Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2562
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
25 สิงหาคม 2562
 
All Blogs
 
นิยายแปลเรื่องดาวพิษบทที่ 26 ความผิดพลาดที่น่าเศร้าใจ&บทที่ 27 สงครามศักดิ์สิทธิ์โดยภาวิดา คนบ้านป่า

LITERATURE
นิยายแปลเรื่อง ดาวพิษ
บทที่ 26 - ความผิดพลาดที่น่าเศร้าใจ&
บทที่ 27 – สงครามศักดิ์สิทธิ์
แปลโดยภาวิดา คนบ้านป่า
****************************************************************

ความเดิม:
บทที่ 1 ดาวพิษเวิร์มวู้ด........บทที่ 2 เหตุป่วนสมอง........บทที่ 3 หมอยา
บทที่ 4 ซอยอินนิโก้............บทที่ 5 ปีกเทวดาตกสวรรค์
บทที่ 6 คัมภีร์อาถรรพณ์......บทที่ 7 ร้านบิ๊บเบิ้ลวิคบนสพานลอนดอน
บทที่ 8 ต้องตายก่อนจึงจะได้เป็นอิสระ.........บทที่ 9 ตายซ้ำเจ็ดครา
บทที่ 10 ประสานพลังศาสนเวทย์................บทที่ 11 เมืองต้องมนตร์
บทที่ 12 กำเนิดปีศาจร้าย......................บทที่ 13 ภายใต้ผ้าคลุมหน้า
บทที่ 14 ไคมีร่า – สัตว์พหุพันธุ์..............บทที่ 15 วิกาลภูตกับผู้คุม
บทที่ 16 สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์...................บทที่ 17 อรุณสีเลือด
บทที่ 18 รัมสกิ้น แอชโมได & บทที่ 19 รถม้ากับดาวหาง
บทที่ 20 มอร์บัส กัลลิคัส & บทที่ 21 ตามบัญชาของมายาวี
บทที่ 22 โลกันตร์และอเวจี & บทที่ 23 คลายปม
บทที่ 24 เผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ & บทที่ 25 เทพธิดามายาวี

ในที่สุดก็มาถึงบทรองสุดท้ายจนได้ ก่อนที่เพื่อนๆหลายคนจะเลิกคบ ยังดีที่เพจวิวไม่ขี้เหร่มาก แปลว่ามีผู้ไม่ประสงค์จะออกนามมาช่วยกู้หน้าไว้พอสมควร จบแล้วจะสมนาคุณด้วยเล่มที่ชื่อ Shadowmancer โดย G.P.Taylor เช่นกัน เรื่องนี้ได้พิมพ์และขายดีไม่น้อยหน้าใครดีไหมคะ คิดให้ดีก่อนตอบนะเออ เพราะเรื่องนี้ยาวกว่าดาวพิษอีกน่ะซิ

 
 

************************************************************** 
บทที่ 26 ความผิดพลาดที่น่าเศร้าใจ

“คิดสิ พ่อคุณ คิดให้ออก” เอบรามพูดระหว่างรุนเบล้กไปตามซอยแคบๆ ซึ่งพังเสียหายเพราะถูกถล่มด้วยลูกเห็บน้ำแข็งที่ร่วงลงมาจากท้องฟ้า “เจ้าไม่ตระหนักเลยหรือว่าคัมภีร์อยู่ที่ไหน”

“ข้าคิดไม่ออกหรอก เรื่องต้องคิดมีมากเหลือเกิน” เบล้กตอบ กระเบื้องหลังคาบ้านใกล้ๆ นั้นร่วงกราวลงกระจายทั่วพื้นตรอกแคบๆ เศษกระเบื้องกระเด็นใส่กองมูลสัตว์ที่เรี่ยราดอยู่บนพื้น เขามองไปรอบๆ แลเห็นแต่ซากปรักหักพังเต็มไปหมดท่ามกลางแสงสลัว

“ดูเอาซิ เจ้าคิดว่าไงล่ะ เจ้าเป็นเทวดามาจากภพอื่น คิดยังไงกับสิ่งสร้างสรรค์แสนประเสริฐอย่างนี้บ้างล่ะ” เบล้กตะโกน เสียงดังเกรี้ยวกราดนั้นสะท้อนไปในความมืด

“เจ้าคงไม่อยากรู้จริงๆ หรอกว่าข้าคิดอะไร” เอบรามกล่าวพลางผลักเบล้กให้เดินต่อไป “ข้าเคยเที่ยว ท่องไปตามท่อระบายน้ำโสโครกของโลกนี้มานักต่อนักแล้ว เคยช่วยลากสังขารคนเมาขึ้นมาจากตม ช่วยให้ยืนหยัดได้อีกครั้ง รู้มั้ย คนพวกนั้นให้อะไรข้าเป็นการขอบคุณ ไม่มีเลย บางทีมนุษย์อย่างเจ้าเองน่ะแหละที่น่าจะโดนด่าค่าที่ก่อเรื่องทั้งหมดขึ้นมาเอง เจ้ามีอิสระที่จะทำทุกอย่างที่ต้องการ แต่ดันห่วงแต่ตัวเอง นี่ถ้าพระองค์ลบล้างความเห็นแก่ตัวของเจ้าออกซะ เยอร์ซีเนียกับหมาของนางก็คงขาดอาหาร ไม่มีรู้จะขย้ำใครแล้วละ คนอย่างเจ้านี่ละที่ถูกหลอกได้ง่ายๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่า ข้าได้เห็นคนอย่างเจ้ามีความรู้มากขึ้น ตอนที่เอาไม้คดๆ งอๆ มาดัดทำล้อเป็นครั้งแรก ข้าก็อยู่ด้วย ข้าได้เห็นเจ้าสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ กัน สร้างเครื่องจักรที่น่าอัศจรรย์อีกเยอะแยะ แต่ดูเถอะพวกเจ้าไปที่ไหนก็เที่ยวได้พาเอาเชื้อความละโมบและการทำลายล้างไปแพร่ที่นั่น บางทีในใจเจ้าอาจบรรจุความชั่วไว้มากกว่าความดีก็เป็นได้” เอบรามก้าวข้ามซากลาที่กองขวางทางอยู่ “ข้าสงสัยอยู่บ่อยๆ ว่าเจ้าจะมีความสุขกว่านี้ละหรือ ถ้าเราทิ้งเจ้าไว้กับเครื่องไม้เครื่องมือพวกนั้นตามใจปรารถนาโดยไม่พยายามสอนให้เจ้ารู้จักคุณธรรมความดีเลย ครั้งหนึ่งข้าเคยทูลเรื่องนี้กับพระผู้เป็นเจ้า แต่พระองค์ทรงล่วงรู้ความคิดข้าก่อนข้าจะพูดเสียอีก พระองค์ไม่เคยตอบและไม่จำเป็นต้องตอบ เพราะข้ามองเห็นคำตอบในแววพระเนตร พระเนตรคู่นั้นเห็นและรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในตัวมนุษย์อย่างทะลุปรุโปร่ง เปิดเผยความผูกพันลึกซึ้งซึ่งมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงทราบ”

เทวดาเงียบไปด้วยหดหู่ขณะจับจูงแขนเบล้กพากันเลี้ยวเข้าไปในถนนร้างซึ่งทอดขนานกับถนนฟลีท “เราอิจฉาพวกเจ้ามาก” เขาพูด “เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมพระองค์ถึงได้ปราณีโลกของเจ้านัก แต่ไม่ช้าไม่นาน เราก็รู้ตัวว่าเราคือผู้ส่งสาส์นของพระองค์ พวกเราต่างจากมนุษย์ตรงที่มองพระพักตร์ของพระองค์ได้ตอนที่ยังไม่ตาย”

“แล้วทำไมเรื่องถึงมาเป็นยังงี้ล่ะ” เบล้กสวนทันควัน จิตใจเริ่มรุ่มร้อนด้วยคิดถึงคัมภีร์ “บ้านเมืองจะพินาศเพราะความบ้าคลั่ง ดาวหางจะตกมาจากฟ้า ถล่มเมืองตามที่หนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งทำนาย โลกจะกลายเป็นดินแดนที่หญิงแพศยาขึ้นครอง นี่หรือความห่วงใยของพระเจ้าผู้หยั่งรู้ทุกสิ่งและเมตตาทุกชีวิต หรือว่าพระองค์ไร้น้ำยาเสียจนช่วยเหลืออะไรเราไม่ได้แล้ว”

ทันใดนั้น เท้าทั้งสองของเขาก็ติดอยู่กับหินปูถนนราวกับถูกยิงตรึงด้วยกระสุนลูกปราย ร่างก็สั่นเทิ้ม บิดงอไปมาด้วยความเจ็บปวด เบล้กทรุดลงคุกเข่า ขณะนิ้วเย็นเยือกจิกทึ้งดวงหน้าเขา มือยั้วเยี้ยคืบจากหลุมตะกายพ้นก้อนหินและโคลน ขึ้นมาบนพื้นถนน ล้วนเป็นมือคนที่ตายนับแต่โรคระบาดครั้งแรก

เอบรามเตะมือที่จับเท้าเขาอยู่ แล้วรีบวิ่งไปหาเบล้กซึ่งกำลังถูกลากลงไปเกือบเกลือกพื้นดินเปียกชื้นแฉะ “ผีห่าคืนชีพแล้ว” เขาตะโกนพลางคว้าไหล่เบล้ก ดึงจนหลุดจากมือกระดูกที่ทึ้งร่างเขาอยู่ “หล่อนแน่เทียวที่ทำเรื่องนี้ ป่าช้าจะปล่อยผีออกมาเดินเกลื่อนถนน ใกล้ถึงเวลาแล้วเบล้ก นางรู้แล้วว่าเจ้าจะหาทางยับยั้งนาง เราต้องไปจากที่นี่กันแล้วละ”

เอบรามฉุดเบล้กจากพื้น ขึ้นแบกบ่าเดินไปตามตรอก ใบหน้าเบล้กมีเลือดไหลลงมาเป็นทาง เล็บยาวสีน้ำตาลยังจิกติดห้อยร่องแร่งอยู่กับผิวหนังบนใบหน้าของเขา

“มันมาจากไหนกันน่ะ” เบล้กถามขณะเอบรามพยุงร่างของเขาให้นั่งพิงประตูร้านทำรองเท้าซึ่งหักพังแล้ว และช่วยดึงซากเล็บออกจากใบหน้า

“หล่อนปลุกผีขึ้นจากหลุมมาแล้ว นับแต่นี้จนถึงเวลาเปลี่ยนร่าง ผีจะทะยอยขึ้นจากหลุม เลดี้แฟลมเบิร์กพยายามจะยับยั้งไม่ให้เราหาเด็กสาวคนนั้นเจอ เพราะหล่อนรู้ว่าอำนาจที่ต่อต้านหล่อนได้นั้นมีอยู่ ต้องหาสาวใช้ของเจ้าให้เจอ ข้าจะได้พบเทกาตัส แล้วเราจะได้ช่วยกันจัดการเรื่องทั้งหมดนี้ให้จบลงเสียที”

“เจ้ามีอำนาจที่จะทำอย่างนั้นได้หรือ” เบล้กถามพลางสูดหายใจและหันไปมองหมู่มือหงิกงอบิดเบี้ยวโบกไสวอย่างไร้สุ้มเสียงเหมือนทุรนทุรายเจ็บปวดทรมาน ดูราวต้นข้าวโพดในไร่ “ดูสิ มีแต่มือยื่นเปะปะเหมือนคนตาบอด แต่ตัวยังอยู่ในหลุมศพ”

“รอสักหน่อยเถอะ ศพทั้งตัวก็จะลุกขึ้นจากหลุมได้เอง เป็นผีดิบที่มีชีวิตเพียงครึ่งเดียว มีแต่ความบ้าคลั่ง ความชั่วร้ายไม่ได้มีแต่ในตัวคนหรอก ผู้คิดจะยึดครองโลกก็สุดจะชั่วร้าย การกระทำที่โหดร้ายหรือเรื่องเศร้าสลดที่เกิดขึ้นจะฝากรอยไว้กับทุกอณูบนโลก อำนาจบาปหล่อเลี้ยงมันไว้และใช้เป็นกระโจมอาศัยกลางหมู่ผู้คน เจ้าอาจสงสัยว่าทำไมปัญหาในยุคต่างๆ จึงเกิดซ้ำรอยซ้ำที่ครั้งแล้วครั้งเล่า คนทุกรุ่นต่างสาปแช่งเรื่องเดียวกับคนรุ่นก่อนเคยแช่งด่ามาแล้ว ทุกสิ่งที่ผู้คนกระทำล้วนประทับรอยไว้ในแผ่นดิน เจ้าเหยียบย่ำไปแห่งใดก็ทิ้งกลิ่นเหงื่อตีนเจ้าไว้ที่นั้นฉันใด จิตวิญญาณก็ฉันนั้น แผ่นดินเก็บเสียงครวญของวิญญาณไว้และนำออกมาเล่นให้เจ้าฟังอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า”

เอบรามออกเดินพลางหันกลับไปมองกลุ่มมือที่ชูโบกไสวยื่นหาฟ้าอันมืดสนิท “มาเถอะ พ่อนักวิทยาศาสตร์ เรายังต้องค้นกันให้ทั่วเมืองนะ เดี๋ยวพอพระจันทร์เริ่มขึ้น เน็มโมเร็นซิสก็จะเรียกหาเจ้าอีก คืนนี้ มันคงอยากให้สาวกทั้งหลายไปบูชามัน”

เบล้กหันไปมองซอยทางเดิน แสงไฟจากทางทิศเหนือทำให้เกิดเงาวูบวาบทอดยาวบนหลังคา บรรดาแขนยาวๆ และมือยั้วเยี้ยต่างตะเกียกตะกายขึ้นจากดินซึ่งฝังร่างเอาไว้ นอกจากเสียงหินครูดเสียดสีกับกระดูกน่าขยะแขยงเหล่านั้นแล้ว เบล้กไม่ได้ยินเสียงอื่นเลย เขายืนอึ้ง ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เห็นภาพอย่างนี้

“เจ้าไม่ตกใจใช่มั้ย” เทวดาถามเบล้กขณะทั้งคู่มองหลุมศพผีห่าที่ค่อยๆ แบะอ้าปล่อยซากศพคืนชีพออกมา

“ข้าน่าจะได้เห็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ข้าก็จะได้เปลี่ยนหนทางแสวงหา ไม่ต้องเสียเวลาตั้งหลายปีค้นหาสิ่งที่ไม่มีวันจะได้มา นี่แหละคือข้อพิสูจน์ที่ข้าต้องการ ข้อพิสูจน์ซึ่งมายาทางวิทยาศาสตร์ไม่มีวันหามาให้ได้เลย” เบล้กหัวเราะ “ใครจะเชื่อว่าข้าได้เห็นทั้งเทวดาและมือผีตะกุยตะกายอยู่ในซอยบนถนนฟลีท” เขาแตะใบหน้าและปาดเลือดที่ไหลเป็นทาง “แถมข้ายังถูกมันตะกุยเอาจนได้แผลเสียด้วย”

“เจ้ายังต้องเจออะไรๆ อีกเยอะ” เอบรามพูดพลางพยุงเบล้กเดินออกจากซอย “หลายวันก่อน มีคนพยายามทำลายล้างโลก ฟ้าไหวและสัตว์บ้าคลั่งครั้งแรกเป็นสัญญาณบอกเหตุ ตอนนั้น ในถิ่นไกลทางทิศเหนือ ข้าได้ต่อสู้กับพี่ชายของเยอร์ซีเนีย เขาอยากได้รูปสลักกาลปฏิมาทองคำ เพื่อนำไปใช้ทำลายล้างบัลลังก์สวรรค์ แต่เขาทำไม่สำเร็จและมาสร้างปัญหาให้เราที่นี่ไม่ได้แล้ว แต่เยอร์ซีเนียยิ่งร้ายกาจกว่าพี่ชายของหล่อนมากนัก หล่อนเป็นเหมือนโรคระบาดในจิตวิญญาณของมนุษย์ และหล่อนจะไม่หยุดจนกว่าจะเอาชนะสวรรค์และพิชิตใจผู้ชายทุกคนที่หล่อนต้องการได้ เยอร์ซีเนียอยากให้โลกนี้ยอมสยบเมื่อได้ยินชื่อของหล่อน”

“งั้นบอกหน่อยซิ” เบล้กถามพลางก้าวเท้าไปพร้อมกับเทวดา ขณะทั้งคู่เดินผ่านสภาพน่าสังเวชบนถนนซึ่งเกลื่อนกลาดไปด้วยศพของผู้คนที่ล้มตายเพราะตามคลื่นมนุษย์ที่วิ่งหนีออกจากเมืองไปไม่ทัน “ทำไมความชั่วร้ายถึงทรงพลังนัก แต่ความดีกลับอ่อนแอเหลือเกิน ถ้าเจ้ามีอำนาจสมบูรณ์จริง ทำไมถึงฆ่าหล่อนในชั่วพริบตาไม่ได้ ข้าเคยเห็นพลังของมหาสมุทร เห็นฟ้าผ่าลงมาแรงขนาดทำให้ตึกถล่มลงได้ ทำไมหล่อนไม่โดนเข้าบ้างล่ะ”

“จักรวาลนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อรองรับพลังอำนาจ แต่เพื่อความรักต่างหากล่ะ ทุกสิ่งต้องดำเนินไปตามกฎที่กำกับ อำนาจก็เสาะแสวงแต่อำนาจเช่นกัน คนที่อ่อนแอเกินกว่าจะเดินตามวิถีแห่งสัจจะซึ่งอำนาจทำให้เสื่อมทรามลงก็จะได้แต่ทรุดโทรมไปเหมือนถูกมะเร็งร้ายกัดกร่อนจิตใจ หากเจ้าเลือกพลังอำนาจไว้แทนความรัก ไม่นานเจ้าก็จะหลงเชื่อว่าภาพลวงตาเป็นเรื่องจริง และหลอกลวงตัวเองไปตลอดกาล วิถีของพระผู้เป็นเจ้าอาจยากที่จะเข้าใจ บางครั้ง ตัวข้าเองก็ยังไม่เข้าใจนักว่าความบ้าคลั่งครั้งนี้เกิดขึ้นจากเหตุใด แต่ข้ารู้ว่าที่เราเห็นอยู่ตอนนี้เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของความชั่วร้ายที่หมายเข้ายึดครองโลกนี้” เอบรามหยุดพูดแล้วสอดส่ายสายตาไปรอบๆ ถนน ราวกับได้ยินเสียงที่หูมนุษย์ไม่สามารถได้ยิน “มีคนอื่นอีก...กำลังหลบดาวหาง”

เบล้กเงียบเงี่ยหูฟังเสียงที่เอบรามได้ยิน แต่เท่าที่ได้ยินก็คือเสียงไฟปะทุสะท้อนมาจากทิศเหนือและเสียงบ้านพังถล่มอยู่ไกลๆ เอบรามเดินนำเข้าไปใกล้เสียงยิ่งขึ้น เห็นเงารางๆ วิ่งข้ามถนน เลาะซากปรักหักพังของบ้านเรือนและร้านค้าที่เรียงรายเป็นแถวไปทางแม่น้ำ เอบรามชี้นิ้วสั่งเบล้กให้เงียบ แล้วพากันเข้าไปหลบตรงประตูทางเข้า

ฝีเท้าของใครก็ไม่รู้ที่ตามมาดังเป็นจังหวะใกล้เข้ามา ประสานเสียงสะดุดในเงามืดและเสียงพึมพำเบาๆ เบล้กกลั้นหายใจชั่วขณะ เมื่อได้ยินเสียงนั้นใกล้เข้ามา ห่างที่ทั้งคู่หลบอยู่ออกไปเพียงไม่กี่ฟุต เอบรามรอพลางดันเบล้กแนบกับประตูด้วยมือข้างเดียว กันไม่ให้เขาวิ่งเตลิดหนีไปด้วยความตกใจ อาคารฝั่งตรงข้ามมองเห็นเป็นเงาดำแต่งแต้มด้วยแสงไฟสีแดงที่กำลังโหมไหม้อยู่ในแถบแฮมสเต็ด เตือนใจเบล้กให้นึกถึงโรงละครจีนที่ สวนว็อกซฮอลล์และตัวหุ่นแปลกๆ ตามตำนานที่คนเชิดผู้สวมชุดผ้าไหมชักสายให้เห็นเป็นเงา

ทันใดนั้น เงาดำร่างหนึ่งก็เดินผ่านช่องประตู เอบรามกระโจนจากที่ซ่อน เข้ากดร่างนั้นลงอย่างรวดเร็ว พัลวันเหมือนแมงมุม เขาหิ้วร่างชายหนึ่งขึ้นมาเหมือนที่เคยหิ้วดูนาเมซ และตะปบมือปิดปากชายนั้นไว้แน่นจนเกือบหายใจไม่ออก

ท่ามกลางแสงสลัว เบล้กเห็นแววหวาดกลัวในดวงตาของชายหนุ่มขณะพยายามแกะมือเอบรามออก

“เงียบนะ เจ้าหนุ่ม ถ้าไม่อยากตาย” เอบรามกระซิบขู่ใส่หู

“เดี๋ยวเจ้าก็ทำเขาตายซะหรอก” เบล้กพยายามดึงมือเอบรามออกจากปากเจ้าหนุ่มคนนั้น แต่ไร้ผล

“นี่รับรองว่าไม่ใช่ครั้งแรกและก็อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้ายด้วย” เอบรามข่มขู่แต่แล้วก็ค่อยๆ ปล่อยมือจากชายหนุ่มคนนั้น “คนฉลาดที่สนใจค้นคว้าเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างเจ้า ทำไมถึงสร้างภาพเทวดาไว้แปลกพิลึก ทารกมีปีกที่เจ้าวาดกันน่ะห่างไกลจากภาวะจริงๆ ของเรามากนัก”

ชายหนุ่มคนนั้นสูดอากาศยามค่ำคืนที่หนาวเย็นแล้วไอแรงๆ เขานั่งยองๆ อยู่บนพื้น “ข้าไม่คิดจะทำร้ายท่านหรอก ท่านสุภาพบุรุษ” เขาพูดติดอ่าง

“งั้นบอกข้าสิว่าทำไมเจ้าถึงไม่หนีไปจากที่นี่” เบล้กถาม

“ข้าเพิ่งออกมาจากคุกนิวเกต นักโทษหลุดจากโซ่ หนีออกมาตอนเกิดระเบิดบนฟ้า ผู้คุมคิดว่าถึงยามสิ้นโลกและการพิพากษาครั้งสุดท้ายแล้วก็เลยปล่อยเราเป็นอิสระ ในลอนดอนคงไม่มีคืนไหนที่พวกขโมยอย่างเราจะโชคดีเหมือนคืนนี้ โชคเป็นสิ่งต้องแสวง เราพบทรัพย์สินมากมายทุกหัวมุมถนนเลย”

“แล้วพวกเพื่อนๆ เอ็งล่ะ” เบล้กถาม

“หลบกันอยู่ในโบสถ์เก่าที่แบล็คไฟร์สแน่ะ ไปสมทบกับเราก็ได้นะ มีข้าวของแบ่งปันกันเหลือเฟือ ทั้งกิน ทั้งดื่ม และก็สนุกด้วยกัน แต่พรุ่งนี้...”

“วันพรุ่งนี้ เจ้าอาจตาย แล้วข้าวของที่พวกเจ้าขโมยมาล่ะ จะเอาไปไว้ที่ไหน” เอบรามบีบชายคนนั้นแน่นขึ้น

“เจ้าเป็นผู้พิพากษาหรือไง” เขาถามโกรธๆ

“บางคนก็ว่าข้าเป็นผู้พิพากษา จะว่าเป็นลูกขุน หรือเพชฌฆาตก็ว่าได้ สุดแท้แต่จะคิด สำหรับเจ้า ข้าเป็นประตูสู่อิสรภาพ เจ้าจะว่าข้าเป็นใครล่ะ”

“ไปต่อล้อต่อเถียงกับเขาอยู่นั่นแหละ เอบราม” เบล้กท้วง “ปล่อยเขาไปเถอะ เขาไม่ได้เป็นอันตรายกับเราหรอกน่า”

“แต่ข้าเป็น” เสียงพูดดังขึ้น ตามด้วยเสียงขึ้นนกปืนเร็วๆ ดังคลิก “เรื่องเลวร้ายมักจะมาคราวละสามเสมอ” ชายอีกคนหนึ่งกดปากกระบอกปืนเข้าที่ท้ายทอยของเบล้ก พลางหันมาทางเอบราม “ปล่อยเขา ไม่งั้นสมองเพื่อนเจ้าได้ออกมาห้อยต่องแต่งเหมือนเหรียญสเปนบนเสื้อคลุมของเจ้าแน่”

จากหางตา เบล้กเห็นร่างชายสองคน คนหนึ่งจิ้มปืนไว้ที่กะโหลกของเขา อีกคนยืนลับๆ ล่อๆ มองซ้ายมองขวาอยู่ด้านหลัง

“จะให้ปล่อยหรือ” เอบรามถามอย่างใจเย็น ขณะพยุงร่างชายหนุ่มขึ้นยืน “เจ้าอาจเป็นทาสแต่ก็ยังคงอิสระภาพไว้ได้ ยากจนก็ยังมีโลกเป็นบ้าน แต่เจ้าจะเป็นอิสระได้ละหรือ ความผิดบาปที่ทำจะกักเจ้าไว้ในความมืดชั่วนิรันดร ให้เจ้าจำต้องอ้างว้างสนุกสนานแต่กับมายาแห่งความสุขที่เจ้าสร้างขึ้นเอง”

“ข้าจ่อปืนคาหัวเพื่อนมันอยู่แล้ว มันยังอุตส่าห์พูดเหมือนนักเขียนบทที่โรงละครการ์ริกอีกว่ะ” โจรพูด เพื่อนของมันหัวเราะ เจ้าเชลยคนแรกกระชากคอเสื้อเอบรามและผลักเขากระแทกกับประตู

“ข้าไม่มีวันจะทำอย่างนั้น” เบล้กพูดพลางพยายามก้าวออกห่างปืน “อย่าไปทำเล่นๆ กับเขานา เพื่อนข้าเป็นเทวดา เทวดาไม่ชอบเรื่องแบบนี้หรอก”

“ได้ยินไหมวะ มันเป็นเทวดาแล้วก็ไม่ชอบเรื่องแบบนี้หรอก” โจรที่ถือปืนเยาะ อีกสองคนโห่ฮา “เสียงแกเพราะยังกับหนุ่มสำอางแถววอกซ์ฮอลล์ที่พวกข้าชอบไปขโมยของยังไงยังงั้นเลยว่ะ เอาละท่านสุภาพบุรุษ เอ็งก็เห็นอยู่แล้วว่าพวกข้าค่อนข้างรีบร้อนออกจากนิวเกต เราชอบเสื้อผ้ากับรองเท้าที่เอ็งใส่ รวมทั้งชอบกระเป๋าเงินของเอ็งด้วย ฉะนั้น พ่อเทวดาทั้งสองถอดเสื้อผ้าออกซะดีๆ”

“ถึงเราจะยอมให้ตามที่เจ้าเรียกร้อง เจ้าก็ไม่มีทางได้ใช้มันอยู่ดี เดี๋ยวไขข้อเจ้าจะละลาย กระดูกเจ้าก็จะป่นเป็นผงอยู่แล้ว วางปืนลง แล้วไปให้พ้นซะเถอะ” เอบรามยืดตัวตรง ผลักโจรออกไปด้วยนิ้วเพียงนิ้วเดียว

“ไหนล่ะอาวุธที่เอ็งจะเอามาบังคับข้า ข้าต่างหากโว้ยที่มีปืน เอ็งไม่เห็นมีอะไรเลย” โจรพูดเสียงเข้มพลางจ้องตาเอบราม “ถอดเสื้อผ้าให้ข้าเสียเถอะ แล้วข้าจะไว้ชีวิตเอ็ง ถ้าบังอาจขัดขืน ข้าก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะเอาทั้งชีวิตและเสื้อผ้าของเอ็งเลยเชียวละ”

“เจ้าไม่รู้เรื่อง” เบล้กตื่นเต้น “เขาเป็นเทวดาจริงๆ นะ เรื่องบ้าๆ พวกนี้ เขาเอาอยู่มือได้”

“เรื่องบ้าๆ ก็ไม่เลวร้ายซะทีเดียวหรอก มันทำให้ข้าเป็นอิสระ ได้สิ่งที่ต้องการเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ ข้าจะคว้าทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา ถ้าเอ็งไม่ให้สิ่งที่ข้าต้องการ เอ็งสองคนก็ต้องตาย” โจรหันปืนจากท้ายทอยเบล้กมาจ่อหน้าผากเอบรามแทน “เอาละ อยู่หรือตาย เลือกเอา”

“เจ้านึกเลือกชะตากรรมให้ข้าแล้วนี่ และข้าเองก็เช่นกัน” เอบรามจับปืนที่โจรถืออยู่ด้วยมือข้างขวา บิดปากกระบอกปืนซึ่งค่อยๆ ร้อนขึ้นจนเหล็กกลายเป็นสีขาว “เหนี่ยวไกซิ จะได้เห็นกัน เหนี่ยวสิวะ!” เอบรามตะคอก

โจรปล่อยมือและถอยกลับไปใต้หลังคาทางเดินซึ่งทอดยาวไปตลอดแถวร้านค้า

เสียงขวับเหมือนหวดแส้ม้าดังขึ้นทันใด เอบรามแทบจะไม่ได้ขยับตัวเลย โจรก็ล้มลงไปนอนงอก่องอขิงอยู่ตรงหน้าแล้ว มันขมวดคิ้ว สีหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ

เอบรามก้มมองกำหมัดของตน แล้วเงยหน้ามองโจรอีกสองคน “อยากเป็นอย่างเพื่อนของเจ้าบ้างไหมล่ะ” เขาถามพลางเลิกคิ้วข้างเดียวอย่างท้าทาย

“แกฆ่าเขา” โจรคนหนึ่งอุทาน

“ยังหรอก แต่เรื่องฆ่าน่ะได้ หากเจ้าอยากให้ทำ ข้าว่าเจ้าควรพาเขาไปซะ ถ้าเจ้าไม่บอกใครว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ข้าก็จะไม่ตามล่าเจ้า” เอบรามก้าวออกจากประตูไปสู่ถนน

“เอ็งไม่ใช่เทวดา” โจรคนหนึ่งตะโกนพลางชักมีดทำครัวเล่มยาวออกจากเข็มขัด ปราดเข้าไปหาเอบราม

เอบรามหันกลับและยื่นมือออกมาเงียบๆ ชายคนนั้นตะโกนอย่างโกรธแค้นขณะตวัดมีดเฉือนปลายนิ้วชี้ของเอบราม
“เห็นไหม แกก็เลือดออกเหมือนคนธรรมดานี่ละ” เขาชักแขนกลับเตรียมจ้วงแทงอีกครั้ง

“และเจ้าก็จะไหม้เหมือนฟูกแห้งๆ ผืนหนึ่ง” เอบรามดีดมือเปรอะเลือดไปทางโจร

เลือดข้นสองหยดสีเหมือนเหล้าองุ่นกระเด็นใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวมอๆ ของชายคนนั้น ควันหนาทึบสีน้ำเงินเริ่มก่อตัวขึ้น โจรทิ้งมีดลงพยายามดับไฟซึ่งพลุ่งขึ้นมาจากใต้ผิวหนังของตนเอง เสียงเขาแผดร้องสะท้อนก้องจากอาคารหนึ่งไปยังอีกอาคารหนึ่งขณะไฟลุกท่วมตัวเพราะไขกระดูกเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี ไฟพวยพลุ่งออกจากปากของเขาเหมือนควันจากปล่องไฟร้านทำขนมปัง

เอบรามยืนมองร่างชายคนนั้นค่อยๆ งอก่องอขิงกลายเป็นกองเนื้อเดือดปุดๆ จนจำไม่ได้ว่าเคยเป็นอะไรมาก่อน “ไปสู่สุขคติเถอะนะ” เขาพูดกับวิญญาณที่ลอยอยู่เหนือกองไฟ

ขณะเบล้กมองเปลวไฟ ภาพเน็มโมเร็นซิสก็แวบเข้ามา เห็นตัวอักษรสีทองเป็นประกายอยู่ท่ามกลางแสงไฟอ่อนใกล้ดับของพื้นหน้าเตาผิงอีกแห่งหนึ่ง เบล้กรู้สึกว่าเขาเคยเห็นสถานที่นั้นมาก่อน เอบรามพูดถูก คัมภีร์ดึงดูดเขาเข้าใกล้มันอีกแล้ว

“เราต้องไปจากที่นี่” เอบรามพูดพลางหันจากกองไฟ เบล้กเดินก้มหัวไปทางแม่น้ำอย่างเงียบๆ “พวกมันตั้งใจมาฆ่าเรา แต่คืนนี้เจ้ายังไม่ถึงฆาต”

“เจ้าล่วงรู้ความคิดของมนุษย์ด้วยเหรอ” เบล้กถาม

“บางครั้ง รู้ก่อนเจ้าจะพูดซะอีก”

“แล้วเจ้ารู้ไหม ว่าข้าคิดอะไรอยู่”

“เจ้าคิดว่าข้าเป็นฆาตกรและเป็นปีศาจที่ไว้ใจไม่ได้” เอบรามโอบเบล้ก “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังจะพาข้าไปที่แม่น้ำ และข้าเห็นว่าเราจวนจะถึงจุดหมายอยู่แล้ว เท่าที่ข้ารู้จักโลกของเจ้า สิ่งที่เราตามหาอยู่ในร้านหนังสือบิ๊บเบิ้ลวิค อยู่ที่เตาผิงที่เจ้า ‘เห็น’ นั่นแหละ ก็สมบัติอย่างนั้นจะซ่อนไว้ที่ไหนได้ล่ะ นอกจากในร้านหนังสือ”

“เจ้าพิทักษ์เลือดเนื้อของข้า แต่เลือดของเจ้าระเบิดได้เหมือนดินปืน”

“เจ้าลืมแล้วหรือ ข้าเป็นเทวดานักรบ”

 


บทที่ 27 – สงครามศักดิ์สิทธิ์

นครลอนดอนตกอยู่ในความเงียบสงัดน่าสะพรึงกลัว ราวกับทั้งเมืองถูกลากเข้าไปบรรจุไว้ในขวดแก้วขนาดใหญ่ ลมแรงที่พัดอยู่ตึงๆ พลันสงบลงเมื่อไฟทางทิศเหนือเริ่มมอดเหมือนขาดอากาศช่วยโหมให้กระพือ

เบล้กปัดเหงื่อซึ่งแห้งจนเป็นผลึกเกลือสีขาวสว่างออกจากฝ่ามือ เกล็ดเกลือเกาะอยู่ที่คิ้ว และจับเป็นแนวก่อรอยย่นลึกบนใบหน้า ทั้งยังแห้งกรังเคลือบริมฝีปากแห้งแตกของเขาด้วย
เอบรามมองเพื่อนร่วมชะตากรรม เขาใช้ฝ่ามือนุ่มลูบเกลือออกจากใบหน้าเบล้ก ผิวของเขาเองนั้นผ่องใสสะท้อนแสงไฟจากทิศเหนือซึ่งกำลังอ่อนแสงลง

“ผิวข้าแห้งเป็นปลาเค็มแล้วนะเนี่ย” เบล้กบ่น เลียริมฝีปาก “ในผลึกน้ำแข็งต้องมีอะไรแน่ๆ ที่ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไป” ชายหนุ่มโน้มตัวไปข้างหน้าขณะเดินอยู่ในเงาอาคารเรียงรายไร้ผู้คน ซุ้มทางเดินไปยังตัวสะพานข้างหน้าเห็นเพียงเค้าโครงพอกฝุ่นขาวหนาโดดเด่นทาบท้องฟ้าโปร่งยามค่ำ เขารู้สึกว่าเน็มโมเร็นซิสกำลังกระซิบเรียกเพรียกหา ให้ตื่นเต้นอย่างรุนแรงจนท้องไส้ปั่นป่วนแทบอาเจียน เขากลืนน้ำลาย พยายามกระเดือกก้อนแข็งๆ ที่ขวางคอเพราะความกลัวซึ่งกำลังทวีขึ้น

“เดี๋ยวก็หมดเรื่องละน่า” เทวดาบอก “เจ้าผจญกับอะไรต่อมิอะไรมามากแล้ว อีกเดี๋ยวก็จบ ถ้าเจ้าไม่ตายเสียก่อนก็คงได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิมอีกครั้ง”

“แล้วเจ้าล่ะ” เบล้กถามเทวดา “เจ้าจะตายด้วยเหรอ”

“โธ่ ไหนว่าเจ้าเป็นผู้รู้รอบเรื่องศาตร์ลี้ลับไง! เทวดาน่ะไม่ตายหรอก – ถึงตาย ก็ไม่ใช่แบบที่เจ้าคิด”

“คืนนี้จะเป็นยังไงอีก”

“ยังไม่รู้หรอก อาจไม่มีใครรู้เลยก็ได้ แต่ที่แน่ๆ ข้าว่าเราจะได้พบทั้งคัมภีร์ เทวดา และลูกแกะน้อยที่กำลังจะถูกเชือด เท่านี้ก็น่าจะพอแล้วนะ จากนั้นข้าจะได้ปล่อยให้เจ้าอยู่ในโลกของเจ้าต่อไป อยู่กับเวทมนตร์ที่เสื่อมพลัง และวิทยาศาสตร์ที่ไร้ผล ส่วนข้าก็จะคืนถิ่น”

“จะปล่อยให้ข้าจำทนความเศร้าเสียใจตลอดไปงั้นเหรอ” เบล้กถามอย่างจริงจังและจริงใจ เพราะอำนาจแห่งคัมภีร์ครอบงำให้เขาระแวงแคลงใจคิดอะไรไม่ออกเสียแล้ว “ก็ทุกอย่างเคยดูเหมือนไม่มีอะไรแปลก ไม่ว่าจะเป็นความพยายามค้นคว้าเรื่องเวทมนตร์และวิทยาศาสตร์ หรือความอยากจะค้นพบทุกอย่างที่มนุษยชาติต้องการ ตอนนี้ข้าชักอยากถามตัวเองแล้วซิว่า ที่ข้าค้นหาสารพัดสิ่งนั้นเพื่อส่วนรวม หรือเพื่อบารมีของตัวเองกันแน่”

“เจ้าน่ะยังปรับดุลไม่ลงตัว ตอนนี้คำสอนในเน็มโมเร็นซิสไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้วนะ คัมภีร์ที่เจ้าเคยคิดว่าจะช่วยให้เจ้ารู้แจ้งที่แท้เป็นสิ่งที่ผู้มุ่งร้ายส่งมาลวงให้เจ้าหลงผิด”

เทวดาหยุดพูด เอนกายพิงด้านข้างของโรงเหล้าซึ่งประตูหน้าห้อยแกว่งไปมาอยู่บนบานพับหักๆ แล้วค่อยๆ เลียบเลาะไปตามผนังไม้ทาสี อาศัยเงามืดกำบังกาย เบล้กตามติดมาทุกฝีก้าว “แถวๆ ประตูข้างหน้าโน่น มีสัตว์ประหลาดเฝ้าอยู่ ข้าไม่ได้เห็นตัวพรรณนี้มาพักหนึ่งแล้ว”

เบล้กมองฝ่าความมืดแต่ไม่เห็นอะไร ผงเกลือซึ่งโปรยปรายลงมามากมายนั้นหยุดแล้ว เห็นปกคลุมถนนเป็นชั้นฝุ่นสีขาวบางๆ สะท้อนแสงอยู่ทั่วไปเหมือนน้ำค้างแข็งเย็นสีขาวซึ่งก่อตัวในคืนฤดูหนาว

“ข้าเห็นหมอกเกลือแต่ไม่เห็นไอ้ตัวที่เจ้าบอก” เบล้กกระซิบ มองข้ามไหล่เทวดา

“มันคือไดแอ็คก้า เทวดาตกสวรรค์จำพวกหนึ่ง” เอบรามตอบ “ที่เราเห็นมันที่นี่ก็แสดงว่าพวกนั้นก็ตามหาเน็มโมเร็นซิสและเด็กผู้หญิงคนนั้นเหมือนกัน แถมรู้แล้วด้วยว่าอยู่ที่ไหน” เอบรามค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ยิ่งขึ้น “ข้าอยากให้เจ้าเดินไปที่ประตู ถ้าเจ้าเดินเร็วๆ ทำทีไม่สนใจมัน ไอ้ยามนั่นอาจยอมให้เจ้าผ่านเข้าไปก็ได้ ข้าว่าคงไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก”

แต่คำพูดของเขามีกังวานส่อว่าไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริง ความกลัวทำให้เบล้กยืนนิ่งเหมือนรากงอก เข่าเริ่มสั่น “ให้เดินผ่านไอ้ตัวที่ข้ามองไม่เห็นเนี่ยนะ ถ้ามันทำร้ายข้าล่ะจะว่าไง ข้าเป็นเหยื่อล่อสัตว์กลางคืนมาหลายตัวเกินไปแล้ว ไม่มีทางอื่นเหรอ” ชายหนุ่มกระซิบ

“มันอาจปล่อยให้เจ้าเข้าไป” เอบรามพูดเบาๆ พลางรุนหลังเบล้กออกไป “ถ้ามันทำร้ายเจ้า ข้าจะไปช่วย ข้าเคยทำให้เจ้าผิดหวังเมื่อไหร่กันเล่า ข้าเป็นอารักขเทพประจำตระกูลเจ้านะ ข้าไม่อยากเห็นเจ้าต้องเลือดตกยางออกหรอก”

เบล้กก้าวออกจากเงามืดและจ้องเป๋งไปที่กลางโค้งประตู เหนือประตูมีรูปสลักการ์กอยล์หินสีเทาเรียงเป็นตับมองลงมาเหมือนคอยเฝ้าสะพานไว้ เขาเห็นฝุ่นลอยวนวงย่อมๆ หลายวง เมื่อเดินไปถึงประตูสะพาน เขาจึงค่อยมองเห็นเจ้าสัตว์ตนนั้นนั่งรออยู่บนเกยสำหรับขึ้นม้า มันตัวดำอ้วนเตี้ย สันหลังดำยาวมีผงผลึกใสเคลือบอยู่เต็มไปหมด

ยิ่งก้าวใกล้เข้าไปทุกๆ ก้าว เบล้กยิ่งรู้สึกว่าท้องไส้เกร็งเขม็ง เขาพยายามเพ่งแต่ประตูและสิ่งที่อยู่เลยออกไป ขณะเดียวกันก็ลอบมองเจ้ายามตนนั้นด้วยหางตา ฝุ่นปลิวฟุ้งรอบๆ เท้า และจับเป็นผลึกใสสีขาวราวหิมะทั่วรองเท้าของเขา ชายหนุ่มได้ยินเสียงแหบต่ำลอดจากลำคอสัตว์ตนนั้นขณะเดินผ่าน มันแลบลิ้นยาวๆ สีน้ำเงินเลียทั้งริมฝีปากหนา จมูกรั้นๆ และหน้าของมันราวกับกำลังดมกลิ่นเหยื่อในอากาศ

ระหว่างเดินผ่านเจ้าสัตว์ร้าย เบล้กเสียวสันหลังวาบ ด้วยรู้ว่ามันอาจกระโจนจากที่ซ่อนเข้าตะปบหลังเมื่อใดก็ได้ เขาแข็งใจยั้งเท้าไม่ออกวิ่งไปที่ร้านหนังสือ พยายามทำใจเย็นก้าวยาวๆ เดินให้เป็นปกติ ในใจนับก้าวไปพลาง

ชั่ววินาทีเดียว เบล้กก็ถูกรวบขาจนตัวลอยคว้างกลางอากาศเหมือนตุ๊กตาผ้าที่ถูกโยนทิ้ง เขาถูกเจ้าสัตว์ตนนั้นฉกหลังเสื้อคลุมตัวยาวไว้ก่อนกระแทกพื้น ตอนนี้เบล้กเห็นไดแอ็คก้าชัดแล้ว ตาโปนๆ ของมันจ้องเขาเขม็งอย่างเย็นชา ระหว่างที่มันอ้าปากจนเห็นเขี้ยวขาวยาวและตะครุบต้นคอเบล้กไว้มั่น

ไดแอ็คก้าครางเหมือนแมวยักษ์อิ่มนมขณะใช้ตีนข้างหนึ่งลูบผงเกลือออกจากใบหน้าเบล้ก มันเลียตาและจมูกของชายหนุ่ม ยิ่งเบล้กหายใจหอบตัวมันยิ่งใหญ่ขึ้นๆ เบล้กได้แต่รอให้อารักขเทพมาช่วย ไดแอ็คก้าพ่นลมหายใจสกปรกเหม็นคลุ้งรดหน้าเขา เห็นหยดน้ำไหลย้อยไปตามคางหนาๆ ดำๆ ของมัน ทันใดนั้นมันก็แหกปากร้องลั่นจนเห็นลิ้นไก่สั่นระรัวอยู่ในคอ เบล้กอดคิดไม่ได้ว่ามันน่าจะอยู่ในคณะสัตว์หายากเป็นที่สุด เขาพยายามรวบรวมสติ และต่อต้านความตื่นตระหนกซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นทุกทีๆ

ในความมืด เบล้กได้ยินเสียงดังตุ้บหนักๆ ช้าๆ เหมือนเสียงยิงปืนใหญ่ในระยะไกล พลันไดแอ็คก้าก็แผดเสียงร้องแสบแก้วหู ก่อนพุ่งหัวสะเปะสะปะเข้าใส่เขา มันอ้าปากกว้างกว่าเก่า แลบลิ้นยาวเหมือนงูอ้วนแล้วครวญคราง หลับตา แหงนเงยไปข้างหลัง ตะครุบเบล้กแน่นเข้าก่อนคลายอุ้งเล็บ ทรุดฮวบลงคุกเข่า ปล่อยเบล้กหลุดไปก่อนตะแคงล้มลงกุมท้องกลิ้งไปกลิ้งมา

เทวดายืนยิ้มร่าอยู่ข้างหลังมัน “สนุกจังโว้ย!” เขาบอกพร้อมล้วงกระเป๋าเสื้อคลุม “ตอนจับเจ้าได้ มันคงนึกไม่ถึงว่าจะเป็นแบบนี้ ข้าเกือบคิดว่ามันจะกัดหัวเจ้าขาดซะเดี๋ยวนั้นแล้ว นับว่าโชคช่วยที่มันสนใจเจ้า ข้าเลยพอมีเวลา” เอบรามหยิบม้วนเชือกแดงออกมาจัดการมัดมือมัดตีนไดแอ็คก้า

“มันตายแล้วเหรอ” เบล้กถาม พลางถอยห่างจากไดแอ็คก้าซึ่งถูกมัดไว้ “เจ้าทำอะไรมันน่ะ”

“มันยังไม่ตายหรอก เจ้าก็รู้ แต่มันคงจะทำให้เราเดือดร้อนไม่ได้ไปอีกสักพัก ส่วนเรื่องที่ว่าข้าทำอะไรมัน ข้าบอกได้แค่ว่า ต้องขอบคุณลูกแก้วอบาริสกับรูตูดเหม็นๆ ของไดแอ็คก้า ข้าว่ามันคงนึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ได้ แค่คิดข้าก็แทบน้ำตาเล็ดแล้ว”

“ท่านยัดลูกแก้วระเบิดเข้าไปใน....”

“ใช่แล้ว” เอบรามขัดขึ้น “ก็เห็นตรงนั้นชัดที่สุดนี่ ตอนนั้นน่ะ ข้าไม่มีเวลานึกอะไรหรอก ไม่เจ้าก็ไดแอ็คก้าต้องตายกันไปข้างหนึ่ง”

“งั้นข้าก็ต้องขอบคุณเจ้าที่ไร้ศีลธรรม และเข้าใจสรีระของเจ้าปีศาจตนนั้น” เบล้กตอบขณะมองไดแอ็คก้านอนชักดิ้นชักงอคลุกฝุ่นอยู่ “แล้วท่านจะทิ้งมันไว้ที่นี่เหรอ”

“ไปรอตรงประตูร้านสักประเดี๋ยว ข้าจะจัดการเจ้านี่เอง ไม่ต้องห่วงอนาคตมันหรอก”

เทวดาทำสีหน้าแปลกๆ เบล้กเมินหนี กลัวว่ากำลังจะเกิดสิ่งเลวร้ายที่เขาไม่อยากมีส่วนร่วมด้วย ชายหนุ่มก้าวยาวๆ ไปยังทางเข้าประตูร้านหนังสือ มองเข้าไปในหน้าต่างซึ่งมีน้ำแข็งเกาะอยู่ เห็นแสงไฟสว่างอยู่หลังชั้นหนังสือ และเงาสูงๆ วูบผ่านผนังอีกฟากไป

เบล้กได้ยินเสียงคร่อกๆ ดังมาจากบริเวณประตูสะพาน และมีอีกเสียงหนึ่งคล้ายเสียงกัดฟัน เสียงนั้นทั้งชัดและเยือกเย็นลอยมาในยามราตรีก่อนจะมีเสียงร้องสั้นๆ ครั้งสุดท้ายดังพอได้ยินลอยตามมาด้วย เขาเคยได้ยินเสียงอย่างนี้มาหลายครั้ง มันเป็นเสียงแกะร้องก่อนถูกเพชฌฆาตลงมีดเชือด เขากลัวจนตัวสั่นไม่อยากรับรู้สิ่งที่เทวดาทำกับเจ้าสัตว์ร้ายนั้นเลย แต่เสียงร้องของมันก็ยังเสียดแทงใจเขาอยู่ดี

เอบรามเดินฝ่าฝุ่นเกลือออกมา เช็ดไม้เช็ดมือบนเศษเสื้อคลุมรุ่งริ่งซึ่งหยิบมาจากร่างชายแก่ที่นอนเละคาถนนอยู่ เขามองแว่บเดียวก็อ่านแววกังวลใจของเบล้กได้ “วิถีของมนุษย์ไม่ใช่วิถีของเทวดานะ อย่าลืมสิว่า ข้าเป็นเพชฌฆาตของฝ่ายธรรมะ ในสวรรค์ก็มีสงคราม ถ้าเราแพ้ ความชั่วร้ายครองโลกได้ เราทุกคนก็จะถูกทำลายหมด”

เทวดาเดินผ่านเบล้กไปผลักประตูร้านหนังสือ เท้าของเขายันพื้นหินไว้ขณะออกแรงดันประตูไม้จนแอ่น เขากระแทกประตูแตกเป็นสองเสี่ยง จากนั้นก็ผลักแผ่นไม้หลบไว้ข้างๆ “เทกาตัส!” เขาตะโกนขณะก้าวเข้าร้าน “นี่ข้าราฟาเอลนะ ข้ามาพาเจ้ากลับบ้าน และมาช่วยแม่หนูอเก็ตต้าด้วย”

เบล้กกับเทวดาเดินผ่านตู้หนังสือแคบๆ ตามแสงไฟสว่างเข้าไปทางหลังร้าน เอบรามมองไปรอบๆ ห้องเพดานโค้งอย่างระแวดระวังทุกฝีก้าว ราวกับกำลังมองหาสิ่งที่คนไม่อาจมองเห็นได้

“เทกาตัส!” เขาตะโกนซ้ำ ครั้งนี้ทั้งห้องสั่นสะเทือนเพราะเสียงของเขา

“เราอยู่ข้างเตาผิง” อเก็ตต้าตอบเสียงแผ่ว

เบล้กและเอบรามเลี้ยวมุมชั้นหนังสือสูงแถวสุดท้าย แล้วเดินผ่านแท่นสังเกตการณ์ของแธดเดียสไปสู่ที่ว่างข้างเตาผิง เทกาตัสยืนหันหลังให้ มองไปในความมืดนอกหน้าต่างบานสูงซึ่งติดกรอบเหล็กดัดเป็นลวดลาย อเก็ตต้าขดตัวผิงไฟอยู่บนพื้นหินหน้าเตาผิง

“เทกาตัส เพื่อนข้า” เอบรามพูดอย่างนุ่มนวล “หันกลับมาหาข้าเถิด”

“ข้าถลำลึกเกินไปแล้วราฟาเอล ไม่ว่าเจ้าจะนำความดีงามเพียบพร้อมมาเท่าไหร่ก็ไม่อาจช่วยให้ข้าหลุดพ้นจากสิ่งที่ข้าได้เรียนรู้มาหรอก”

“บาปในจิตใจของเจ้าล่อให้เจ้าติดกับ ใยบาปจะรัดเจ้าแน่นจนตาย แล้วไม่ช้าเจ้าก็จะเปลี่ยนร่างเป็นไดแอ็คก้า เทวดาอย่างเจ้าไม่ควรเป็นอย่างนั้นนะ เจ้ายังไม่ได้ถลำลึกเกินไปจนเหลือที่จะขจัดความดื้อดึงในใจแล้วกลับเนื้อกลับตัวได้หรอก”

“ข้าจะกลับไปหาสิ่งใดกันเล่า กลับไปสู่ชีวิตอย่างที่เคยเป็นน่ะหรือ” เทกาตัสพูด ยังคงหันหลังให้เอบรามอยู่ “ข้ามาไกลเกินไปแล้ว หุบเหวกว้างแยกข้าออกจากเจ้าเสียแล้ว เราคงไม่อาจข้ามไปหากันได้อีก ข้าเลือกชะตากรรมของข้าแล้ว เลือกตามใจปรารถนาด้วย ข้าตัดสินใจเองที่จะหันเหออกจากเส้นทางเดิม ไปเดินบนทางอีกสายหนึ่ง”

“งั้นเจ้าตายเสียยังจะดีกว่าตกอยู่ในเงื้อมมือของหญิงชั่วนางนั้น”

“หากเป็นได้เช่นนั้น หากข้าได้อยู่ในอ้อมกอดนาง ข้าก็นับว่าสมบูรณ์แล้ว” เทกาตัสหันมาหาเอบราม “ข้าไม่ได้โง่เง่าเสียจนไม่รู้ว่าตัวเองงั่งมาตลอด แต่เพราะทิฐิข้าจึงตกมาอยู่ที่นี่ นี่ถ้าทุกอย่างไม่เป็นเช่นนี้ หากข้าเปลี่ยนแปลงเวลาได้....รับเน็มโมเร็นซิสไปเถอะราฟาเอล เจ้าพอจะดูแลควบคุมความร้ายกาจของคัมภีร์เล่มนี้ได้ ส่วนข้าจะหาทางกลับเอง”

“อย่าไปฟังเขา” อเก็ตต้าตะโกนบอกเอบราม “พาเขาไปจากที่นี่ด้วยเถอะ เขาบอกข้าว่าอยากกลับไป ท่านไม่เข้าใจหรือไงว่าเขาหยิ่งเกินกว่าจะขอร้องท่าน ถ้าเขาอยู่ที่นี่ พวกนั้นจะฆ่าเขาและแปลงร่างเขาเป็นปีศาจ อย่าปล่อยให้พวกมันทำแบบนั้นนะ ข้าไม่ยอม” เจ้าหล่อนหันไปหาเบล้ก จ้องตาเขาอย่างเอาจริง “ท่านช่วยหน่อยสิ ท่านเป็นผู้วิเศษ ข้าเคยเห็นมนตร์วิเศษของท่านแล้ว บอกเทวดาสิให้พาเทกาตัสหนีไปก่อนที่มอร์บัส กัลลิคัสจะมาจับเขา”

“กัลลิคัส...มอร์บัส กัลสิคัสน่ะเหรอ” เบล้กถามขณะปัดฝุ่นขาวๆ ออกจากเสื้อคลุม “เจ้าได้พบเขาเมื่อไหร่กัน”

“ที่อนุสาวรีย์เดอะเกรทพิลล่าร์ ชายสวมหน้ากากกับสัตว์ประหลาดชื่อรัมสกิ้นจับเราไปขังไว้ที่นั่น พอสะเก็ดดาวตกเราก็หนีออกมาได้ แธดเดียสหลอกว่าเขาอยู่ข้างเราแต่จริงๆ แล้วเขาอยู่ฝ่ายโน้น” แล้วเจ้าหล่อนก็หัวเราะคิกคัก “เทกาตัสใช้เวทมนตร์ด้วยนะ เราทิ้งแธดเดียสให้อยู่กับหนูในอุโมงค์ใต้ดิน เทกาตัสช่วยพาข้าพ้นมือพวกนั้นมาได้ เขาถึงควรจะได้กลับไป ไม่งั้นพวกนั้นจะตามมาฆ่าและทำให้เขาเป็นเหมือนรัมสกิ้น”

“เวทมนตร์ เหรอเทกาตัส” เอบรามถาม “เทวดาก็ใช้เวทมนตร์ด้วยเหรอ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก หล่อนล้อเล่น”

“ก็เทกาตัสต่อยแธดเดียสซะล้มทั้งยืน คว่ำลงน้ำไปเลย แล้วยังคว้าขึ้นมาโยนกองไว้กับหนูสกปรกด้วยนะ” อเก็ตต้าเล่าอย่างตื่นเต้น

“ข้ายังติดใจเรื่องที่คุมขังพวกเจ้า เจ้าพบใครในนั้นอีกไหม” เบล้กถามต่อ

“ทำไมเหรอเบล้ก” เอบรามสงสัย

“อนุสาวรีย์เดอะเกรทพิลล่าร์เป็นห้องทดลองลับ มีแต่สมาชิกแห่งราชสมาคมเท่านั้นที่รู้จักโดยเฉพาะไอแซค บอนนั่ม ที่นั่นเท่ากับเป็นกระจกบานใหญ่ที่ใช้ดักพลังแสงอาทิตย์ และรวมพลังส่งไปยังห้องพื้นหินอ่อนซึ่งอยู่ใต้อนุสาวรีย์ บอนนั่มเชื่อว่าเขาจะได้พบพลังอันยิ่งใหญ่มากพอจะยุติทุกสงครามได้ เขาน่าจะรู้สิว่าเจ้าถูกขังอยู่เพราะเขาไปที่นั่นทุกวัน”

“ถ้าอย่างนั้นมันก็รู้เห็นด้วย มันทรยศต่อมิตรภาพของเจ้า” เทกาตัสตอบ

เบล้กมองเอบรามอย่างเศร้าสลด “ข้าผิดเอง แผนลวงครั้งนี้ลึกล้ำกว่าที่ข้าคิดไว้แต่แรก ข้าถูกชักใยทุกเรื่อง แม้แต่คนใกล้ตัวก็ยังทรยศหักหลังจนข้านึกไม่ถึง ข้าถูกหลอกใช้ให้หาดาวหางและกักขังเจ้าไว้อเก็ตต้า ข้าผิดเอง ข้าโลภวิชา เราทุกคนจึงถูกขังไว้”

“ท่านน่ะรึกักขังข้า” อเก็ตต้าย้อน “ข้านี่แหละแอบขโมยเงินจากกระเป๋าท่านทุกวี่ทุกวัน แถมยังนึกสังเวชเสียอีกที่ท่านยังอุตส่าห์จ้างข้าไว้”

“อเก็ตต้า” เอบรามเรียก และเดินไปหา “เจ้าเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้ หญิงที่เจ้ารู้จักในนามเยอร์ซิเนียนั้นเป็นนางฟ้าตกสวรรค์ ตอนนี้ถึงเวลาที่นางจะต้องเปลี่ยนร่างแล้ว ไม่เช่นนั้นนางจะกลายเป็นแบบเดียวกับรัมสกิ้น นางอยากได้ร่างของเจ้า นางจะเข้าสิงร่างเจ้าแล้วโยนวิญญาณเจ้าทิ้งไว้ในโลกมืด ยังจำได้ไหมเทกาตัส เทวประกาศิตเมื่อคราวสงครามหัวกะโหลกมีว่ากระไร คืนนี้เราต้องสู้อีกครั้ง สู้กับปีศาจที่แกร่งกว่าเดิม เจ้าจะร่วมมือกับข้าไหม”

“ข้าเกิดมาเพื่อสิ่งอื่นใดอีกเล่า” เทกาตัสยิ้ม ในใจนั้นลิงโลดนัก

บนถนนอันมืดมิด ม้าดำหลายตัวลากรถม้าสีดำคันยาวมาหยุดดังเอี๊ยดอยู่หน้าร้านหนังสือ มอร์บัส กัลลิคัสโดดลงจากรถ ถือแส้ เสื้อคลุมเคลือบขี้ผึ้งปลิวสะบัดอยู่ด้านหลัง

“พวกมันมาตามเจ้าแล้วอเก็ตต้า เราต้องไปจากที่นี่” เอบรามบอกขณะถอดเสื้อคลุมตัวยาวเหวี่ยงเข้ากองไฟ “เร็วเข้า ขึ้นไปที่ดาดฟ้า เราไม่ควรอยู่ที่นี่ตอนลูกแก้วอบาริสระเบิด”

“คัมภีร์!” เทกาตัสตะโกนแล้วฉวยเน็มโมเร็นซิสวิ่งตามเบล้กซึ่งไล่หลังเอบรามและอเก็ตต้าไปถึงบันไดแล้ว

บอนนั่มผู้สวมหน้ากากรูปกาดำปรี่เข้ามาในร้านหนังสือ แล้ววิ่งไปที่เตาผิง “มันต้องอยู่ในห้องลับแน่ๆ” เขารีบบอกมอร์บัส กัลลิคัส “เก็บนังเด็กนั่นไว้แล้วฆ่าไอ้เทวดาซะ” เขาตะโกนขณะถือปืนวิ่งผ่านชั้นหนังสือไป

ในเตาผิง เสื้อคลุมของเอบรามไหม้ส่งประกายไฟสีน้ำเงินเข้มสว่างจัดจ้าขึ้นเรื่อยๆ ลูกแก้วอบาริสลูกหนึ่งร่วงจากเสื้อคลุมที่กำลังไหม้ กลิ้งมาทางบอนนั่มซึ่งถลันโลดเข้าประตูห้องใต้ดินไป ลูกแก้วพลอยกลิ้งลงบันไดเข้าไปในห้องใต้ดินอับชื้นที่เชิงสะพาน

แสงดาวหางซึ่งสุกสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ ฉายเข้ามาในห้องใต้ดินทางหน้าต่างบานเล็ก มีเสียงเคาะที่หน้าต่างบานนั้นดังก๊อกๆ อยู่ตลอดเวลา บอนนั่มได้ยินจึงแหงนมอง แล้วเขาก็เห็นเงาร่างซาราพักห้อยต่องแต่งอยู่ในแสงจันทร์ เท้าซึ่งสวมรองเท้าสีดำของซาราพักกระแทกกระจกหน้าต่างอยู่


บทแปลนี้มิใช่เวอร์ชั่นก่อนพิมพ์เล่ม
จึงยังมีความลักลั่นเรื่องชื่อสถานที่อยู่บ้าง
ขออภัยด้วยค่ะ

(ติดตาม
บทที่ 28 – พิธีกรรมในคืนเพ็ญ
วันที่ 27 สิงหาคม
จบบริบูรณ์ค่ะ)

LITERATURE
 ขอบคุณของแต่งบล็อกจากอินเทอร์เน็ต



Create Date : 25 สิงหาคม 2562
Last Update : 25 สิงหาคม 2562 7:45:37 น. 26 comments
Counter : 267 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณกะว่าก๋า, คุณเริงฤดีนะ, คุณTui Laksi, คุณหอมกร, คุณวลีลักษณา, คุณtoor36, คุณmcayenne94, คุณที่เห็นและเป็นมา, คุณJinnyTent, คุณสองแผ่นดิน, คุณโอน่าจอมซ่าส์, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณhaiku, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณSweet_pills, คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณตะลีกีปัส, คุณสันตะวาใบข้าว, คุณInsignia_Museum, คุณSai Eeuu, คุณAsWeChange, คุณTurtle Came to See Me, คุณnewyorknurse, คุณtuk-tuk@korat


 
ความผิดพลาดที่น่าเศร้าใจ
ทุกความผิดพลาดน่าเศร้าใจ
หากไม่ได้เเรียนรู้อะไรเลยจากความผิดพลาดนั้นนะครับ

ผมชอบประโยคนี้ครับพี่

จักรวาลนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อรองรับพลังอำนาจ
แต่เพื่อความรักต่างหาก

อยากส่งไปให้บรรดาท่านผู้นำทั้งหลายได้อ่านกันครับ 555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 25 สิงหาคม 2562 เวลา:7:57:45 น.  

 
อ้อติด มา 3 emtry แล้ว
เข้ามาจองที่ก่อน
สายๆกลับมาอ่านยาววววว..
สวัสดีเช้าวันอาทิตย์ค่ะพี่ภา พี่หนูหล่อ


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 25 สิงหาคม 2562 เวลา:8:19:16 น.  

 
ทักทายยามเช้าค่ะคุณพี่ภา
ความยาวตอนนี้ ยาวมากๆ การแปลได้มากมาย
ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ชื่นชมค่ะ เก่งมากๆค่ะ
ขอให้ความชื่นชมและกำลังใจเป็นโหวตให้คร้า
สุขสันต์วันอาทิตย์นะคะ (น่าจะกำลังพักผ่อนอยู่บ้านป่า มั๊ยคร้า)


โดย: Tui Laksi วันที่: 25 สิงหาคม 2562 เวลา:8:46:43 น.  

 
ภาวิดา คนบ้านป่า Literature Blog ดู Blog
วันนี้สองบทเลยเหรอคะพี่ภา



โดย: หอมกร วันที่: 25 สิงหาคม 2562 เวลา:9:29:50 น.  

 
สนุกมากๆ เลยค่ะ กำลังตื่นเต้นเลยทีเดียว
คนเขียนเรื่องนี้จินตนาการล้ำลึกมาก

รอๆๆๆ วันที่ 27 ค่ะ
ขอบคุณนะคะ


โดย: วลีลักษณา วันที่: 25 สิงหาคม 2562 เวลา:10:35:27 น.  

 
ไม่เลิกคบค่ะ
อ้อ อ่าน 22-23 จบแล้ว
ก่อนอาหารกลางวัน
"คลายปม" แล้วจริงๆ



กำลังเตรียมอ่าน 24-25
ช่วงกลังกินยาและล้างจมูก หลังอาหาร

คงจะมาถึง ตอน 26-27 เวลาอ่าหาร
และทายามื้อเย็น



โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 25 สิงหาคม 2562 เวลา:12:20:43 น.  

 
ตื่นเต้นจริงค่ะ
แต่ในเนื้อหาที่ตื่นเต้น
ผู้แต่งก็ยังแฝงข้อคิดสอนใจ
ให้มนุษย์อย่างเราไว้ด้วย

พระเอกมาแล้ว โล่งใจ
ยัยอเก็ตต้า คงปลอดภัยแล้ว
เยอร์ซีเนีย เสน่ห์แรงจริงค่ะ



โดย: mcayenne94 วันที่: 25 สิงหาคม 2562 เวลา:12:49:19 น.  

 


และแล้วก็มาถึง 2 บท รองสุดท้ายฃะที
พอใกล้จบก้ไม่อยากให้จบ.มนุษย์ ชื่อ "อ้อ" นี้หนอ



ตอน 26 ..

"จักรวาลนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อรองรับพลังอำนาจ
แต่เพื่อความรักต่างหากล่ะ"
คำนี้ที่ เอบราม กล่าวนั้นช่างคมนัก

อืม..เอบราม นี่เป็นเทวดานักรบ
(เทวดาขาบู้)

ตอน 27...
รองสุดท้ายจริงๆแล้วฃินะ

Wow..ทั้งหมดทั้งมวลมาปกป้องอะเก็ตต้าแล้ว
ลุ้นๆว่า เทกาตัส และ เทวดาราฟาเอล
รวมทั้งเบล็กจะช่วยเธอได้อย่างไร

ไปติดตรมตอนอวสานต์กัน



โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 25 สิงหาคม 2562 เวลา:14:57:30 น.  

 
บล็อกนี้ได้แต่ให้กำลังใจนะคะพี่ภาขา


โดย: JinnyTent วันที่: 25 สิงหาคม 2562 เวลา:16:42:26 น.  

 
ผมก็ชอบอ่านคำคมมากครับพี่
ทั้งของฝรั่งและจีน
น่าสนใจมากพอกัน
เวลาเจอก็จะจดเก็บไว้เสมอครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 25 สิงหาคม 2562 เวลา:21:37:59 น.  

 
สวัสดียามดึก ค่ะ พี่ภา

มาอ่านสองตอนจนจบ ค่ะ ตอนที่ 26 ได้เห็น
อิทธิฤทธิ์ของ เทวดา เอบราม ราฟาแอล ชัดเจน
เลย ค่ะ
ตอน 27 คลายปมมากแล้ว สองเทวดา มาพบกันแล้วนะ เอบรามและทากาตัส ทั้งสองคงต้องร่วมมือกัน เพื่อปราบ เยอร์ซิเนีย ต่อไป อิอิ

โหวดหมวด งานเขียน ฯ

รออ่านตอนต่อไป ค่ะ


โดย: อาจารย์สุวิมล วันที่: 25 สิงหาคม 2562 เวลา:23:25:51 น.  

 


สวัสดียามเช้าครับพี่ภา



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 26 สิงหาคม 2562 เวลา:6:33:27 น.  

 
สวัสดียามเช้าค่ะพี่ภา
ดูจากลิงค์แต่ละบทมันสั้นเกินค่ะ
ลิ้งค์แรกมี 3 บทเชียวเหรอคะ





โดย: หอมกร วันที่: 26 สิงหาคม 2562 เวลา:7:05:53 น.  

 
วันเสาร์พาแมวไปหาหมอ 2 ตัวด้วยค่ะ
มีแมวงอกเพิ่มมาอีกตัว 555
ไว้จะอัพบล็อกรายงานนะคะ อิอิ


โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 26 สิงหาคม 2562 เวลา:10:20:48 น.  

 
ผมเองก็เพิ่งเคยเขียนนิยายครับพี่ภา 555
เขียนจบเป็นเรื่องแรกเลย
ปกติผมว่าผมเขียนงานสั้นๆถนัดกว่าครับ
พอนั่งเขียนนิยายใช้พลังงานและสมาธิเยอะกว่าจริงๆครับ 555





โดย: กะว่าก๋า วันที่: 26 สิงหาคม 2562 เวลา:11:22:40 น.  

 
กำ เอ๊ย กรรมจริง ๆ ค่ะ 555
โรคแมวงอกเป็นโรคระบาดร้ายแรงมากค่ะ

เมื่อกี้โผล่ไปเจอกระทู้นี้ในห้องแมว
https://pantip.com/topic/39175029




โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 26 สิงหาคม 2562 เวลา:11:25:09 น.  

 
สวัสดีมีสุขค่ะพี่ภาขา

ในสวรรค์ก็มีสงคราม และมีเพชฌฆาตฝ่ายธรรมะ
ไว้พิฆาตความชั่วร้าย...
แล้วเอบรามก็ยัดลูกแก้วอบาริสเข้ารูตุดของไดแอคก้า ระเบิดเถิดเทิง...แฮ่ะ
เหม็นอ่ะ


โดย: ตะลีกีปัส วันที่: 26 สิงหาคม 2562 เวลา:13:08:03 น.  

 
ชอบตรงประโยคนี้ครับ
“จักรวาลนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อรองรับพลังอำนาจ แต่เพื่อความรักต่างหากล่ะ..."
ผู้แต่งคงมีความเคยสัมผัสได้ของพลังงานนั้น
เดี๋ยวนี้มีผู้รู้กล่าวถึงบ่อยๆ เรียกว่า grace และพูดถึงการเข้าถึงพลังงานนี้ การรับและส่งต่อครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 26 สิงหาคม 2562 เวลา:13:32:26 น.  

 
สวัสดีมีสุขค่ะ

ทำแปลกๆ ดีที่อร่อยถูกปากค่ะ
บางทีแปลกมากๆ อย่างเคยต้มซุบเปลือกทุเรียน
ทำแล้วแหวะมาก...เสียเวลาประดอยค่ะ
รู้แล้วครั้งเดียวพอ


โดย: ตะลีกีปัส วันที่: 26 สิงหาคม 2562 เวลา:13:42:10 น.  

 
18.. หูยยยย โป๊ะเชะเลยค่ะ คุณอิม
อ่านแล้วเก็บแง่มุมเทียบเคียงได้ขนาดนี้
ต้องยกนิ้วให้เลยนะคะ ดีใจสุดๆ
ที่มีผู้อ่านแบบนี้

ผู้เขียนคือ G.P. Taylor เป็นหลายอย่าง
ในชีวิตของเขา เช่น เป็นนักปั่นมอเตอร์ไซค์
เป็นตำรวจ และเป็นพระ ในช่วงที่เป็นพระ
ก็ศึกษาลงลึกมากทั้งปรัชญาศาสนา และ
ประวัติศาสคร์ยุคกลาง รวมทั้งเป็นนักเขียนนิยาย
หลายซีรี่ย์ เป็น best sellers และได้รับหลาย
รางวัล แต่ที่สุดแล้ว ลูกสาวป่วยหนักมาก
เขาละทิ้งทุกอย่าง รวมทั้งเลิกเขียนไปเลย
เพื่อมาดูแลลูกสาวค่ะ



โดย: ภาวิดา คนบ้านป่า วันที่: 26 สิงหาคม 2562 เวลา:14:11:33 น.  

 
ยินดีครับ
ประวัติของท่าน G.P. Taylor น่าสนใจมากครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 26 สิงหาคม 2562 เวลา:14:22:01 น.  

 
มาให้กำลังใจพี่ภาค่ะ


โดย: Sai Eeuu วันที่: 26 สิงหาคม 2562 เวลา:16:37:53 น.  

 
ขอบพระคุณพี่ภาสำหรับพรวันเกิดนะคะ
ต๋าขอน้อมรับและขอให้พี่ภามีความสุขมากๆในทุกๆวันค่ะ



โดย: Sweet_pills วันที่: 27 สิงหาคม 2562 เวลา:6:28:42 น.  

 

สวัสดียามเช้าครับพี่ภา



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 27 สิงหาคม 2562 เวลา:6:30:53 น.  

 
อ่านจบอีก 2 บท
บอนนั่มผู้สวมหน้ากากรูปกาดำ
ค่อยๆเผยโฉมแต่ละคนในเรื่อง


โดย: สองแผ่นดิน IP: 171.5.47.99 วันที่: 28 สิงหาคม 2562 เวลา:13:53:51 น.  

 
ดีจัง ได้อ่านรวดเดียวจบเลยค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 28 สิงหาคม 2562 เวลา:14:29:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
ภาวิดา คนบ้านป่า
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 123 คน [?]




BG Pop.Award #14
BG Pop.Award #13
BG Pop.Award #12
BG Pop.Award #11
BG Pop.Award #10
BG Pop.Award #9
BG Pop.Award #8
BG Pop.Award #7
BG Pop.Award #6
....



เอนทรี่หมวดไดอารี่ เริ่ม ม.ค. 2562
  • ตะพาบ 238 วิถีการกินอยู่ของสว.
  • 3F #40: เข้ากั๊น...เข้ากัน"
  • มวลดอกไม้ในความทรงจำ:เทียนฝรั่ง...
  • มวลดอกไม้ในความทรงจำ:ว่านเสน่หา...
  • ตะพาบ 236 สุสานความคิด
  • มวลดอกไม้ตั้งแต่เริ่มปลูกสวนป่า
  • อาชีพนักแปล เล่มที่ 1
  • 3F ข้าวราดผัดถั่วงอก+ไข่ดาวxxx
  • 3F ข้าวราดผัดเครื่องแกงไก่กับ..+ไข่เจียว
  • ตะพาบ 234 ความดีที่คู่ควรแก่การไหว้
  • ตะพาบ 233 เรื่องที่เรา(ไม่สำนึก)เสียใจ
  • 3F ผัดผักหวานกับวุ้นเส้นใส่ไข่
  • ตะพาบ 232 ความเป็นไทย
  • ตะพาบ 231 มิ่งมิตร
  • ตะพาบ 230 ความกลัว
  • ตะพาบ 229 สนามรบ
  • ตะพาบ 228 ต้นไม้ ดอกไม้
  • ตะพาบ 227 ถ้า 1 ปีมี 10 เดือน xx
  • 3F ยำทวาย
  • ตะพาบ 226 พักใจ
  • ชมดอกไม้ที่สิงคโปร์ ตอน 3
  • ตะพาบ 225 เฝ้ารอ
  • ชมดอกไม้ที่สิงคโปร์ ตอน 2
  • ตะพาบ 224 ความกล้าหาญครั้งสุดท้าย
  • 3F แกงขี้เหล็กกับหมูย่าง
  • ชมดอกไม้ที่สิงคโปร์ ตอน 1
  • ตะพาบ 223 เพื่อนใหม่
  • อุ่นเครื่องชมดอกไม้ที่สิงคโปร์x
  • เอื้องมะลิ/หวายตะมอย
  • ตะพาบ 222 ของขวัญที่ไม่อยากได้
  • Cattleya skinneri'Casa Luna'
  • ตะพาบ 221 คู่หู
  • 3F แกงส้มมะรุมกับกุ้ง
  • ปลูกป่าไม้ใหญ่: กระดังงาไทย+นกแก๊ก
  • ตะพาบ 220 ไล่
  • ตะพาบ 219 แพงที่สุดที่เคยซื้อ
  • การเขียนบล็อก 2551-ปัจจุบัน
  • --<>--

    เอนทรี่หมวดสัตว์เลี้ยง เริ่ม ม.ค. 2562
  • เจ้านุ้งกับเสื้อสลายพลังซ่า
  • เจ้านุ้งไม่ชอบใส่เสื้อ&ไม่สู้อากาศเย็น
  • เจ้านุ้งเจาะเลือดเช็คเกล็ดเลือด
  • เจ้านุ้งรายงานตัวอาการดีขึ้น
  • เจ้านุ้งกับผลอัลตร้าซาวด์
  • เจ้านุ้งป่วยหนักมากขึ้น
  • เจ้านุ้งไม่ฉะบาย
  • เจ้านุ้ง"รู้เยอะ"มากขึ้นทุกวันx
  • เจ้านุ้งเกือบ 5 ขวบแล้ว รู้เรื่องและเลี้ยงง่าย
  • เจ้านุ้งโดนแกล้งจนหัวเป็นกระเซิง
  • เจ้านุ้งยังร้อนไม่เลิกแต่ก็มีความสุข
  • เจ้านุ้งผจญอากาศร้อนระดับพระกาฬ
  • เจ้านุ้งกับขนสั้นรับลมร้อน v
  • เจ้านุ้งเฝ้าบ้านให้แม่ไปเที่ยว(อีกแล้ว)
  • เจ้านุ้งเมื่อวันที่อุณหภูมิ 16 องศา
  • เจ้านุ้งกับการดูแลบริเวณบ้าน
  • เจ้านุ้งกับผลไม้สุดโปรด
  • --<>--

    เอนทรี่หมวดงานเขียน เริ่ม เมย.62
  • ตะพาบ 237 วิธีเขียนบล็อกให้น่าสนใจ
  • ตะพาบ 235 เติมพลัง
  • บทที่ 28 พิธีกรรมในคืนเพ็ญ
  • บทที่ 26 ความผิดพลาด& 27 สงคราม
  • บทที่ 24 เผชิญหน้า.. &บทที่ 25 เทพธิดา
  • บทที่ 22 โลกันตร์.. & บทที่ 23 คลายปม
  • บทที่ 20 มอร์บัส & บทที่ 21 ตามบัญชา..
  • บทที่ 18 รัมสกิ้น & บทที่ 19 รถม้า..
  • บทที่ 17 อรุณสีเลือด
  • บทที่ 16 สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์
  • บทที่ 15 วิกาลภูตกับผู้คุม
  • บทที่ 14 ไคมีร่า สัตว์พหุพันธุ์
  • บทที่ 13 ภายใต้ผ้าคลุมหน้า
  • บทที่ 12 กำเนิดปีศาจร้าย
  • บทที่ 11 เมืองต้องมนตร์
  • บทที่ 10 ประสานพลังศาสนเวทย์
  • บทที่ 9 ตายซ้ำเจ็ดครา
  • บทที่ 8 ต้องตายก่อนจึงจะได้เป็นอิสระ
  • บทที่ 7 ร้านบิ๊บเบิ้ลวิคที่สะพานลอนดอน
  • บทที่ 6 คัมภีร์อาถรรพณ์
  • บทที่ 5 ปีกเทวดาตกสวรรค์
  • บทที่ 4 ซอยอินนิโก้
  • บทที่ 3 หมอยา
  • บทที่ 2 เหตุป่วนสมอง
  • บทที่ 1 ดาวพิษเวิร์มวู้ด
  • --<>--
    Friends' blogs
    [Add ภาวิดา คนบ้านป่า's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.