Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2562
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
23 สิงหาคม 2562
 
All Blogs
 
นิยายแปลเรื่อง ดาวพิษ บทที่ 24 เผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ&บทที่ 25 เทพธิดามายาวี แปลโดยภาวิดา คนบ้านป่า

LITERATURE
นิยายแปลเรื่อง ดาวพิษ
บทที่ 24 - เผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ &
บทที่ 25 - เทพธิดามายาวี
แปลโดยภาวิดา คนบ้านป่า
****************************************************************

ความเดิม:
บทที่ 1 ดาวพิษเวิร์มวู้ด........บทที่ 2 เหตุป่วนสมอง........บทที่ 3 หมอยา
บทที่ 4 ซอยอินนิโก้............บทที่ 5 ปีกเทวดาตกสวรรค์
บทที่ 6 คัมภีร์อาถรรพณ์......บทที่ 7 ร้านบิ๊บเบิ้ลวิคบนสพานลอนดอน
บทที่ 8 ต้องตายก่อนจึงจะได้เป็นอิสระ.........บทที่ 9 ตายซ้ำเจ็ดครา
บทที่ 10 ประสานพลังศาสนเวทย์................บทที่ 11 เมืองต้องมนตร์
บทที่ 12 กำเนิดปีศาจร้าย......................บทที่ 13 ภายใต้ผ้าคลุมหน้า
บทที่ 14 ไคมีร่า – สัตว์พหุพันธุ์..............บทที่ 15 วิกาลภูตกับผู้คุม
บทที่ 16 สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์...................บทที่ 17 อรุณสีเลือด
บทที่ 18 รัมสกิ้น แอชโมได & บทที่ 19 รถม้ากับดาวหาง
บทที่ 20 มอร์บัส กัลลิคัส & บทที่ 21 ตามบัญชาของมายาวี
บทที่ 22 โลกันตร์และอเวจี & บทที่ 23 คลายปม

ใกล้จบแล้ว ถือโอกาสขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่สนใจอ่านเรื่องที่จขบ.นำมาให้อ่านกันเล่นๆ ไม่ได้หวังโหวตเพื่อสายสะพายแต่อย่างใดนะคะ มาเริ่มลงตั้งเดือนเมษาแล้ว มีแค่ 20 กว่าเอนทรี่ รีบๆลงให้จบเพราะมีเรื่องให้ต้องดูแลมากมาย จบแล้วหมวดนี้ก็ยังไม่รู้จะเขียนอะไรต่อเลยค่ะ

 
 

************************************************************** 
บทที่ 24 เผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ

ขณะนั้นเพิ่งบ่ายสี่โมง แต่แสงอาทิตย์เริ่มสลัวลง ทอดเงายาวไปทั่วเมืองราวกับจวนค่ำ อเก็ตต้านั่งซุกอยู่ข้างเตาผิงมุมร้านหนังสือ ตามองเทกาตัสถือเน็มโมเร็นซิสเดินไปเดินมา ค่อยๆ พลิกหน้าคัมภีร์ซึ่งทำด้วยหนังแผ่นหนา ตั้งแต่ทั้งสองมาถึงที่นี่ อเก็ตต้าก็รู้สึกว่าคัมภีร์เล่มนี้มีอำนาจเหนือเจ้าหล่อนมากขึ้นเรื่อยๆ นึกถึงความขมขื่นทั้งมวลที่ทำให้ปวดใจไปพลาง เจ้าหล่อนก็เหงื่อแตกพลั่ก พาลสาปแช่งแม่ว่าชอบโกหกและทำไม่ดีต่อตน เจ็บใจและขมขื่นเสียจนอยากตอบโต้แม่ด้วยวาจายอกย้อน อยากใช้คำชั่วๆ ซึ่งจะกล้าก็แค่กระซิบกับตัวเอง ด้วยกลัวว่าเทวดาหรือวิญญาณเด็กที่วิ่งไล่จับกันอยู่ในร้านจะได้ยิน

ผีเด็กตนนั้นนั่งจ้องอเก็ตต้าอยู่หน้าเตาผิงตลอดบ่ายอันวุ่นวายและยาวนาน เทกาตัสและอเก็ตต้ารอให้พลบค่ำ ให้ถนนปลอดจากผู้หนีภัยซึ่งตอนนี้ค่อยๆ เคลื่อนขบวนข้ามสะพานมุ่งหน้าไปสู่ทุ่งหญ้าทางใต้ บางคราววิญญาณตนนั้นก็เลือนลางจนแทบมองไม่เห็น แต่แล้วก็กลับกระจ่างขึ้นราวกับเป็นเทียนไขเพิ่งจุดใหม่ บัดนี้ร่างผีปรากฏชัดขึ้น เห็นใบหน้าสะท้อนแสงจากเปลวไฟ

“ทำไมยังไม่รู้จักหนีไปกันอีก” ผีน้อยตะคอก ตลอดทั้งวันแกแทบไม่พูดอย่างอื่นเลย “ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับเจ้า เดี๋ยวพวกมันจะกลับมาแล้วยังมีพวกอื่นๆ ที่คอยจ้องจะทำร้ายเจ้าด้วย”

เทกาตัสตัดบทห้วนๆ “เราจะอยู่ที่นี่จนกว่าจะมืด ต่อจากนั้นถ้าเจ้าอยากอยู่หลอกตัวเองก็เชิญเถอะ คงจะมีความสุขดีอยู่หรอก”

อเก็ตต้าไม่เคยพูดกับผีมาก่อน เจ้าหล่อนเคยได้ยินเรื่องผีมาบ้าง แต่ก็หัวเราะเยาะว่าเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน แต่ที่นั่งอยู่ตรงหน้าตอนนี้ก็คือผีจริงๆ ตนหนึ่ง หน้าซีดเผือด นัยน์ตาลึกเหม่อมองอย่างเศร้าสร้อย ปากเบะเพราะสิ้นหวังในสภาพของตัวเอง

“เจ้าต้องไปซะ ไม่งั้นเจ้าก็จะเป็นอย่างข้า” ผีเด็กย้ำ ตะคอกเสียงแหลมแผดไปทั่วห้อง

“ตายแล้วเป็นยังไงเหรอ” อเก็ตต้าถาม พลางลากเก้าอี้เข้าไปใกล้เตาผิง

“ข้ายังไม่ตาย ข้าก็มีชีวิตเหมือนเจ้า” ผีเด็กพูดขึ้น

“ครั้งหนึ่งเจ้าเคยมีชีวิต แต่ตอนนี้เจ้าวอบไปแวบมาเหมือนผียังงี้เจ้าก็ต้องตายแล้วแน่ๆ มันเป็นยังไงล่ะ”

“ง่ายจะตาย ข้าก็แค่โดดออกจากร่างแล้วทิ้งมันไป รู้ตัวอีกทีก็อยู่ที่นี่ แล้วอะไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิม”

“เจ้าชื่ออะไร” อเก็ตต้าถาม

“เขาเอาชื่อข้าไป” ผีตนนั้นกล่าวพลางห่อไหล่ ตัวสั่นเทา “เอาไปเก็บซ่อนไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ ข้าเคยเห็นหนหนึ่งแต่อ่านไม่ออก ถ้าข้าได้ชื่อคืน ข้าก็จะไปจากที่นี่ได้ ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่ตลอดไปหรอก” แกหัวเราะเบาๆ เหมือนเสียงฟันกระทบกัน

“เจ้าไม่ควรคุยกับวิญญาณ” เทกาตัสกล่าวพลางปิดคัมภีร์แล้ววางไว้บนชั้น “เมื่อเขาตายจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องของเจ้า แม้แต่เทวดาก็ยังต้องถอยห่างให้สุดเอื้อม พวกปลุกผีก็ต้องอยู่ให้ห่างเหมือนกัน”

“แธดเดียสขโมยชื่อเจ้าไปเหรอ” อเก็ตต้าถามเบาๆ

“คนขายหนังสือชอบให้เราอยู่ด้วย เขาคงคิดว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน”

“งั้นทำไมเขาถึงไม่ปล่อยเจ้าไปล่ะ” เทวดาถามทันควัน “ทำอย่างนั้นสิถึงจะเรียกได้ว่าใจดี”

“อาจจะเป็นเพราะเขามีแต่เรา เขาไม่มีครอบครัวของ…” วิญญาณตนนั้นตัวแข็งทื่อขึ้นทันใด ตาถลนออกมา “มีคนมา” แกบอกแล้วหายวับไป

เทกาตัสผลักคัมภีร์กลับเข้าชั้น รีบคว้ามืออเก็ตต้าแล้วดึงเจ้าหล่อนเข้าไปในห้องหลบภัย หลังเตาผิง เขาฉวยเทียนไขบนโต๊ะแล้วปีนเข้าในห้อง ผนังด้านบนมีช่องเล็กๆ เจาะไว้ระหว่างหิน มองเห็นภายในร้านได้ถนัดตา อเก็ตต้าเห็นแสงลอดเข้ามา จึงยื่นหน้ามองออกไปทางช่องสอดแนม เห็นแด๊กด้า ซาราพักท่ามกลางชั้นวางหนังสือและหนังสือที่กองเป็นตั้งๆ เขาเดินไปตามทางเดิน เหมือนแมลงปีกแข็งตัวผอมยาวมุ่งหน้าสู่หลังร้าน ใกล้ที่ซ่อนของทั้งคู่เข้ามาทุกทีๆ

เทกาตัสเงียบ ราวกับมีญาณวิเศษ ไม่จำเป็นต้องมองก็หยั่งรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น “ไอ้นี่แหละที่เล็มขนข้า” เขากระซิบกับอเก็ตต้า “มันจะมาขโมยคัมภีร์”

ซาราพักหยุดชะงักแล้วเงยหน้าขึ้น มองไปทั่วห้องกว้างหลังคาโค้งเพื่อหาที่มาของเสียง อเก็ตต้าเห็นผีเด็กตนนั้นโผล่ขึ้นเหนือหัวซาราพัก ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปทางตั้งหนังสือที่อยู่ชั้นบนสุด อเก็ตต้าอยากจะตะโกนบอกให้หยุดเพราะรู้ว่าแกคิดจะผลักหนังสือตกลงมา ทันใดนั้นชั้นหนังสือเหนือหัวซาราพักก็สั่นกึกๆ พอเขาเงยหน้าพระคัมภีร์ไบเบิ้ลปกดำเล่มหนาสามเล่มก็ตกตามๆ กันลงมาเหมือนสายฝนแห่งสัจธรรม คัมภีร์แต่ละเล่มหล่นลงใส่ตัวเขาแล้วกระดอนลงสู่พื้น เมื่อเล่มสุดท้ายตกต้องตัว ซาราพักถึงกับทรุดลงคุกเข่า ผีน้อยกระโดดโลดเต้นไปตามชั้นหนังสือ เสียงหัวเราะคิกคักสะใจสะท้อนอยู่ข้างบน

ซาราพักหรี่ตามองไปรอบๆ ห้องก่อนล้วงกระเป๋าเสื้อคลุมแล้วดึงแว่นตากรอบทองเลนส์สีน้ำเงินเข้มออกมา อเก็ตต้าอ้าปากค้าง มันเหมือนแว่นของคนที่คอยตามเจ้าหล่อน และเทกาตัสรู้สึกได้ว่าเจ้าหล่อนผิดปกติ เขาผลักเจ้าหล่อนไปข้างๆ แล้วมองลอดรูเล็กๆ นั้น

“แว่นตาคู่โปรด ของข้า” เขาพึมพำ ผละจากช่องสอดแนม “พ่อเจ้าเอาของข้าไปตอนซื้อข้าไปร่วมคณะแสดงสัตว์หายาก”

“ผู้ชายที่มาที่นี่เมื่อวันก่อนและคนที่คอยตามข้าก็มีแบบนั้นเหมือนกัน” อเก็ตต้ากล่าว

“เขามีแว่นตาแบบนั้นเหมือนกันเลยเรอะ”

“เหมือนเปี๊ยบเลย เป็นกระจกหนาๆ สีน้ำเงินพรางดวงตา ค้างไว้บนปลายจมูก”

“ถ้างั้นข้าก็ไม่ใช่เทวดาตนเดียวที่อยู่ในลอนดอนน่ะซี ข้ากลัวมากนะนี่ รู้แล้วละว่าเขาตามเจ้าทำไม” เทกาตัสกระซิบ “เมื่อมองผ่านแว่นนั้น เขาจะเห็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจเห็นได้”

เทกาตัสจ้องขณะซาราพักไล่มือไปตามสันหนังสือบนชั้นที่ซ่อนเน็มโมเร็นซิสไว้ ซาราพักชะงัก ค้างนิ้วไว้บนปกหนังสือ เนื้อตัวสั่นระริกราวโดนไฟดูดอย่างฉับพลัน แว่นร่วงจากจมูก เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น เขาถอยห่างจากคัมภีร์เล่มมหึมานั้น พุ่งมือปราดออกไปอีกครั้ง จับสันหนังสือแล้วกระตุกกลับเมื่อประกายไฟสีน้ำเงินวาบขึ้นมา เขาแหย่มือเข้าๆ ออกๆ ให้เกิดประกายไฟพลางหัวเราะกิ๊กกั๊กเหมือนเด็กน้อยได้ของเล่นใหม่

“เน็มโมเร็นซิสเจอเขาเข้าแล้ว” เทวดาพูดขณะมองลงไป

ซาราพักยังไม่หยุดเล่น เขากระตุกมือทุกครั้งที่นิ้วต้องประกายไฟ แต่ทันใดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นแผ่นทองบางๆ หุ้มหนังสือที่อยู่ติดกันบนชั้นที่มีหนังสือเต็มแน่น

“จุลเลขการ!” เขาตะโกน ดีดตัวลุกขึ้นยืนและรู้ว่าเขาพบสิ่งที่ตามหาแล้ว “บลูสกิน แดนบี้ไม่ได้โกหก ความจริงที่เขาบอกประจักษ์แก่ตาข้าแล้ว”

เมื่อซาราพักจับแผ่นไม้เล็กๆ ข้างใต้หนังสือ มันก็เลื่อนออกจากชั้น เผยให้เห็นช่องแลลึกลงไปในความมืด ซาราพักพยายามเขม้นมองลงไป แต่ไม่เห็นอะไร ด้วยความหงุดหงิด เขาจึงสอดแขนล้วงลงไปในช่องนั้น หัวเบียดชิดชั้นหนังสือ จมูกผอมยาวแนบติดกับแผ่นไม้ พอรู้สึกว่าปลายนิ้วสัมผัสถุงกำมะหยี่เนื้อนุ่ม ซาราพักก็พยายามเหยียดแขนล้วงลึกลงไปอีก เชือกมัดถุงหลุดมือหลายครั้งเหมือนยั่วเย้า ซาราพักยันผนังไว้แล้วดันตัวลึกเข้าไปอีกเพราะทองคำนั้นเร้าใจยิ่งนัก

“เสร็จข้าละ” ซาราพักพูดเมื่อคว้าถุงนั้นได้ เขาดึงสุดแรง ถุงขยับสามนิ้วแล้วก็ติดเหมือนมีอุปสรรคขวางอยู่หรือไม่ก็มือปีศาจยึดไว้เพราะไม่อยากปล่อยมันไป “ติดอะไรอยู่วะ” ซาราพักแผดเสียงอย่างโกรธแค้น “แดนบี้ เลิกตุกติกกับข้าเดี๋ยวนี้” คำพูดของเขาสะท้อนไปทั่วห้องที่สลัวลง เขาปล่อยถุงอันหนักอึ้งและพยายามเหยียดมือให้ลึกเข้าไปอีกหนึ่งนิ้ว

ระหว่างคลำนิ้วเปะปะไปตามพื้นหินอ่อนเรียบเย็นที่ปูทั่วช่องนั้น เขานึกถึงทองคำและจินตนาการว่ากำลังนับเหรียญสีเหลืองทองเนื้อหนา แล้วหย่อนมันลงกระเป๋าทีละเหรียญๆ เขาหัวเราะหึๆ กับตัวเองเมื่อหวนนึกถึงแคดมุสซึ่งดูเหมือนหมูขี้กลัวตอนที่เห็นผีบลูสกิน แดนบี้ เพื่อนคืออะไรนะ เขาคิด ก็คือคนที่เราต้องโกงเมื่อโอกาสอำนวยไงล่ะ แม้ความคิดจะเปลี่ยนไปมา แต่นิ้วก็ยังคลำไปถูกขอเกี่ยวเล็กๆ คมๆ ที่ยึดถุงไว้กับก้นหลุม เขาใช้นิ้วก้อยเกี่ยวถุงหลุดออกมา พริบตานั้น ซาราพักรู้สึกว่าผนังช่องด้านหนึ่งเด้งเปิดออกเหมือนเขาสับถูกกลไกเปิดห้องลับ ดวงตาเขาเบิกกว้างอย่างคาดหวัง ความอยากได้พลุ่งพรวดขึ้นมาจุกลำคอ “ดีใจจริงโว้ย” ซาราพักพึมพำ พลางฉกมือเข้าไปในช่องแคบยาวที่เปิดออกอีกด้าน “ถุงทองคำและขุมทรัพย์เก่าแก่จะปรากฏต่อหน้าข้า ณ บัดนี้แล้ว” เขาฮัมเป็นเพลง

ขณะเทกาตัสแอบดูอยู่นั้น ซาราพักก็ตัวแข็งทื่ออย่างกะทันหัน เขากระโดดโหยง ชักมือออกจากช่อง แล้วก้มมองกำปั้นของตน

แมงป่องตัวหนึ่งดิ้นขลุกขลักอยู่ในกำมือ พยายามแทรกตัวผ่านนิ้วชี้กับนิ้วโป้ง ซาราพักหงายมือยกขึ้นดูใกล้ๆ หางยาวเป็นเดือยแหลมของมันกระตุก โอบนิ้วทั้งสี่ไว้ ง้างกลับ แล้วต่อยหลังมือของเขาแรงๆ หลายที

ซาราพักคลายกำมืออย่างรวดเร็วเหมือนเปิดกับดักติดสปริง แมงป่องปลิวหวือหล่นลงบนเท้าของเขาอย่างปลอดภัย มันปราดเข้าหาเขาและขยับก้ามไปมา ซาราพักกระโดดเหยงๆ พยายามเหยียบมัน เขากุมข้อมือขวาไว้แน่นเมื่อรู้สึกว่าพิษกระจายไปตามเส้นเลือด เหงื่อใสๆ เม็ดเป้งผุดเต็มหน้าผาก แมงป่องตัวอ้วนสีน้ำตาลยังวิ่งวนอยู่รอบเท้า เขาพยายามกระทืบมัน แหกปากร้องพลางกระโดดไปมา พิษไหลเข้าถึงหัวใจอย่างรวดเร็ว แค่สองวินาทีซาราพักก็ยืนตัวแข็งทื่อ กุมหน้าอกแน่น ใบหน้าซีดเผือด ผิวแก้มซูบซีดเขม็งเกร็ง เขาพยายามเปล่งเสียง อ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาที่พยายามฮุบอากาศเข้าปอด

ฝุ่นละอองบนพื้นหมุนเป็นวง ร่างปีศาจของบลูสกิน แดนบี้ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ดูดแสงในห้องทั้งหมดไปใช้ก่อรูปร่างเป็นตัวตน งูตัวหนึ่งเลื้อยออกมาจากเบ้าตากลวงของแดนบี้ พุ่งเข้าพันรอบคอขาวผอมยาวของซาราพัก ม้วนหางพันรอบไหล่แล้วเริ่มรัดให้ขาดใจตายอย่างช้าๆ

“วิเศษจริง เจ้างูตัวนี้” แดนบี้กล่าวกลั้วหัวเราะ “ได้มาตอนสิ้นใจ เป็นของขวัญสำหรับชีวิตหลังความตาย รอยสักบนผิวหนังกลับมีชีวิต และตอนนี้ก็จะนำความตายมาสู่เจ้า”

เท่าที่ซาราพักมองเห็นด้วยดวงตาที่ต้องพิษจนพร่ามัวคือภาพลางๆ ของบลูสกิน แดนบี้ เลือดไหลพรูออกมาเต็มหูจนได้ยินคำพูดของแดนบี้เป็นเพียงเสียงพึมพำแว่วมาจากโลกอันห่างไกล

“เป็นอะไรไปล่ะ งูมันฉกลิ้นเจ้าไปเหรอ” แดนบี้หยอกซาราพักขณะฝ่ายหลังสำลัก “ข้าคิดว่าเลเมี่ยนจะมาเอาเงินเองซะอีก แต่กลายเป็นเจ้าแจ้นมาเพราะโลภมากกว่า เห็นแล้วละว่าเจ้าได้ของถูกใจ สิ่งสุดท้ายที่ข้าทำก่อนตายก็คือวางกับดักนั่นไว้” เขามองไปรอบๆ ห้อง “จริงๆ แล้วก็แปลกดีนะ ข้าไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นกับดักทำงาน แต่ความตายปรานีข้านัก ข้าซื้อแมงป่องมาจากท่าเรือ เขาเลี้ยงมันไว้ในกรงเงิน ถ้ามีโอกาสสักนิด ข้าน่าจะเอากรงเงินไปจำนำซะก่อนได้ แต่เชือกนั่นนำเคราะห์มาขวางทางข้าไว้ซะก่อน”

ซาราพักพยายามดิ้นให้หลุดจากบ่วงมีชีวิตที่พันอยู่รอบคอและรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ ความตายค่อยๆ คืบคลานมาครอบงำร่างทุกตารางนิ้ว แดนบี้เดินวนรอบเหยื่อของตนช้าๆ เยาะเย้ย ซาราพักที่กำลังลิ้มรสแห่งหายนะ “บอกหน่อยซิซาราพัก เจ้าหวังว่าจะได้อะไร” เขาลูบคลำงูตัวยาวสีดำที่ขู่อยู่ฟ่อๆ “ไงล่ะเพื่อน เจ้ายื้อชีวิตไว้เหมือนเด็กที่ตกใจกลัว ยอมซะเถอะ แล้วมาอยู่กับข้า เราจะได้สวมกอดกันฉันพี่น้องสุดระยำ”

ซาราพักป่ายมือเปะปะเหมือนคนตาบอดคว้าชั้นหนังสือข้างตัว มือบวมเป่งเป็นเจ็ดเท่าและเต้นตุบๆ ตามแรงหัวใจที่เต้นล้าลงจวนจะหยุด เขารวบรวมเรี่ยวแรงครั้งสุดท้าย จิกนิ้วลงไปในไม้เนื้ออ่อน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะยื้อชีวิตตัวเองไว้ได้ทั้งที่รู้ว่าไม่มีหวัง ขณะหอบหายใจเหมือนคนกำลังจะจมน้ำ อ้าปากหายใจฟืดฟาดต่อสู้กับความตายอันทุรนทุรายมากขึ้นทุกขณะ

“เฮ้ย ไม่เอาน่า” แดนบี้ตะโกนขณะงูเลื้อยไปขดตัวอยู่บนหน้าซาราพัก “ไปกับข้าเถอะ จะได้ช่วยกันล้างแค้น…”

ซาราพักพยายามยื้อชีวิตไว้ เขากระชากงูตัวนั้นออกจากใบหน้า ตาจับจ้องผนังสูงเหมือนจะรู้ว่าเทกาตัสซ่อนอยู่ตรงนั้น ด้วยลมหายใจเฮือกเดียวที่เหลือ เขาตะโกนเป็นครั้งสุดท้าย “เจ้าไม่เคยช่วยข้าเลย…ไม่เลย ไอ้สัตว์นรก” คำพูดนั้นติดอยู่ในลำคอ ขณะที่เขาคุกเข่าลงแล้วก็ล้มฮวบหน้าคว่ำ

แดนบี้ก้มลงมองศพ จับหางงูพิษยกขึ้น ดึงลำตัวมันจนตรงทื่อเหมือนไม้เท้ายาวหนาๆ แล้วใช้หัวงูแตะหลังซาราพักสามครั้ง “ตื่นเถิด เจ้าผู้หลับใหล จงตื่นขึ้นจากความตาย” เขาพูดเบาๆ พลางโบกไม้เท้างูพิษเหนือร่างซาราพัก ดึงกระจุกผมจากท้ายทอย “ดวงวิญญาณจงเป็นของข้า ผู้ตายจงเป็นของข้า”

ผีซาราพักลุกขึ้นจากร่างช้าๆ มองไปรอบๆ ห้อง เหนือขึ้นไป บรรดาผีเด็กยืนอยู่ตามชั้นหนังสือทุกชั้น เขาค่อยๆ หันมาประจันหน้ากับบลูสกิน แดนบี้ซึ่งยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ข้ารอโอกาสนี้มานานแล้ว แต่ความตายของเจ้าดูไม่ค่อยจะหอมหวานเหมือนที่ข้าเคยคิดไว้” แดนบี้กล่าว เขาบิดหัวงูให้ตื่นจากภวังค์คืนสู่สภาพอ่อนนิ่มตามเดิม แล้วยื่นปอยผมรุ่งริ่งของซาราพักไปข้างหน้า “เจ้าจงมาอยู่กับข้าในอเวจี และด้วยชิ้นส่วนจากเนื้อหนังของเจ้า ข้าจะยึดชื่อเจ้าไว้ …”

ด้วยความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด ผีซาราพักพยายามนึกถึงคำคุ้นเคยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก แต่ราวกับมันถูกขโมยไปจากความคิดและหายไปจากความทรงจำ เขาไร้ชื่อเสียแล้ว

ผีซาราพักมองรอบๆ ตัว แต่ความตายอันเศร้าหมองพรางทุกสิ่งที่เขาเห็น เขามิอาจรู้สึกถึงความร้อนจากเปลวไฟที่ลุกท่วมฟืนจนแตกเปรี๊ยะได้อีกต่อไป สรรพสิ่งดูมัวซัวซีดจางในแสงสลัว แมงป่องวิ่งรี่ไปตามพื้นกระดาน พลางขยับก้ามไปมา เลียบข้างชั้นหนังสือแล้วหายไปในรูหนูตรงมุมห้อง

แดนบี้หัวเราะหึหึ “ผู้คนจะเรียกชื่อเจ้า แต่เจ้าจะไม่รู้ว่าเขาพูดกับเจ้า ข้าเป็นพ่อเจ้าเมื่ออยู่ในนรก และขอตั้งชื่อเจ้าว่าคาชาล” มันแตะบ่าเขา “เรามีงานต้องทำ ต้องไปเอาวิญญาณข้ากลับมา”

แดนบี้ค่อยๆ เลือนหาย หลอมรวมกับวิญญาณคาชาลที่ตวัดสายตาขึ้นมองช่องสอดแนมขณะที่รูปร่างค่อยๆ กระจัดกระจายจนกลายเป็นอณูแสงก่อนจะหายลับไป


เทกาตัสเงียบ เขาเคยเห็นชะตากรรมเช่นนี้เมื่อนานมาแล้ว ณ ริมมหานทีแห่งนั้น ร่างของแด๊กด้า ซาราพักนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นกระดาน วิญญาณหลุดลอยไปแล้ว เทวดาหันกลับมานั่งอยู่ในห้องมืดๆ นั้น ตอนนี้เขารู้แล้วว่าจะต้องทำอะไร เขาปรารถนาจะสยายปีกโกร๋นๆ โผบินคืนถิ่น แต่เมื่อตระหนักว่าตนตกสวรรค์ลงมาไกลเพียงใด จิตใจอันเปี่ยมหวังก็สลดลง เขาละทิ้งมนตร์วิเศษสิ้นแล้วทั้งปวง เพียงเพื่อเสาะหานางเดียวที่ไม่มีวันได้มาแนบอก

ในความมืดอันเงียบเชียบและหนาวเหน็บของสถานที่ซึ่งดวงตามนุษย์ไม่อาจมองเห็นและโสตมนุษย์มิอาจได้ยินตาม เขากล่าวคาถาแห่งชาติกำเนิด น้ำตาแห่งความสำนึกผิดไหลอาบรอยแผลปวดแสบที่พาดอยู่บนแก้ม

“กา-อัล เอ็ต ฮา-ชามายิม” เทกาตัสกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งกล่าวยิ่งคล่องปากขึ้นเรื่อยๆ เสียงที่ตะกุกตะกักแต่แรกค่อยๆ ชัดถ้อยชัดคำ ดังก้องกังวานไปทั่วห้องมืดนั้น

“ได้เวลาแล้ว” เขาบอกอเก็ตต้า แต่ไม่มีเสียงตอบ เด็กสาวหลับไปแล้ว ได้ยินเพียงเสียงหายใจเบาๆ


บทที่ 25 - เทพธิดามายาวี

ในฝันนั้น อเก็ตต้ายืนอยู่ที่หัวบันไดหินอ่อนซึ่งทอดยาวอยู่นอกคฤหาสน์ใหญ่หลังหนึ่ง เจ้าหล่อนไม่แน่ใจว่าตนมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร สิ่งสุดท้ายที่จำได้คือเงาตะคุ่มของเทกาตัสซึ่งเห็นกำลังยืนมองผ่านช่องสอดแนมเข้าไปในร้าน จากนั้นก็รู้สึกว่าตกอยู่ใต้อำนาจของ เน็มโมเร็นซิส อีกครั้ง จิตใจกลับว้าวุ่นทรมาน ขัดเคือง โกรธเกลียดไปหมด ไม่ว่าใครหรืออะไร แล้วจึงได้ยินหลายเสียงสะกดให้หลับ พลันภาพนิมิตก็เกิดขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเหมือนโจรยามราตรีเข้าจู่โจม

ณ ที่นั้น เด็กสาวสวมชุดสีม่วงอ่อนคนหนึ่งอายุอานามคงไม่มากกว่าอเก็ตต้าเท่าไรนักปรากฏกายขึ้นท่ามกลางแสงจ้าจนตาพร่า เจ้าหล่อนยื่นมือขาวบอบบางมาหา อเก็ตต้ารู้สึกว่าวิญญาณกำลังถูกดึงออกจากร่างและรู้สำนึกว่าในวันเกิดที่จะมาถึงนี้เจ้าหล่อนมีสิทธิจะละทิ้งรูปกายอันอ่อนแอให้เน่าเปื่อยอยู่ข้างหลังเพื่อเที่ยวไปแสวงหาดินแดนแห่งการเรียนรู้ทางนามธรรม อเก็ตต้ายื่นมือไปแตะมือเด็กสาวผู้นั้นอย่างขลาดๆ พลางจ้องมองดวงตาสีเขียวเข้ม ทันใดฟ้าก็ผ่าดังเปรี้ยง ร่างเด็กสาวคนนั้นหายไป เหลือแต่อเก็ตต้ายืนมองเศษไม้ประตูอยู่นอกคฤหาสน์

ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง มีเพียงแสงจากตะเกียงสองดวงรูปตัวการ์กอยล์ยอดประดับด้วยหัวงูสวมหมวกเกราะเฝ้าตรงประตูคฤหาสน์ คนรับใช้ชายสวมเสื้อคลุมสีแดงสดปักดิ้นทองยืนอยู่ข้างประตูด้านหนึ่งกำลังมองข้ามจัตุรัสไป อเก็ตต้ายิ้มให้เขาพลางนึกสงสัยว่าเขาจะรู้หรือเปล่าว่าเพราะเหตุใด เจ้าหล่อนจึงถูกเรียกตัวมาอยู่ตรงนี้ เมื่อมองไปรอบๆ อเก็ตต้าเห็นทุ่งคอนดิตท์อันแสนคุ้นตาทอดยาวไปทางทิศเหนือ เลยสวนซึ่งตกแต่งไว้ใหม่ในเขตจตุรัสควีน มีบ้านสูงๆ หลายหลัง ขั้นและราวบันไดเหล็กล้วนขัดจนขึ้นเงาสวยงาม เจ้าหล่อนคาดว่าชายรับใช้คงเข้ามาถามรหัสผ่านแล้วเหวี่ยงเจ้าหล่อนตกบันไดลงจมโคลนอย่างที่ทำกับเด็กข้างถนน เขาหันมาในทันใด อเก็ตต้าจึงถอยหลบจะให้พ้นทาง แต่กลับต้องประหลาดใจและสะท้านไปทั้งตัวเมื่อเขาเดินทะลุอกออกไปข้างหลังราวกับเจ้าหล่อนไร้ตัวตนหรือกลายเป็นผีไปแล้ว เจ้าหล่อนกรีดร้องแต่ชายรับใช้ไม่หันมา ไม่มีท่าว่ารับรู้เลยด้วยซ้ำ เขารีบร้อนลงบันไดไปชั้นใต้ดิน อีกฟากของจัตุรัส ชายแก่คนหนึ่งหันขวับมาจ้องคฤหาสน์ ไม่แน่ใจว่าได้ยินเสียงร้องหรือไม่ แต่ก็ไม่เห็นอะไร

ท่ามกลางแสงตะเกียงขมุกขมัว อเก็ตต้าสังเกตเห็นแผลเป็นกลางฝ่ามือร้อนผ่าวแดงก่ำขึ้นราวสีเลือด ตัวอักษรเล็กๆ รอบแผลเป็นก็เปลี่ยนเป็นสีทองเข้ม เจ้าหล่อนตะลึงมองตัวอักษรเหล่านั้นเต้นและผันเวียนกลับจากทิศตะวันตกไปตะวันออก พอหยุดลงก็เห็นตัวอักษรที่สะกดเป็นคำว่า กา-อัล เอ็ต ฮา-ชามายิม ถนัดตา ปรากฎลอยวนอยู่รอบขอบแผลไหม้บนผิวหนัง

อเก็ตต้ารู้สึกเหมือนถูกดึงถอยหลังราวกับปลาเฟลาน์เดอร์ ติดเบ็ดถูกลากขึ้นจากน้ำทะเล ตรงกลางประตูไม้โอ๊กบานใหญ่มีห่วงเคาะประตูเหล็กหล่อเป็นรูปมังกรสีทอง ปีกมังกรสลักลายหนานูน ตาฝังพลอยสีเขียวต้องแสงตะเกียงเป็นประกาย อเก็ตต้าคว้าห่วงเคาะประตูแต่มือกลับทะลุเลยผ่านประตูเข้าไป เมื่อหันมองเงาตนเองในกระจกหน้าต่างด้านข้าง ก็เห็นเส้นเงินบางๆ ส่องประกายวาววับราวประดับเพชรทอดยาวจากสันหลังหายไปในความมืด เส้นเงินนั้นค่อยๆ ตึงขึ้นทุกวินาที และดึงเจ้าหล่อนลื่นไถลลงมาตามบันไดหินอ่อน

ก่อนอเก็ตต้าจะถูกดึงกลับเข้าไปสู่เงามืด มือขาวๆ ข้างหนึ่งก็พลันทะลวงผ่านประตูออกมาจับข้อมือของเจ้าหล่อนไว้แน่น มืออีกข้างคว้าจับแขนไว้ แล้วอเก็ตต้าจึงเห็นเด็กสาวผู้มีดวงตาคมสีเขียวเข้มทรงเสน่ห์เหมือนตางูและแจ่มจรัสราวกับแสงตะเกียง เด็กสาวถอยหลังทะลุประตูที่ปิดอยู่เข้าไปสู่ทางเดินในคฤหาสน์พร้อมทั้งลากอเก็ตต้าติดเข้าไปด้วย อเก็ตต้าหวาดกลัวจนตัวสั่นเมื่อพบว่าขณะก้าวทะลุแผ่นไม้นั้นเกิดประกายไฟเล็กๆ สีน้ำเงินวาบขึ้นจากผิวหนัง แต่แล้วเจ้าหล่อนก็อ้าปากค้างด้วยรู้สึกชอบใจประสบการณ์ที่ไม่เคยพานพบมาก่อนนี้

“ข้าก็ชอบเหมือนกัน” เด็กสาวพูด ดวงตาเป็นประกายเมื่อต้องแสงไฟบริเวณโถงทางเดิน “เจ้าไม่มีวันลืมครั้งแรกที่รู้สึกสนุกจนสั่นไปทั้งตัวหรอก” เจ้าหล่อนกระซิบพลางยิ้มขณะจูงอเก็ตต้าไปข้างหน้า

อเก็ตต้าสังเกตเห็นว่ามีเส้นเงินทอดยาวจากสันหลังเด็กสาว วกวนไปตามบันไดและหายลับเข้าไปในประตูที่ปิดด้วยแผ่นทองบางๆ

“เจ้าไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนละสิ” เด็กสาวพูดขณะพาอเก็ตต้าเดินผ่านโถงทางเดินเข้าไปในห้องกว้าง อเก็ตต้าพูดไม่ออกได้แต่พยายามเข้าใจสิ่งที่ประสบ นี่มันยิ่งกว่าความฝันเสียอีก อะไรๆ ก็จับต้องได้และแจ่มชัดเหมือนของจริง ราวกับเจ้าหล่อนเป็นวิญญาณที่กำลังดูเหตุการณ์จริงจากอีกมิติหนึ่ง อเก็ตต้าเดินผ่านกระจกเงาบานใหญ่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อมองไม่เห็นเงาตัว

เด็กสาวหัวเราะ “เจ้าจะไม่มีวันเห็นตัวเองในกระจก แต่เจ้าก็ไม่ได้ฝันนะ มาดูนี่สิ”

ในห้องอาหาร ชายคนหนึ่งแต่งกายประณีตแต่กำลังเคี้ยวเอ็นลิงที่ติดกระดูกอย่างมูมมาม เสียงซูดซาดเหมือนหมูโซ เขาก้มหน้าก้มตาดูดไขมันจากกระดูกต้นขาท่อนบางๆ จนเกลี้ยง ไขมันหนาเลอะหน้าไปหมด แล้วยังจ้องกระดูกเล็กยาวท่อนนั้นอย่างพึงพอใจ ไม่ยอมเงยหน้า

“มนุษย์ถูกจำกัดไว้ในกรอบเวลาปัจจุบัน ไม่สามารถล่วงรู้อนาคตและกลับไปในอดีตก็ไม่ได้ แต่เมื่ออยู่ที่นี่เราอยากทำอะไรก็ทำได้ เสร็จแล้วก็กลับเข้าร่างดังเดิม แถมไปทำอะไรมาก็ยังจำได้ด้วย” เด็กสาวชี้นิ้วยาวขาวๆ ของตนไปที่ชายคนนั้น “เขาไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงเราหรอก แต่บางครั้งเมื่อเราเดินผ่าน เขาอาจเห็นเราว่อบแว่บเหมือนเงาอยู่ตรงหางตา”

“ข้าเป็นผีเหรอ” อเก็ตต้าถามพลางลองจับพนักเก้าอี้นวมที่ชายคนนั้นนั่งอยู่

“วิญญาณของเจ้าออกมาเดินตอนเจ้าหลับ มีเส้นชีวิตเชื่อมไว้กับร่าง เส้นนี้จะขาดต่อเมื่อเจ้าตายเท่านั้น ระวังหน่อยนะ หากมันถูกตัดขาดจากสันหลังของเจ้าละก็ เจ้าจะไม่มีวันกลับเข้าร่างได้อีก”

“แล้วมันจะขาดได้ยังไงล่ะ” หล่อนถามอย่างเป็นกังวล

“มนุษย์ไม่ควรย่างกรายเข้ามาที่นี่ แต่เจ้ามาได้เพราะใจปรารถนา เมื่อคนเราหลับวิญญาณมักจะอยู่แต่ในร่าง แต่คืนนี้วิญญาณเจ้าเป็นอิสระจากฝันร้ายและถูกนำมาที่นี่”

“นี่บ้านของเจ้าเหรอ” อเก็ตต้าซักต่อ “ใครๆ ก็หนีออกจากลอนดอนกันหมดแล้ว ทำไมเจ้าไม่ไปล่ะ”


“ข้าเป็นสาวใช้ของลอร์ดและเลดี้แฟลมเบิร์ก นายหญิงสอนความลับนี้แก่ข้า นางจะมาหาข้าและหยอกเย้าข้าเล่น ข้านอนในห้องชั้นบน แล้วจิตข้าก็ออกมาเดินตามทางเดินตอนกลางคืน ข้าได้ยินนายท่านคุยกันว่า... เมื่อใดหินตกจากท้องฟ้า เราจะลงไปหลบในห้องใต้ดิน จะได้ปลอดภัยจากหายนะที่หินเหล่านั้นพามา” ดวงตาของเด็กสาวเปล่งประกายตื่นเต้นขณะเล่า “คนอื่นที่ทำอย่างนี้ได้ก็ยังมีนะ เขารู้ด้วยว่าเจ้ามาและกำลังรออยู่ชั้นบน”

เด็กสาวพาอเก็ตต้าขึ้นบันใดซึ่งทอดยาวไปสู่ชานพักบันไดชั้นบน หมาเฝ้ายามตัวเล็กตัวหนึ่งคลานต้วมเตี้ยมตามทางเดินตรงมาหาเด็กสาวทั้งสอง มันกระดิกหางอย่างตื่นเต้นดีใจ

“มันเห็นเราด้วย” อเก็ตต้าอุทานขณะหมาเริ่มเห่าและกระโดดมาที่ชานพัก

“ไม่ใช่เท่านั้นนะ” เด็กสาวตอบ “มันอยู่กับเราในมิตินี้ด้วย”

อเก็ตต้ารู้สึกว่าเส้นชีวิตกระตุกครั้งหนึ่งเพื่อดึงเจ้าหล่อนกลับ

“มีคนปลุกเจ้า ข้ารั้งเจ้าไว้ที่นี่ไม่ได้หรอก” เด็กสาวพูดอย่างร้อนใจ

อเก็ตต้าเอื้อมไปหาเด็กสาว ใจยังพยายามยื้อมิตินี้ไว้ “อย่าปล่อยข้ากลับไป ข้ายังไม่รู้ชื่อเจ้าเลย”

“มีคนกำลังปลุกเจ้าให้ตื่นจากฝัน เจ้าต้องกลับไป บอกข้าสิว่าเจ้าหลับอยู่ที่ไหน ข้าจะได้ไปหา”

“ข้าอยู่ที่ห้องลับหลังเตาผิงในร้านหนังสือบิ๊บเบิ้ลวิคบนสะพานลอนดอน เจ้าพบข้าได้ที่นั่นแหละ” อเก็ตต้ารีบพูดขณะเส้นเงินดึงแรงขึ้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระตุกให้ตื่น “ไปหาข้าให้เจอนะ แล้วพาข้ากลับมาที่นี่ ข้าอยากรู้เรื่องมากกว่านี้” เจ้าหล่อนพูดขณะถูกดึงจนตัวลอยจากพื้นกลับลงไปทางบันได

หมาวิ่งไล่เห่าราวกับดีอกดีใจที่ได้เล่นกับวิญญาณ อเก็ตต้าลอยขึ้นเอง ผ่านประตูออกไปสู่ถนนเมื่อเส้นชีวิตเร่งดึงเจ้าหล่อนกลับสู่ร่างที่กำลังจะตื่นขึ้น เจ้าหล่อนลอยเข้าออกถนนแคบๆ และซอกซอยต่างๆ ใกล้สะพานลอนดอนเข้าไปทุกที เมื่อเข้าใกล้สะพานเส้นชีวิตเริ่มผ่อน อเก็ตต้าลอยช้าๆ ไปตามตรอกแคบๆ

แล้วจู่ๆ เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะมองทัน ซอยนั้นสว่างไสวด้วยแสงสีเงินสว่างจ้า เมื่อท้องฟ้าระเบิดลูกไฟร่วงจากสวรรค์ลงมาทางทิศเหนือ เกิดเสียงกึกก้องแสบแก้วหู แรงระเบิดทำให้อาคารทั้งสองฟากสะท้านสะเทือน ลูกไฟที่หล่นร่วงกระจายลงน้ำทำให้น้ำสกปรกในแม่น้ำระเหยกลายเป็นไอลอยไปในอากาศเห็นเป็นผืนขาวราวกับผ้าห่อศพ

อเก็ตต้าลอยเลียบฝั่งแม่น้ำเทมส์ไปโดยไม่อาจขัดขืน แต่มองเงาตะคุ่มของบ้านหรูหราซึ่งเรียงรายอยู่สองฝั่งแม่น้ำ แสงเรืองจากเพลิงที่กำลังเผาผลาญหมู่บ้านแฮมสเต็ดทางทิศเหนือยิ่งขับให้เห็นเงาบ้านเหล่านั้นดำเข้มขึ้นอีก ขณะอยู่ในสภาพกึ่งจริงกึ่งฝัน เจ้าหล่อนไม่ทันสนใจว่าทั้งเมืองอลหม่านปานใด ได้แต่มองยอดโบสถ์แห่งหนึ่งซึ่งโผล่พ้นเส้นขอบฟ้าเหมือนนิ้วที่ชี้ท้าทายสวรรค์ด้วยความโกรธ ราวกับอาคารเหล่านั้นสร้างสำหรับความชั่วร้าย และผู้สร้างก็รู้อยู่แล้วว่าในที่สุดจะถึงคราวเข้าจนได้ที่ความงามอันแท้จริงจะปรากฏชัด ในวินาศกาลเจ้าหล่อนมองไปยังกลุ่มดาวที่อยู่สูงสุด เห็นแสงแวบๆ ของเศษหินและน้ำแข็งที่แตกกระจัดกระจายจากแหล่งลอยร่วงลงมายังโลก โดมของวิหารเซนต์ปอลทะลายลงราวกับประกาศยอมรับว่าการไถ่บาปนั้นล้มเหลว สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยกระหึ่มด้วยเสียงผู้คนทำกิจกรรมต่างๆ บัดนี้มีแต่เสียงที่เกิดจากลูกเห็บน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ พุ่งผ่านชั้นบรรยากาศภายนอกลงมากระทบ ดาวหางยิ่งเคลื่อนใกล้เข้ามา โลกหมุนไปแต่ละองศาก็เหมือนยิ่งดึงดูดดาวมฤตยูดวงนั้นเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น

อเก็ตต้าเห็นเด็กสาวคนนั้นกำลังวิ่งเลียบริมฝั่งแม่น้ำมาแต่ไกล เงาร่างของหล่อนตัดกับแสงจันทร์ หมาตัวเล็กกระโดดอยู่ข้างๆ เมื่ออเก็ตต้าลอยผ่านไปเงียบๆ หล่อนก็โบกมือและตะโกนว่าอะไรฟังไม่ชัด หัวใจอเก็ตต้าเต้นแรงเมื่อรู้ว่าเพื่อนตามมาได้และคงจะได้พบกันอีกครั้งตอนหลับ อเก็ตต้าพยายามโบกมือตอบระหว่างที่ล่องลอยหลับอยู่

แล้วเส้นชีวิตก็กระตุกอย่างแรงอีกครั้ง อเก็ตต้าลอยทะลุกำแพงหินหนาของร้านหนังสือเข้าไปอย่างรวดเร็วและไม่เจ็บปวดแต่อย่างใด แต่เมื่อกลับเข้าร่างเย็นชืดแล้วก็เกิดอาการสั่นระริกอยู่เป็นนาน

เทกาตัสเขย่าร่างเจ้าหล่อนเพื่อปลุกให้ตื่น อเก็ตต้าสั่นศีรษะพลางลูบหน้าอย่างมึนงง

“กา-อัล เอ็ต ฮา-ชามายิม” เทกาตัสพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกราวกับท่องมนต์ “เจ้าละเมอเพ้อพก ฝันว่าไปอยู่ไหนมาเหรอ”

“ข้าไม่รู้” อเก็ตต้าตอบเสียงแผ่ว พยายามรวบรวมสติ “ข้าเห็นหินพุ่งจากท้องฟ้าใส่โลกอีกหนและฟ้าทางเหนือก็มีไฟลุกจ้า ข้าไปที่บ้านหลังหนึ่งใกล้ทุ่งคอนดิต เป็นคฤหาสน์หลังใหญ่มีบันไดหินอ่อน ได้พบเด็กสาวคนหนึ่ง เป็นคนรับใช้เหมือนกับข้า เด็กคนนั้นบอกข้าว่าถอดจิตขณะหลับได้เหมือนผีและข้าก็ทำได้เหมือนกัน นี่ไม่ใช่ฝันใช่มั้ย แล้วอยู่ดีๆ คำพูดของเจ้าก็ปรากฏขึ้นบนมือของข้า”

“เจ้ามีหินตาทิพย์ นี่อาจถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะค้นพบตัวเองได้เสียที” เทกาตัสกล่าวพลางนั่งลงข้างๆ เจ้าหล่อน

อเก็ตต้าล้วงลูกแก้วจากกระเป๋าเอาวางไว้เหนือรอยแผลซึ่งมีตัวอักษรสีดำปรากฏอยู่ เจ้าหล่อนจ้องตัวอักษรเล็กๆ สีดำที่เปลี่ยนไปต่อหน้าต่อตา “ทรงกอบกู้สวรรค์ได้แล้ว” เจ้าหล่อนอ่านเสียงเบาขณะมองตัวอักษรเหล่านั้น “คำพูดของเจ้าตอนข้าตื่น แปลได้ว่าอย่างนี้แล้วมันหมายความว่ายังไง”

“หมายความว่าเจ้าปลอดภัยและพ้นอันตรายแล้ว เจ้าเป็นศูนย์กลางของบางสิ่งบางอย่างที่ข้าเองก็ไม่เข้าใจ ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเจ้า ซาราพักก็ตายตอนที่เจ้าหลับ แล้วผีหน้าสีฟ้าก็มาคร่าวิญญาณเขา ตอนนี้ทั้งคู่พากันไปจากที่นี่แล้ว”

“แดนบี้!” อเก็ตต้าอ้าปากค้างเมื่อรู้ว่าปีศาจโจรปล้นคนเดินทางพบที่ซ่อนตัวของเจ้าหล่อนแล้ว “เขาเป็นเพื่อนพ่อข้า เป็นคนขี้ฉ้อและเป็นฆาตกรด้วย ตายไปแล้วยังอุตส่าห์ไล่ตามข้ามาอีก”

“อย่ากลัวไปเลย แม่หนู ระหว่างสวรรค์กับนรก มีหุบเหวกั้นอยู่ ไม่มีปีศาจตนใดข้ามมาได้หรอก ข้ารู้จักชื่อของผู้ที่สามารถโยนอมนุษย์ตนนี้ลงนรกไปตลอดกาลได้”

“เขาบอกว่าจะฆ่าข้าให้ได้เพื่อลงโทษพ่อข้า” เจ้าหล่อนรำพึงอย่างสิ้นหวัง พลางลุกขึ้น ตั้งท่าจะวิ่งออกจากที่ซ่อน

“อย่าเพิ่งไป ข้ายังต้องทำอะไรบางอย่างก่อนเจ้าจะออกไป” เทกาตัสคว้าแขนเจ้าหล่อนดึงกลับเข้ามาในห้อง “ข้าจะออกไปก่อน ต้องทำอะไรให้ซาราพักก่อนตามที่ควร ต่อให้เขาเป็นแค่หมาตัวหนึ่ง เราก็ไม่ควรทิ้งเขาให้เน่าเปื่อยอยู่ที่นี่”

เทกาตัสทิ้งอเก็ตต้าไว้ในห้อง เดินออกไปในร้าน ผีเด็กนอนเอกเขนกอยู่บนหลังศพซาราพักราวกับกำลังเอนหลังอยู่บนเก้าอี้นวมฝรั่งเศสแบบทันสมัย “เขาไม่ต้องการไอ้นี่อีกแล้ว” หล่อนบอกพลางมองเทวดา “อยากรู้จังว่าจะเป็นยังไงถ้าได้เข้าสิงร่างมนุษย์อีกสักครั้ง เจ้านายทำกับทุกคนแบบนี้แหละ เขาจับวิญญาณเราไว้แล้วโยนร่างของเราผ่านประตูกลลงแม่น้ำเทมส์”

“คนขายหนังสือรู้อะไรๆ มากกว่าที่อยู่ในหนังสือ” เขาตอบ

“เขาเชี่ยวชาญหลายแขนง มีเพื่อนมากมาย เขารู้ว่าเด็กสาวคนนั้นจะมาที่นี่ ข้าได้ยินเขาพูดกับผู้หญิงที่อยู่ในรถม้า พวกเขาต้องการคัมภีร์ที่เจ้าครอบครองและต้องการเด็กสาวคนนั้นด้วย ต้องการให้ทั้งสองอย่างอยู่ที่นี่ในคืนนี้ เจ้าคิดว่าเจ้าจะช่วยหล่อนหนีพ้นได้ แต่แล้วเจ้ากลับพาหล่อนมาที่นี่ ในเวลาที่เหมาะเหม็งเสียด้วย ว่าที่จริง เจ้าก็ไม่เห็นจะฉลาดเลยนะ” ผีเด็กพูดขณะที่วิญญาณของแกค่อยๆ เลือนจนเห็นเป็นเพียงเงารางๆ

“พวกนั้นจะค้นจนทั่วลอนดอนแหละ ที่นี่เหมาะที่สุดแล้ว เขาคงคิดไม่ถึงหรอกว่า เราจะอยู่ที่นี่”

“ตอนหล่อนฝันแล้วถอดจิตออกจากร่างน่ะ ข้าอยู่บนหลังคา ข้าเห็นนะ เทวดาบอกข้าหน่อยเถอะ หล่อนคงบินเองไม่ได้หรอกนะ คนพวกนั้นต้องใช้มนตร์เรียกจิตออกจากร่างแน่เลย ถ้ายังงั้นเขาก็คงรู้แล้วน่ะสิว่าหล่อนอยู่ที่ไหน”

“งั้นเราก็จะไปจากที่นี่ เจ้าจะได้บอกนายของเจ้าได้ว่าเราไปแล้ว” เทกาตัสบอกพลางเดินไปหาผีเด็ก ผลักแกออกจากศพแข็งทื่อของซาราพัก “ตอนนี้บอกข้าสิว่าประตูกลอยู่ไหน”

ผีเด็กชี้ไปที่ห่วงทองเหลืองอันใหญ่ซึ่งติดไว้บนพื้นไม้ใกล้เตาผิงอย่างแนบเนียน เทกาตัสดึงห่วงนั้นขึ้น แล้วพลิกไม้กระดานสามแผ่นที่เรียงปิดช่องออก เบื้องล่างคือผืนน้ำสีขุ่นคลั่กผุดเป็นฟองอยู่ระหว่างโค้งสะพานแคบๆ

“เห็นแล้วข้านึกถึงเรื่องเก่าๆ” ผีเด็กพูดขณะเมียงมองอยู่ข้างๆ “ข้าจำคืนที่ข้าตายได้ ข้าก็เห็นนะตอนร่างข้าร่วงลงไปในนั้น ที่ข้าตายเสียก็นับว่าดีที่สุดแล้วละ อยู่ก็ทุกข์ทน ตายแล้วก็ลำบาก ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน”

เทกาตัสดึงร่างซาราพักขึ้นจากพื้นด้วยมือข้างเดียว แล้วลากข้ามห้อง โยนลงช่องประตูกลไปโดยไม่มีพิธีหรือคำสวดส่งวิญญาณใดๆ แล้วรอฟังเสียงร่างกระทบผืนน้ำ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงน้ำปุดๆ และเสียงลมพัดหวีดหวิวเหนือผืนน้ำ

ผีเด็กหายลงไปใต้พื้น เพียงชั่วครู่ก็กลับมาปรากฏตัวข้างๆ เทกาตัสขณะที่เขายังก้มมองลอดช่องประตูกลลงไป

“ศพเขายังไม่ไปไหน” แกบอกเสียงแหลม “ยังห้อยติดอยู่กับคานตัวเก่า สงสัยคงห้อยอยู่ยังงั้นจนถึงวันคริสต์มาส หรือจนเน่าเปื่อยถูกเหยี่ยวทะเลจิกเล็มจนเกลี้ยง” แกเจื้อยแจ้วอย่างร่าเริง

“งั้นก็ปล่อยให้ห้อยอยู่อย่างนั้นจนถึงวันคริสต์มาส ให้คนตายดูแลกันเองก็แล้วกัน” เทวดาตอบเสียงเย็นชาพลางยกบานประตูกลขึ้นวางกระแทกปิดแรงจนฝุ่นฟุ้งกระจาย ต่ำลงไปเบื้องล่าง ศพซาราพักห้อยต่องแต่งเหมือนหุ่นกระบอกที่ถูกลืม ลมแรงพัดร่างนั้นแกว่งไปมา

เทกาตัสหันมาร้องบอกอเก็ตต้า “เรียบร้อยแล้ว” เขาตะโกน “ออกมาได้ เราต้องไปก่อนจะมีใครมาพบเข้า ผีเด็กเห็นเจ้าบินไปและกลัวคนที่ไล่จับเจ้าจะตามมาถูกทาง”

อเก็ตต้าโผล่ออกมาจากหลังเตาผิง ใบหน้าเจ้าหล่อนเปลี่ยนไป เทวดาคิดว่าเจ้าหล่อนดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก เรื่องยุ่งยากทั้งหลายทำให้เจ้าหล่อนกลายเป็นสาวเต็มตัว

“เด็กสาวที่ข้าเจอในฝัน... แล้วก็หมาของหล่อนตามข้ามา ข้าอยากให้หล่อนหาข้าพบ หล่อนคงไม่ทำร้ายข้าหรอก ข้าอยากรู้เวทมนตร์ของหล่อนมากกว่านี้”

“ตอนนี้หล่อนอยู่ไหนล่ะ” ผีเด็กถาม

“ข้าเห็นอยู่แถวโบสถ์ยอดแหลม ทางแบล็คไฟร์ส”

เทกาตัสวิ่งไปที่หน้าต่างและมองออกไปข้างนอก แสงเพลิงที่สว่างจ้าทั่วท้องฟ้าทางทิศเหนือทำให้เห็นบ้านบริเวณนั้นเป็นเงาดำมืด เขาจึงมองไม่เห็นใครเลย

ข้างประตูทางขึ้นสะพาน หมาเฝ้ายามตัวเล็กซุกตัวนอนในเสื้อคลุมที่คนโยนทิ้งไว้ มันหมุนตัวอยู่หลายรอบก่อนลงนอน หลับตาข้างหนึ่งปรือตาอีกข้างมองเลยหินปูถนนไปยังประตูร้านที่มันเฝ้าอยู่

ในคฤหาสน์ใกล้ทุ่งคอนดิต เฮซริน แฟลมเบิร์ก ผละจากวิญญาณของเด็กสาวตอนที่ตื่นขึ้น นางดีดนิ้ว แล้วมอร์บัส กัลลิคัสก็คลานเหมือนหมามาอยู่ตรงหน้า

“ข้าให้รัมสกิ้นเฝ้าอยู่ ข้าแน่ใจว่ามันจะบอกข้าหากพวกนั้นคิดจะหนี เจ้าไปหาแธดเดียส เบรซเกอร์เดิ้ล แล้วพาเขาไปสะพานลอนดอน ดูให้แน่ใจด้วยว่าไม่มีใครหนีไปไหนได้”


บทแปลนี้มิใช่เวอร์ชั่นก่อนพิมพ์เล่ม
จึงยังมีความลักลั่นเรื่องชื่อสถานที่อยู่บ้าง
ขออภัยด้วยค่ะ

(ติดตาม
บทที่ 26 - ความผิดพลาดที่น่าเศร้าใจ &
บทที่ 27 – สงครามศักดิ์สิทธิ์
วันที่ 25 สิงหาคม ค่ะ)
#ไปต่อไม่รอแล้วค่ะ

LITERATURE
 ขอบคุณของแต่งบล็อกจากอินเทอร์เน็ต



Create Date : 23 สิงหาคม 2562
Last Update : 23 สิงหาคม 2562 10:22:24 น. 28 comments
Counter : 277 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณโอน่าจอมซ่าส์, คุณkae+aoe, คุณสาวไกด์ใจซื่อ, คุณตะลีกีปัส, คุณmcayenne94, คุณเนินน้ำ, คุณInsignia_Museum, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณวลีลักษณา, คุณเริงฤดีนะ, คุณที่เห็นและเป็นมา, คุณtoor36, คุณสองแผ่นดิน, คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณJinnyTent, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณคนผ่านทางมาเจอ, คุณSai Eeuu, คุณnewyorknurse


 
สวัสดีค่ะพี่ภา มาส่งกำลังใจงานแปลของพี่ภาค่ะ


โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:7:06:26 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่ภา

มาให้กำลังใจงานแปลนะคะ

บันทึกการโหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ



บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
กะว่าก๋า Literature Blog ดู Blog
toor36 Food Blog ดู Blog
Sai Eeuu Food Blog ดู Blog
ภาวิดา คนบ้านป่า Literature Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 10 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:9:10:17 น.  

 
สวัสดีมีสุขค่ะ

มาส่งอิแปะก่อนค่ะ
ค่อยตามไปอ่านในคอมพ์ต่อ
เพื่อประโยชน์สุขต่อสายตาค่ะ...กิกิ
มือถือ อ่านยาวไม่ได้จะเป็นพระพายค่ะ


โดย: ตะลีกีปัส วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:9:15:04 น.  

 
จ๊ะเอ๋ค่ะพี่ภา

วันนี้อัพรูปน้องหมาค่ะพี่ภา


โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:9:20:59 น.  

 
ตื่นเต้นหัวใจจะวายค่ะ
ยันอเก็ตต้านี่น่าโมโหจริง
ชอบบอกที่ซ่อนให้กับคนโน้นนี้
คิดว่าซาราพัก เห็น เนมโมเรนซิส
ซะอีก ที่แท้อยากได้ทองคำ เฮ้อ
ถ้าพี่ภาไม่เคยเขียนไว้ว่า
เทกาตัสตายแทนนาง
ฮีน่าจะเป็นพระเอกนะคะนี่


โดย: mcayenne94 วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:10:23:25 น.  

 
รับทราบครับพี่ภา

ช่วงนี้เชียงใหม่ฝนตกหนักเกือบทุกวัน
เมื่อวานถ้าตกนานกว่านี้สักชั่วโมง
น้ำท่วมเข้าบ้านแน่นอนครับ 555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:11:11:54 น.  

 
มาหยอดกระปุกสะสมแต้มไว้ก่อนจ้า


โดย: เนินน้ำ วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:12:09:14 น.  

 
สวัสดีค่ะ ^^ ทักทายส่งกำลังใจให้ป้าภาค่ะ


โดย: kae+aoe วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:13:13:16 น.  

 
มาติดตามอ่านต่อครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:16:07:13 น.  

 
หลบแดดที่ป่าเหรอคะพี่ภา อิอิ

เดินทางปลอดภัยนะคะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:16:22:39 น.  

 
อยากอ่านรวดเดียวจบอ่ะพี่ภา 55555
กำลังสนุก มีวกวนให้ชวนติดตามได้ทุกตอน
ขอบคุณนะคะ


โดย: วลีลักษณา วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:18:01:57 น.  

 
สวัสดี ยามเย็นค่ะ พี่ภา

กลับจากเรียนภาษาจีนแล้ว ก็มาอ่านสองตอน
รวดเลยค่ะ อิอิ
เนื้อหาเข้มข้น ขมวดเนื้อหาแล้ว ซาราพัก ตาย
เสียแล้ว ด้วยพิษแมงป่องและงูรัดตาย อิอิ ต้องตก
เป็นทาสของแดนบี้ เป็นผีไปเสียแล้ว ตัวโกง ค่อย ๆ ตายไปทีละตัว นะคะ
บทเด่นตอนนี้ คือ อเก็ตตร้าและเทวดา เทกาตัส
ตอนที่ 25 ตัวละครใหม่ คือ นางฟ้าตัวน้อย
จะเป็นตัวดีตัวร้ายหนอ น่าจะดีนะคะ มาพาอเก็ตตร้า
ไปเที่ยวชม สถานที่ต่าง เป็นการถอดวิญญาณออก
จากร่างไป นิยายฝั่งตะวันตกก็มีเหมือนของไทยเลยเหมือนกันนะ

รอติดตามอ่านตอนต่อไป ค่ะ พี่ภา

โหวดหมวด งานเขียน ฯ


โดย: อาจารย์สุวิมล วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:18:51:34 น.  

 
อ้อไม่ค่อยสบายค่ะ
ไปหาหมอแล้วบ่ายนี้
หมอบอกว่าไม่ได้เป็นหวัด
เป็น..
ระบบทางเดินหายใจอักเสบ
ให้ยามา 6-7 ขนาน
ยาแก้แพ้ แก้ปวด ยาฆ่าเชื้อ
ยาล้างจมูก
ยาพ่นจมูกก่อนนอน
ยาละลายเสมหะ...จัดมาเต็ม
ตีก กา จาย เลย

ไว้โอเค
พรุ่งนี้จะมาอ่าน 2 entry เลย

แฟนคลับ
ไม่ยอมพลาดแน่นอนค่ะ



โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:20:11:44 น.  

 
5..ขำเม้นท์คุณหมอ
ถ้าอเก็ตต้าอยู่ใกล้ๆ คงโดนคุณหมอหวดก้นแน่ๆ
พี่ว่าทุกคนที่อ่านจริงน่าจะอยากให้เทกาตัสเป็นพระเอก
แต่เทกาตัสไม่ได้รักเธอนี่นา เค้าแค่ไม่อยาก
ให้เธอตกเป็นเหยื่อนางร้าย พี่ว่าอีกว่าเค้าน่าสงสาร
ได้ใจคนอ่านไปพะเรอกวียน



โดย: ภาวิดา คนบ้านป่า วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:21:07:56 น.  

 
ขอบคุณครับพี่ภา
เดี๋ยวไว้จะลองดูครับ 555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:21:48:00 น.  

 
ส่งกำลังใจไว้ก่อนครับ พี่ภา
อ่านไปได้ครึ่งบทครับ


โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 23 สิงหาคม 2562 เวลา:23:27:59 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่ภา




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 24 สิงหาคม 2562 เวลา:6:33:31 น.  

 
รอว่าเมื่อไหร่พี่ภาจะกำจัดดาวพิษได้สำเร็จค่ะ อิอิ
นุ้งเป็นยังไงบ้างคะ ... ส่วนนินจาสบายดีค่ะ
วันนี้มีนัดไปหาหมอฉีดวัคซีนด้วยค่ะ



โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 24 สิงหาคม 2562 เวลา:12:11:05 น.  

 
บล็อกนี้ได้แค่ให้กำลังใจค่ะพี่ภา

ตอนนี้นุ้งน่าจะสบายดีแล้วนะคะ

เชียงใหม่ช่วงนี้ฝนตกทุกวันค่ะ
ค้าขายก็เงียบ ๆ อาจเพราะทั้งฝนและเศรษฐกิจโดยรวม
ก็สู้กันต่อไปเนอะ ไม่ใช่มีแต่เราคนเดียวที่แย่

คิดในแง่ดี
จินมีเวลาทำบล็อกมากขึ้น แฮร่


โดย: JinnyTent วันที่: 24 สิงหาคม 2562 เวลา:12:56:03 น.  

 
อ่านเจอจากบล้อกน้องเต้ยว่าใกล้จบแล้ว
เอาไว้ตามอ่านรวดเดียวเลยนะคะ
คิดถึงพี่หนูหล่อ อิอิ...


โดย: เนินน้ำ วันที่: 24 สิงหาคม 2562 เวลา:13:52:06 น.  

 
อ่านจบแล้วครับ
อเก็ตต้าเป็นเทพธิดามายาวีใช่ไหมครับ
เฮซรินรู้ที่ซ่อนของอเก็ตต้าแล้ว
รออ่านบทต่อไปครับ

สวัสดีวันหยุดครับ พี่ภา


โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 24 สิงหาคม 2562 เวลา:15:54:33 น.  

 
21..มายาวีมีความหมายทั้งดีและร้าย
แต่ในที่นี้น่าจะหมายถึงเด็กสาวที่อเก็ตต้าพบในฝัน
เจ้าหล่อนคือสาวใช้ของนางร้ายที่มาหลอกล่อ
เอาที่อยู่ของอเก็ตต้า จึงน่าจะเป็นเทพธิดาเจ้าเล่ห์

ชื่อบทเป็นภาษาลาติน ที่ผู้แปลต้องถอดความ
โดยอาศัยปริบทในบทนั้นๆค่ะ



โดย: ภาวิดา คนบ้านป่า วันที่: 24 สิงหาคม 2562 เวลา:17:34:07 น.  

 
อ่านสองวัน ..ครับพี่ ยาวมาก ๆ 555

ระยะนี้ใช้สายตาเยอะมาก


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 24 สิงหาคม 2562 เวลา:17:34:31 น.  

 

ลุ้นๆๆกันว่าจะมีใครหนีไปได้ก่อน


โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 24 สิงหาคม 2562 เวลา:19:53:09 น.  

 
มาให้กำลังใจพี่ภาค่ะ


โดย: Sai Eeuu วันที่: 25 สิงหาคม 2562 เวลา:0:33:57 น.  

 
แฮ่.....ขอโทษครับพี่...

ผมใช้สายตาทำอะไรบางอย่างที่บ้าน ค่อนข้างเยอะ
หูก็ฟังเรื่องการเมืองบ้า ๆ ไปด้วยบางทีก็ดูทีวีสลับกัน พร้อมกันนั้นก็อยากเจอเพื่อนๆ ในบล๊อกเลย
เข้าไปอ่านของแต่ละคน ตามความเคยชินมานาน
เกือบสิบปี คือขาดไม่ได้ ฮ่า..

เช้ามาก็เข้าอ่านของคุณก๋าแล้วก็ของคนอื่นตามไป
ติด ๆ

ระยะหลังมานี้ผมเลยตั้งใจอัพบล๊อกอาทิตย์ละบล๊อก
คือ 7 วันต่อหนึ่งเรื่อง.. วันที่ 30 นี้หมอเกี่ยวกับ
ประสาทตานัดอีก ก็ไปพบหมอที่ห้องจักษุ และ
หมอเฉพาะทางด้านประสาทมาเกือบสองปีติดต่อ

หนังตามันค่อย ๆ ตกเมื่อดูอะไรเยอะ แม้แต่ขับรถ
ไปทางไกล ต้องเหลือกตาเป็นระยะ
เจอหมอ ผมก็บอกว่า หมอครับผมอ่านหนังสือต้อง
ใช้นิ้วมือ เบิกหนังตาเป็นระยะ

หมอหัวเราะ เหอ ๆ ตามวัย.. ไม่ยอม ๆ ฮ่า

...

เรื่องหนังตาด้านบนตกมา เป็นเฉพาะใช้สายตา
นิ่งนาน ๆ เช่นขับรถหรือดูทีวี
บางวันทำตัวเป็นคนดีซะหน่อย... ไปร่วมนั่งสวด
มนต์ที่วัดธรรมมงคล สวดตามหนังสือ 1 ชม
แรก ๆ ก็ชัด..แล้วก็ไม่ชัด เลยนั่งหลับตาสวดไป
เท่าที่จำได้ ไม่ดูหนังสือครับพี่ อีกอย่างบางวัน
เขาสวดไวกว่าวัดอื่น บางวันสวดช้าเพราะบท
สวดไม่เหมือนกัน

นี่ผมไม่ได้ไปวัดธรรมมงคลกว่าเดือนมาแล้ว ได้
แต่ออกไปปั่นจักรยานหลาย กม.แล้วหลบไปนั่ง
สมาธิแทนครับ


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 25 สิงหาคม 2562 เวลา:4:35:55 น.  

 

สวัสดียามเช้าครับพี่ภา




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 25 สิงหาคม 2562 เวลา:6:25:38 น.  

 
ตอน 24
นึกว่าคัมภีร์จะไปหาคนชั่วเสียแล้ว
ฃาราพัก ก็กลายเป็นผีไร้ชื่อ(เดิม)
มีชื่อใหม่คือ คาชาล ตามที่แดนบี้ ตั้งให้

เทกาตัส ที่อ้อแอบคิดว่าตกห้วงรักนางฟ้าหลงตน
ที่ตามเฝ้าอเก็ตต้า คงจะเริ่มกลับลำ

ตอน25
โห สนุกจังเลย
อเก็ตต้าเกือบพบตัวตนที่แท้จริงของเธอแล้ว
อ้อคาดเดานะ
จิตวิญญาณสาวใช้ ที่ถอดกายมาพบไปคฤหาสถ์กันจะมาดีหรือมาหลอกอะเก็ตต้าเอ่ย!!
สงกาสัยจังค่ะ





โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 25 สิงหาคม 2562 เวลา:13:26:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
ภาวิดา คนบ้านป่า
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 123 คน [?]




BG Pop.Award #14
BG Pop.Award #13
BG Pop.Award #12
BG Pop.Award #11
BG Pop.Award #10
BG Pop.Award #9
BG Pop.Award #8
BG Pop.Award #7
BG Pop.Award #6
....



เอนทรี่หมวดไดอารี่ เริ่ม ม.ค. 2562
  • ตะพาบ 238 วิถีการกินอยู่ของสว.
  • 3F #40: เข้ากั๊น...เข้ากัน"
  • มวลดอกไม้ในความทรงจำ:เทียนฝรั่ง...
  • มวลดอกไม้ในความทรงจำ:ว่านเสน่หา...
  • ตะพาบ 236 สุสานความคิด
  • มวลดอกไม้ตั้งแต่เริ่มปลูกสวนป่า
  • อาชีพนักแปล เล่มที่ 1
  • 3F ข้าวราดผัดถั่วงอก+ไข่ดาวxxx
  • 3F ข้าวราดผัดเครื่องแกงไก่กับ..+ไข่เจียว
  • ตะพาบ 234 ความดีที่คู่ควรแก่การไหว้
  • ตะพาบ 233 เรื่องที่เรา(ไม่สำนึก)เสียใจ
  • 3F ผัดผักหวานกับวุ้นเส้นใส่ไข่
  • ตะพาบ 232 ความเป็นไทย
  • ตะพาบ 231 มิ่งมิตร
  • ตะพาบ 230 ความกลัว
  • ตะพาบ 229 สนามรบ
  • ตะพาบ 228 ต้นไม้ ดอกไม้
  • ตะพาบ 227 ถ้า 1 ปีมี 10 เดือน xx
  • 3F ยำทวาย
  • ตะพาบ 226 พักใจ
  • ชมดอกไม้ที่สิงคโปร์ ตอน 3
  • ตะพาบ 225 เฝ้ารอ
  • ชมดอกไม้ที่สิงคโปร์ ตอน 2
  • ตะพาบ 224 ความกล้าหาญครั้งสุดท้าย
  • 3F แกงขี้เหล็กกับหมูย่าง
  • ชมดอกไม้ที่สิงคโปร์ ตอน 1
  • ตะพาบ 223 เพื่อนใหม่
  • อุ่นเครื่องชมดอกไม้ที่สิงคโปร์x
  • เอื้องมะลิ/หวายตะมอย
  • ตะพาบ 222 ของขวัญที่ไม่อยากได้
  • Cattleya skinneri'Casa Luna'
  • ตะพาบ 221 คู่หู
  • 3F แกงส้มมะรุมกับกุ้ง
  • ปลูกป่าไม้ใหญ่: กระดังงาไทย+นกแก๊ก
  • ตะพาบ 220 ไล่
  • ตะพาบ 219 แพงที่สุดที่เคยซื้อ
  • การเขียนบล็อก 2551-ปัจจุบัน
  • --<>--

    เอนทรี่หมวดสัตว์เลี้ยง เริ่ม ม.ค. 2562
  • เจ้านุ้งกับเสื้อสลายพลังซ่า
  • เจ้านุ้งไม่ชอบใส่เสื้อ&ไม่สู้อากาศเย็น
  • เจ้านุ้งเจาะเลือดเช็คเกล็ดเลือด
  • เจ้านุ้งรายงานตัวอาการดีขึ้น
  • เจ้านุ้งกับผลอัลตร้าซาวด์
  • เจ้านุ้งป่วยหนักมากขึ้น
  • เจ้านุ้งไม่ฉะบาย
  • เจ้านุ้ง"รู้เยอะ"มากขึ้นทุกวันx
  • เจ้านุ้งเกือบ 5 ขวบแล้ว รู้เรื่องและเลี้ยงง่าย
  • เจ้านุ้งโดนแกล้งจนหัวเป็นกระเซิง
  • เจ้านุ้งยังร้อนไม่เลิกแต่ก็มีความสุข
  • เจ้านุ้งผจญอากาศร้อนระดับพระกาฬ
  • เจ้านุ้งกับขนสั้นรับลมร้อน v
  • เจ้านุ้งเฝ้าบ้านให้แม่ไปเที่ยว(อีกแล้ว)
  • เจ้านุ้งเมื่อวันที่อุณหภูมิ 16 องศา
  • เจ้านุ้งกับการดูแลบริเวณบ้าน
  • เจ้านุ้งกับผลไม้สุดโปรด
  • --<>--

    เอนทรี่หมวดงานเขียน เริ่ม เมย.62
  • ตะพาบ 237 วิธีเขียนบล็อกให้น่าสนใจ
  • ตะพาบ 235 เติมพลัง
  • บทที่ 28 พิธีกรรมในคืนเพ็ญ
  • บทที่ 26 ความผิดพลาด& 27 สงคราม
  • บทที่ 24 เผชิญหน้า.. &บทที่ 25 เทพธิดา
  • บทที่ 22 โลกันตร์.. & บทที่ 23 คลายปม
  • บทที่ 20 มอร์บัส & บทที่ 21 ตามบัญชา..
  • บทที่ 18 รัมสกิ้น & บทที่ 19 รถม้า..
  • บทที่ 17 อรุณสีเลือด
  • บทที่ 16 สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์
  • บทที่ 15 วิกาลภูตกับผู้คุม
  • บทที่ 14 ไคมีร่า สัตว์พหุพันธุ์
  • บทที่ 13 ภายใต้ผ้าคลุมหน้า
  • บทที่ 12 กำเนิดปีศาจร้าย
  • บทที่ 11 เมืองต้องมนตร์
  • บทที่ 10 ประสานพลังศาสนเวทย์
  • บทที่ 9 ตายซ้ำเจ็ดครา
  • บทที่ 8 ต้องตายก่อนจึงจะได้เป็นอิสระ
  • บทที่ 7 ร้านบิ๊บเบิ้ลวิคที่สะพานลอนดอน
  • บทที่ 6 คัมภีร์อาถรรพณ์
  • บทที่ 5 ปีกเทวดาตกสวรรค์
  • บทที่ 4 ซอยอินนิโก้
  • บทที่ 3 หมอยา
  • บทที่ 2 เหตุป่วนสมอง
  • บทที่ 1 ดาวพิษเวิร์มวู้ด
  • --<>--
    Friends' blogs
    [Add ภาวิดา คนบ้านป่า's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.