LEAVES & ME
Group Blog
 
 
กันยายน 2550
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
14 กันยายน 2550
 
All Blogs
 
ละครเวที "พระมหาชนก" : อีกหนึ่งเกลียวคลื่นที่เราจะฝ่าข้ามไป


ปิดโรงหนังเดียวดายไปชั่วคราว เนื่องจากต้องผจญกับงานที่โหมโถมทับจนไม่
มีแรงจะกระดิกกระเดี้ยไปทำอะไร ปล่อยให้คลื่นแห่งชีวิตประจำวันพัดเราไปจน
แทบจะลืมไปแล้วว่าเราใช้ชีวิตไปทำไม แล้วเรากำลังจะไปไหน แต่เมื่ออาทิตย์ที่
ผ่านมา ผมได้มีโอกาสดูละครเวทีดี ๆ ที่ช่วยเรียกฟื้นคืนสติเราได้อักโข

หลายคนอาจเคยดูละครเวทีเรื่องพระมหาชนกกันแล้วเมื่อปีก่อนที่มีการจัดแสดง
ที่เมืองทองธานี ในคราวนั้นผมก็พลาดไม่ได้ดู จนเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ผมได้
ยินข่าวการจัดแสดงเรื่องพระมหาชนกที่เชียงใหม่ และทราบว่าจะมีการจัดแสดง
อีกครั้งตอนต้นเดือนกันยายนที่ขอนแก่น

ผมตั้งใจแม่นมั่นว่าคราวนี้ต้องดูให้ได้ ถึงขั้นตัดสินใจขับรถขึ้นขอนแก่นกว่าเจ็ด
ชั่วโมงเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองนึกบ้าอะไร เพราะผม
เดินทางทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีตั๋วเข้าชม คิดแต่ว่าถ้าไปต่อคิวเช้าหน่อย พอมีคน cancal
ตั๋วเราก็คงจะได้ชมแน่ ๆ จริง ๆ ก็ไม่มั่นใจหรอกแต่ความรู้สึกลึก ๆ บอกว่ายังไง
ก็ต้องไป

ผมคิดผิดอย่างมหันต์ เพราะเมื่อผมกับเพื่อนไปถึงหอประชุม ม. ขอนแก่น ซึ่งเป็น
สถานที่จัดแสดง ผมถึงกับตะลึงว่าผู้คนมาจากไหนมากมายมืดฟ้ามัวดิน ขณะผม
ไปถึงงานก่อนการแสดงตั้งสี่ชั่วโมง แต่ผมกลับเซ็นชื่อต่อคิวได้เป็นอันดับประมาณ
ที่สองร้อยกว่า ๆ พอเวลางวดเข้าแต่กลับไม่มีวี่แววมามีคณะไหนยกเลิกตั๋วเลย
ผมกับเพื่อนเริ่มใจไม่ดีเพราะกลัวจะมาเสียเที่ยว จนกระทั่งถึงเวลาแสดงก็ใจชื้น
ขึ้นมาบ้างเมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศว่ามีที่นั่งว่างอยู่จำนวนหนึ่ง คนสามสี่ร้อยคนที่ยืน
หน้าเคาเตอร์จึงต่างลุ้นระทึกเมื่อเจ้าหน้าที่อ่านรายชื่อคนที่ลงชื่อไว้ก่อน

เวลาขานชื่อ เราจะเห็นทั้งกลุ่มนักเรียนที่ร้องดีอกดีใจ เห็นคุณยายแก่ผมขาวทั้งหัว
ที่ยิ้มละไมเดินมารับบัตร บางคนก็โวยวายหาว่าชื่อตัวเองหาย ในขณะที่ส่วนใหญ่
เริ่มสลดเพราะไม่แน่ใจว่าบัตรที่เหลือนั้นจะเพียงพอจนถึงรายชื่อของตนหรือไม่

"คุณณรง..." ไม่นานนักผมก็ได้ยินเจ้าหน้าที่เรียกชื่อผม ผมขานนามสกุลของผม
ด้วยเสียงอันดังตามกติกา พร้อมเดินไปรับบัตรชนิดแก้มแทบปริ แล้วเรียกเพื่อน
ให้รีบเข้าหอประชุมทันที

ในหอประชุมมืดมาก ผมกับเพื่อนเข้าไปนั่งเก้าอี้เสริมด้านหลังสุด มุมที่นั่งไม่ดีเลย
เพราะเวทีเสี้ยวหนึ่งโดนบัง แต่พอนึกถึงคนอีกเป็นร้อยที่ยืนรออยู่ด้านนอกก็เลย
เลิกหงุดหงิด แล้วหันมาดูละครอย่างตั้งใจ...

มันเป็นช่วงเวลาที่มหัศจรรย์มาก..
จริง ๆ ผมก็อ่านเรื่องมหาชนกมาก่อนแล้ว เนื้อหาของละครก็ไม่ต่างจากบท
พระราชนิพนธ์มากนัก บทร้องก็รู้สึกว่าไม่ค่อยมีสัมผัสเอาเลย ดนตรีหลาย ๆ
ช่วงก็รู้สึกคุ้น ๆ หูว่าเคยได้ยินจากหนังบางเรื่อง แต่ไม่ว่าจะมีข้อติอย่างไร
สำหรับผมแล้วละครเรื่องนี้สะกดผมอยู่หมัดเลย ส่วนหนึ่งอาจเพราะเสน่ห์ของการ
แสดงสดที่ผมไม่ค่อยได้มีโอกาสดูบ่อยนัก (ก็ปกติดูแต่หนัง)

โปรดักชั่นอลังการ การจัดองค์ประกอบของเวทีดีเยี่ยม นักแสดงทั้งมืออาชีพ
และมือสมัครเล่นต่างเล่นกันอย่างถวายหัว โดยรวมแล้วถือว่าดีหมด

สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเลยก็คือ ฉากที่กระชากใจผมที่สุดกลับไม่ใช่ฉากที่
โชว์เทคนิคตื่นเต้น อย่าง ฉากเรือแตก ฉากโค่นต้นมะม่วง แต่กลับกลายเป็นฉาก
ธรรมดา ๆ คือ ตอนที่พระมหาชนกกำลังว่ายน้ำในทะเล เป็นเวลาถึงเจ็ดวัน

ผมเห็นกลุ่มนักแสดงหลายสิบคนที่ยกตัวอัษฎาวุธ เคลื่อนตัวไปยังส่วนต่าง ๆ ของ
เวที พร้อมกับเสียงดนตรีประกอบแสนโหยหวน
ตอนดูถึงฉากนี้ผมจุกถึงคอหอย อยู่ ๆ น้ำตามันก็ร่วงออกมาเอง ไม่รู้เป็นบ้าอะไร
(ยังดีที่หอประชุมมันมืด ไม่งั้นได้โดยเพื่อนล้อตลอดทางกลับ ก.ท.ม. แน่)

พระมหาชนกเป็นเรื่องจากชาดก มันก็มีบรรยากาศแบบเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ เป็นธรรมดา
แต่ว่าฉากที่พระมหาชนกลอยคอในมหาสมุทรนั้น มัน Realistic มาก ผมนึกถึง
หนังอย่าง Open Water Cast away Adrift Whale Rider คนตัวเล็ก ๆ
กับท้องทะเลที่กว้างใหญ่ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นฝั่ง ไร้หวัง มันเป็น
สถานการณ์ที่บีบคั้นสุด ๆ

ในชีวิตของคนเราต่างก็เคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้กันทั้งนั้น

เราทุกคนมีทะเลที่ต้องแหวกว่ายข้ามไป...
คนส่วนใหญ่จะหมดแรงแล้วจมลงสู่ก้นมหาสมุทร แต่คนประเภทใดเล่าที่สามารถ
ว่ายน้ำทั้ง ๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง ผมไม่เคยนึกเอะใจเลยจนวินาทีนั้นว่า
คนประเภทไหนเหล่าที่ไม่ท้อถอย ว่ายน้ำได้ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ทั้งที่ไม่มีความหวัง

ตอนนั้นพระมหาชนกกลายเป็น Hero ในใจผมไปแล้ว

วันนั้นผมออกจากหอประชุมด้วยความรู้สึกชุ่มฉ่ำ เหมือนใครมาฉายไฟให้ห้อง
ทำงานที่มืดทึบแสนรกรุงรังของผม

ผมพร้อมกลับไปตะลุยงานกองโตที่รออยู่เบื้องหน้าอีกแล้ว
ชีวิตมันก็เหมือนงานที่ไม่รู้จักเสร็จแต่เราจะบ่นไปใยเล่า แม้จะไม่มีนางมณีเมขลามาพบ
ขอเพียงแค่พากเพียรทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
แม้ตายก็ไม่อายใคร



Create Date : 14 กันยายน 2550
Last Update : 14 กันยายน 2550 18:01:20 น. 1 comments
Counter : 1292 Pageviews.

 
เรามีโอกาสได้ดูที่เมืองทอง ชอบเหมือนกันเลย


โดย: พลอย (ployee ) วันที่: 7 เมษายน 2551 เวลา:18:22:17 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

trufa
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add trufa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.