โกหกคนอื่นพอทำเนา โกหกตัวเอง ความจริงมันแทงใจเน้อ
Group Blog
 
 
เมษายน 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
10 เมษายน 2551
 
All Blogs
 
เรื่องนี้ผมเอาความจริงบางอย่างมาล้อเล่นน่ะครับ

เศษเสี้ยว

บุหรี่ตัวแรกถูกไฟลามเลียเหลือเพียงก้น ลมหายใจเฮือกใหญ่ระบายถอดถอนจากอก
ส่วนมือก็ดึงบุหรี่ตัวที่สองจากซอง มาคาบจ่อไว้ที่ริมฝีปากแล้วจุดสูบ เพียงหวังว่าควันจากใบยาที่เผาไหม้จะช่วยคลายความกลัดกลุ้มที่ซ่องสุมในหัวอก

สายตาเหลือบมองผืนฟ้ายามค่ำ ไร้แสงดาวที่พอช่วยปลอบใจให้มีหวัง จะมีก็แต่เมฆทะมึนสายฝนโปรย และสามลมพัดละอองหยดน้ำยะเยือก ต้องผิวกายจนหนาวเหน็บ ซ้ำเติมจิตใจที่เดียวดาย

ห้าปีที่คิดถึงเธอ มลายกลายเป็นความว่างเปล่า เหมือนควันบุหรี่ ล่องลอยแล้วจางหายไป

สมองก็ยังคิดถึงเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านไปไม่นาน เมื่อตอนเย็นก่อนที่ฝนตก ตอนเย็นที่เห็นแสงแดดรำไร ตอนเย็นที่เราขอนัดพบกับเธอ

ก่อนที่จะขอนัดพบใจก็ลังเลกระวนกระวาย หลังจากพูดไปก็กลัว กลัวว่าเธอจะปฏิเสธนัดทว่าความรู้สึกกลายเป็นสับสนเมื่อเธอตอบรับว่าจะพบกันก็ได้ ใจมันวุ่นวายไม่รู้ว่าจะพูดกับเธออย่างไร ไม่รู้ว่าจะบอกเรื่องที่ผ่านมาด้วยวิธีแบบไหน

ก็แปลกดี หลายพันปีที่มนุษย์ใช้ภาษาจดบันทึก เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ ถ่ายทอดสิ่งที่เคยเกิดขึ้นให้ประจักษ์ แต่ภาษาอธิบายอารมณ์ที่สิงสู่คุโชนในจิตใจได้เพียงเล็กน้อย ไม่ชัดเจน
โดยเฉพาะคำว่า "ความรัก" และ "ความคิดถึง"
ช่างเถอะ !! เมื่อพบหน้า ค่อยตั้งสติและก็พูดให้ได้แล้วกันว่าใจมันคิดยังไง


ทว่าเมื่อได้พบเธอ ผมก็รู้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเธอเปลี่ยนแปลงไป เธอสวยขึ้น
หน้าตาถูกแต่งแต้มจางๆ เส้นผมที่เคยจำได้ว่าเธอไว้สั้นประบ่าก็ยาวขึ้น จากที่เคยเป็นสีดำขลับก็กลับมีประกายสีน้ำตาลเคลือบ จะว่าไปเธอในตอนนี้ก็คงคล้ายกับภาพเขียนที่ถูกแต่งแต้มระบายสีอย่างวิจิตรบรรจงจากที่ตอนแรกมีเพียงลายเส้นขีดเขียนวาดไว้เป็นเค้าโครง

" หวังว่าคงสบายดีนะ " ถ้อยคำสั้นๆเอ่ยขึ้นมาทักทาย

" ค่ะ " คำตอบจากปากเธอกลับสั้นกว่า

เฮ้อ........นึกไม่ออกเลยว่าจะพูดอย่างไร ความคิดทั้งหลายราวกับถูกสะกดตอกตรึงไว้ เพียงสายตาจับจ้องไปที่วงหน้าของเธอ
หากสายตาของเธอมิได้จับกลับมา รู้สึกได้ถึงช่องว่างระยะห่างที่กาลเวลาได้สร้างขึ้น

อาจเป็นกลไกอะไรสักอย่างของดวงจิต ที่สติจะพยายามจะฉุดรั้งขึ้นมาหลบเลี่ยงห้วงภวังค์ที่เจ็บปวดสติจึงกลับมาอยู่ที่สายตา เพื่อหันมามองทิวทัศน์โดยรอบ

และสายฝนก็ยังคงร่วงหล่นลงมา ประพรมเสียจนเปียกปอนทั่วตัว กระทั่งเส้นผมและใบหน้า แต่กลไกที่ว่าของจิตนั้นคงทำงานได้ไม่สมบูรณ์ล่ะมั้ง เพราะที่ขอบตามีความรู้สึกร้อนผ่าว แล้วหลอมรวมเป็นของอุ่นๆวิ่งผ่านข้างแก้มที่หนาวเยือกด้วยไอฝน

บุหรี่ตัวที่สองกำลังจะหมด สายฝนยังไม่ขาดตอนทิ้งช่วง ฟ้าก็ยังแลบแปลบเหมือนหลอดไฟใกล้เสีย คงไม่มีประโยชน์อะไรมากนักที่จะยืนให้ลมกรรโชกจนหนาวสั่นอยู่ตรงนี้ สายตาก็เหมือนจะมองเห็นว่าเดินผ่านร้านเหล้าเล็กๆ ไม่ไกลจากที่นี่นัก
หาอะไรดื่ม และนั่งคิดสักนิดคงจะดีกว่าตากฝนอยู่แบบนี้


กรุ๊ง....กริ๊ง.... เสียงกระดิ่งกระทบประตู ร้องบอกว่ามีลูกค้ามาเยียมเยือน โต๊ะมีอยู่ 2 โต๊ะ และตัวติดหน้าต่างที่คิดไว้ว่าอยากจะนั่งปล่อยอารมณ์ก็ไม่ว่าง เท่าที่เห็นก็เหลือแต่เก้าอี้หน้าบาร์ที่ยังว่างอยู่

" สวัสดีครับ " บาร์เทนเดอร์วัยกลางคนกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้ม ฟังดูอบอุ่น

" ครับ " ผมตอบรับคำทักทายนั้น ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ เอื้อมมือหยิบเมนูมาดูประกอบการตัดสินใจว่าจะดื่มอะไรดี

ผมไล่สายตาผ่านคอนยัค วิสกี้ ยิน รัม วอดก้า เตกีล่า เหล้าที่ผมเคยชอบเคยนิยม ทว่า...ผมนึกไม่ออกเลยว่าอยากดื่มอะไร

ราวกับว่าความสุขทั้งหลายได้มลายไปหมด เหลือเพียงความปวดร้าวที่เกาะกินทิ่มแทงในอก ประหนึ่งเนื้อเหล็กที่
ถูกกัดกร่อนร่อนกลายเป็นสนิม

ทำได้แค่วางเมนูลง และหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ

" จะดื่มอะไรดีครับ " ลุงบาร์เทนเดอร์ถามพร้อมกลับหยิบยื่นที่เขี่ยบุหรี่วางไว้ข้างหน้าผม

" ไม่รู้สิ พอมีอะไรแนะนำไหมครับ " ผมนั่งก้มหน้าดูบุหรี่ที่ค่อยๆเผาไหม้

" ถ้าอย่างนั้น จะลอง table wine ของที่นี่ไหมราคาก็ไม่แพงมากนะ "ลุงบาร์เทนเดอร์เเสนอขึ้นมา

ว่าไปแล้ว ผมก็ไม่เคยลองดื่มไวน์มาก่อน ผมลองหยิบเมนูมาดูราคาอีกครั้ง อืมม ราคาขวดล่ะ 600 บาท

" จะลองชิมดูก่อนไหม " ลุงบาร์เทนเดอร์ถามเชื้อเชิญ

" ก็ดีครับ "ผมพยักหน้า

ลุงบาร์เทนเดอร์ยิ้มรับน้อยๆ หยิบแก้วทรงค่อนข้างกลม ก้านแก้วยาวมาตั้ง แล้วรินของเหลวสีแดงเข้ม ใส่ไว้ประมาณหนึ่งอึกใหญ่
" วันนี้อากาศค่อนข้างเย็นนะ ไวน์แดงน่าจะเหมาะกว่าไวน์ขาว " บาร์เทนเดอร์ยื่นแก้วไวน์มาให้ผมลิ้มลอง
ผมรับแล้วยกขึ้นจิบ

เสียดาย ผมมิอาจรับกลิ่นหอมจากเมรัยนั้นได้ถนัด
เสียดาย ไวน์นั้นอาจมีรสอื่นรอให้ค้นหา หากรสที่ตรึงในปากเป็นรสฝาดเฝื่อน ดุจรสของความระทม
ผิว่า ความรู้สึกร้อนผะผ่าวเมื่อตกไปถึงท้องยังครบถ้วน และทวีขึ้น ราวกลับเพิ่มไฟฟอนแผดเผาหัวอกให้ตรมหม่นไหม้

เหมือนกลับเป็นความลักลั่นย้อนแย้ง ที่ผมลองดื่มเมรัยที่ใช้ประสาทสัมผัสในการดื่มด่ำ ยามที่สัมผัสทั้งหลายทื่อถดถอยด้วย
ความเศร้า
กระนั้น ผมยังรู้สึกได้ถึงความนุ่มนวลที่เร้นซ่อนอยู่ ผมจึงพยักหน้าให้กับลุงบาร์เทนเดอร์เพื่อสั่งไวน์ตัวนี้

" ไวน์ยี่ห้ออะไรหรือครับ " ถึงแม้ยามนี้จะไม่รู้รสได้ครบถ้วน ผมก็อยากรู้ชื่อของมัน เผื่อวันหลังเมื่อจิตใจดีขึ้น อาจลองลิ้มรสมันอีกครั้ง
" farewell kiss น่ะครับ ชื่อเศร้าแต่มีความหมายลึกครับ " ลุงบาร์เทนเดอร์บอกขณะใช้เครื่องมือเปิดจุกไวน์

" จูบลาเนี่ยนะครับ " ผมชักนึกสงสัยในความคิดเห็นของลุงบาร์เทนเดอร์

" ใช่ครับ คนเราพบกันยังไงก็ต้องพรากจากกันไป แต่การได้ร่ำลากันบ้าง อย่างน้อยมันก็พอมีหวังว่า อาจได้พบกันอีก" ลุงบาร์เทนเดอร์รินไวน์ลงในแก้วที่ผมใช้ชิมประมาณครึ่งแก้ว แล้ววางขวดไว้ข้างหน้า

" งั้นหรือครับ "ผมตอบเพียงสั้นๆ พลางมองไวน์สีแดงก่ำที่สงบนิ่งอยู่ในแก้ว

หากความร่ำลามีความหมายถึงความหวังที่อาจได้พบกันอีก ตัวผมก็ได้รู้ถึงมุมหนึ่งของอีกด้าน
ความหมายของการร่ำลาที่เจ็บปวด จากการร่ำลาเพียงความเงียบไร้ซึ่งถ้อยคำ

ตอนนี้ก็ได้แค่หวังว่าดีกรีร้อนในไวน์คงจะแรงพอจะเผาบางสิ่งในใจให้หม่นบดบังความเศร้าในใจ ดุจควันไฟยามเผาฟางหญ้าที่ซ่อนพรางสิ่งต่างๆให้หลบเร้น.......แม้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว
หนึ่งแก้วผ่านพ้น
แก้วที่สองหมดไป
และแก้วที่สามดำเนินไปไม่ถึงครึ่ง สงสัยไวน์ที่หวังพึ่งพา คงทำไม่ได้ดังใจหวัง ดวงจิตกลับกระหวัดคิดถึงเธอคนนั้นอีก

" พอดีที่มาพบน่ะ คืออยากจะขอโทษในหลายๆเรื่องที่ทำลงไป ก็คล้ายๆว่ายังกับเด็กที่ไม่รู้จักโตนะ “ ผมพยายามพูดออกไป

“ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ลืมมันไปก็ได้ เรื่องมันแล้วไปแล้ว “ เธอพุดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
พร้อมทอดสายตาไปเบื้องหน้า

เฮ้อ ถ้าเรื่องที่สำคัญมากๆดุจหัวใจตัวเองมันลืมได้ง่าย ก็คงไม่ระทมตรมปวดร้าวเนิ่นนานจนถึงวินาทีนี้แล้ว
หรือว่าเวลาที่ผ่านมา 5 ปีคงเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่าง จากนกน้อยเป็นวิหคปีกกว้าง จากเด็กผู้หญิงสู่หญิงสาว ผมชักกลัวแล้วว่าสิ่งที่ผมตามหาจากเธอคนนั้น อาจเป็นเงาของอดีต
ตัวตนของวันวาน เรื่องราวที่ผ่านล่วงมาแล้วของผมกับเธอ เรื่องราวดีดีที่มันปิดม่านจบลงไปแล้ว

แต่ด้วยความดื้อดึง ผมอยากจะลองเหนี่ยวรั้งดูอีก
“ ก็อยากจะลืมเหมือนกัน แต่หัวใจมันฝืนลืมสิ่งที่ต้องการไม่ได้ มันคิดถึงเธอทุกวัน
ก็เลยรู้ตัวแล้วว่ารักเธอมากเหลือเกิน มากจนมองไม่เห็นคนอื่นที่จะอยู่จุดนี้ “ ผมพยายามเรียบเรียงคำพูดออกมา
“ ถ้าเป็นไปได้ “ ผมรู้สึกว่าลมหายใจเริ่มติดขัด ความกลัวความลังเลความกังวลประดังถั่งโถมโหมเข้ามาจนรู้สึกอึดอัด ทว่าด้วยความกล้าเฮือกใหญ่จึงฉุดดึงคำพูดออกจากลำคอ
“เป็นคนรักของเราได้ไหม ได้โปรดเถอะ “ ผมอ้อนวอน

หากว่ามีถ้อยคำตอบกลับมา คนโง่ๆอย่างผมอาจจะเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้าง สรรพสำเนียงใด ไม่ได้แว่วออกมาเป็นคำพูดผ่านปาก จะมีก็เพียงแค่เสียงถอดถอนหายใจน้อยๆ จากเจ้าของใบหน้าเล็กที่สายตายังคงทอดยาวไปเบื้องหน้า

มันเป็นความเงียบที่ผมคิดว่าช่างยาวนานดุจรัตติกาลอันหนาวเหน็บของห้วงเวลาเหมันต์ และความเงียบนั้นยาวนานพอที่ผมคิดว่ามันบอกใบ้ถึง “คำตอบ”ของเธอ

ช่างเป็นความดื้อดึงที่ไร้ผล ผมค่อยๆม้วนเส้นใยของการเหนี่ยวรั้งที่ขาดสะบั้นเก็บด้วยใจห่อเหี่ยว และเฝ้ามองบางสิ่งที่ล้ำค่ากำลังจะหลุดลอยไป

“ ถ้าเช่นนั้น “ผมข่มความรู้สึกว่างแปล่าแต่ร้าวราน “ ลาก่อนนะ ขอบคุณมากที่ให้ได้เจอนะ “ ยิ่งพยายามข่มกลับยิ่งรู้สึกถึงความเจ็บปวดกำลังค่อยๆแผ่ซ่านออกมาจนต้องกัดริมฝีปากให้รู้สึกตัว

“ ค่ะ “ เป็นเพียงถ้อยคำสั้นๆที่ผมได้ยิน

ผมรีบเดินออกมา ทั้งที่ผมอยากจะมองหน้าเธออีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นครั้งสุดท้าย แต่ว่าความรู้สึกที่ปริ่มตรงขอบตามันบังคับให้ผมรีบก้าวขาออกมาให้เร็วที่สุด ทิ้งไว้ให้เธอเห็นเพียงแผ่นหลังของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเดินออกไป
และแผ่นหลังนี้คงจะช่วยปกปิดความอ่อนแอที่กำลังค่อยๆระรินไหลจากตาผ่านสองข้างแก้ม

ไวน์แก้วที่สามกำลังจะพร่องหมดไป ลุงบาร์เทนเดอร์ช่วยรินเติมจนระดับของไวน์กลับไปอยู่ที่กึ่งกลางแก้ว

“ คิดเงินด้วยครับ “ลูกค้าริมหน้าต่างร้องเรียก
“ โต๊ะผมด้วย “ ลูกค้าอีกโต๊ะก็ให้สัญญาณเก็บเงินในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน
“ ครับ “ ลุงบาร์เทนเดอร์พยักหน้า แล้วนำบิลไปให้ลูกค้า จนเมื่อรับและทอนเงินแล้วก็รอให้ลูกค้าลุกไปจากโต๊ะ จึงเก็บแก้วมาล้างที่บาร์
ตอนนี้ในร้านเหลือลูกค้าคนเดียวคือผมเพียงคนเดียว เสียงพูดคุยมลายหายไป มีแค่เสียงน้ำไหลจากก๊อก เสียงกรุ๊กกริ๊กของแก้วที่กระทบกันในอ่างล้าง

ตอนนี้ผมไม่ได้ใส่กับสิ่งรอบตัวที่กำลังเป็นไป ไวน์ที่หวังพึ่งพาก็กลับแผ่ฤทธิ์ดีกรีในทางตรงข้าม มันไม่ได้ช่วยบดบังความทุกข์ มันกลับช่วยขับกล่อมความคิดให้ยิ่งหลงทางแหวกว่ายในความเศร้า
ทำไมสิ่งที่แตกหักไปแล้วจึงกลับมาเป็นเช่นเดิมไม่ได้
ทำไมความรักที่ผ่านล่วงมาแล้วจึงย้อนกลับไม่ได้
ความจริงหัวใจของผมรับรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ผมก็หลีกเลี่ยงคำตอบนั้นด้วยการหลอกตัวเอง และแกล้งถามตัวเองอย่างนั้นซ้ำแล้ว ซ้ำอีก

ผมเคยได้ยินมาว่า คนโศกเศร้ามอมเหล้าเมาง่ายกว่าปกติ ผมชักเชื่อว่ามันเป็นจริงเมื่อมันเกิดขึ้นกับตัวเองตอนนี้ เมื่อไวน์อีกแก้วหายเข้าไปในปาก ผมก็มิอาจใช้สติหลบหนีได้อีก
ทำไมสิ่งที่แตกหักไปแล้วจึงกลับมาเป็นเช่นเดิมไม่ได้
คำตอบจากหัวใจดังขึ้นมา ......เพราะเธอไม่ได้รักเราอีกแล้ว
ทำไมความรักที่ผ่านล่วงมาแล้วจึงย้อนกลับไม่ได้
เสียงของหัวใจทวีขึ้นแทบเป็นเสียงตะโกน.......เพราะเธอไม่ได้รักเราอีกแล้ว

………………….ทำไม.....เธอจึงนิ่งเงียบไม่ตอบต่อคำอ้อนวอนของเรา
“ ก็เพราะในหัวใจของเธอไม่มีเรา...อีกต่อไปแล้ว “คำพูดร้าวรานพึมพำผ่านจากปาก
ความจริงที่เป็นยาขมยากจะกลืนยากจะยอมรับ นำความเจ็บปวดทิ่มแทงแล่นพล่านในอก
ผมพยายามถอนลมหายใจและจุดบุหรี่สูบเพื่อบรรเทา แต่ความรู้สึกครั้งนี้คงแรงเกินไป แรงเสียจนความรันทดระร้าวกัดกร่อนเนื้อหัวใจร่วนไหลลงผ่านสองข้างแก้ม

ครั้งที่ 3 ของวันแล้วสินะ ผมทำได้แค่ใช้มือปาดน้ำตาออกจากใบหน้า

“ ใช้นี่ดีกว่า “ ลุงบาร์เทนเดอร์คงสังเกตเห็นความเศร้าระทมเกาะที่ใบหน้าของผม จึงหยิบยื่น ผ้าเย็ยซึ่งเป็นผ้าขนหนูสีขาวผืนเล็กๆมีกลิ่นโคโลญจ์จางๆส่งให้
“ ขอบคุณครับ “ ผมเอื้อมมือไปรับ เมื่อผ้าเย็นสัมผัสหน้า กลิ่นหอมและความเย็นจากผ้าช่วยคืนสติให้กลับมาสงบลงบ้าง
ความเศร้ายังคงหลงเหลือค้างอยู่ ผมอาจต้องการใครสักคนที่รับฟัง

“ จะให้ฉันช่วยอะไรไหม ” ลุงบาร์เทนเดอร์วางมือจากงานหันมาคุยกับผมอย่างใส่ใจ
ผมมองที่ใบหน้าของคุณลุง เห็นผมสีขาวแซมดำ ใบหน้าประดับริ้วรอยของกาลเวลา และดวงตาสงบนิ่งดำประกายเหมือนท้องทะเลยามค่ำคืน บ่งบอกถึงห้วงเวลาเนิ่นนานผ่านร้อนหนาว
บางทีลุงเขาอาจจะรับฟังและให้คำปรึกษากับผมได้

“ ปกติลูกค้าจะเล่าอะไรให้คุณลุงฟังบ้างไหมครับ “ ผมถาม
“ บ่อยเลยล่ะ คงจะเป็นเหมือนคนแปลกหน้าที่รู้จักกันล่ะมั้ง “ ลุงบาร์เทนเดอร์ตอบด้วยคำพูดสะกิดใจ

“ คนแปลกหน้าที่รู้จักกัน “ ผมพึมพำถ้อยคำนี้ไปมาด้วยความหมายที่ชวนคิด ด้วยสีหน้าท่าทีที่เป็นมิตรของลุงแก เรื่องราวของเธอจึงถ่ายทอดออกมา เริ่มขึ้นจากตอนแรกของการได้พบกัน ตอนกลางที่ผมพอรู้ว่าเธอมีใจให้แต่ผมตามืดมัวไม่รู้หัวใจตัวเอง แล้วกลายเป็นที่ผมเริ่มรู้ตัวว่าแท้จริงแล้วพื้นที่ในหัวใจมันต้องการใคร ทว่ามันสายเกินไป และท้ายสุดคือบทสรุป ที่ผมเฝ้าคิดถึงเธอเป็นเวลา 5 ปีแล้วก็สลายไปเป็นปราสาททรายที่ถูกน้ำเซาะทลายลง

“ ตอนนี้ก็เหลือแต่ผู้ชายหัวใจสลาย ความจริงที่เจ็บเจียนตายมันยากที่จะยอมรับ จนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร “ ผมกุมหน้าผาก แล้วยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มดุจว่าเป็นยาชาระงับอาการเจ็บปวด

“ แล้วถ้าทำได้ล่ะ “เสียงสงบนิ่งแย้งขัดขึ้นมา ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจ

“ คุณลุงพูดยังกับว่าจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้ “ ความโศกหายไปชั่วครู่ ความแปลกใจเปลี่ยนเป็นความอยากรู้ขึ้นมา

“ ได้ ถ้าไม่ฝืนกฎบางอย่าง “ เสียงนั้นก้องกังวานไปทั้งร้าน นัยน์ตานิ่งของลุงบาร์เทนเดอร์ที่จับจ้องมาเหมือนมีพลังอำนาจบางอย่างสิ่งสถิตย์อยู่
ฉับพลันผมมองเห็นประกาศรัศมีจ้าแผ่คลุมมาจากด้านหลังของลุงแก ผมกระพริบตาถี่ๆด้วยความตระหนก แล้วประกายรัศมีก็หายไป

“ คุณลุงเป็นใครหรือใคร “สายตาที่เห็นอะไรแปลกทำให้ผมสงสัยในตัวตนของลุงคนนี้

“ ฉันกลัวว่าถ้าบอกไปแล้วเธอคงวิ่งแจ้นสวดมนต์ออกจากร้าน หรือไม่ก็โทรเรียกโรงพยาบาลบ้าให้มารับฉันนะสิ “ คุณลุงเลี่ยงที่จะบอก
“ แต่เรื่องของพ่อหนุ่มล่ะ จะให้ฉันช่วยไหม “

ผมนิ่งคิดสักนิด จากภาพที่ผมเห็น จากเสียงที่เปลี่ยนเป็นน่าเกรงขามและจากคำตอบเมื่อครู่ ลุงแกอาจจะไม่ใช่คนธรรมดา ผมเริ่มมีความหวังเล็กๆในใจ ลุงคนนี้อาจช่วยผมได้

“ ถ้าอย่างนั้นลุงช่วยให้เธอมาเป็นคนรักของผมได้ไหมครับ “ ผมแสดงความปรารถนาออกมา
“ ฉันก็อยากให้เป็นแบบนั้นนะ แต่มันเกินความสามารถ “ลุงบาร์เทนเดอร์สั่นหน้า “ ถ้าหากขอครอบครองโลกมันยังง่ายดายกว่า ฉันคงไม่ต้องบอกนะว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น“

เหมือนค้อนฟาดขยี้ไปที่ความหวัง มันคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วกับการที่จะเป็นเจ้าของหัวใจหญิงที่เธอไม่ได้มีพื้นที่ไว้ให้กับตน ผมได้แต่คิดและทอดถอนใจ

บางทีความทรงจำในเรื่องราวของเธอคงมากมายเกินไป จนผมอดไม่ได้ที่จะฝากความหวังเรียกวันคืนเก่าๆให้ย้อนกลับมา
หากผมไม่ได้รู้จักเธอ หรือหลงลืมมันไปเสีย แบบเดียวกับที่เธอเคยพูดไว้ ผมอาจจะไม่ต้องทนทรมานแบบนี้ก็ได้

...............................ถ้าหากผมหลงลืมเธอได้.....

“ ถ้าอย่างนั้นฉันพอจะทำให้ได้ และง่ายกว่าเยอะด้วย“ ราวกับคุณลุงแกเห็นถึงความคิดของผม “ แต่ว่าความทรงจำเป็นของมีค่า เธออยากจะลืมมันทิ้งไปหรือเปล่าล่ะ “

ผมลังเลในตอนแรก ทว่าด้วยความเจ็บปวดดุจเข็มทิ่มแทงยอกในอก กระตุ้นเตือนให้ผมรู้ว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผมจะทำใจได้เอง และก็ไม่มีสิ่งใดยืนยันได้ว่าวันเวลาจะช่วยรักษา มันอาจกลายเป็นแผลเรื้อรังที่สะกิดเมื่อไหร่ก็เจ็บเมื่อนั้น

“ ครับ “ ความลังเลถูกความเจ็บปวดผลักออกไป ผมพยักหน้ายอมรับ

“ ตกลง ความต้องการของเจ้าจงสัมฤทธิ์ผล “ เสียงประกาศกึกก้องขึ้น

ฉับพลัน แสงเจิดจ้าจนแสบตาฉายมาจากร่างที่ยืนอยู่ตรงตำแหน่งลุงบาร์เทนเดอร์ หากบัดนี้เป็นกลับกลายร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มรูปงาม เส้นผมที่เคยสลับแซมจนดูเป็นสีเทาหายไป เหลือไว้แต่ผมหยักศกทอประกายสีทอง ณ.เบื้องหลังของเขามีปีกสีขาว และปีกสีดำเปล่งรัศมีวาบวับดุจสายฟ้า

ผมแน่ใจแล้วล่ะว่าลุงแกไม่ใช่คนธรรมดา

เขามองมาและยิ้มเล็กน้อย พลันมือเอื้อมไปจับที่ขวดไวน์ที่ยังเหลือตืดก้นขวดเพียงเล็กน้อย อักขระที่ผมไม่เคยเห็นปรากฏและค่อยๆไหลลงจากมือของเขาลงสู่ขวดไวน์ จากนั้นเขาค่อยๆบรรจงรินสู่แก้วเปล่าข้างหน้าผม

ผิว่าของเหลวที่ไหลรินลงไปมิใช่เมรัยสีแดงแก่ก่ำในตอนแรก หากเป็นของเหลวสีเทาดำประหนึ่งเมฆฝน ส่งกลิ่นคล้ายกับยาหม้อสมุนไพรฟุ้งตลบ นอนสงบนิ่งอยู่ในแก้ว

“ น้ำจากแม่น้ำแห่งความตายที่ทุกดวงวิญญาณต้องดื่มเพื่อหลงลืมอดีต หากมีตัวยาเพื่อชะลอลดอานุภาพ ให้เหลือเพียงเมื่อดื่มลงไปก็จะลืมเรื่องที่ต้องการ “ เสียงกังวานของเขากำชับ “หากว่าเจ้าจงตั้งใจที่จะลืมเรื่องนั้นโดยสัตย์จริง น้ำนี้จึงจะให้ผลโดยสมบูรณ์ “

แก้วไวน์นั้น ค่อยๆลอยมาเบื้องหน้าผม


....................................................................................................................................................
หลังจากวันนั้นอีกอาทิตย์ถัดไป ผมพยายามที่จะมาร้านเหล้านี้อีก แต่ทว่ามันก็หายไปแล้วจากที่เดิมที่ผมคิดว่ามันตั้งอยู่ เมื่อสอบถามจากคนแถวนั้นก็ไม่มีใครรู้จัก ราวกับว่ามันไม่เคยมีมาก่อน

ผมคิดว่ามันมีเรื่องราวบางเรื่องที่หายไปจากความทรงจำ มันน่าจะเป็นเรื่องมีสำคัญมาก แต่เมื่อพยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก คล้ายกับว่ามันเป็นสิ่งของที่ถูกเก็บซ่อนผนึกเป็นอย่างดีจนมิอาจรู้ว่าสิ่งของนั้นเป็นอะไร

เหตุที่ผมอยากจะลองนึกดู คงเพราะเมื่อวานผมเจอเรื่องแปลกๆบางอย่าง
ในงานแสดงภาพถ่าย ขณะผมเดินชมภาพถ่ายต่างๆทั้งภาพทิวทัศน์สถานที่มีทั้งภูเขาสูงตระหง่าน ท้องทะเลสีคราม ทุ่งหญ้าเขียวขจี และขณะที่ผมเดินไปหาชมภาพอื่น สายตาผมไปสะดุดกับภาพภาพหนึ่ง

มันเป็นภาพถ่ายด้านข้างของหญิงสาว เธอมีผมยาวเลยบ่าเป็นประกายสีน้ำตาล
สายตาเหม่อมองไปไกลคล้ายจุดหมายอยู่ที่เส้นปลายขอบฟ้า

ความคิดของผมกระตุกขึ้นเหมือนกับเดจาวู ผมคิดว่าผมเคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อนและหญิงสาวคนนี้ช่างคุ้นตาเหลือเกิน

มือของผมค่อยๆยกมือขึ้นมาโดยที่ไม่ได้ควบคุม สัมผัสที่ส่วนใบหน้าของเธอ
เธอคือใครกัน ผมว่าผมรู้จักเธอนะ เพียงแต่ เพียงแต่มันติดอยู่จมอยู่ในก้นบึ้งของสมองจนกู้ดึงให้นึกออกมาไม่ได้

ใครกัน เป็นใครกัน หรือว่าผมอาจจะเคยพบเจอเธอ แต่หลงลืมไปแล้ว

ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่ เธอคือคนแปลกหน้าต่างหาก ไม่อย่างนั้นก็น่าจะนึกอะไรออกบ้าง

และแล้วน้ำตาค่อยๆรินไหลออกมาช้าๆ พร้อมความรู้สึกที่เจ็บปวดอ่อนๆแทรกเข้ามาในอก
ทำไมนะ ทำไมกัน ทำไมจึงมีน้ำตาและความเจ็บปวดให้แก่เธอคนนั้นในภาพถ่าย

เธอผู้เป็นคนแปลกหน้า



…………………………………………………………………………………………………………



Create Date : 10 เมษายน 2551
Last Update : 10 เมษายน 2551 20:23:06 น. 4 comments
Counter : 173 Pageviews.

 
ใช่ค่ะเธอเป็นผู้แปลกหน้า


โดย: แซนด์ซี วันที่: 10 เมษายน 2551 เวลา:21:17:31 น.  

 


ป้าเชิญนางฟ้า..มาอวยพรวันเกิดค่ะ
ขอให้พบแต่สิ่งดีๆ คนที่ดีมีจิตใจดี
และเหตุการณ์ดีๆรวมทั้ง...
ความรักที่ดีที่สุดในชีวิตนะคะ
หวังว่าคงจะไม่ช้าไปนะคะ
*********
*****




โดย: ป้าหู้เองจ่ะ (fifty-four ) วันที่: 1 พฤษภาคม 2551 เวลา:22:09:13 น.  

 
:)
เรื่องราวมันเศร้านะค่ะ
หัวใจคนอ่านเลยรู้สึกไปกับตัวอักษรและเรื่องราว


โดย: ท้องฟ้าเสียงเพลงทะเล วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:4:11:30 น.  

 
ว้าๆ... จบแบบเศร้าจังเจ้าค่ะ

อาเดะ แต่ว่า..จะพูดว่าให้คุณผู้หญิงก็ไม่ถูกนา

บางทีผู้หญิงคนนั้นอาจคิดเหมือนที่คุณคิดก็ได้นิคะ

เหมือนนิยายเกาหลีที่พระเอกนางเอกเข้าใจผิดกันแบบนี้ไง

ลันลันลา~


โดย: Kaze no Mahou วันที่: 11 สิงหาคม 2551 เวลา:20:41:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

dark sword
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คนเรามีอารมณ์หลายอารมณ์

แต่ถ้าจริงๆแล้วมันเป็นแค่ความแปรผันจากการผสม

" ความมืด " และ " แสงสว่าง " ในจิตใจ

ผมสังกัดพรรคมาร สายอธรรมเต็มขั้นครับ
Friends' blogs
[Add dark sword's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.