Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2562
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
17 สิงหาคม 2562
 
All Blogs
 
นิยายแปล เรื่อง ดาวพิษ บทที่ 20 มอร์บัส กัลลิคัส & 21 ตามบัญชาของมายาวี แปลโดยภาวิดา คนบ้านป่า

LITERATURE
นิยายแปล เรื่อง ดาวพิษ
บทที่ 20 มอร์บัส กัลลิคัส &
บทที่ 21 ตามบัญชาของมายาวี
แปลโดยภาวิดา คนบ้านป่า
****************************************************************

ความเดิม:
บทที่ 1 ดาวพิษเวิร์มวู้ด........บทที่ 2 เหตุป่วนสมอง........บทที่ 3 หมอยา
บทที่ 4 ซอยอินนิโก้............บทที่ 5 ปีกเทวดาตกสวรรค์
บทที่ 6 คัมภีร์อาถรรพณ์......บทที่ 7 ร้านบิ๊บเบิ้ลวิคบนสพานลอนดอน
บทที่ 8 ต้องตายก่อนจึงจะได้เป็นอิสระ.........บทที่ 9 ตายซ้ำเจ็ดครา
บทที่ 10 ประสานพลังศาสนเวทย์................บทที่ 11 เมืองต้องมนตร์
บทที่ 12 กำเนิดปีศาจร้าย......................บทที่ 13 ภายใต้ผ้าคลุมหน้า
บทที่ 14 ไคมีร่า – สัตว์พหุพันธุ์..............บทที่ 15 วิกาลภูตกับผู้คุม
บทที่ 16 สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์...................บทที่ 17 อรุณสีเลือด
บทที่ 18 รัมสกิ้น แอชโมได & บทที่ 19 รถม้ากับดาวหาง

แรงบันดาลใจให้แปลงานเขียนของ G.P. Taylor นี้คือบทบรรยายของเขา เรื่องดาวพิษนี้เป็นเรื่องที่ 2 ที่แปล เล่มแรกคือ Shadowmancer หรือ ในภาคไทยว่า มารทมิฬในอนทกาล การเขียนบทบรรยายไม่ใช่เรื่องยาก ใครๆก็เขียนตามที่ตนคิดได้ง่ายๆ แต่การถอดความให้ได้ตรงกับบทบรรยายของต้นฉบับทุกคำ เป็นเรื่องยาก บางครั้งบางบทใช้เวลาถอดความเป็นอาทิตย์ แล้วยังต้องขัดเกลาสำนวนภาษาอีกหลายครั้ง เราเองยังต้องหา second opinion จากผู้ที่มีความคิดอ่านใกล้เคียงกัน เล่ม มารทมิฬฯ นั้นก็ขายดีใช้ได้ทีเดียว แต่ตอนนี้ให้แปลอีกก็ไม่รับแล้วค่ะ กว่าจะจบแต่ละเล่ม เหนื่อยมาก ผู้อ่านสมัยนี้ก็เหลือน้อยที่จะอยากอ่านแนวนี้ซึ่งนับว่าน่าเสียดาย เพราะผู้เขียนค้นคว้ามาดีมาก

 
 

************************************************************** 
บทที่ 20 - มอร์บัส กัลลิคัส

หน้าต่างไม้บนรถม้าปิดกั้นมิให้เห็นทุกสิ่งภายนอก มีแต่ลำแสงเล็กๆที่ลอดผ่านรอยแยกเมื่อกงล้อเหล็กกระทบก้อนหินดังโกรกกรากระหว่างลุยไปตามถนนโคลนในนครลอนดอน อเก็ตต้านั่งเบียดติดโครงรถด้านหนึ่ง รัมสกิ้นเบียดอยู่อีกด้านหนึ่ง ขนเย็นๆของมันทำให้เจ้าหล่อนคันยุบยิบ กลิ่นไดแอ็กก้าเหม็นคลุ้งไปทั้งรถเหมือนกลิ่นสัตว์ใกล้ตาย โคมอสสูบกล้องยาวสีขาว แสงเรืองสีอำพันจ้าจากยาเส้นกัญชาที่ลุกไหม้ส่องให้เห็นดวงตาและหน้าผากของเขา

“เจ้าจะพาเราไปไหน” เทกาตัสถามขณะถูกเบียดจนชิดประตู

“ไปวัง...แห่งความสุขสำราญ…เกินกว่าเจ้าจะจินตนาการได้เชียวละ” โคมอสตอบระหว่างดึงกล้องยาสูบออกจากปากเป็นช่วงๆ “ไม่ไกลหรอก วิวก็เยี่ยมจริงๆ แต่ที่ที่เจ้าจะไปพักน่ะ ออกจะคับแคบ สกปรกและกระจอก ไม่เหมือนอย่างที่เจ้าเคยคุ้นหรอก” เขาหัวเราะและไอเพราะสำลักควัน ไดแอ็กก้าทำเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเหมือนเด็กทารกดูดนมจ๊วบๆ

ความมืดมนสุดจะทนได้ทำให้อเก็ตต้าหวนคิดถึงครั้งแรกที่คลำพบแมลงปีกแข็งสีดำตัวเขื่องเดินด่วนข้ามหน้าเจ้าหล่อน หล่อนต้องแกะมันออกจากผิวเนื้อทั้งมืดๆแต่มันเกาะแน่น ขาก็มีเงี่ยงแหลมคมราวกับลวดหนาม แถมขาข้างหนึ่งเข้าไปติดอยู่ในจมูกเจ้าหล่อนเหมือนเบ็ดตกปลา พอแกะออกได้เจ้าหล่อนก็ขังเจ้าแมลงนั่นไว้ในกล่องสีดำเล็กๆ แล้วบางครั้งก็เอาออกมาเล่น เฝ้าดูมันวิ่งหนีอย่างเร่งรีบหรือไม่ก็คลานกะโผลกกะเผลกไปตามพื้นห้องนอน

ขณะนี้เมื่อถูกกักอยู่ในรถม้าเสียงอื้ออึง เจ้าหล่อนจึงฆ่าเวลาด้วยการม้วนผมรอบนิ้วอย่างกระวนกระวาย พลางจ้องฝ่าความมืดไปที่ไฟคุกรุ่นในกล้องยาสูบของผู้ที่จับตัวเจ้าหล่อนมา เมื่อเขาหายใจออกแต่ละครั้งแสงเรืองสีแดงก่ำก็ส่องต้องหน้ากากของเขา อเก็ตต้ารู้สึกว่าเคยได้ยินเสียงเขามาก่อน และแม้ว่าพลังมืดบางอย่างจะบังคับจิตไม่ให้นึกออกว่าเป็นใคร แต่ลึกๆในใจนั้นเจ้าหล่อนรู้ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของอดีต และเป็นกุญแจสู่อนาคตของเจ้าหล่อน

รถม้าหยุดกะทันหัน อเก็ตต้าได้ยินเสียงตะโกนมาจากถนน ไดแอ็กก้าคว้าแขนเจ้าหล่อนไว้แน่นกันหนี เทกาตัสหน้าคะมำคว่ำลงไปซบตักเจ้าสัตว์ร้าย ทันทีที่หัวเขาซุกตรงพุงหลามของมัน ไดแอ็กก้าก็ยันเขากลับไปนั่งที่เดิม

โคมอสหัวเราะอย่างไม่ยี่หระ เขาเติมยาสูบสีเขียวเส้นหนาลงในกล้อง แล้วรีบดูดปลายกล้องถี่ๆ ด้วยกลัวว่าไฟจะมอด “มอร์บัส กัลลิคัส” เขาตะโกน “ออกรถ รีบไปฟิชสตรีทฮิลล์ เร็วๆเข้า” พูดพลางเอากำปั้นเคาะหลังคารถดังโครมๆ

เสียงกระซิบตอบดังมาจากถนน แล้วรถม้าก็กระตุกไปข้างหน้า ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดต่อไปบนถนนขรุขระ “ไอ้หนุ่มนี่ ตามันเกือบบอด หูก็เกือบหนวก แถมยังบ้าสุดๆ” โคมอสพูดพลางหัวเราะคิกคักกับตัวเองราวกับว่าเป็นเจ้าของมุขตลกเหลือเชื่อที่มีแต่ตัวเองเท่านั้นเห็นขัน “แถมยังมีจมูก..แค่...รูเดียว!” เขาพูดกระท่อนกระแท่นสลับด้วยเสียงหัวเราะแหลมดัง คนอื่นๆ นั่งอยู่มืดๆ ไม่รู้ว่าเขาขำอะไร ไดแอ็กก้าทำเสียงฮึดฮัดพลางยื่นหน้ามาเบียดอเก็ตต้า ผายลมปู้ดป้าดเพราะท้องเฟ้อ ซ้ำเรอกลิ่นปลาออกมาอีกหลายเอิ้ก

“อีกนานไหมกว่าจะถึง” เจ้าหล่อนถาม พยายามกลั้นหายใจไม่ยอมสูดกลิ่นสัตว์ร้ายและกลิ่นยาเส้นกัญชา

“ไม่นานหรอก” โคมอสตอบ “อย่าห่วงชีวิตที่เหลือเลย หาความสุขไปแต่ละชั่วยามเถอะ สูดลมหายใจแต่ละครั้งให้รู้สึกเหมือนกำลังหายใจครั้งสุดท้าย...” รถม้าวิ่งโขยกเขยกลัดเลาะไปบนถนนเก่าพัง ซากสัตว์ถูกทิ้งไว้ตรงที่พวกมันล้มตาย

“เจ้าจะเอาเราไปทำไม” เทกาตัสถาม

“แล้วจะบอกเอง” โคมอสพูดกลั้วหัวเราะ “นี่เป็นการทดลองศักดิ์สิทธิ์ ดาวอันติมะมังกร กาลสนธิ มังกรมาเยือน อยากเรียกอะไรก็เรียกไปเถอะ อีกไม่นานเจ้าจะได้เห็นกับตา ที่จริงแล้วเจ้าจะได้วนร่วมด้วย”

สองสามนาทีต่อมา รถม้าวิ่งเข้าโค้งอันตรายหลายโค้ง แล้วหยุดลง โคมอสกดช่องลับที่ผนังรถม้าแล้วแนบตาเข้าไปมอง “ที่นี่แหละ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความโล่งใจ “ทีนี้ก็ต้องเอาพวกมันเข้าไปข้างใน...”

อเก็ตต้าได้ยินเสียงคนตะกายอยู่บนยอดสุดของหลังคารถม้า แล้วหล่นตุ้บลงไปในแอ่งโคลนจนน้ำกระเด็นเข้ามาทางด้านที่เจ้าหล่อนนั่ง เสียงเขาร้องครวญครางขณะยันตัวขึ้นจากโคลน บ่นอุบด้วยความโกรธ

“อีฉิบ…กวนจริงๆ” ชายคนนั้นตะโกน มีเสียงตวัดแส้ลงไปครั้งหนึ่ง “อย่ามามองข้าอย่างนี้นะ อีม้าพยศ เดี๋ยวก็หวดปากเสียนี่ จะได้ไม่ร่าเริงนัก เอาไหม” เขาพูด ตวัดแส้อีกหน

“มอร์บัส กัลลิคัส” โคมอสตะโกนแผดเสียงให้ดังกว่าตลาดปลาและเสียงโวยวายของพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ข้างนอก “ถอดสลักให้เราออกไปที”

ชายที่อยู่ข้างนอกมุดลงใต้ตู้โดยสาร ได้ยินเสียงคลำสะเปะสะปะ เสียงลากแผ่นหินขนาดใหญ่เสียดสีกับหินปูถนน เขาก้มๆเงยๆอยู่ใต้รถม้า พอมีเสียงดังสองกริ๊กแผ่นไม้ที่พื้นรถก็กระดกออกแผ่นหนึ่งและเลื่อนเปิด

อเก็ตต้าจ้องมองลงไปในปล่องมืดลึก สุดปล่องพอจะมองเห็นแสงตะเกียงเล็กวอมแวม ข้างปล่องนั้นด้านหนึ่งมีบันไดไม้ผูกติดอยู่ ดูแคบเรียวลงไปเรื่อยๆตามระยะทางที่ดิ่งลึกลงไป

“ใครก่อนล่ะ” โคมอสถาม เคาะกล้องยาสูบกับเท้าของตนพลางมองตามเถ้าคุแดงที่ร่วงลงไปในปล่องเหมือนละอองดาวที่ค่อยๆ เลือนหายลับตา “นี่แหละดิ่งสู่ความมืด แต่ความสวยงามอันยิ่งใหญ่รอเราอยู่ ลึกลงไปใน ปะ…ปละ...ปล่อง” เขาหัวเราะกิ๊กกั๊กจนพูดแทบไม่เป็นถ้อยเป็นคำ

รัมสกิ้นกระโดดโหยงๆ อยู่บนที่นั่งข้างอเก็ตต้า แล้วจู่ๆมันก็หล่นผลุบลงไปในปล่องที่เปิดอยู่ คว้าบันไดได้ก็ไต่หายลงไปในความมืด ลำตัวของมันบังแสงตะเกียงภายในปล่องที่ค่อยๆ แคบลง

“ข้าคะ…คะ...คิดว่าถัดไปควรเป็นเจ้าสองคน” โคมอสพูดตะกุกตะกักพยายามกลั้นหัวเราะ “มอร์บัสมีแส้และถุงคลุมหัวพร้อมรออยู่แล้วถ้าหากเจ้าคิดจะหนี ไอ้เจ้านี่ตอนมองไม่เห็นจึงควรจะมอง”

โคมอสพยักหน้าให้อเก็ตต้าตามลงไป เขายื่นมือออกมาเมื่ออเก็ตต้าไถลลื่นจากรถม้าลงไปกองอยู่ที่บันไดขั้นบนสุด

“อ้า ถึงตาเจ้าละ” เขาบอกเทกาตัส “แล้วอย่าคิดจะเหาะหนีล่ะ มอร์บัสจะตะครุบเจ้าลงมาจากฟ้าได้ง่ายเหมือนแกะเห็บออกจากหน้าเจ้าเชียวละ!”

เทกาตัสลงนั่งบนพื้นแล้วเกาะที่นั่งบนรถม้าหย่อนตัวลงไปที่ปากหลุม แต่ก่อนจะคว้าจับบันไดไต่ลงไปในปล่องลึกนั้น เขาลอบเพ่งมองไปที่ถนนและเห็นว่าตรงนั้นเป็นฐานอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ที่ไหนสักแห่ง มีแผงไม้ขายของรายรอบ อนุสาวรีย์ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ไกลออกไปเป็นแม่น้ำ ลำแสงสอดสานส่องประกายจัดจ้ายามกระทบผิวน้ำ ข้างๆ รถม้าเห็นบู๊ตหนังคู่ยาวของมอร์บัสเป็นสีดำและเลอะโคลน ชายเสื้อคลุมกันฝนตัวยาวระพื้นสกปรก และที่ห้อยลู่ลงอยู่รอบเท้าคือแส้ม้ายาวถักเป็นเปียสองหาง

เทกาตัสหยีตาสู้แสง เขาไต่บันไดลงไปในปล่องมืด โคมอสตามไปติดๆ จนแทบจะเหยียบมือเทวดาด้วยหวังจะเร่งให้รีบไต่ลงไป แสงจากด้านบนค่อยๆ จางลงเมื่อแผ่นหินหยาบและหนักเลื่อนครูดพื้นกลับเข้าปิดปากปล่อง ตอนที่ปิดลงสนิทเสียงนั้นดังน่าใจหาย

เสียงน้ำไหลแว่วมาจากด้านล่าง เทกาตัสตัวสั่นด้วยหวั่นพะวงว่าจะลงไปเจออะไรข้างหน้า นึกโกรธตัวเองที่ยอมให้ถูกจับแต่โดยดี ยิ่งไต่ลึกลงไปทุกทีก็ยิ่งตระหนักว่า ชีวิตตนเปลี่ยนไปมากเพียงใด ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นผู้เชิญธงชัยเฉลิมพล มีตำแหน่งแม่ทัพของฝ่ายเทพในสงครามแห่งสวรรค์ ครั้งนั้นเขารบชนะมังกรและไล่มันเตลิดลงมายังโลก ตอนนี้กลับต้องมาหลบอยู่ในท่อระบายน้ำเก่าโสโครกเหมือนหนูที่ถูกหมัดเกาะกินเลือด ความอับอายฉายขึ้นทั่วดวงหน้าและเขาดีใจที่ความมืดช่วยปกปิดไว้

ลึกลงไปเทกาตัสได้ยินไดแอ็กก้าส่งเสียงฟืดฟาดขณะเล่นน้ำในแอ่งตื้นๆอย่างสนุกสนาน สักพักเขาก็ลงมายืนเคียงข้างอเก็ตต้าในน้ำผุดใสแจ๋วลึกเพียงไม่กี่นิ้ว ตะเกียงไขสัตว์ที่ตั้งอยู่บนชั้นวางเล็กๆ ส่องสว่างเห็นอุโมงค์สายหนึ่งลาดดิ่งลงไปทางซ้ายสู่แม่น้ำ มีบันไดหินทอดขึ้นไปยังประตูไม้ติดสลักทองเหลืองขนาดใหญ่

โคมอสล้วงกระเป๋าหยิบกุญแจออกมาไขและเปิดประตูช้าๆ “เชิญเข้าห้องขอรับ” เขาพูดพลางเติมยาเส้นอีกครั้ง ตาโปนเหมือนแผลอักเสบแดง “มีแขกพักอยู่แล้วคนหนึ่ง ข้าว่าเจ้ารู้จักเขาดี แม่สาวน้อย” โคมอสหัวเราะ ผลักทั้งสองเข้าประตู รัมสกิ้นเล่นน้ำสาดกระจาย

อเก็ตต้ายกเท้าเปียกโชกขึ้นจากสายน้ำเย็นเยือก น้ำซึ่งไหลแรงชะล้างเท้าเปื้อนโคลนที่ติดมาจากถนน ความหนาวเย็นยังช่วยผ่อนคลายความตระหนก เจ้าหล่อนก้าวเข้าในห้อง ตามองผนังหินอ่อนสีขาวและแผ่นหินสีเทาขนาดใหญ่ที่ต่อกันได้เหมาะเจาะเหมือนรูปต่อแปลกตา ไม่มีเครื่องเรือนใดๆเว้นแต่ชั้นหินอ่อนหนาติดผนังด้านในสุดทำหน้าที่เป็นม้านั่งยาวและโคมไฟระย้าเจ็ดชั้นขนาดใหญ่ที่หยดน้ำตาเทียนร้อนๆ ลงบนพื้นหิน สุดปลายม้านั่งหินอ่อนมีร่างชายคนหนึ่งนั่งเอนซบอยู่ ดูเหมือนหมดสติ ศีรษะคลุมด้วยกระสอบปอและมือถูกมัดไว้แน่นหนา

โคมอสดูดกล้องยาสูบดินเผา “ทำตัวตามสบายนะ เดี๋ยวมอร์บัสจะเอาอาหารมาให้ แล้วจะได้เริ่มเรื่องสนุกๆกัน” เขาพยักหน้าให้รัมสกิ้นเลื่อนสลักทองเหลืองสองตัวเข้าที่ แล้วมันก็แทรกกายผ่านประตูไม้เข้าไปในอุโมงค์ อเก็ตต้าอ้าปากค้างเมื่อไดแอ็กก้าหายตัววับ “มันไม่ขึ้นต่อปรัชญาและหลักการทางฟิสิกส์ใดๆ มันจะมาจะไปเมื่อไรก็ได้ ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ในโลกนี้ที่จะควบคุมสัตว์เลี้ยงตัวน้อยของข้าได้เว้นแต่คำสั่งของนายที่แท้จริงของมัน”

“แล้วตอนนี้หมาน้อยของเจ้าไปทำอะไรล่ะ” เจ้าหล่อนถามพลางนั่งลงบนม้านั่งหินอ่อนตัวยาว

“ก็คอยเฝ้าอุโมงค์นี้ ไม่ให้ใครบุกรุกเข้ามาน่ะซี่ แล้วก็เฝ้าดักทางไอ้พวกที่โง่พอจะคิดว่าหนีแล้วจะรอด”

“เราอยู่ที่ไหน” เจ้าหล่อนชิงถาม

“นั่นไม่สำคัญกับชีวิตที่ไม่ยืนยาวของเจ้าหรอก เราอยู่ใต้ถนนฟิชห้าสิบฟุต บริเวณฐานอนุสาวรีย์เดอะพิลล่าร์ที่เรานี่แหละสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่เราเป็นคนก่อเอง ไอ้พวกแส่นั่นดับไฟซะก่อนที่จะไหม้ได้ราพณาสูร ตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่จะจัดการให้เสร็จสิ้นเสียที เจ้าทั้งสองจะได้ร่วมมือกับเรา สาวพรหมจารี…ปีกเทวดา...ตาคางคก...และอะไรต่ออะไรที่ไอ้พวกตาบอดมันคิดว่าเราใส่ไว้ในคาถา...” โคมอสหัวเราะหึๆ กับตัวเองเมื่อเดินออกจากห้อง “ข้าจะให้เจ้าได้เจอเพื่อนเก่า อย่าคิดหนีเชียวล่ะ รัมสกิ้นยิ่งกำลังหิวโซอยู่ด้วย” โคมอสออกไปแล้วกระแทกประตูปิด ทิ้งทั้งสองไว้ตามลำพัง

มีเสียงคำรามจากในอุโมงค์ดังและนาน สะท้อนก้องและเบาลงเมื่อห่างออกไปไกล รัมสกิ้นยื่นหน้าทะลุบานประตูเข้ามาเหมือนไม่มีอะไรขวาง มันล่องลอยไปมาเหมือนหัวกระโหลกไร้ร่างในเงามืด แล้วก็หายไปต่อหน้าต่อตา

“ไอ้ตัวนี่มันแกล้งเจ้า” เทกาตัสพูด เขาใส่รองเท้าบู้ตเปียกน้ำเดินวนไปวนมาอยู่ในห้อง

“อเก็ตต้า นั่นเจ้าใช่ไหม” เสียงอ่อนระโหยนั้นดังมาจากชายที่ถูกคลุมศีรษะ

ชายผู้นั้นคือแธดเดียส เขายังมีชีวิตอยู่ อเก็ตต้าวิ่งรี่ตรงเข้าไปหาและดึงถุงคลุมออก กลางกระหม่อมเขาเปื้อนเลือด มีบ่วงไหมสั้นๆ คล้องคอ เขาสวมรองเท้าอยู่กับบ้านเป็นผ้าใบสีน้ำเงิน มีเชือกผูกสีเหลือง

“พวกมันทำอะไรท่านน่ะ” เจ้าหล่อนถาม พยุงเขาขึ้นพิงผนังและแก้มัดที่มือให้

“มันตามหาเน็มโมเร็นซิส คงคิดว่าอยู่กับข้า เจ้ารู้ไหมว่าอยู่ที่ไหน” แธดเดียสถาม อย่างร้อนรน “เท่าที่คิดได้ก็มีแต่เรื่องหนังสือนั่นอย่างเดียว” แธดเดียสหยุดพูดแล้วหันไปทางเทกาตัส “นั่นใครน่ะ” เขาถามอย่างระแวง

“เขาชื่อเทกาตัส ข้าเจอเขาในห้องใต้หลังคาที่บ้านพ่อ” อเก็ตต้ายิ้มให้แธดเดียส “เขาเป็นเทวดา”

“แล้วทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ ทำไมไม่เหาะหนีไปซะ”

“ซาราพักจัดการซะแล้ว” เจ้าหล่อนตอบ “เขาถอนขนปีกเทวดาซะโกร๋น พลังเทพก็เลยพร่องไปด้วย เทกาตัสทำผิดเลยตกต่ำจนเกือบจะกลายมาเป็นมนุษย์เช่นเราๆ” เจ้าหล่อนพูดจ๋อยๆ ราวกับว่าเทวดาหนุ่มไม่ได้อยู่ในห้องนั้นด้วย “ข้าเอาหนังสือมาให้เจ้าได้ แต่ข้าว่าไม่บอกท่านที่นี่จะดีที่สุด เดี๋ยวรัมสกิ้นจะแอบฟัง”

“ตอนกลางคืนเราไม่เคยโดนใครทำร้ายถึงเพียงนี้ ไอ้อสูรร้ายนั่นแหละที่ลากข้ามาที่นี่ เหมือนพรากลูกแมวจากคอกมาผลักลงบันไดนั่น แล้วมันยังมาซ้อมข้าอีกเมื่อเช้านี้ มากับนายตัวเหม็นของมันที่ชื่อมอร์บัส”

“เขาจะทำอะไรเรา” อเก็ตต้าถาม

“มันไม่ยอมบอก แต่ตอนนี้เจ้าต้องบอกข้าทุกเรื่องที่รู้”

ประตูตรงทางขึ้นบันไดถูกทุบโครมๆ ตามด้วยเสียงฝีเท้าย่ำหนักๆบนชานบันไดด้านนอก ร่างหนึ่งสวมเครื่องปกคลุมศีรษะเห็นเป็นเงาดำๆ มองผ่านช่องกั้นลูกกรงเหล็กเหนือบานประตู

“มอร์บัส” แธดเดียสอุทาน พลางพยายามลุกขึ้นยืน “ถอยไป ไอ้นี่มันเกรี้ยวกราดเหมือนน้ำเชี่ยว มาแอบหลังข้าชิดๆ ไว้นะอเก็ตต้า มันเกลียดเด็กๆ” แธดเดียสพูดราวกับว่ารู้จักสัตว์ตัวนั้นดี

ประตูถูกเตะเปิดผางแล้วชายคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามา เขาใส่เสื้อโค้ทยาวระพื้นเหมือนเสื้อคนขับรถม้า “อาหาร” เขาบอกด้วยเสียงแหบแห้ง เสียงนั้นต่ำฟังไม่ชัดเจนเหมือนเสียงหินเหล็กไฟกระทบกัน “ข้าไม่รู้ว่าทำไมเขาต้องให้เจ้ากินด้วย เปลืองอาหารดีๆ บ้าพอๆกับให้นักโทษกินอาหารเช้าก่อนขึ้นตะแลงแกงยังไงยังงั้น” ชายคนนั้นก้าวเข้ามาสู่แสงไฟจากโคมระย้า มือถือถุงผ้าลินินสกปรก ใส่ขนมปังและเนยแข็งไว้ข้างในจนป่อง

อเก็ตต้าเมียงมองอยู่ข้างหลังแธดเดียส เจ้าหล่อนอ้าปากค้างเมื่อเห็นใบหน้าของมอร์บัส ริมฝีปากเขาพุพองและบวม ดวงตาหลุบต่ำเพราะมีแผลเปื่อยดำๆ ขนาดใหญ่อยู่หลายแผล ตรงกลางหน้าข้าวตังนั้นมีรูดำๆ ปิดไว้ไม่ค่อยมิดด้วยแผ่นหนังซึ่งพะเยิบพะยาบตามแรงลมหายใจของเขา เจ้าหล่อนไม่เคยเห็นใครพิลึกพิลั่นอย่างนี้มาก่อน มอร์บัสเป็นซากศพเดินได้ ซ้ำมีกลิ่นเน่าเหม็นเพราะความตายกำลังจะมาเยือน มอร์บัสอ่านสีหน้าอเก็ตต้าออกและรู้ว่าเจ้าหล่อนคิดอะไรอยู่

“ไม่เคยเห็นใครเหมือนมอร์บัสมาก่อนรึ อีหนู กลิ่นข้าน่ารังเกียจเหมือนหน้าตาข้าไหมล่ะ” มันถลันเข้าไปหาเจ้าหล่อน พลางพ่นวาจา “เบรซเกอร์เดิ้ลไม่อยู่ปกป้องเจ้าได้ตลอดไปหรอกน่า...ข้าอาจเข้ามาตอนกลางคืน ขโมยจูบริมฝีปากน่าจูบของเจ้า เจ้าจะได้ร่วมทรมาทรกรรมกับข้า และติดโรคที่ข้ามอบให้ไปด้วย จะได้ร่วมสังฆกรรมกันถนัดๆ” มอร์บัสถอยไปมองเทกาตัส “อะฮ้า…นั่นน่ะ” เขาพูดพลางเดินไปหาเทวดาช้าๆ “ถ้าเดาไม่ผิด เจ้าต้องเป็นเทวดา ดูจากรอยเลือดแกะที่หูข้างขวา ข้าเคยเห็นเครื่องหมายอย่างนี้ตั้งนานมาแล้วนะ นานโขทีเดียว ในที่ที่ต่างไปจากปล่องเหม็นๆนี่ เจ้าจะต้องเป็นส่วนสำคัญในงานเลี้ยงคืนนี้แน่เหมือนไก่ตัวงามพร้อมปรุง มัดปีกมัดตีน ยัดไส้ ถอนขน แล้วโยนให้รัมสกิ้นเขมือบ คืนนี้น่าจดไว้จำจริงๆ” เขาพูดเสียงแหบแห้ง

มอร์บัสถอดหมวกผ้าออก ผมยาวกระจุกใหญ่ร่วงลงพื้นราวกับถูกถอนราก ทั่วหัวมีแผลเปื่อยดูเหมือนทุ่งภูเขาไฟ หนองสีเหลืองไหลเยิ้ม อเก็ตต้าพยายามซุกอยู่ข้างหลังแธดเดียส เจ้าหล่อนเบือนหน้าหนีภาพอุบาทว์ตา

“เจ้าหลบคนอย่างข้าไม่พ้นร้อก อย่างน้อยก็เมื่อเจ้าอยู่ที่นี่ เมื่ออยู่ในที่นี้เจ้าจะไม่มีวันปลอดภัยแม้แต่เวลาหลับ เวลาเจ้าฝันเขาก็เข้าไปดูความฝันของเจ้าได้ ข้าจะเตือนเจ้า นังลูกสาวไอ้เลเมี่ยน – อย่าได้สาระแนตีแผ่ความคิดของเจ้าให้ใครได้ล่วงรู้”

“เจ้ารู้ว่าข้าเป็นใครด้วยรึ” อเก็ตต้าพูดอย่างวิตก

มอร์บัสมองแธดเดียสและยิ้มบางๆให้ น้ำตาเป็นเมือกข้นไหลลงไปตามแก้ม

“นี่เจ้าไม่รู้ความนัยอะไรบ้างเลยรึอีหนู มีเรื่องเกิดขึ้นตั้งมากมายแล้วเจ้าก็ยังไม่รู้เลยหรือว่าอะไรเป็นอะไร” มอร์บัสทำเสียงดูถูก มันพยายามขากเสมหะออกจากคอบวมเป่ง “เรารอเจ้าอยู่ตั้งหลายปี เฝ้าดูเจ้ามาตั้งแต่เด็ก กันเจ้าไว้จากอารักขเทพให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ทั้งหมดก็เพื่อโอกาสนี้ เจ้าลืมไปละซี่อีหนู ว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดเจ้า เจ้าจะเข้าสู่วัยที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่เอาแต่เชื่อฟัง แต่จะเป็นผู้ใหญ่ที่สงสัยไปทุกสิ่ง ดังนั้นพิธีกรรมก็จะเริ่มขึ้น และเจ้าก็จะเปลี่ยนรูปโฉมไปต่อหน้าเรา...ด้วยความช่วยเหลือเล็กน้อยจากเทวดา” มอร์บัสหัวเราะ โยนถุงขนมปังลงที่พื้น หันหลังเดินออกจากห้องหินอ่อนอันหนาวเหน็บ เขาหยุดตรงหน้าประตูไม้ “เจ้าเหลือเวลาเป็นเด็กอีกสิบสองชั่วโมง ใช้ให้คุ้มล่ะ อีหนู” มอร์บัสมองเทวดา “สำหรับเจ้า – คิดชื่อตัวเองไว้ด้วย เพราะคืนนี้เจ้าจะได้เป็นพี่น้องกับรัมสกิ้นแล้ว”

มอร์บัสกระแทกประตูปิดดังโครม ลงสลักสองชั้นที่คานไม้โอ๊กแท่งหนา อเก็ตต้ามองแธดเดียส สายตาเขาแสดงว่ารู้มากกว่าที่อยากจะพูด

“พวกมันจะทำอะไรข้าน่ะ” เจ้าหล่อนถามขณะมองหาปมเชือกที่มัดมือแธดเดียสไว้แน่นหนา

“ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าจะไม่ห่วง ข้าคิดว่าเขาไม่ทำร้ายเจ้าหรอก แต่สำหรับเทวดา ข้าว่า จะด้วยเหตุใดก็ตาม ถึงคราวของเขาแล้ว เขาจะถูกเปลี่ยนสภาพเป็นไดแอ็กก้า ผู้ที่ยอมแลกความสมบูรณ์พูนสุขในสวรรค์เพื่อโลกียสุขต้องลงเอยเช่นนี้ทั้งนั้น”

เทกาตัสค่อยๆ รูดตัวลงไปตามผนังหินอ่อนสีขาว และนั่งยองๆบนพื้นหินเย็นเยียบ รู้สึกเหมือนตายสนิทลงกับที่โดยพลัน สีหน้าสิ้นหวังอย่างชัดเจน “ข้ารู้ว่าวันหนึ่งคงต้องลงเอยแบบนี้ แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้” เขาพูด ซบหน้าลงกับฝ่ามือ “ข้าคิดว่าสวรรค์ช่างน่าเบื่อ...พอมองโลกก็เห็นแต่ความรุ่งเรือง จนข้าอยากมาอยู่ แล้วข้าก็พบนาง – นางกำลังจ้องดูเงาตัวเองในแม่น้ำยูเฟรติส ตั้งแต่นาทีนั้น ข้าเต็มใจจะสละทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง” เทกาตัสเงยหน้ามองทั้งสอง “สิ่งที่ข้าตกใจมากกว่าอื่นใดคือนางก็มองเห็นข้าได้ด้วย ข้าจำคำพูดประโยคแรกของนางได้ จ้องมองเงาตนเองนั้น ไหนจะทันเทียมสบเนตรเซรูวิม”

ทันใดนั้นเสียงคำรามยาวนานก็ขัดจังหวะเรื่องที่เขาเล่า ประตูห้องเริ่มสั่นรัวตามลมหายใจของสัตว์ประหลาดที่พยายามแทรกฝ่ารอยแยกระหว่างพื้นหินกับคานไม้โอ๊กหนา มันกระโดดเตะแผ่นไม้ เทกาตัสพรวดลุกขึ้นยืนและกระโจนไปที่ประตู มองออกไปทางช่องลูกกรงเหล็ก

ยังไม่ทันได้ตั้งตัว – สัตว์ร้ายจู่โจมเหมือนงูฉก สองกรงเล็บยาวเหมือนเขี้ยวตะปบเข้าที่แก้มของเทวดาเจาะลึกถึงกระดูก เทกาตัสถูกขยุ้มแล้วโยนลงพื้นเหมือนหุ่นกระบอกของเล่น เขาแอ่นตัวหลบไปข้างหลังเมื่อรัมสกิ้นยื่นจมูกเข้ามาทางลูกกรงเหล็ก มันเลียเลือดเทวดาที่ติดนิ้วผอมเกร็ง ชูจมูกดมกลิ่นไปทั่วๆ พลางขู่คำราม


บทที่ 21 - ตามบัญชาของมายาวี


ถนนกรับเหม็นคลุ้งด้วยกลิ่นสาหร่ายเน่าลอยตามลมมาจากตลิ่งแห้งริมแม่น้ำเทมส์ ทุกย่างก้าวที่เดินไปจากจตุรัสบลูมส์บูรี่เบล้กผ่านฝูงชนที่จับกลุ่มแหงนมองดาวหางรูปกำปั้นบนท้องฟ้า เขาออกจะรู้สึกภูมิใจพิกลที่เห็นดาวหางโคจรใกล้เข้ามา กระนั้นเขาก็รู้ว่าไม่มีใครเห็นอย่างที่เขาเห็น ชาวบ้านทั่วไปมองดาวนั้นด้วยความหวาดหวั่น ส่วนคนรวยก็สนใจแต่ปากท้องตัวเอง ด้วยรู้สึกว่าโดดเดี่ยวเบล้กดึงปกเสื้อคลุมขึ้นกันทั้งลมและคำคนพูดแล้วกระแทกปลายไม้เท้าซ่อนดาบลงกับพื้น ประกายไฟกระจายขึ้นตรงที่ปลายเหล็กกระทบก้อนกรวด

เขาสาวเท้าเร็วๆ ขึ้นบันไดสามขั้นละจากถนนที่มีหนังสือพิมพ์วางซ้อนกันเป็นกองสูงเข้าสู่สำนักพิมพ์เดอะครอนิเคิ้ล ประตูเปิดอยู่และหน้าร้านก็เงียบผิดปกติ หญิงแก่ที่ฟันหน้าซี่หนึ่งแหลมเหมือนหินสีเหลืองยื่นออกมาจากริมฝีปากซีดๆและเหี่ยวย่นที่เคยนั่งประจำโต๊ะก็หายไป ไม่มีผู้สื่อข่าวเดินเท้าเปล่าป้วนเปี้ยนอยู่ในห้อง คอยประกาศข่าวร้ายจากคุกนิวเกตแก่สุภาพบุรุษที่ผ่านไปมา สำนักงานนั้นว่างเปล่าและเงียบเชียบ

เบล้กหยิบหนังสือพิมพ์เดอะครอนิเคิ้ลฉบับเช้านั้นขึ้นมาอ่าน ใต้ข่าวหน้าหนึ่งยาวเหยียดเรื่องการแขวนคอเมื่อวานและเรื่องเรือหายไปในทะเลนั้นจึงเป็นข่าวดาวหางของเขา ยาวแค่หนึ่งย่อหน้าและใช้คำล้วนเข้าใจยาก ผลงานทั้งชีวิตของเขาถูกรวบรัดจนเหลือเพียงบรรทัดเดียวว่า: นักวิทยาศาสตร์พบดาวดวงใหม่ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่เป็นภัยต่อเมือง...”

เบล้กกวาดตาอ่านต่อไป ขณะที่อ่านหูก็แว่วเสียงลอร์ดแฟลมเบิร์กเอ่ยหยามการค้นพบของเขาว่าไม่มีอะไรดีกว่าเรื่องต้มตุ๋นหรือการโชว์สัตว์แปลกๆเท่านั้น สิ่งที่ผู้อ่านเห็นบนฟ้าไม่มีผลต่อตน แค่ดาวอีกดวงหนึ่งโคจรผ่านโลกไป จะแปลกหรือสำคัญแค่ไหนเทียว ก็พอๆกับข่าวคนถูกแขวนคอเท่านั้นเอง

“อย่าตื่นตระหนก จงชื่นชมเหตุการณ์ยิ่งใหญ่น่าประทับใจเมื่อดาวหางโคจรผ่านไป” เบล้กอ่านบรรทัดสุดท้าย รู้สึกเหมือนได้ยินจากปากแฟลมเบิร์กเอง

เขาขยำหนังสือพิมพ์ในมือด้วยความโกรธแล้วเขวี้ยงออกไปที่ถนน มองไปรอบๆเพื่อหาตัวเยทส์มาอธิบายด้วยตัวเอง เขาได้ยินเสียงเดินลากเท้าบนพื้นไม้หยาบๆบนชั้นเหนือขึ้นไป แล้วประตูก็กระแทกปิดดังปัง ทุกอย่างเงียบกริบ เบล้กกำหัวไม้เท้าเงินรูปหัวสิงโตไว้แน่น มันกระชับเข้ากับอุ้งมือและช่วยบรรเทาอาการแสบร้อน ยิ่งเมื่อรู้ว่าในแกนกลวงของไม้เท้านั้นมีดาบคมกริบซ่อนอยู่ก็ยิ่งอุ่นใจ เบล้กไม่อยากเผชิญเรื่องไม่คาดฝันตอนที่ปีนบันไดแคบอย่างระมัดระวังขึ้นไปที่ห้องชั้นบน

เขาเดินข้ามชานบันไดซึ่งนำไปสู่ห้องเขียนหนังสือขนาดเล็กด้านหลัง ผนังห้องเป็นสีทึมๆ ฝุ่นจับเขรอะ เลอะคราบควันยาเส้นสีน้ำตาลขุ่น กลิ่นฉุนของใบยาสูบคลุ้งอยู่ในอากาศผสมกลิ่นไวน์เหม็นเปรี้ยว ไม่มีเสียงใดๆเลย เบล้กร้องเรียก “เยทส์ อยู่ไหนน่ะ” เสียงเขาสะท้อนก้องอยู่ในห้องที่ไร้สิ่งใดเคลื่อนไหว

เบล้กเดินลึกเข้าไปในห้อง ทางซ้ายมือเขาเห็นโต๊ะไม้โอ๊กขนาดใหญ่ เก้าอี้หนังพนักสูง เยทส์นั่งจมอยู่เหมือนหมีนอนหลับ หน้าคว่ำอยู่บนกองกระดาษที่เกลื่อนอยู่บนโต๊ะ

“เฮ้ยเยทส์ – ตื่น” เบล้กใช้ปลายไม้เท้ากระทุ้ง

ไม่มีเสียงตอบ เยทส์ยังคงหลับ คออ่อนพับลงไปอีกข้าง น้ำลายปนเลือดไหลยืดออกจากปาก

“ตื่นสิวะ!”เบล้กกระทุ้งแรงขึ้นอีก “นี่ไม่ใช่เวลานอนนะเว้ย” ยิ่งหงุดหงิดเขายิ่งกระทุ้งแรง ตั้งใจจะให้เยทส์ตื่นจากฝันเสียที

เยทส์ค่อยๆร่วงลงไปกองที่พื้น แผ่หราขวางแนวไม้พื้นหยาบๆนั้น ริมฝีปากเขียวคล้ำบอกชัดว่าเขาตายแล้ว ใบหน้าบูดเบี้ยวนัยน์ตาเบิกกว้างอย่างตกใจสุดขีด ตาไร้แววมองเบล้กเหมือนงงงัน ตรงกลางอกกลวงเป็นร่องรูปกำปั้น เนียนเหมือนมีใครบรรจงใช้ทัพพีร้อนฉ่าตักหัวใจออกมาทั้งที่ยังเต้นอยู่ ความร้อนไหม้ทั้งเสื้อกั๊กตัวหนากับเสื้อกล้ามสองชั้นและยังทะลุหนังเป็นบาดแผลลึกลงไปถึงกลางอก

เบล้กสำลักไอ พะอืดพะอมที่ได้เห็นซากของคนที่เคยรู้จักกันดีเมื่อยังมีชีวิตอยู่และรู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก เขาได้ยินเสียงเดินลากเท้าหนักๆ บนพื้นไม้ในห้องถัดไป แล้วก็ได้ยินเสียงประตูกระแทกปิดลงทันที เขาหันขวับมาดึงดาบออกจากฝัก จรดใบดาบเงาวับไปเบื้องหน้า แล้วพลันนึกถึงเอบราม อยากให้เทวดาองค์นั้นมาอยู่ด้วยในสถานการณ์ที่เขารู้ว่าจะเกิดขึ้น เขานึกเห็นภาพห้องอีกห้องหนึ่ง รู้ว่าในห้องนั้นมีตู้ใบเล็กประกอบด้วยบานเปิดหนา และรู้ว่าที่นั่นแหละเขาจะต้องเผชิญชะตากรรมของตน

เขาเดินโหย่งตัวออกจากห้องเดิมโดยเร็ว เลี้ยวผ่านประตูแคบๆ เข้าสู่ห้องทำงานของเยทส์ ห้องนั้นรกด้วยเศษกระดาษและหนังสือที่กางแผ่ไว้เกลื่อน โซฟาตัวใหญ่ตั้งอยู่ใต้หน้าต่างบานสูงที่มองลงไปเห็นซอยมืดๆ ตรงมุมห้องมีโต๊ะจัดอาหารไว้ที่หนึ่ง เศษอาหารยังค้างอยู่ในจานแบบดัตช์ เห็นได้ชัดด้วยแสงจากเทียนเล่มเล็กนั้น

สายตาเบล้กพร่ามัว ลางเลือน เกิดคิดถึงเน็มโมเร็นซิสขึ้นมาอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุและปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้เห็นมันอีก อยากจะหามันให้เจอ ราวกับว่าคัมภีร์นั่นเพรียกหาเขาด้วยบทเพลงเหนือกาลเวลา แล้วก็พลันนึกถึงอเก็ตต้าขึ้นมาได้ เขาฟาดดาบลงบนโซฟาด้วยความโกรธ ผ้าบุเนื้อหนาฉีกขาดปริออกเหมือนเนื้อหมูต้ม ขนห่านสีขาวทะลักออกมากระจายว่อนไปทั้งห้องทำงานเหมือนคลื่นหิมะขาวโพลนในฤดูใบไม้ผลิที่ค่อยๆโปรยปรายลงปกคลุมพื้นห้องจนหนาทึบ เขาเตะเบาะนั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เตะไปหัวเราะไป มองขนห่านทะลักออกมาเป็นจังหวะแล้วลอยฟุ้งขึ้นก่อนจะร่วงหล่นลงคลุมร่างเขาไว้

เบล้กล้มตัวลงนอนหัวเราะกลิ้งบนโซฟา แต่ชั่วขณะเดียวภาพฝันก็วูบวับไปเมื่อได้ยินเสียงเคาะเบาๆ ดังมาจากแผ่นไม้โอ๊กสีเข้มที่อยู่ห่างไปไม่กี่ฟุต เสียงก๊อกๆ นั้นดังถี่ขึ้นเป็นจังหวะ ทั้งห้องสั่นสะเทือนไปตามเสียงเคาะ แผ่นไม้ทุกชิ้นสั่นกระทบกัน บัดนี้เสียงเคาะเหมือนดังออกมาจากทุกมุมห้องทำงาน

เบล้กทะลึ่งพรวดลุกขึ้นยืน ยื่นดาบไปข้างหน้า กวัดแกว่งไปมาราวจะฟาดฟันศัตรูที่มองไม่เห็น “ออกมาสิวะ ไอ้สัตว์ ข้าไม่กลัวเจ้าหรอก” เขาท้าทาย แต่สุ้มเสียงคำท้ายๆชักจะหวั่นไหว ริมฝีปากแห้งผาก “เอากะมันเสียที่นี่เดี๋ยวนี้เลยสิวะ” เขาตะโกน หวังว่าเอบรามจะได้ยินและลืมเสียว่าเขาเคยขอทำภารกิจนี้ให้สำเร็จโดยไม่ต้องอาศัยอารักขเทพสักครั้งในชีวิต

เสียงก๊อกๆ ยังคงดังและดังขึ้นเรื่อยๆ จากผนังด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งรอบๆห้องเหมือนกองทัพผีกำลังรัวกลอง “เลิกยุ่งกับข้าซะทีโว้ย” เบล้กตะโกนเมื่อเสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ “ออกมาสู้กันซึ่งๆหน้าสิวะ…”

เสียงเคาะหยุดลงทันใด เหลือเพียงความเงียบจนน่าขนลุกและขนห่านลอยวนตามแรงลม เบล้กรู้ว่าศัตรูอยู่ใกล้ๆ อารมณ์เขาสับสน ความกล้าอย่างห้าวหาญกลายเป็นความกลัวอย่างสิ้นหวัง เมื่อเขาพยายามจินตนาการว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาอยากวิ่งหนี แต่บางอย่างก็ยับยั้งไว้ เขารู้ว่าจะต้องเจอสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นภูตผีบางชนิดและสิ่งที่เสกสรรค์ขึ้นด้วยมนตร์ดำกำลังสำแดงฤทธิ์ และใกล้จะแสดงตัวให้ประจักษ์แล้ว

เบล้กไม่เห็นว่าข้างหลังเขานั้นบังตาไม้บางๆ ยาวๆ ที่กั้นทางเดินไปสู่แม่น้ำค่อยๆเปิดออก เสียงเอี๊ยดอ๊าดแผ่วๆ เพราะบานพับฝืดทำให้เขาเพิ่งตื่นตัวว่ามีบางอย่างอยู่ข้างหลัง พอหันไปก็เห็นเซคาริสยืนพิงผนัง แทะหัวใจเลือดแดงฉานที่ดูเหมือนลูกแอ็บเปิ้ลสดในกำมือ

“เบล้ก” เซคาริสกระซิบเสียงเบาเหมือนแมวคราง “สุดท้ายก็ได้เจอกันตัวต่อตัวซะที” มันยิ้มให้เขาพลางเคี้ยวหัวใจเยทส์ทีละคำเล็กๆ

“เจ้าฆ่าเขาทำไม” เบล้กถาม ถอยห่างจากสัตว์ร้ายที่ยืนขวางไม่ให้เขาหนีออกทางประตู

“มีคนบอกให้ทำ…และคำสั่งนั้นก็ถูกใจข้าซะด้วย” เซคาริสเดินเข้าหาเขา

เบล้กเห็นแผลถูกยิงที่หน้าอกของมันสมานดีแล้ว แผ่นหนังสีคล้ำปิดรอยแผลสนิท “หายไวดีจังนะ ทั้งที่เกิดจากฝุ่นดินนี่น่ะ” เขาพูด เหลียวมองรอบห้องหาทางหนี

“ข้ามีหมอดี เขามาหาข้าตอนกลางคืน รักษาแผลข้าด้วยน้ำตาเทวดาและจิตทะยานอยากของเขา”

“น้ำตาเทวดาน่ะรึ ยาของพวกหมอผี หมอเถื่อนและคนลวงโลก”

“เจ้าพูดถึงเพื่อนไม่ค่อยโสภาเลยนะ” เซคาริสพูด ดวงตาแดงก่ำเหมือนดวงอาทิตย์ “เจ้าน่าจะทำเรื่องให้ง่ายเพื่อตัวเจ้าเอง แค่ยอมข้าเสียแต่โดยดี ไม่ต้องสู้กัน ข้าจะจัดการให้เสร็จไวๆ เหมือนที่ทำกับอีกคนหนึ่งน่ะ เพื่อนเจ้าตายทันทีไม่ทรมานเลยนะ ตอนที่เห็นข้า ลิ้นเขาแทบอุดคอ ไร้วาจาจะพูดและตอนนี้ก็…ไร้หัวใจ” มันแทะหัวใจของเยทส์อีกคำหนึ่ง “แป๊บเดียวก็เสร็จน่ะ ข้าสัญญา” สัตว์ร้ายหัวเราะเสียงแหลม ใบไม้บนหน้าดังกรอบแกรบเหมือนขยับด้วยแรงลม

“ข้าเป็นลูกผู้ชาย ยึดมั่นไว้ว่าจะไม่ยอมแพ้ก่อนจะได้สู้ เข้ามาเล้ย อยากได้อะไรก็เข้ามาเอา แต่เจ้าจะต้องต่อสู้กับข้าเสียก่อน เลือดเนื้อและวิญญาณของข้าไม่มีไว้แจกเสียด้วย”

“นี่คิดว่าตัวเจ้ามีวิญญาณด้วยรึ แล้วจะมีชีวิตหลังความตายด้วยงั้นสิ อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลยน่า คนอย่างเจ้ามีแค่เนื้อกับกระดูกและใจที่คิดอะไรผิดๆ อยู่ร่ำไป ตัวเจ้าน่ะดีแค่กินได้ แล้วก็กินได้อร่อยดีแค่บางส่วนซะด้วยสิ” เซคาริสหัวเราะ มันปาหัวใจที่กินเหลือใส่เบล้ก

“งั้นเจ้าก็ต้องลองดาบของข้าหน่อย” เบล้กพูดแล้วแกว่งดาบยั้งเซคาริส

ขนนกสีดำหลายอันร่วงสู่พื้นลงไปปนเปกับขนห่านสีขาวที่ทะลักออกมาจากโซฟาขาดๆ เห็นสีดำพรูพราวมากขึ้นเรื่อยๆ ลอยว่อนเหมือนหมอกคลุ้มทั่วห้อง ได้ยินเสียงการ้องเซ็งแซ่อยู่รอบๆ ขณะฝูงกาถลาร่อนมาจากทุกทิศทุกทาง

เบล้กตวัดดาบปัดป้องเป็นพัลวันเมื่อฝูงกายักษ์บินถลาเข้ามาโฉบลงจิกตา เขาฟันถูกมันตัวแล้วตัวเล่า ฟันดาบลงไปแต่ละครั้ง มันก็แตกฮือตามแรงหวดเหมือนเป็นฝุ่นสีดำ เซคาริสรอโอกาสให้เบล้กหมดแรงเพราะสู้กับฝูงกายักษ์ที่คอยจิกแทะเนื้อและใช้กรงเล็บคมราวมีดโกนขยุ้มผมเขาเสียก่อน นกเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเบล้กเซถลาไปที่สุดมุมห้อง เซคาริสจ้องตามทุกฝีก้าว

เบล้กหันกลับ กระโดดขึ้นบนโซฟาแล้วใช้ด้ามดาบกระแทกหน้าต่างแตกกระจาย เสียงจากถนนดังจ้าเข้ามาในห้อง ฝูงกายักษ์บินวุ่นไล่กันเหมือนคลื่นลูกใหญ่ออกจากห้องไปสู่ยามเช้าอันสดใสในนครลอนดอน เบล้กกระโดดลงมาที่พื้น “ข้ากับเจ้า เซคาริส มาสู้กันซึ่งๆหน้าเลย ไม่มีบริวารนกของเจ้าคอยช่วยเหลือแล้วโว้ย”

เซคาริสยืนหัวเราะ “ความกล้าของเจ้ามาช้าไปหน่อยนะเบล้ก ถึงคราวของเจ้าแน่แล้ว จะให้เผาหรือฝังดีล่ะเฟ้ย”

มันกระโจนเข้าใส่พลางขู่คำราม ขวับเดียวก็คว้าคอเขาไว้ได้ จิกเล็บแหลมยาวลงที่คอแล้วกัดหน้า เบล้กเซผงะล้มลงบนโซฟาแล้วไถลลงไปที่พื้น เซคาริสตามมาคว้าเหยื่อแล้วกดมือจะทะลวงหน้าอก เบล้กร้องลั่นด้วยเจ็บปวดเมื่อความร้อนทะลุลวกไปถึงผิวหนัง เสื้อกั๊กและเสื้อแจ็กเก็ตไหม้เกรียมและลุกเป็นไฟ

“ยอมแพ้ซะเถอะเบล้ก ให้ข้าควักหัวใจเจ้า แล้วข้าจะบอกความจริงให้เรื่องวิญญาณของเจ้า”

เบล้กฟาดด้ามดาบเข้าที่หน้าสัตว์ประหลาดอย่างจัง ใบไม้แห้งหลุดเกลื่อนพื้น เขาเห็นปุ่มไม้เขียวสดแตกใบออกมาแทนที่ เซคาริสเหวี่ยงเบล้กเข้าชิดฝาผนัง ดึงให้ลุกขึ้นยืนด้วยพลังแข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ แล้วกดเขาไว้ด้วยมือข้างเดียว ดึงอีกมือกลับมาตั้งท่าจะจ้วงเข้าไปกระชากหัวใจเบล้ก

เบล้กฟาดดาบลงไปอย่างดุเดือดเป็นครั้งสุดท้าย คมดาบตัดทะลุดินเหนียวและแกนไม้ยิวจนแขนเซคาริสขาดตรงเหนือข้อมือ มือมีเปลือกสีเขียวนั้นหล่นลงบนพื้น นิ้วหงิกงอลากอุ้งมือไปตามแผ่นกระดานช้าๆ เหมือนแมงมุมใกล้ตาย เซคาริสปล่อยเบล้ก ฝ่ายหลังตวัดดาบออกไปอีกครั้ง คมเฉี่ยวข้างหัวอสูรร้าย ใบไม้ร่วงกระจายเหมือนต้องลมฤดูใบไม้ร่วง มันล้มลงบนโซฟา สั่นสะท้านเพราะแรงหวด เบล้กตามติด โจนขึ้นเหยียบอกมันแล้วถีบตัวข้ามไปทางประตูออกสู่ทางลับ เขาโถมเข้าไปในความมืด กระแทกประตูปิดตามหลัง มือคลำหาสลักเปะปะ พอวิ่งลงบันไดจะพังมิพังแหล่ จมูกก็ได้กลิ่นเหม็นจากแม่น้ำ เสียงแม่น้ำเทมส์ใกล้ขึ้นทุกที เหนือขึ้นไปเขาได้ยินเสียงไม้โอ๊กแตกหักกระทบกระแทกกันโครมครามเมื่อเซคาริสวิ่งชนดะออกประตูไล่ตามมา

เบล้กวิ่งฝ่าความมืดสนิท ถลาจากกำแพงด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ถูกใยแมงมุมหนาพานจนเลอะหน้าไปหมด แต่ไกลออกไปมีแสงจางๆ ตรงประตูอุโมงค์ ได้ยินเสียงฝีเท้ามันสะท้อนก้อง เขาวิ่งเร็วยิ่งขึ้น พยายามหนีให้พ้นก่อนมันตามทัน แสงจางนั้นสว่างขึ้นเรื่อยๆ เบล้กเริ่มมองเห็นเค้าโครงประตูแคบๆ ที่มีแสงอาทิตย์ลอดเข้ามาตามกรอบ เสียงเซคาริสวิ่งตามใกล้เข้ามาพลางกรีดร้องเสียงแหลมๆเหมือนหมูถูกเชือด

เบล้กกระแทกประตูโดยแรง แล้วคว้าลูกกุญแจมาไขแต่สอดเข้าไปแล้วกลับติดแน่นเพราะสนิมจับเขรอะ กุญแจหักคามือ เสียงแหลมๆเหมือนเด็กเอาแต่ใจนั้นดังใกล้เข้ามาทุกขณะเมื่อเซคาริสวิ่งฝ่าความมืดเข้ามาใกล้ เบล้กพยายามเปิดประตูออกไปสู่อิสรภาพแต่ก็ไม่สำเร็จ ครั้นหันกลับไปก็เห็นสัตว์ประหลาดใกล้เข้ามาทุกวินาที มันย่ำลงไปในแอ่งน้ำค้างที่ประปรายอยู่ทั่วพื้นอุโมงค์จนน้ำสาดกระจาย

เบล้กหนีไม่รอด เขาเห็นดวงตาสัตว์ประหลาดเปล่งประกายวาวในความมืด เขี้ยวขาววับ อีกเพียงสิบก้าวมันก็จะเข้าประชิดตัว เบล้กทำใจกล้า ตวัดไม้เท้าซ่อนดาบออกไปด้วยแรงฮึดสุดท้าย ฟาดเข้ากลางอกเซคาริสขณะที่มันโถมเข้ามาเต็มแรง ปะทะเบล้กแล้วอัดร่างเขาเข้ากับบานประตูไม้หนา แรงปะทะนั้นส่งผลให้ประตูพังลงทันที บานพับขึ้นสนิมหักสะบั้น ทั้งเบล้กและเซคาริสหลุดผลัวะออกจากความมืดสู่แสงสว่าง

ทั้งสองนอนแน่นิ่งอยู่บนขั้นบันไดเปียกชุ่มมีสาหร่ายพัน บันไดนี้ทอดยาวไปที่แม่น้ำ เซคาริสเด้งตัวขึ้นยืน เบล้กเงยหน้าขึ้นมอง มันจ้องเขาด้วยตาฝ้าฟาง เซคาริสโซเซ เลือดสีเขียวพุ่งกระฉูดออกมาจากบาดแผลตรงหน้าอกไหลย้อยลงไปตามท้องเหมือนคลุมด้วยเยื่อตะไคร่น้ำ เบล้กฟันมันอีกตรงขา ตัดกระดูกที่ทำด้วยไม้ยิวขาด เซคาริสโงนเงนลื่นล้ม หงายหลังร่วงผลอยลงไปในแม่น้ำสายเก่าแก่ซึ่งอยู่ต่ำลงไปหลายฟุต เบล้กหันกลับชะโงกมองออกไปเห็นร่างมันลอยผลุบๆโผล่ๆ หน้าคว่ำอยู่ในน้ำ หมุนคว้างก่อนจะจมลงใต้น้ำสีน้ำตาลขุ่นคลั่ก

“น่าสนใจจริงๆ” เสียงหนึ่งดังมาจากเงามืด “ข้าสงสัยอยู่นะว่าเจ้าจะปราบเซคาริสได้ยังไง” เอบราม ริกเคิร์ดส ก้าวออกมาสู่แสงตะวัน เขาขยับแว่นตาสีน้ำเงินตรงปลายจมูกและปรับสายรัดหลังหูให้เข้าที่ “สัตว์จำพวกนั้นตายยาก และข้าก็ไม่เคยรู้เลยว่ามันจมน้ำตายก็ได้ ปกติแล้วหากจะฆ่าเซคาริส จะต้องผ่าอกมัน หาเปลือกหอยที่ใส่ไว้เป็นหัวใจให้ได้ แล้วดึงเปลือกหอยนั้นออกมาทุบทิ้ง มันถึงจะตายจริงๆ”

“นี่เจ้าอยู่ด้วยตลอดเวลาเลยรึ เหมือนแม่นมที่รออยู่มืดๆจนกว่าเด็กจะร้องหาเสียก่อนงั้นสิ” เบล้กพูดพลางลุกขึ้นยืน แล้วถอยหลังกลับไปยังปากอุโมงค์

“อยากจะพูดว่าสนใจใคร่รู้มากกว่านะ” เอบรามยิ้ม “ข้าสัญญากับเจ้าแล้วว่าข้าจะไม่แส่ และข้าก็รักษาคำพูด เมื่อรู้ว่าเจ้าชนะแล้วข้าถึงได้เสนอหน้าออกมานี่ไงล่ะ”

“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรถ้าเซคาริสเป็นต่อ” เบล้กพูด

“เจ้าก็ต้องตายซิ ข้าสัญญาแล้วไงว่าจะไม่ยุ่ง แต่ข้าจะคอยนำดวงวิญญาณเจ้าไปสู่อนาคต แถมฟังเจ้าบ่นที่ข้าปล่อยให้เจ้าตาย” เทวดามองขึ้นไปบนฟ้า “แต่เจ้ามีปัญหายิ่งใหญ่กว่าเซคาริสนัก” เขาพูดพลางชี้ดาวหางที่เห็นชัดเจนบนฟ้า “ดวงดาวใกล้เราเข้ามาทุกทีแล้วและไม่มีสิ่งใดจะหยุดมันได้”

เบล้กเงยขึ้นมอง ขนพองสยองเกล้าเมื่อเห็นสายไอน้ำสีขาวกระจายไปทั่วฟ้ายามเช้า ก้อนน้ำแข็งสวรรค์นับร้อยๆ ลูกร่วงพรูลงมา ท้องฟ้าทุกซอกมุมลั่นครืนๆ เมื่ออุกกาบาตขนาดเล็กปะทุกลายเป็นไออยู่ทั่วไป ชั่วพริบตานครลอนดอนก็ถูกถล่มด้วยลูกเห็บมากมายที่แตกออกจากดาวหางและพุ่งลงมาด้วยความเร็วสูงเหมือนสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า ขณะพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศลูกเห็บก็เดือดปุดๆและเกิดเสียงฟู่เมื่อความร้อนหลอมละลายโคลนที่เย็นแข็งผสานสายแร่ที่เดินทางผ่านกาลเวลาและอวกาศมาถล่มโลก ฟ้าระเบิดออกเป็นแสงสีรุ้งเมื่อลูกเห็บใสตกลงมา

เบล้กวิ่งขึ้นบันไดไปขั้นบนสุด เขามองจากเขตท่าเรือเห็นโดมใหญ่ของมหาวิหารเซนต์ปอล หลังคามหึมานั้นดูเหมือนถ้วยลูกพลัมคว่ำ สะท้อนสีท้องฟ้าที่กำลังระเบิด

มีเสียงดังสนั่นเนิ่นนานเมื่อก้อนน้ำแข็งปนหินระเบิดออก เสียงดังฟู่ขณะมันเคลื่อนผ่านชั้นบรรยากาศ เหมือนลูกไขมันขนาดยักษ์ถูกโยนผ่านเปลวไฟ มันพุ่งเข้าชนโบสถ์ เสียงเปรี๊ยะแสบแก้วหูดังสะท้อนก้องถนนในเมืองที่ชะงักงัน คลื่นมนุษย์ที่ตื่นตระหนกถั่งโถมผ่านตรอกและทางเดินระหว่างตึกเป็นระลอก ผลักทุกคนที่ยืนขวางออกพ้นทางและย่ำเหยียบคนที่อ่อนแอเกินกว่าจะหนีได้ ดูราวกับคนทั้งเมืองกำลังหนีตายไปทางแม่น้ำ และเมื่อหินจากท้องฟ้าชุดสุดท้ายพุ่งสู่โลก เสียงร้องอย่างบ้าคลั่งและเสียงอื้ออึงของฝูงชนก็ใกล้เข้ามา

เบล้กมองเทวดาด้วยแววตาสิ้นหวัง

“เข้าไปในอุโมงค์กันเถอะ” เอบรามพูดอย่างใจเย็น “ความโกลาหลกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว”


บทแปลนี้มิใช่เวอร์ชั่นก่อนพิมพ์เล่ม
จึงยังมีความลักลั่นเรื่องชื่อสถานที่อยู่บ้าง
ขออภัยด้วยค่ะ

(ติดตาม
บทที่ 22 – โลกันตร์และอเวจี &
บทที่ 23 – คลายปม

วันที่ 20 สิงหาคม ค่ะ)
#ไปต่อไม่รอแล้วค่ะ

LITERATURE
 ขอบคุณของแต่งบล็อกจากอินเทอร์เน็ต



Create Date : 17 สิงหาคม 2562
Last Update : 17 สิงหาคม 2562 18:46:35 น. 41 comments
Counter : 354 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณtuk-tuk@korat, คุณTurtle Came to See Me, คุณโอน่าจอมซ่าส์, คุณmcayenne94, คุณที่เห็นและเป็นมา, คุณกะว่าก๋า, คุณtoor36, คุณคนผ่านทางมาเจอ, คุณเริงฤดีนะ, คุณInsignia_Museum, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณตะลีกีปัส, คุณTui Laksi, คุณสันตะวาใบข้าว, คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณสองแผ่นดิน, คุณhaiku, คุณAsWeChange, คุณขุนเพชรขุนราม, คุณวลีลักษณา, คุณหอมกร, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณตุ๊กจ้ะ, คุณkae+aoe, คุณสาวไกด์ใจซื่อ, คุณThe Kop Civil, คุณnonnoiGiwGiw


 
เจิมค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:9:45:49 น.  

 
อุโมงใต้ดินเยอะจริง ๆ ค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:10:03:04 น.  

 
2.. แปลว่าอ่านเยอะจริงๆด้วยนะ คนสวย
คนแปลก็ชื่นใจหายเหนื่อยเลยจ้าาา



โดย: ภาวิดา คนบ้านป่า วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:10:16:25 น.  

 
สวัสดีครับ...


โดย: พายุสุริยะ วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:10:40:55 น.  

 
ตื่นเต้นแต่ก็ไม่ได้ลุ้น
พระเอกก็ยังงี้ โชคช่วยเสมอ
รออ่านตอนต่อไปค่ะ


โดย: mcayenne94 วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:11:44:36 น.  

 
ในอุโมงค์ตอนหน้า
เรื่องราวคงเข้มข้นมากยิ่งขึ้นไปอีกนะครับพี่ภา



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:12:55:01 น.  

 
วันนี้ว่าเงียบ
พี่ภาดูวันอาทิตย์ครับ
เงียบกว่านี้อีกครับ 555

ขนาดในเฟซบุ๊คยังเงียบเลยครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:12:55:49 น.  

 
เพิ่งย้อนไปเม้นท์
บทที่ 18*19 มาค่ะ
เดี๋ยวค่อยๆอ่านบท 20-21 วันนี้


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:16:47:35 น.  

 
มาอ่านต่อครับ
ค่อยๆเก็บรายละเอียดและย้อนไปให้ต่อเนื่องกับตอนที่แล้ว มีเหตุการณ์มากมายหลายเรื่องเลยนะครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:17:59:28 น.  

 
เฮ้อ!! บทที่ 20
"เทกาตัส" ตัวเหลือน้อยนิ๊ดเดียว
เสียทีที่เกิดเป็นเทวดา
แถมยังโดนสัตว์ร้ายจู่โจมจนเสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา



บทที่ 21
ดาวหางโคจรเข้ามาใกล้โลกทุกที
ภาพเบล็กเห็นเซคาริสยืน แทะหัวใจเยทส์
ช่างสยองเสียนี่กระไร


แต่เบล็กเก่งที่ฟาดฟันเซคาริสได้อยู่หมัด
ตกน้ำตกท่า เสมือนปลาตายน้ำตื้น


ลุ้นๆกันในตอนต่อไปค่ะ


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:19:15:43 น.  

 
สวัสดีมีสุขค่ะพี่ภาขา

มาหย่อยอิแปะไว้ก่อนนะคะ
อ่านในมือถือไม่สามารถเลยค่ะ


โดย: ตะลีกีปัส วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:20:23:29 น.  

 
แหม..คงไม่ได้ถองพายุสุรืยะหรอกครับ (มั่นใจ)
เขาอร่อยไม่มีที่ติจริงครับ
ว่าแต่ว่า พระที่่อ่างทองนี้สวยจริงๆครับ ทั้งพระนั่งพระนอนเลยครับ น่าไปครับ


โดย: พายุสุริยะ วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:20:31:40 น.  

 
ผมรู้สึกว่ากำลังดีครับ
ถ้ามากเหมือนเมื่อก่อน
ผมอัพบล้อกตอนเช้าได้
แต่จะเม้นท์ไม่ครบครับ
เมื่อก่อนผมตื่นตี 5 อัพบล็อก
ตอบเม้นท์อีกเป็นชั่วโมงเลยครับ
คนเม้นท์วันนึงน่าจะมี 100 เม้นท์ขึ้นไป
มากสุดก็ 200 เม้นท์ต่อวันเลยครับในช่วงนั้น

ตอนนี้สัก 30 ก็ถือว่ามากแล้วล่ะครับ 555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:20:46:52 น.  

 
มาส่งกำลังใจคนเก่งค่ะ
พร้อมลุ้นบอลทีมรักไปด้วยคร้า


โดย: Tui Laksi วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:20:59:11 น.  

 
สวัสดียามค่ำๆค่ะพี่ภา..

ส่งกำลังใจพร้อมกับส่งเสียง..อิอิ


โดย: สันตะวาใบข้าว วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:22:01:04 น.  

 
ราตรีสวัสดิ์ครับพี่ภา



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 17 สิงหาคม 2562 เวลา:22:54:36 น.  

 
สวัสดีค่ะ พี่ภา

อ่านรวดเดียวจบสองบทไม่ได้
ต้องหยุดพักเบรคสักครู่
แล้วจึงกลับไปอ่านต่ออีกบท

หนักๆทั้งนั้น ต้องรอผ่อนคลายน่ะค่ะ

ลุ้นเอาใจช่วยเบล้กแทบแย่
นึกว่าจะถูกเซคาริสควักหัวใจออกไปกินเสียแล้ว

ตอนนี้กำลังลุ้นค่ะ ว่าดาวจะชนโลกหรือเปล่า

รักษาสุขภาพด้วยค่ะ พี่ภา


โดย: AsWeChange วันที่: 18 สิงหาคม 2562 เวลา:0:36:41 น.  

 


โดย: ขุนเพชรขุนราม วันที่: 18 สิงหาคม 2562 เวลา:4:50:57 น.  

 
สุดยอดจินตนาการเลยค่ะ
กำลังอ่านเพลินจบตอนซะแล้ว
รออ่านต่อค่ะ

ขอบคุณนะคะ


โดย: วลีลักษณา วันที่: 18 สิงหาคม 2562 เวลา:4:56:06 น.  

 

สวัสดียามเช้าครับพี่ภา



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 18 สิงหาคม 2562 เวลา:6:22:23 น.  

 
สวัสดีมีสุขค่ะพี่ภาขา

มาหย่อยอิแปะไว้ก่อนนะคะ
อ่านในมือถือไม่สามารถเลยค่ะ


โดย: ตะลีกีปัส วันที่: 18 สิงหาคม 2562 เวลา:7:06:25 น.  

 
เอนทรี่นึงโหวตได้สองหนนิ
งงๆเลยตู


โดย: ภาวิดา คนบ้านป่า วันที่: 18 สิงหาคม 2562 เวลา:8:26:20 น.  

 
ภาวิดา คนบ้านป่า Literature Blog ดู Blog
แวะมาโหวตให้พี่ภานะคะ
ดีค่ะพี่ภาจะได้คะแนนเยอะๆ





โดย: หอมกร วันที่: 18 สิงหาคม 2562 เวลา:9:27:13 น.  

 
สวัสดีมีสุขค่ะ

ได้แย่งชิงคอมพ์มาอ่านได้สำเร็จค่ะ
ถ้าสร้างเป็นภาพยนต์ ภาพลักษณ์ของแต่ละตัวนี่
น่าสยดสยองใช้ได้เลยทีเดียวค่ะ
ทั้งไดแอ้กก้า รัมสกิ้น หรือเซคาริส
น้ำเลือดน้ำหนองอีก..เชื้อโรคอีก

อเก็ตต้าเป็นใครกันหนอ ที่ต้องรอให้เป็นสาวเต็มตัว
จึงทำพิธี ..ตามตอนต่อไปค่ะ



โดย: ตะลีกีปัส วันที่: 18 สิงหาคม 2562 เวลา:15:34:26 น.  

 
สวัสดี ค่ะ พี่ภา

บล็อกนี้ ก็อ่านได้จุใจ เพราะลงสองบทเหมือน
คราวที่แล้ว พี่ภาบรรยายถึงเจ้ามอร์บัส กัลลิคัส ได้
สยดสยองมากเลย ค่ะ หน้าตาน่าเกลียด น้ำเลือด
น้ำเหลือง ไหลย้อย เห็นภาพเลย ค่ะ ถ้าหนูเป็น
อเก็ตตร้า คงเป็นลมช้อตตายไปก่อน อิอิ

อีกตอน บรรยายการต่อสู้ของ เบล้ก กับเซคารีสน่าตื่นเต้นมากสงสารเยทส์ นะที่โดนควักหัวใจ
ไปกิน น่ากลัวมาก ฉากต่อสู้ หนูก็ลุ้นแทบแย่
กลัวเบล้กแพ้ ห้าห้า เทวดา เอบราม ก็คงแอบลุ้น
เหมือนกัน มาปรากฏตอน เบล้กชนะ

จะรออ่านตอนต่อไป นะคะ

โหวดหมวด งานเขียน ค่ะ

ช่วงนี้ ไปแต่งานขาวดำ ค่ะ สุขภาพของหนู
ก็ยังไม่รู้หมู่หรือจ่า 12 ก.ย. จึงจะรู้ผลการตัดชิ้น
เนื้อไปตรวจ ค่ะ
พี่ภาก็รักษาสุขภาพด้วย เช่นกันนะคะ



โดย: อาจารย์สุวิมล วันที่: 18 สิงหาคม 2562 เวลา:16:40:31 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับพี่ภา

จริงๆเรื่องโหวตผมไม่ค่อยห่วงครับ
ขอให้มีคนเล่นจำนวนหนึ่ง
เล่นไปเรื่อยๆ
ก็โอเคแล้วครับ 555




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 18 สิงหาคม 2562 เวลา:16:55:55 น.  

 
สบายดีค่ะพี่ภา..ยุ่งๆกับงานค่ะอาจห่างหายไป..


โดย: สันตะวาใบข้าว วันที่: 18 สิงหาคม 2562 เวลา:17:46:13 น.  

 
อ่านได้บางส่วนแล้วครับพี่...เพิ่งกลับจาก ตจว.
แล้วค่อยมาอ่านต่อครับ


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 18 สิงหาคม 2562 เวลา:20:14:59 น.  

 
เรื่องการโหวต
ผมว่าเอาที่สบายใจนี่ล่ะครับพี่ภา
ไม่ต้องห่วงเรื่องโหวตคืน โหวตกลับ
ผมว่าเราสบายที่จะโหวตก็โหวตไป
หรือจะหยุดโหวตก็คงไม่เป็นไร

ผมอาจจะโชคดีด้วยครับ
ยังไม่เคยเจอใครต่อว่าเรื่องการโหวต 555
ส่วนหนึ่งปมก็ชัดเจนมาโดยตลอด
ว่าโหวตตามความรู้สึกอขงผมเองเป็นหลักเลยครับ

อย่างการกด Like ในเฟซบุ๊ค
บางทีไม่ได้กด Like ไม่ได้แปลว่าไม่ชอบนะ
แต่แค่อ่าน ดู แต่อาจไม่ได้ทักทายหรือทิ้งร่องรอยไว้เท่านั้นเอง

ถ้าจำนวน view ในบล็อกยังแม่นยำ
ผมคิดว่าคนดูจำนวน 100 -300 view ก็พอแล้วครับ
ผมดีใจแล้ว เพราะในสถานการณ์แบบนี้
มีคนอ่านบล็อกประมาณนี้ก็ใช้ได้แล้วล่ะครับ 555





โดย: กะว่าก๋า วันที่: 18 สิงหาคม 2562 เวลา:21:53:46 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่ภา




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 สิงหาคม 2562 เวลา:6:27:44 น.  

 
สวัสดียามเช้าค่ะ


โดย: kae+aoe วันที่: 19 สิงหาคม 2562 เวลา:8:07:24 น.  

 
มาโหวตนะคะพี่ภา

คุยกันเท่าที่ไหวและยังพอแวะมาที่นี่ค่ะ

หนูเองก็ไม่รู้ว่าจะอยู่กับบล็อกไปอีกนานแค่ไหนเหมือนกัน

รู้สึกเบื่อเต็มทีค่ะ 555

บันทึกการโหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ



บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
ตะลีกีปัส Pet Blog ดู Blog
tuk-tuk@korat Music Blog ดู Blog
ภาวิดา คนบ้านป่า Literature Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 10 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 19 สิงหาคม 2562 เวลา:9:35:05 น.  

 
แอบสะดุ้งเล็กๆกับเม้นท์ของคุณหอมกรครับ 555
ละไว้ในฐานที่พวกเราน่าจะเข้าใจ 555

ผมคิดว่าส่วนหนึ่งที่คนอ่านบล็อกยังไม่ลดลงมากไปกว่านี้
เพราะผมทำลิ้งค์ไว้ที่เฟซด้วยครับพี่
เพื่อนเฟซน่าจะตามเข้ามาอ่านจำนวนหนึ่งเลย



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 สิงหาคม 2562 เวลา:11:26:43 น.  

 
ผมเพิ่งไปดูในยูทูปมา พาเหรดของไลอ้อนคิง เค้าทำน่าตื่นตาตื่นใจมากครับ ตอนงานประกาศรางวัลรายการนึงครับ


โดย: The Kop Civil วันที่: 19 สิงหาคม 2562 เวลา:13:54:28 น.  

 
ส่วนใหญ่อัพบล็อกกันเดือนละ 2-4 บล็อก
อันนี้เท่าที่ผมสังเกตนะครับพี่

ไม่มีใครบ้าอัพบล็อกทุกวันเหมือนผมแน่นอนครับ 555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 สิงหาคม 2562 เวลา:14:40:58 น.  

 
ขอบคุณมากค่ะ.. เขินๆ หนูพยายามไม่เครียดแล้วค่ะ
กะชิลๆ ไปเรื่อยๆ แบบมีความสุขระหว่างทางบ้างค่ะ
ขอบคุณที่แวะไปนะคะ


โดย: nonnoiGiwGiw วันที่: 19 สิงหาคม 2562 เวลา:17:55:26 น.  

 
สวัสดีมีสุขค่ะพี่ภาขา

ขอบคุณอิแปะมากค่ะ
เจ๊าะแจ๊ะติดกลิ่นรสอาหารที่พ่อแม่กินซะแล้วค่ะ แต่ให้นิดเดียว แค่ทำหัวเชื้อคลุกอาหารเม็ด พอมีกลิ่นให้แจจ๊ะอยาก ก็ได้ผลค่ะ ถ้าอาหารเม็ดอย่างเดียว ดมและสะบัดก้นหนี


โดย: ตะลีกีปัส วันที่: 19 สิงหาคม 2562 เวลา:19:37:34 น.  

 
สลันทมเพิ่งเคยได้ยินค่ะพี่ เลยถามอากู๋
อากู๋บอกว่าเป็นดอกลั่นทมในภาษาเขมร แปลว่าดอกไม้แห่งความรักอันมั่นคงค่ะพี่

ขอบคุณที่แวะไปนะคะ


โดย: วลีลักษณา วันที่: 19 สิงหาคม 2562 เวลา:19:52:50 น.  

 
ค่ารักษาแพงตามเกรดโรงพยาบาลสัตว์เอกชนอันดับต้น ๆ ค่ะ แหะ ๆ
ปีเตอร์ แมลงสาบ กระจั๊ว เป็นตัวเดียวกันค่ะ อิอิ
มายังไงก็ไม่รู้ พวกนี้ไม่ต้องเลี้ยง เขามาเองค่ะ

ขอบคุณกำลังใจด้วยนะคะ


โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 19 สิงหาคม 2562 เวลา:20:14:37 น.  

 
อ่านจบบทที่ 20


โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 21 สิงหาคม 2562 เวลา:8:30:09 น.  

 
อ่านจบบทที่ 21
มายาวีคือใครครับ


โดย: สองแผ่นดิน IP: 183.89.123.18 วันที่: 21 สิงหาคม 2562 เวลา:13:16:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
ภาวิดา คนบ้านป่า
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 123 คน [?]




BG Pop.Award #14
BG Pop.Award #13
BG Pop.Award #12
BG Pop.Award #11
BG Pop.Award #10
BG Pop.Award #9
BG Pop.Award #8
BG Pop.Award #7
BG Pop.Award #6
....



เอนทรี่หมวดไดอารี่ เริ่ม ม.ค. 2562
  • ตะพาบ 238 วิถีการกินอยู่ของสว.
  • 3F #40: เข้ากั๊น...เข้ากัน"
  • มวลดอกไม้ในความทรงจำ:เทียนฝรั่ง...
  • มวลดอกไม้ในความทรงจำ:ว่านเสน่หา...
  • ตะพาบ 236 สุสานความคิด
  • มวลดอกไม้ตั้งแต่เริ่มปลูกสวนป่า
  • อาชีพนักแปล เล่มที่ 1
  • 3F ข้าวราดผัดถั่วงอก+ไข่ดาวxxx
  • 3F ข้าวราดผัดเครื่องแกงไก่กับ..+ไข่เจียว
  • ตะพาบ 234 ความดีที่คู่ควรแก่การไหว้
  • ตะพาบ 233 เรื่องที่เรา(ไม่สำนึก)เสียใจ
  • 3F ผัดผักหวานกับวุ้นเส้นใส่ไข่
  • ตะพาบ 232 ความเป็นไทย
  • ตะพาบ 231 มิ่งมิตร
  • ตะพาบ 230 ความกลัว
  • ตะพาบ 229 สนามรบ
  • ตะพาบ 228 ต้นไม้ ดอกไม้
  • ตะพาบ 227 ถ้า 1 ปีมี 10 เดือน xx
  • 3F ยำทวาย
  • ตะพาบ 226 พักใจ
  • ชมดอกไม้ที่สิงคโปร์ ตอน 3
  • ตะพาบ 225 เฝ้ารอ
  • ชมดอกไม้ที่สิงคโปร์ ตอน 2
  • ตะพาบ 224 ความกล้าหาญครั้งสุดท้าย
  • 3F แกงขี้เหล็กกับหมูย่าง
  • ชมดอกไม้ที่สิงคโปร์ ตอน 1
  • ตะพาบ 223 เพื่อนใหม่
  • อุ่นเครื่องชมดอกไม้ที่สิงคโปร์x
  • เอื้องมะลิ/หวายตะมอย
  • ตะพาบ 222 ของขวัญที่ไม่อยากได้
  • Cattleya skinneri'Casa Luna'
  • ตะพาบ 221 คู่หู
  • 3F แกงส้มมะรุมกับกุ้ง
  • ปลูกป่าไม้ใหญ่: กระดังงาไทย+นกแก๊ก
  • ตะพาบ 220 ไล่
  • ตะพาบ 219 แพงที่สุดที่เคยซื้อ
  • การเขียนบล็อก 2551-ปัจจุบัน
  • --<>--

    เอนทรี่หมวดสัตว์เลี้ยง เริ่ม ม.ค. 2562
  • เจ้านุ้งกับเสื้อสลายพลังซ่า
  • เจ้านุ้งไม่ชอบใส่เสื้อ&ไม่สู้อากาศเย็น
  • เจ้านุ้งเจาะเลือดเช็คเกล็ดเลือด
  • เจ้านุ้งรายงานตัวอาการดีขึ้น
  • เจ้านุ้งกับผลอัลตร้าซาวด์
  • เจ้านุ้งป่วยหนักมากขึ้น
  • เจ้านุ้งไม่ฉะบาย
  • เจ้านุ้ง"รู้เยอะ"มากขึ้นทุกวันx
  • เจ้านุ้งเกือบ 5 ขวบแล้ว รู้เรื่องและเลี้ยงง่าย
  • เจ้านุ้งโดนแกล้งจนหัวเป็นกระเซิง
  • เจ้านุ้งยังร้อนไม่เลิกแต่ก็มีความสุข
  • เจ้านุ้งผจญอากาศร้อนระดับพระกาฬ
  • เจ้านุ้งกับขนสั้นรับลมร้อน v
  • เจ้านุ้งเฝ้าบ้านให้แม่ไปเที่ยว(อีกแล้ว)
  • เจ้านุ้งเมื่อวันที่อุณหภูมิ 16 องศา
  • เจ้านุ้งกับการดูแลบริเวณบ้าน
  • เจ้านุ้งกับผลไม้สุดโปรด
  • --<>--

    เอนทรี่หมวดงานเขียน เริ่ม เมย.62
  • ตะพาบ 237 วิธีเขียนบล็อกให้น่าสนใจ
  • ตะพาบ 235 เติมพลัง
  • บทที่ 28 พิธีกรรมในคืนเพ็ญ
  • บทที่ 26 ความผิดพลาด& 27 สงคราม
  • บทที่ 24 เผชิญหน้า.. &บทที่ 25 เทพธิดา
  • บทที่ 22 โลกันตร์.. & บทที่ 23 คลายปม
  • บทที่ 20 มอร์บัส & บทที่ 21 ตามบัญชา..
  • บทที่ 18 รัมสกิ้น & บทที่ 19 รถม้า..
  • บทที่ 17 อรุณสีเลือด
  • บทที่ 16 สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์
  • บทที่ 15 วิกาลภูตกับผู้คุม
  • บทที่ 14 ไคมีร่า สัตว์พหุพันธุ์
  • บทที่ 13 ภายใต้ผ้าคลุมหน้า
  • บทที่ 12 กำเนิดปีศาจร้าย
  • บทที่ 11 เมืองต้องมนตร์
  • บทที่ 10 ประสานพลังศาสนเวทย์
  • บทที่ 9 ตายซ้ำเจ็ดครา
  • บทที่ 8 ต้องตายก่อนจึงจะได้เป็นอิสระ
  • บทที่ 7 ร้านบิ๊บเบิ้ลวิคที่สะพานลอนดอน
  • บทที่ 6 คัมภีร์อาถรรพณ์
  • บทที่ 5 ปีกเทวดาตกสวรรค์
  • บทที่ 4 ซอยอินนิโก้
  • บทที่ 3 หมอยา
  • บทที่ 2 เหตุป่วนสมอง
  • บทที่ 1 ดาวพิษเวิร์มวู้ด
  • --<>--
    Friends' blogs
    [Add ภาวิดา คนบ้านป่า's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.