จริงหรือหลอก ถ้าอยากเก่งอังกฤษต้องรู้คำศัพท์เยอะๆ




จริงหรือไม่กับความเชื่อที่ว่า....
ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษต้องรู้คำศัพท์เยอะๆ








ผู้เรียนภาษาหลายๆคนเชื่อว่าการที่เราจะเก่งภาษานั้น
เราต้องรู้คำศัพท์ในภาษานั้นให้มากที่สุด ก่อนที่จะใช้ภาษาจริงๆ
ก็เลยตะบี้ตะบันท่องกันแบบไม่ลืมหูลืมตา








ในความคิดของหญิงแล้ว ความเชื่อนี้ถูกค่ะ แต่ถูกเพียงครึ่งเดียวค่ะ
อีกครึ่งหนึ่งที่หญิงไม่เห็นด้วยก็เพราะหญิงเชื่อว่าคำศัพท์นั้นไม่ใช่ทั้งหมดของภาษา
ในภาษาอังกฤษมีคำไม่รู้เท่าไหร่ ถ้ามัวแต่จะท่องๆๆๆๆ คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี








ว่ากันด้วยเรื่องของทักษะการพูดกันก่อนเลย
ยิ่งเรารู้คำศัพท์มากเท่าไหร่ มันก็จะช่วยเอื้อให้เราพูดสื่อสารได้ตรงจุดมากขึ้น
แต่ก็ไม่ใช่ว่า ถ้าไม่รู้ศัพท์เราก็จะสื่อสารไม่ได้นี่ค่ะ
ลองนึกถึงตอนเราเด็กๆซิคะ สัก 5 ขวบ ตอนนั้นเราก็รู้คำศัพท์ไม่เยอะ
แต่ทำไมเวลาเราพูดกับใครๆคนอื่นเข้าใจเราล่ะค่ะ ว่าเราต้องการจะสื่ออะไร
ก็เพราะว่ามันยังมีตัวช่วยค่ะ
เช่น ภาษาท่าทางหรืออวัจนภาษา (Body Language) น้ำเสียง (Tone and intonation) และอื่นๆอีกเพียบ
และเทคนิคเดียวกันนี้ เราก็สามารถเอามาใช้เพื่อช่วยในการพูดภาษาอังกฤษของเราได้ค่ะ








หรืออีกเทคนิคนึงที่หญิงอยากจะแนะนำเป็น highly recommended เลยก็คือ
ถ้าเราไม่รู้คำศัพท์ ก็ให้ลองอธิบายคำๆนั้นด้วยคำที่เรารู้
อ่ะๆ งงมั้ยคะ ยกตัวอย่างหน่อยดีกว่า
เช่น คำว่า “pediatrician” (หมอเด็ก) ก็อาจจะอธิบายไปว่า “the kids doctor” ก็ไม่ผิดระเบียบแต่อย่างใด








ตามทฤษฎี เขาบอกไว้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเรียนรู้คำศัพท์ไปประมาณ 1,000 คำ
เราก็สามารถที่จะสนทนาอย่างง่ายๆได้แล้วล่ะค่ะ








มาถึงทักษะฟังและอ่าน
การที่เรารู้คำศัพท์มากๆก็จะช่วยทำให้เราเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
แต่........ แทนที่จะท่องๆแต่คำศัพท์และคำแปล
ก็ลองเปลี่ยนมาเป็นการเรียนรู้ศัพท์จากการอ่านและฟังแทน
เช่น ถ้าฟังหรืออ่านแล้วเจอคำใหม่ๆที่เราไม่เคยเจอ ก็ลองหาความหมายของคำนั้นๆดู
เขาเรียกว่า เรียนรู้จะบริบท (context)
วิธีนี้ได้ผลมากกว่าการท่องๆๆๆๆ เป็นไหนๆ ไม่เชื่อลองดูซิคะ








คราวนี้เชื่อรึยังว่านี่คือ Myth (ความเชื่อ) ไม่ใช่ Truth (ความจริง)









Credit:
ขอบคุณคุณ Hawaii Havaii สำหรับ mini icon เก๋ๆนะคะ











อย่าลืมนะคะ
Keep practicing!
…..
….

..
.







Create Date : 28 กรกฎาคม 2552
Last Update : 3 สิงหาคม 2552 1:32:00 น.
Counter : 1019 Pageviews.

11 comments
  
ตอนเด็กๆ แอนเคยคิดว่าเราต้องท่อง ท่องศัพท์ไว้เยอะๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อย เรียนรู้ว่าไม่จำเป็น เพียงเรารู้คำศัพท์ใกล้เคียง อ่านเรื่องราวเดาความหมายในข้อความได้ค่ะ เอ..จำได้ว่าตอนมอหกมีเรียนอ่านเอาความในวิชาภาษาอังกฤษค่ะ
โดย: ann_269 วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:19:45:06 น.
  
โดนจับให้ท่องศัพท์มาตั้งแต่เล็ก
รู้สึกว่าได้เปรียบกว่าคนที่รู้ศัพท์น้อยค่ะ

ตอนนี้อายุจวนเกษียณแล้วก็ยัง keep practicing อยู่เสมอ
โดย: ป้ามด วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:58:26 น.
  
กำลังเครียดเรื่องจะไปสอบโทอิกพอดีเลยคะ



สงสัยต้องรู้ศัพท์มากๆ อย่างที่ว่าจริงๆ คะ

ยินดีที่รู้จักนะคะ
โดย: ดอกไม้สีน้ำตาล วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:57:06 น.
  
โอ้โห~


บล็อกนี้มีสาระมากมายจริงๆ ขอบคุณครับ

(ผิดกับบล็อกผมลิบลับเลย )

โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:24:54 น.
  
Ciao,สวัสดีค่ะ ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมเยียนที่บล็อกค่ะ เรื่องภาษาเนี่ย มีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะนะคะ ยิ่งเรียนลึกลงไปก็ยิ่งยากขึ้น แต่คนที่ชอบภาษา(อย่างเราๆ)ก็ต้องพยายามกันต่อไปค่ะ ส่วนตัวแล้วภาษาอังกฤษก็งูๆปลาๆ พูดได้ไม่ค่อยถูกหลักไวยากรณ์ แต่พอเอาตัวรอด วันหลังจะแว้บมาอ่านใหม่ค่ะ
Ciao Ciao.
โดย: settembre ไม่ได้ล็อกอินค่ะ IP: 87.8.90.57 วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:38:05 น.
  
I am glade that we have a very good english teacher in Thailand.
I was tought English by Thai teacher, I love my teachers, they were very good in their way, let see 20 years ago...
when I first used my English, I was confidence to use it becasue I got between 85 and 95 points which is very good. but that westerner did not understand. I did not give up and I am here in the US work with blond hair blue eyes people.
you made me think about my teacher that you teach with your heart. thank you.
โดย: prang IP: 63.207.115.27 วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:1:33:28 น.
  
ขอขอบคุณคอมเมนท์ดีๆที่ทำให้หญิงยิ้มได้กว้างๆจากทุกคนนะคะ
โดย: onsutee วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:46:33 น.
  
มาเลคเชอร์ค่ะครูหญิง
เห็นด้วยตรงที่ภาษากายสำคัญในการสื่อสาร
เพราะตอนนี้กำลังเรียนภาษาที่ 3 อยู่ค่ะ
อันไหนไม่รู้ศัพท์ก็ใช้มือ ใช้เท้า ใช้ตัว ใช้ทุกอย่างเท่าที่มี
เพื่อสื่อสารน่ะค่ะ
โดย: apple juice วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:19:18:54 น.
  
ขอบคุณนะคะ สำหรับคำแนะนำดีๆ


โดย: m_m IP: 124.157.224.219 วันที่: 1 กันยายน 2552 เวลา:21:13:17 น.
  
แก...ชั้นเข้ามาขอให้แกอธิบายเรื่องความแตกต่างระหว่างคำศัพท์พวกนี้หน่อย น่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆด้วยนะ
festival, culture, anniversary, tradition
ขอบใจมากจ๊ะ
โดย: honey IP: 203.113.19.141 วันที่: 7 กันยายน 2552 เวลา:10:07:12 น.
  
เรียนย้อนหลังคนอื่นมาถึงนี่แล้วพอก่อนละกันค่ะ
ขอบคุณค่ะ
โดย: วิว (yaii vivi ) วันที่: 18 ตุลาคม 2552 เวลา:21:49:40 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

onsutee
Location :
สุราษฏร์ธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



หญิงคือใคร??
ตั้งแต่เกิดมาหลายคนที่รู้จักก็เรียกต่างกันไป
มีทั้งที่เรียก พี่หญิง น้องหญิง ครูหญิง อาจารย์หญิง
และไม่เว้นแต่ไอ้หญิง

หญิงคือเด็กบ้านน้อก...บ้านนอกคนนึงที่มีฝันไกล
อยากไปเมืองนอกเมืองนา
อยากพูดภาษาได้แบบฝรั่ง

จนมาวันนึงจับผลัดจับผลู ส่งสลากชิงโชคก็ได้มาเรียนในกรุงเทพเมืองฟ้าอมร
จบปริญญาตรีเป็นครุศาสตร์บัณฑิตก็ดั๊นคิดอยากเรียนต่อโท
เลยต้องดิ้นรนกัดฟัดสู้ เพื่อจะได้ไปสู่อเมริกา...
เที่ยวไป เล่นไป ทำงานไป ได้เกือบสามปี
จบสักทีได้ดีกรีปริญญาโท (การสอนภาษาอังกฤษ..)

มันเอาอีกละ ต่อมฝันยังทำงานต่อ
ตอนนี้หญิงอยากมีคำว่า "ดอกเตอร์"มาประดับนำหน้าชื่อ!!
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร หญิงจะล่าฝันได้สำเร็จหรือไม่
โปรดติดตามตอนต่อไป...


อ้อ.....
ยินดีต้อนรับ และ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ


ถ้ามีปัญหากวนใจเรื่องการเรียนหรือการใช้ภาษาอังกฤษ
อย่าเก็บไว้ค่ะ บอกหญิงมาเลย
ยินดีรับฟังทุกเรื่องค่ะ :)

Onsutee Ying Wattanapruck

Create Your Badge

กรกฏาคม 2552

 
 
 
1
2
3
4
5
6
8
9
10
11
12
13
14
16
17
18
19
21
22
23
24
25
26
27
29
30
31
 
 
All Blog
MY VIP Friend