Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2548
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
13 ธันวาคม 2548
 
All Blogs
 
detail ยาตัวดีทำให้หมอสันดานเสีย หรือหมอสันดานเสีย detail ยาจึงต้องเป็นอย่างนั้น

สืบเนื่องมาจากผมไปอ่าน blog ของคุณอธีลาส เรื่อง ใต้โต๊ะ บังเอิญมีคนไป post ที่กระดานข่าวของ รร แพทย์แห่งหนึ่ง แล้วมีคน (หมอ) มาตอบได้น่าสนใจผมจึงขอเอามาแปะไว้ครับ น่าสนใจดีครับ

เหรียญมี 2 ด้านนะครับ ก่อนตัดสินพลิกดูอีกด้านก่อน
section 1 : drug business
** กระทู้นี้ไม่ได้เป็นมาตรฐานสำหรับทุกสถานพยาบาลและบริษัทยา ผู้อ่านที่ไม่ใช่แพทย์ถ้าไม่เข้าใจกรุณาถามแพทย์ที่รู้จักให้เข้าใจก่อนวิจารณ์มั่วนะครับ ๆ
- ยาที่พูดถึง เนี่ยหมายถึง ยาที่ขายผ่านระบบผู้แทน ( agent / detail / sale represent นั่นเอง ) ดังนั้นส่วนใหญ่จะเป็นยา original นั่นเอง บางกรณีรวมถึงอุปกรณ์การแพทย์ด้วย ( มักเป็นอุปกรณ์ ortho เช่นข้อเทียม )
- ยาที่เราใช้กันเนี่ยถ้าแบ่งตามการธุรกิจการผลิตมี 2 -3 ชนิด
1. Original research and Patented drug chemical :
คือบริษัททำวิจัยจนพบตัวยา และผ่านการอนุมัติจาก อย. ประเทศต่างๆ มีการคุ้มครอง ตามพรบ. ลิขสิทธิ์ กี่ปีก็ว่ากันไป
เช่น ยาลดไขมัน Atorvastatin มี บ. pfizer เป็นเจ้าของ ทำออกขายในชื่อ Lipitor(R) pfizer ทรงลิขสิทธิ์ในสาร Atorvastatin จนหมดวาระ และไม่ว่าจะเอาไปขายชื่ออะไรก็ไม่ได้ ถึงคุณจะหาทางผลิตสารนั้นๆได้เหมือนกัน
ส่วนชื่อ Lipitor(R) เป็นการจดลิขสิทธ์ ชื่อสินค้า ถ้าลิขสิทธิ์ในสารAtorvastatin หมดไปแล้ว คุณสามารถทำยาซึ่งประกอบด้วยสาร Atorvastatin
ได้แต่ห้ามใช้ชื่อว่า Lipitor(R) นั่นเอง
การพัฒนายาใหม่ซัก 1 ตัวมักตัองลงทุนเป็นหลายร้อยๆล้าน USD ดังนั้นการขายยาจึงต้องทำให้ได้มากเพื่อความคุ้มค่า และ ระบบการขายยเนี่ยมันมีการควบคุม ให้ใช้ได้เฉพาะแพทย์ ดังนั้นการขายที่ดีที่สุดคือ การส่งตัวแทนไปหาแพทย์โดยตรงเพื่อสั่งยานั่นๆ นั้นเอง สุดท้ายก็นำมาซึ่งระบบ ตัวแทนยา และ การอุดหนุนเพื่อหวังผลการใช้ยา ( sponsor นั่นเอง ) ในยา1 เม็ดเช่นยาลดไขมันข้างต้น อาจเป็นค่าตัวยาซัก 10-30% ที่เหลือเป็นค่า R and D และ Promotipn and Marketting ( บางครั้งก็ไปถึง 50 % มูลค่ายาก็ได้ ! )
2. Chemical copy drug / ยาเทียบ / ยา local :
คือผู้ผลิต เลือกทำยาโดยสารตัวยาที่มีผู้วิจัยแล้วว่าได้ประโยชน์เอามาทำขายในชื่อของตัวเอง โดยอย. จะควบคุมว่าตัวยาที่อ้างจะต้องมีคุณสมบัติยาที่ใกล้เคียงยามาตรฐาน ( bioavialability) ยาที่ทำดีมาก ราคาก็สูงตามไปด้วย
ประเทศผู้ผลิต สารตัวยาที่ว่าได้แก่ อินเดีย และ จีน รวมทั้งยุโรป การขายยาพวกนี้มักเป็นไปตามความจำเป็นที่แพทย์ต้องสั่งไปตามความรู้ที่เรียนกันมา มักเลือกจากยี่ห้อที่ผลิตได้มาตรฐานและราคาไม่แพง และมักเป็นการติดต่อสถานพยาบาลโดยตรง ไม่มีระบบคนกลางหรือการอุดหนุนแพทย์
พบว่าราคาอาจต่างจากยา original ได้ถึง 2-10 เท่า นี่เองเป็นสาเหตุที่มีการกล่าวข้างต้นว่า ถ้าใช้ยา local mคุณภาพดีก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายทาง สาธารณสุขได้มาก
3. ยาที่รพ.ผลิตเอง เช่น calamine lotion เหล่านี้ต้นทุนถูกมากๆ จนไม่นำมากล่าวในที่นี้

section 2 : Original drug and sale agent system
อย่างที่กล่าวแล้วว่ายา original มีต้นทุนสูงทำให้ต้องตั้งราคาแพงเพื่อกำไรของบริษัท การทำการตลาดและประชาสัมพันธ์จึงมีความสำคัญ ขอกล่าวถึงเล็กน้อย
การทำตลาด ได้แก่
- ระบบตัวแทน
มักเป็นยาที่เฉพาะโรค สั่งโดยแพทย์ เช่น ยาหัวใจ ยาเบาหวาน แต่บางชนิดประชาชนก็ซื้อได้เช่น มีคนไข้เบาหวานบางรายเอาตัวอย่างยาจาก clinic ไปซื้อ Glibencamide จากร้านขายยา
และร้านขายยาก็มักเอายี่ห้อที่ตัวเองขายแล้วได้กำไรต่อหน่วยมากที่สุดให้ เช่นเอายี่ห้อ Daonil(R) ราคา 3 บาทให้แทนที่จะ Gliben ขององค์การเภสัช ราคา 1 บาทให้ ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ( มีผู้ป่วยที่ซื้อยาโรคเรื้อรังจากร้านขายยาโดยขาดการดูแลปรับ อยู่อีกมากแม้ที่กทม. เองก็ตาม ส่วนใหญ่จะมารพ.เมื่อมีผลแทรกซ้อนเช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำซึ่งข้าพเจ้าแระสพมาด้วยตัวเอง )
ในส่วนของยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์นั้น มักมียาที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันเป็นกลุ่มเดียวกันหลายชนิด การที่แพทย์จะเลือกยานั่นเกิดจาก หลักฐาน ทางวิชาการ ความคุ้นเคย ข้อจำกัด ( เช่นมียากลุ่มนี้ตัวเดียวในรพ. ) และที่สำคัญคือการทำประชาสัมพันธ์จากบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ (การ remind ยา ) นั่นเอง
- การขายโดยตรงทางร้านขายยา
มักเป็นยาที่ ไม่มีอันตรายข้อจำกัด แต่ก็ต้องมีเภสัชกรควบคุม แต่ก็อย่างที่บอก " ร้านขายยา " เป็นสถานธุรกิจ ที่มุ่งทำกำไร ไม่เช่นนั้นก็ต้องปิดกิจการ เราไม่สามารถบอกได้ว่ามาตรฐานในการหยิบยา ตัวหนึ่งออกมาขายขึ้นกับอะไรบ้าง ?
- ขายแบบสินค้าบริโภคทั่วไป
มักเป็นยาสามัญเช่น พาราเซตตามอล ซึ่งขายได้ทั่วไป มักมีโฆษณาแบบมวลชนร่วมด้วยดังเห็นตามโฆษณาทางโทรทัศน์

Section 3
การประชาสัมพันธ์และระบบผู้แทนยา
1. แบบสงครามราคา มักใช้ในกรณีจำเป้นครับ แทบเป็นข้อตกลงในหมู่บริษัทยาข้ามชาติเลยว่า ห้ามลดราคาแต่จะเงินกระตุ้นการสั่งยาได้ไม่จำกัดและให้เอาไปบวกในค่ายาแทน ทำให้ต้อนทุนถึงสูงมาก
** ที่มอ.เราเป็นโรงเรียนแพทย์ที่เก่งมากในเรื่องการทำราคายา ทำให้ราคายาที่มอ. ใกล้กับต้นทุนที่ควรจะเป็นมากกว่ารร.แพทย์ที่กทม. อย่างชัดเจน เห็นจากยาลดกรดชนิดหนึ่งที่ทำราคาต่างจากรพ. รัฐบาลของกระทรวงด้วยซ้ำ
2. แบบอ้อม เช่น การทำให้ยาปรากฎ ออกบูธตามงานประชุมวิชาการ หรือ สนับสนุนค่าประชุมแก่ผู้จัดงาน
เป็นรูปแบบ การสนับสนุนซึ่งจำเป็นกับ ประเทศไทยมากเนื่องจากหมอไทยไม่ได้รวย รายได้เทียบกับการทำงานต่ำ ถ้าเก็บค่าประชุมตามต้นทุนจริง ราคาจะสูงจนแพทย์เข้าร่วมไม่ได้ทำให้ความรู้ทางวิชาการไม่ก้าวหน้า
3. แบบสนับสนุนตรงตัว ได้แก่
- การให้รางวัลในกรณี มียอดสั่งยาถึงเกณฑ์เช่น เปลี่ยนข้อเทียมยี่ห้อ ... ครบ ... จะได้ไปประชุมต่างประเทศเป็นต้น
- การทำให้คู่แข่งหลุดไปโดยการเข้าถึงผู้มีอำนาจโดยตรงเช่น
... รพ.หนึ่งมียาลดกรด PPIแบบกินอยู่ 1 ตัวยา 1 ยี่ห้อ ( ในตลาดมี 5 ตัวยา และ บางตัวยามีถึง 10 ยี่ห้อ ) ทั้งที่ยาตัวนี้ไม่ได้มีคุณสมบัติที่ดี แต่แพทย์ไม่สามารถสั่งยาอื่นๆ ได้เนื่องจากมีการตัดยาจากบัญชีจนเหลือตัวเดียว ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่เหตุผลที่คงยาตัวนี้เอาไว่ อาจอธิบายได้เต็มปาก ( อย่างที่เจ้าของ blog ที่อ้างว่าไว้นั้นเอง ขอยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง )
แล้วทีนี้การทำตลาดยา original เป็นอย่างไร ?
- บริษัทแม่กำหนดยอดแต่ละปี
- แบ่งเขตการขาย และ ยอดที่แต่ละเขตต้องทำ
- ทีมการตลาด ทีมขายตกลงกัน เกียวกับการกระตุ้นตลาด
1. ต้องกระตุ้น ? เช่นถ้ายาของเราเป็นยาจำเป็น และมีอยู่ยี่ห้อเดียว ชนิดเดียวในตลาด ก็ไม่ต้องทำมาก ขอให้มีคนไข้ที่ต้องใช้ยอดยาเดินอยู่ดี
2. ต้องมีการทำตลาด จะทำแบบใด
- สนับสนุน ราชวิทยาลัย / กลุ่มแพทย์สาขานั้นๆ เช่นช่วยจัดประชุม หรือเสนอตัวให้ได้รับการแนะนำเป็นแนวมาตรฐาน (บรรจุลง guideline )
- สนับสนุน โรงพยาบาล เช่นช่วยทำแผ่นพับข้อมูลเกี่ยวกับโรค ข้อควรทำ และมักเป็นโรคที่ต้องใช้ยาของตนเอง และมี logo บริษัทติดอยู่
- สนับสนุนแพทย์ เช่น การเดินทางไประชุม การลงทะเบียน ค่าโรงแรม ของ premium หรือบ่อยสุดคือการไปเลี้ยงข้าว
3. ต้องใช้งบ Promotion เท่าใดจึงจะได้ยอดตามเป้า อันนี้เป็นตัวบอกความสามารถของฝ่ายการตลาดอย่างแท้จริง คนที่เก่งกว่า ย่อมทำยอดได้มากกว่า ด้วยงบ promotion ที่ต่ำกว่า -> กำไรที่มากกว่านั่นเอง

เช่น ยอดรวมยาลดไขมัน A ราคาเม็ดละ 50 บาทต้องกิน 1-2 เม็ดต่อวัน ต้องการ 100 ล้านต่อปี งบ promotion ให้ได้ 20 % ( 20 ล้าน ) เขต กทม. ต้องทำยอดอย่างต่ำ 30 % = 30 ล้าน จะได้ งบ promotion 30% ของงบรวม 20 ล้าน ( ใช้เงิน 6 ล้านดันยอดให้ได้ 30 ล้านนั่นเอง )
เขตกทม. มีเขตย่อย 10 เขตแต่ละเขตก็มี สัดส่วนต่างๆกันไป ซึ่งจะเกี่ยวกัน % ส่วนแบ่ง comission ของตัวแทนยาด้วยมักเป็นแบบเดินหน้ายิ่งยอดเยอะยิ่ง% เยอะ ( อันนี้เป็นต้นทุนส่วนค่าตอบแทนพนักงาน )
สมมุติเขตย่อย รพ. ย่านอนุสาวรีย์ อิอิ ไม่บอกที่ไหน ได้รับคำสั่งให้ทำยอด 1 ล้าน ตัวผู้แทนก็ต้องมานั่งคิดแล้ว
- ของบทำตลาดมาให้เยอะสุด บางทีสัดส่วนด้านบนก็ไม่ได้ออก มาเป็น % เป๊ะๆ ได้ครับ บางที detail บางคนมีคุณสมบัติพิเศษที่เข้าตา boss ก็อาจได้งบมากเป็นพิเศษ ทำให้ทำยอดได้ถึงเป้าง่ายกว่าเพื่อนในเขตเดียวกันก็มี
- เอาข้อมูลย้อนหลังมาดู ถ้ายอดที่ใช้ๆ กันตามปกติปีที่ผ่านมา ก็ถึงเป้าแล้ว ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก ขอให้อัตราสั่งเท่าๆ เดิมก็สบาย ซึ่งตรงนี้ detail เขา check จากยอดสั่งได้อยู่แล้ว
*** ถ้าเอางบ promotion ไปใช้บางส่วนแล้วปรากฎว่ายอดถึง งบที่เหลือ detail สามารถเอาไปใช้ได้ตามสะดวก จะไปกระตุ้นให้ยอดกระฉูดกว่าเดิม หรือเก็บใช้เองก็ได้ แต่ถ้าผลาญงบหมดแบบไม่วางแผนและยอดก็ไม่ถึง ก็เตรียมหางานใหม่ครับ
- สมมุติยา A ที่ว่าเนี่ย ยอด ปีละ 1 ล้าน = 20,000 เม็ด = 1700 เม็ดต่อเดือน
ผู้ป่วย 1 รายใช้เดือนละ 30 เม็ด ต้องมีหมอสั่งให้คนไข้ 57 ราย ต่อเดือน หรือ 3-4 รายต่อวัน .... ลองคิดดูแล้วกันว่า เราจะสั่งยาไขมันให้ได้วันละ 4 รายได้หรือไม่ ? ไม่ว่ารายใหม่หรือรายเก่า
- ทีนี้ยาบางกลุ่มมันก็มีหลายตัว บางทีหมอบางคนก็สั่งอีกตัว ... ถ้าเราอยากจะให้สั่งของเราต้องทำอย่างไร ?... ง่ายสุด คือ โน้มน้าวให้แพทย์ยาของเรากับผู้ป่วยรายใหม่ให้ได้วันละ 3 รายก็ OK และถ้ามีรายที่ได้ก็ต้องทำให้สั่งต่อไปเรื่อยๆ ก็คือมา remind ยาเดิมนั่นเอง เพราะแพทย์ก็เป็นคนการได้ยิน ได้เห็น ซ้ำๆ มันมีผลต่อการตัดสินใจได้
- ส่วนยาใหม่ก็ต้องมีวิธีมากกว่านั้นเช่นเอาของมาแจก (ถ้าเป็นเอกสารทางวิชาการก็ ยิ่งเหมาะสมแต่มักเป็นข้อมูลวิชาการที่ดีกับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ) การจัด symposium การแจก premium เพื่อให้เกิดผลความประทับใจ และ เกรงใจ พอจะมีการสั่งยาลดไขมันก็ต้องฉุกคิดว่า ยา... จะดีไหม ?
- แต่ถ้ายาเกิดเดินดีแล้วในบางโรงพยาบาลของเขตตัวเอง การ remind ก็จะลดลงไปตามลำดับ และเอางบและเวลไปทุ่มกับโรงพยาบาลที่ยังไม่เดินต่อไปเป็นวัฎจักร สรุปว่า มันเป็นเรื่อของธุรกิจการตลาด นั่นเอง
จะพบว่า detail ยาเดียวกันแต่คนละเขตกันจะไม่มายุ่งกับแพทย์ที่ไม่ได้มีผลต่อยอดยาในเขตเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ซึ่ง detail บางรายก็มีวิธีปฎิบัติที่น่าเกลียดเช่น จะไม่สนใจแพทย์ประจำบ้าน แผนกที่ไม่เกี่ยวกับนาของตัวอย่างแตกต่าง หรือ เลือกสนใจแพทย์ที่ออกตรวจบ่อย หรือ อาวุโสสูงกว่าเป็นพิเศษ และ แพทย์บางที่บางท่านที่มีแนวโน้มกระตุ้นการทำยอดได้จากการสนับสนุนพิเศษ ก็อาจจะเลือกติดต่อบ่อยเป็นพิเศษ ( เรื่องนี้เป็นเรื่องธุรกิจ จะเกี่ยวกับน้ำใจระหว่างกันหรือไม่ก็แล้วแต่มุมมอง แต่ตัวแทนยาส่วนใหญ้ต้องมองที่ ยอดยา เป็นปกติ)
ไม่ตอ้งแปลกใจที่เห็น detail ที่มาหาบ่อยๆ ตอนเรียน จะหายไปตอนคุรใกล้จบเพราะ อีกหน่อยการสั่งยาของคุณจะไม่มีผลกับเขาอีกต่อไป และต้องเก็บงบเอาใช้กันหมอรุ่นน้องที่จะขึ้นมาแทนที่นั่นเอง
สรุปแล้ว อยากบอกว่าเรื่องที่เจ้าของกระทู้นำมาให้อ่านเป็นเรื่องจริง ที่เราอาจรู้สึกชินกับมันไปแล้ว คำถามที่ว่า detail ทำให้หมอนิสัยเสียนั้น อยู่ที่ตัวแพทย์ การรับการสนับสนุนทางวิชาการโดยไม่แอบแฝง สามารถรับได้โดยไม่น่าเกลี่ยด แต่การรับอามิสอย่างอื่นๆ เช่นไปเที่ยวโดยเอาการประชุมบังหน้านั้น ก็สารถไปได้แต่ตอนสั่งยาขอให้อยู่บนพื้นฐานทางวิชาการ และ คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เป็นสำคัญ
*** ไม่ได้แปลว่ารับของเขาแล้วจะต้อง ไปใช้ยาของเขา เพราะมันเป็นงบการตลาดที่ต้องบริษัทจ่ายทุกเขตอยู่แล้ว แย่กว่านั้นตัวแทนบางที่ ก็เอางบที่ควรสนับสนุนวิชาการแพทย์สำหรับที่หนึ่งๆ ( ที่ยาเดินอยู่แล้วมักเป็นโรงเรียนแพทย์ )ไปใช้ทำตลาดแบบสนับสนุนเป็นการส่วนตัวไม่เกี่ยวกับวิชาการในที่อื่นที่จะทำตลาด ( มักเป็นรพ. รัฐบาล ที่มีระบบผลประโยชน์แอบแฝง )
ถ้าทราบรายได้ของตัวแทน แล้วอาจตกใจได้...

รายได้ของตัวแทนยา มาจากไหน ( รู้แล้วจะเข้าใจว่าทำไมเขาเอาของมาแจก จ่ายค่าตั๋วไปประชุม เพราะจะได้มากกว่านั่นเป็นสิบๆ เท่านั้นเอง )
รายได้แบ่งเป็นฐานเงินเดือนประมาณหมื่นนึง
- ถ้าเป็นเภสัชมักจะเริ่มที่หมื่นสองแต่ ถ้ามาจากสายที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์สุขภาพก็อาจจะแค่แปดพัน ( รู้จัก detail จบการขาย/การตลาดหลายคนเหมือนกัน )

- ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ ราวๆ หมื่นนึง ถึงหมื่นห้า แล้วแต่ว่าบริษัท
ทำประกันรถยนต์แบบหมู่ให้หรือเปล่า บริษัทเล็กๆ อาจจะมีให้แค่ 6,000 บาท
ผู้แทนกรุงเทพฯ มักจะได้น้อยกว่าต่างจังหวัดประมาณ 25%

- ค่าน้ำมัน ส่วนใหญ่จะเป็นบัตรเติมน้ำมัน Shell Fleet Card
ปกติก็ใช้ได้เต็มที่ ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องไม่พอ บริษัทที่จ่ายเป็นเงิน แล้วเอาบิลมาเบิก เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ

- เบี้ยเลี้ยง เป็นรายได้หลักของผู้แทนต่างจังหวัด (กรุงเทพฯ หมดสิทธิ์)
มีวิธีจ่ายหลายแบบ แต่คร่าวๆ คือค่าโรงแรม ค่าอาหาร จ่ายเฉพาะวันที่ออกทริป ต่างจังหวัด 20 กว่าวัน ตกหมื่นห้าหย่อนๆ

- ค่าโทรศัพท์ อีกนิดหน่อยราวๆ พันนึง และสัพเพเหระอย่างค่าที่จอดรถ
ค่าทางด่วน ฯลฯ

โดยสรุปคร่าวๆ อย่างต่ำ สำหรับผู้แทนกรุงเทพฯ คือสองหมื่นห้า
และต่างจังหวัดคือสี่หมื่นต่อเดือนครับ

*** แต่อาหารหลักของผู้แทน มันอยู่ที่อินเซนทิฟ ซึ่งจะได้ก็ต่อเมื่อ
ขายถึงเป้าที่กำหนดไว้

แต่วิธีคิดอินเซนทิฟมันซับซ้อนครับ แต่ละบริษัทก็ไม่เหมือนกัน
ในบริษัทเดียวกันคนละทีม ก็ไม่เหมือนกัน แม้แต่ทีมเดียวกันคนละปี ก็ต่างกันอีกนั่นแหละ จะคำนวณอินเซนทิฟทีนึงต้องเปิดคู่มือกันเลยแหละ
( ส่วนใหญ่ยิ่งยอดมากยิ่งได้เยอะ เคยได้ยินมานานแล้วว่า บางคนต้องการยอดมากเพราะรายได้มันจะมากแบบขั้นบันไดกระโดดเลย และยอมทำทุกวิธีทางแบบยอมแลก.. ก็มี แต่ไม่เคยเจอกับตัวเองไม่ยืนยัน)

ถ้าขายได้ในระดับทั่วๆ ไปตามคนส่วนใหญ่ รายได้ควรจะอยู่ที่
2 หมื่นต่อเดือน (อย่างที่บอก มากน้อยกว่านี้ แล้วแต่บริษัท)
ถ้าขายดีเป็นพิเศษ รายได้ก็จะพิเศษกว่านี้ อย่างบริษัทที่จ่ายหนักๆ อย่างไฟเซอร์ ผู้แทนเก่งๆ อาจจะมีรายได้รวมทั้งรายได้ประจำ และอินเซนทิฟ
เกินกว่าหนึ่งแสนบาทต่อเดือน
*** ตะลึงไหมครับว่าทำไม detail เอาใจหมอมากซะจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีครับ บางอย่างถ้ามองดูดีๆแล้วเนี่ยอาจไม่ดีจริงก็ได้
การเสียหายทางเศรษฐกิจ ภาพรวมมันก็ตกกันประเทศนั้นเอง คือการขาดดุลจาการนำเข้ายา ( รายได้บริษัทไอ้หลายร้อ้ยล้านที่ว่าก็ส่งกลับเจ้าของบริษัทอยุ่ดี ) การสนับสนุนยาที่ราคาสมเหตุสมผล ไม่ทำตลาดแบบธุรกิจเกินไป น่าจะเป็นคำตอบที่ดี
การสั่งยา ... แพงๆ โดยอ้างว่าคนไข้เบิกได้ ไม่ใช่ความคิดที่ถูกเพราะเงินที่จ่ายก็คือภาษีพวกเรานั่นเอง ( ผลประโยชน์เล็กน้อยที่เราได้อาจไม่คุ้มครับ สุ้ตั้งใจทำงานและ ไปซื้อเอง หากินเอง เที่ยวเอง พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่น่าจะเป็นคำตอบหลังจากพิมพ์ยืดยาวแบบนี้)

หมอ

คุณ หมอ ส่วนกลาง วิเคราะห์ได้รายละเอียดดีมากเลยครับ
หลายวันก่อนมีโอกาสดู รายการ TV ของ ธรรมศาสตร์ และชีวประวัติของ ท่านป๋วย รู้สึกทึ่งในแนวทางของธรรมศาสตร์เขาครับ หลายคนอาจจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน" ผมไม่แน่ใจว่าจุดยืนของ มอ.เราอยู่ตรงใหน ไอ้ประเภทรับ ๆ ไปเถอะใคร ๆ เขาก็ทำกันนี่น่ากลัวนะครับ ธรรมศาสตร์ เขามี Rolemodel คือ ท่านป๋วย ครับ ท่านรักประชาชน รักลูกศิษย์ รักความถูกต้อง เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ จนท้ายที่สุดถูกมรสุมการเมืองจนต้องไปใช้ชีวิตในต่างประเทศและเสียชีวิตที่อังกฤษ ถ้าใครเคยได้มีโอกาสไปสัมผ้สธรรมศาสตร์จะรับรู้ได้ว่าที่นั่นเขารักท่านขนาดใหน รักในความดีของท่าน ในความซื่อสัตย์ของท่าน

ถ้าเจอเหตุการณ์คลุมเคลือผมว่ายึดความถูกต้องไว้น่าจะดีกว่านะครับ อย่าให้ใครเอาไปพูดลับหลังได้ ถึงแม้ว่าคนที่ยึดความถูกต้องและความซื่อสัตย์จะถูกมองว่าโง่หรือจน มันก็ยังดีกว่า

ถ้าเราแสดงให้นศพ.เห็นว่าเรื่องอย่างนี้ไม่เสียหาย พอเขาจบไปเขาก็จะทำมันจนเป็นเรื่องปกติ ต้องแสดงจุดยืนให้ชัด ๆ ครับว่านี่ไม่ถูกต้อง นี่ไม่ปกติ

ลี้คิมฮวง


Create Date : 13 ธันวาคม 2548
Last Update : 10 ตุลาคม 2551 10:52:07 น. 9 comments
Counter : 2995 Pageviews.

 



โดย: นานา IP: 202.29.58.30 วันที่: 10 สิงหาคม 2549 เวลา:15:30:04 น.  

 
เธ•เธญเธ™เนเธฃเธเธญเธขเธฒเธเน€เธ›เน‡เธ™เธœเธนเน‰เนเธ—เธ™เธขเธฒ เธ•เธญเธ™เธ™เธตเน‰เธŠเธฑเธเธฃเธนเน‰เธชเธถเธเน„เธกเนˆเธ„เนˆเธญเธขเธ”เธต เน€เธซเธกเธทเธญเธ™เธ—เธณเธšเธฒเธ›เธเธฑเธšเธ„เธ™เน„เธ‚เน‰เธขเธฑเธ‡เน„เธ‡เน„เธกเนˆเธฃเธนเน‰


โดย: เธ™เธฑเธช IP: 124.120.182.17 วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:6:10:34 น.  

 
เราเพิ่งเริ่มต้นป็น Detail ไม่รู้ว่าเราคิดถูกหรือเปล่า


โดย: น่ารักนะ IP: 61.7.133.143 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:22:01:14 น.  

 
สุดยอดมากๆค่าคุณหมอ ^^


โดย: paninee IP: 222.123.136.234 วันที่: 21 มีนาคม 2551 เวลา:11:18:22 น.  

 
แวะมาอ่านโดนใจมากเลยค่ะ เพราะเคยทำงานโรงพยาบาล แล้วช่วงหนึ่งเบื่ออยากออกมาทำ detail เพราะมีคนบอกว่าน่ารักอยู่ค่ะ พูดเก่ง น่าจะไปได้ (ตอนนั้นน่ะค่ะ) อยากทำมากเพราะเงินดี แต่เรียนมาก็ไม่ตรงสายซะทีเดียว แต่เพื่อนๆน้องๆก็ทำ detailเยอะค่ะ ถ้าจะทำจริงๆก็คงไม่ยาก แต่ เห็นตอน detail มานั่งคุยกะหมอหมอกระแซะๆๆ เอ่อ...รับไม่ค่อยได้ ตอนจะไปสมัครถามเพื่อนเพื่อนบอกว่าแก ไม่ต้องใช้ไรมาก ตามๆแซะๆ มีชุดเรียกยอดอีกนะคะ (ชุดแบบไหนก็ไม่รู้แฮะ) ฟังแล้วเออ เราคงทำไม่ได้แหงๆ



โดย: แม่หมวยลูกตี๋ IP: 124.121.174.156 วันที่: 21 เมษายน 2551 เวลา:21:51:23 น.  

 
ฟังแล้วชายแท้อย่างผมจะเอาอารัยไปพิชิตใจหมอเนี่ย 555+


โดย: pk IP: 58.9.20.160 วันที่: 19 เมษายน 2552 เวลา:20:07:53 น.  

 
ของแบบนี้แล้วแต่บริษัทด้วยค่ะ แต่ละที่จะมีกฎ กติกา มาตรฐานที่ต่างกันค่ะ บ.ยาต่างชาติอันดับต้นๆมีชุดuniformเรียบร้อยใส่ทุกคน การวางตัวตามที่กำหนดในPreMA Code ซึ่งเป็นกฎข้อควรและไม่ควรปฏิบัติ อยู่ในความเหมาะสมไม่ได้เน้นขายอย่างเดียว แต่อย่างว่าอ่ะค่ะถ้ามีบ.ที่เล็กๆหรือไม่ค่อยควบคุมทำสิ่งไม่ดีไปก็เหมือนปลาเน่า1ตัวก็เหม็นไปทั่วทำให้คนที่เขาทำตัวดีต้องเสียภาพพจน์ไปด้วยอ่ะค่ะ แบบภาพรวมก็โดนไปหมดแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีพฤติกรรม การแต่งตัวที่ไม่ดีก็ตาม


โดย: Med Repบ.ชื่อดัง IP: 161.200.255.162 วันที่: 15 ตุลาคม 2552 เวลา:23:53:48 น.  

 
เป็นภรรยาหมอค่ะ ดีเทลน่ารักนิสัยดีก็มี น่าสนับสนุน แต่ดีเทลที่ทำตัวไม่เหมาะสมคุยผิดเวลา ผิดที่ มายุ่งกับครอบครัวทำให้ร้าวฉาน ระแวง จรรยาบรรณของดีเทลอยู่ไหนถ้าวางตัวเหมาะสมทั้งหมอและดีเทล ทำไมยาคุณจะขายไม่ได้


โดย: อึดอัด IP: 58.11.6.213 วันที่: 20 กรกฎาคม 2553 เวลา:19:01:47 น.  

 
ต้องการซื้อยาจำนวนมาก
ซื้อครั้งละหลายแสน
ใครเป็นเซลล์ขายยาติดต่อด้วย
0856164026


โดย: ชัย IP: 58.137.30.240 วันที่: 21 มีนาคม 2554 เวลา:13:39:59 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เบลอมัวเลือน
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add เบลอมัวเลือน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.