ้าชายบดีศรทอดพระเนตรตามหลังนางไปด้วยพระพักตร์เคร่งขรึม หากดวงเนตรกลับเป็นประกาย เต็มไปด้วยความหวัง...

************************************



ติดตามต่อได้ในหนังสือค่ะ


TOP







Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 13 มีนาคม 2554 10:59:16 น. 11 comments
Counter : 1238 Pageviews.

 
อยากอ่านไวไวอ่ะคุณทากน้อย..ว่าแต่เกมส์ที่เล่นไปจะเฉลยเมื่อไหร่คะ อิอิ


โดย: rainoflove IP: 115.87.147.143 วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:7:52:54 น.  

 
ต้องรอหนังสือออกก่อนค่ะ เพราะไม่ทราบคำเฉลยเหมือนกัน


โดย: อรพิม วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:8:01:54 น.  

 
เย้ๆ ออกเรื่องใหม่แล้ว ติดตามอยู่นะคะ ^^


โดย: หมูย้อมสี IP: 101.109.83.195 วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:10:43:41 น.  

 
อิอิ เรื่องใหม่จะออกแล้ว รอมานาน หลังจากอ่านพี่เพชรกับน้องมุกซ้ำไปซ้ำมา ไม่ต่ำกว่า 10 รอบ

อยากทราบว่าเรื่องเล่ห์ร้อยรัก กับ มนตร์อัปสรา จะพิมพ์อีกไหมคะ อยากได้มาก ๆ เลยค่ะ


โดย: ป้อม IP: 58.9.72.246 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:2:06:08 น.  

 
ปกสวยมากๆค่ะ


โดย: vnd_daly วันที่: 1 มีนาคม 2554 เวลา:14:42:42 น.  

 
ปกสวย น่าอ่านมากค่ะ
ลึกลับหักมุมอีกแน่เลย


โดย: บอล (กล้ายางสีขาว ) วันที่: 3 มีนาคม 2554 เวลา:14:52:40 น.  

 
ดีใจจังค่ะ รออยู่


โดย: บู๋ IP: 223.207.89.99 วันที่: 9 มีนาคม 2554 เวลา:23:20:12 น.  

 
ได้มาแล้วค่ะ


โดย: karn IP: 115.87.57.77 วันที่: 11 มีนาคม 2554 เวลา:19:25:12 น.  

 
ตอบคุณป้อมนะคะ...ว่าไม่ทราบเหมือนกันค่ะว่าเรื่องมนตร์อัปสรากับเล่ห์ร้อยรักจะพิมพ์ใหม่รึเปล่า คงต้องขึ้นกับทางสนพ.ค่ะ

ส่วนคนอื่นๆอ่านแล้วได้ความว่าไงแวะมาบอกกันบ้างนะคะ แบบ...น่ากลัวไปมั้ย หรือ 'อ่อน'หวานเกินไปรึเปล่า เผื่อคราวหน้าจะได้ปรับปรุงให้ถูกใจทุกคน

แต่ยังไงๆเรื่องนี้ก็รับรองได้ว่า หลังไม่หักแน่นอนค่ะ เนื้อเรื่องออกจะตรงไปตรงมา (จริงๆนะ...)


โดย: อรพิม วันที่: 12 มีนาคม 2554 เวลา:20:11:54 น.  

 
ได้มาเมื่อวันศุกร์ เริ่มอ่านวันเสาร์ตอนกลางคืน และอ่านใกล้จบแล้วค่ะ สนุกมาก ๆ


โดย: karn IP: 124.121.99.253 วันที่: 13 มีนาคม 2554 เวลา:19:03:43 น.  

 
น่าอ่านมากๆ ต้องหาซื้อมาอ่านซะแล้ว คอยติดตามผลงานอยู่นะคะ


โดย: April IP: 10.14.170.62, 110.164.252.2 วันที่: 20 กันยายน 2554 เวลา:16:41:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อรพิม
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]






ผู้ที่กำลังชมบล็อก

ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด


ขอสงวนสิทธิ์ใดๆในการคัดลอก เผยแพร่ หรือดัดแปลงส่วนหนี่งส่วนใดหรือทั้งหมดของข้อความ เรื่องสั้น หรือนิยายที่โพสต์ในบล็อกแห่งนี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าผู้ใดละเมิดจะถูกดำเนินการตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด




Orapim Novel

Create your badge
New Comments
Friends' blogs
[Add อรพิม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.