Group Blog
 
 
สิงหาคม 2556
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
22 สิงหาคม 2556
 
All Blogs
 
สาเหตุที่ทำให้ technical ไม่ Work

สาเหตุที่ทำให้ Technical ไม่ Work ตอนที่1
ผมเล่นหุ้นมา 10 ปีกว่า เริ่มต้นก็เหมือนเม่าทั่วๆไปคือเทคนิคเลย....
แต่ผมขอสรุปว่าหาก เริ่มด้วยการเข้าใจพื้นฐานธุรกิจ เรื่องเทคนิดนี่ง่ายนิดเดียว
เหตุผลหลักที่ technical ไม่ work คือ
1.พื้นฐานธุรกิจ(Fundamental)
 การที่หุ้นจะทะลุแนวตัานได้แบบง่ายๆนั้นเกิดจาก ผลกำไรที่เกินความคาดหมายของตลาด แต่ถ้าตลาดคาดหมายไว้แล้วก็อาจจะเกิด sell on fact ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจนั้นทำอะไร
เช่น ก่อสร้าง sell on fact อาจจะหมดไปเลย แต่ถ้าเป็นค้าปลีก sell ได้ไม่นาน
หุ้นหลุดแนวรับทุกแนว ก็เกิดจาก ผลกำไรที่ลดลงและขาดทุนในที่สุด
ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือ ธรรมชาติของธุรกิจ, ผลกำไรเกิดขึ้นได้อย่างไร, การเติบโตของกำไรยังยืนหรือไม่ และ P/E อยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่
ตัวอย่าง ธรรมชาติธุรกิจวัฎจักร เช่น ivl, top, ssi, ptl, psl เป็นต้น ต้องแยกก่อนว่ามันเป็นวัฎจักรสั้นหรือยาว หากเป็นพวก tvo, top จะสั้น แต่ ivl, ssi, psl จะยาว อันนี้คงต้องไปศึกษาเองนะครับ (เขียนไม่ไหว เยอะเกิน)
จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ้นสุดวัฎจักรแล้ว หรือ กำไรมาถึงจุดสุดยอดแล้ว หากรู้ก็จะเข้าใจว่าราคากำลัง PEAK
ตัวอย่าง ผมเอากราฟผลประกอบการ PTL มาให้ดู (ผมทำกราฟพวกนี้มา 10 กว่าปีแล้ว ) สิ่งที่คุณต้องดูมีไม่มาก (ไม่ขอแนะนำเพราะยาว) แต่ขอเน้นเรื่องความไม่ปกติของ NPM, net profit maring ซี่งมีสูตรคือ net profit/Total Revenue*100, %



ในวงกลมจะพบว่า NPM จะมีค่าสูงในปี 2553 ไปสูงสุดใน Q4/2553 และเริ่มลดใน Q1/2554 
ย้อนไปที่ก่อนหุ้นจะเริ่มขึ้น ท่านจะพบว่า P/E นั้นเริ่มต่ำลงไปเรื่อยๆเพราะ eps มันสูงเรื่อยๆ คนก็เริ่มเข้าซื้อเพราะเห็นว่า P/E ต่ำมาก ดูในตารางด้านล่างประกอบกราฟผลประกอบการนะครับ
EPS Q4/53 ทำได้ถึง 1.8 บาทต่อหุ้น พร้อม volume การซื้อขายหนักๆ (รูปด้านล่าง) และราคาก็ peak หากเป็นเม่าก็กำลังเพ้อฟันว่า EPS ระดับนี้ทำได้อีก 1 ไตรมาส P/E จะเหลือเท่าไหร่
ฝันว่าจะขายได้ 100 บาท พร้อมบทวิเคราะห์หุ้นหลายสำนักที่บอกเป้าไปไกลเหลือเกิน 70 - 100 บาท ผมจึงบอกว่าบทวิเคราะห์โบรกเกอร์ไม่ทำให้ใครรวยได้ในระยะยาว เว้นแต่ช่วงกระทิงสั้นๆ
ผมกำลังชี้ประเด็นว่าธรรมชาติธรุกิจนั้น NPM สูงขนาดนี้มันไม่ปกติ ไม่อาจจะรักษาไว้และจะอยู่แบบนี้นานๆไม่ได้ สุดท้ายต้องลงมากองที่พื้น
จะเห็นว่า ณ Q2/2556 บริษัทขาดทุน ราคาหุ้นมาก็ถูกลากลงมาเช่นกัน
ผมอยากจะบอกกับคนที่ถือ malee ว่า NPM ของธรกิจรับจ้างผลิตไม่ควรถึง 10% แต่ malee ทำได้และสุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ เหมือนกันกับ ptl แต่ต่างกันที่ตัวธรรมชาติธุรกิจ
ดังนั้นเอา NPM ไปใช้ได้เลยครับ กับอุตสหรรมทั่วๆไป
และขอสรุปว่า P/E คือสิ่งที่ไร้ค่า แต่ P/E ก็ใช้ในการประเมินราคาหุ้นบนสมมตุฐานที่ว่าธุรกิจควรอยู่ในภาวะปกติ
เมื่อ P/E มันไม่บอกอะไรทำไมต้องเอาไปประเมินราคาหุ้น เพราะคนส่วนใหญ่ใช้ P/E แต่เงินส่วนใหญ่ใช้ P/E ในภาวะปกติ


ราคาหุ้นและผลประกอบการ PTL

กราฟราคาหุ้น PTL

มีอีกหลายอุตสาหกรรมที่ต้องวิเคราะห์และต้องรู้ธรรมชาติของมัน ผมขอพูดถึงค้าปลีกอย่าง HMPRO
สิ่งที่คุณต้องรู้เรื่องกำไรคือ Same store sale, economics of scale, การเติบโตตามเศรษฐกิจ
economics of scale มันไปลดต้นทุนหลายๆอย่าง เช่น การใช้ทรัพยากรร่วมกันได้แก่ software, DC หรือ อำนาจต่อรอง supplier .... เป็นต้น
ที่ผ่านมา hmpro โตได้อย่างไร 1.ตามเศรษฐกิจและ sss 2.ขยายสาขา 3.economics of scale 4.การขายสินค้า house band 5.ปัจจัยพิเศษ(เช่น เหตุการณ์หลังน้ำท่วม 54, การลดภาษีนิติบุคคล 30% เหลือ 20%) ไปผลักดัน NPM & Revenue



ลองดูที่กราฟจะเห็นว่า hmpro เป็นหุ้นเติบโตเร็ว เนื่องจากข้อ1+2+3+4+5 กำไรสุทธิที่ปรากฎเป็นการรวมกันระหว่าง 2 แรงคือ ยอดขายที่เพิ่มขึ้นและ npm ที่ปรับสูงขึ้น
เราควรจะให้ P/E ของ hmpro เท่าไหร่ มันก็ขึ้นอยู่กับว่ามันจะโตไปอีกเท่าไหร่ เพราะเมื่อมันอิ่มตัว P/E 10 ยังไม่น่าสนใจ peter lynch บอกว่าหุ้น P/E ต่ำและไม่โตเราก็คงหวังได้แค่เงินปันผลที่สูง แต่ไม่ใช่หุ้นที่น่าสนใจ 
หาก hmpro ผ่านช่วงเศรษฐกิจตกต่ำแล้วไปต่อเพื่อถึงจุดอิ่มตัว แต่ระหว่างที่ตกต่ำ 1-2 ปี กำไรจะลดหรือดีสุดคือโตต่ำหรือไม่โต ความวิตกของนักลงทุนเริ่มเข้าสิง เริ่มคิดว่าเรายังจะให้ P/E 30 เท่า 20 เท่าอีกหรือเปล่า สงสัยเรื่องอนาคตว่าโตจริงหรือเปล่า ข่าวร้ายก็มา แล้ว P/E มันก็อาจจะลดลงเหลือ 10 - 15 เราจะทำอะไรดี ก็ต้องเข้าซื้อครับไม่ใช่ขาย
และไม่เพียงจะดูเรื่องของโอกาส ต้องดูเรื่องของความเสี่ยงด้วยครับ เช่น คู่แข่ง, อำนาจต่อรอง, การเปลี่ยนแปลงความนิยมผู้บริโภค หรือ ยุคสมัย เป็นต้น

ผมขอจบเรื่องนี้ก่อนถ้าเขียนคงไม่ได้หลับได้นอน

แล้วเราก็นำไปคิดวิเคราะห์หุ้นนั้นไปตามกระแสของกำไรบริษัทในอนาคต 
เราจะเห็นว่าเทคนิคใช้ไม่ได้ เรานั่งนับ wave  a b c 1 2 3 แล้วก็นับกันใหม่ แนวต้านเส้นเฉลี่ยถ้าหลุด ถ้าทะลุ หากสิ่งเหล่านี้มันนับการดูกันง่ายๆ ก็ดีครับ แต่ข้อเท็จจริงมันยาก
เมื่อเราเรียนรู้พื้นฐานธุรกิจก็เอามาเล่นในเทคนิค (บางคนดูเทคนิคแล้วไปดูพื้นฐาน) แต่สำหรับผมดูพื้นฐานแล้วไปดูเทคนิค จะเห็นได้ชัดมากว่ามันจะหลุดแนวรับหรือเปล่า อันที่จริงมันไม่ควรมีแนวรับหรือต้านด้วยซ้ำไปครับ มันอยู่ที่ความโลภและกลัวของคน 

ถ้าท่านอยากได้เงินในตลาดหุ้น อยากเป็นนักลงทุนต้องศึกษาธรรมชาติธุรกิจ เช่น รับเหมา, สร้างบ้านขาย, ค้าปลีก, ส่งออก, อิเล็ก, น้ำมัน, ห้าง ....
ท่านต้องรู้เทคนิดต่างในเรื่องธุรกิจและการบัญชี เช่น stock losss/gain, one time gain/loss, ค่าเสื่อม หรือตัดจำหน่าย, economics of scale, การลงบัญชี.....
ท่านต้องรู้ความแตกต่างง่ายๆว่า properties fund กับหุ้น cpn ลงบัญชีแตกต่างกันอย่างไร จะได้เห็นจุดตายของ properties fund, free cash flow ของแต่ธุรกิจนำไปใช้อย่างไรในการประเมินราคาหุ้น, ebitda ใช้ไม่เหมือนกันในทุกธุรกิจ
ท่านต้องรู้ว่าตลาดกระทิงใหญ่ เล็ก หมีใหญ่ เล็ก ดูอย่างไร
ทางต้องรู้ว่าจิตวิทยาการลงทุนเป็นอย่างไร
และท่านต้องไม่ออกนอกกรอบความสามารถ

ครั้งหลังหากมีโอกาสจะนำหุ้น Bland หุ้น hidden asset จะมีค่าเมื่อไหร่, properties fund มาดูว่าจุดตายอยู่ที่ไหน  .....
หากท่านศึกษาจนทั่วแล้วจะพบว่ามีวิธี ซื้อหุ้นแบบง่ายแต่ผลตอบแทนดีโดยดูข้อมูลไม่กี่อย่าง มีอยู่จริง

2.Fund Flow
  แค่ไม่กี่คำที่จะแทนความหมายตรงนี้ "ของที่ไม่มีใครต้องการซื้อ ถูกแค่ไหนก็ไม่น่าสนใจ" เป็นคนละเรื่องกับ หุ้นราคาถูกเพราะบางคนก็สนใจลงทุนและอาจจะคุ้มค่าในระยะยาว และเมื่อ fund flow กลับมา ก็เป็นโอกาสของ VI ตัวจริง

3.technical ไม่ได้ผล เพราะ technical

 หากทุกคนใช้เทคนิคเหมือนๆกัน แล้วใครจะเป็นหมูให้คุณ  เมื่อถึงแนวรับทุกคนซื้อแล้วมีกำไรจะมีใครที่จะขาย เมื่อถึงจุดขายแล้วหุ้นจะลงจะมีใครซื้อ
เพราะมันใช้ได้บ้างไม่ได้บ้างมันทำให้อยู่ได้ในทุกวันนี้

บทสรุปผมคือเรียนพื้นฐานแล้วไปเรียนเทคนิคแบบจิตวิทยา ไม่ใช้เทคนิดที่ดูแต่เส้น ema75, wave อะไรพวกนี้มันซ่อนด้วยจิตวิทยาทั้งนั้น และลากจูงด้วยความโลภและความกลัว และมันถูกคลุมด้วยผลประกอบการ แต่ถ้าคุณเข้าใจธุรกิจคุณจะไม่กลัวจะไม่โลภ มันจะกลายเป็น โลภเมื่อคนอื่นกลัว กลัวเมื่อคนอื่นโลภ
เพราะผลประกอบการในอนาคตระยะยาวคือเจ้าตัวจริง

โอกาสทองของนักลงทุนมี 2 ครั้ง คือตลาดหมีใหญ่ และตลาดกระทิงใหญ่ จงใช้ให้เป็นแล้วจะมีเงินไปกับตลาดหุ้น



Create Date : 22 สิงหาคม 2556
Last Update : 22 สิงหาคม 2556 16:13:28 น. 2 comments
Counter : 849 Pageviews.

 
ขอบคุณครับ ชอบบทความมีความรู้ดีครับ


โดย: nawa IP: 203.144.225.133 วันที่: 22 สิงหาคม 2556 เวลา:14:32:43 น.  

 
ขอบคุณมากคะ. จะนำความรู้มาใช้เป็นแนวทางคะ


โดย: Simphone IP: 124.120.181.162 วันที่: 12 กันยายน 2556 เวลา:12:06:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

WJB
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Friends' blogs
[Add WJB's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.