มกราคม 2555

1
2
4
6
7
8
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
เล่นหุ้น ด้วยสถิติทำนาย หรือ ด้วย อนาคตทำนาย ( เดา )

เล่นหุ้น ด้วยสถิติทำนาย หรือ ด้วย อนาคตทำนาย  ( เดา )

 



 


เป็นที่รู้กันว่า ในวงการเล่นหุ้น คือการซื้อปัจจุบัน ไปขายที่อนาคต  เป็นมิติหลัก คือ เวลา  นั่นเอง    ไกลใกล้ ขึ้นกับการต่อภาพและการเรียงเหตุผลน่าเชื่อถือ เพียงใด  ถ้าคนเล่นหุ้น อาศัยจมูกคนอื่น คือการฟังเขาว่า ฟังเขาวิเคราะห์ แล้วก็มาต่อเรียงเหตุผลใหม่ว่าน่าเชื่อ หรือไม่  ถ้าไม่ก็ละทิ้งไป  ถ้าใช่ ก็นำมากรองอีกชั้นหนึ่งจาก สภาพแวดล้อมของตนเองอีกที  ทั้งหมดคือ อันตรายและความเสี่ยงเสียมากกว่าได้  เหตุผล

 


1...ฟังจากผู้ที่ เราไม่รู้จัก ที่มาที่ไป ไม่มีสถิติประวัติการทำกำไร ก็เชื่อ

 


2...ข้อมูลที่ได้คือ ฟังเขามา ไม่จำกัดมิติเวลาไว้  ก็เชื่อ

 


3...ข้อมูลที่เชื่อคือ เขายกตัวอย่างมาจากมุมมองข้างเดียว  ก็ เชื่อ

 


เป็นอันตรายต่อ การเล่นหุ้นมาก   โดยเฉพาะข้อที่ 3 คือการเล่าจากมุมมองข้างเดียว  และมีกเป็นข้างที่บอกว่าจะได้   ไม่ใช่ข้างที่บอกว่าจะเสีย   จึงเป็นเหตุของความเสี่ยงในการลงทุนหรือการเล่นหุ้น  ส่วนข้อ 2  เป็นเรื่องของวาทศิลป์  การไม่อ้างขีดจำกัดของเวลา คือความเสียหายใหญ่หลวง  เพราะจะทำให้คนเชื่อ หลงทางและหลับตาเดินตามทางที่เชื่อ ทั้งที่ผลกำลังออกฤทธิ์  หรือติดดอยแล้วก็ยังเชื่อยังถือ ยังหวัง  แม้สุดท้ายอาจไม่ได้ผล หรือผลที่รับไม่คุ้มกับค่าเวลาเลยแม้แต่น้อย

 


มีคำถามว่า แล้วทำไมทั้งตลาด หรือ ทั้งโลกก็ยังใช้วิธีนี้ในการแจ้งการวิเคราะห์เล่า  ก็ขอตอบว่า เมื่อยามตลาดสู่ภาวะปกติเท่านั้น จึงถูกต้อง จึงเชื่อได้  แต่ตลาดปกติ จะปกตินานเท่าใด  ก็มีคนพยายามหาคำตอบมาให้ว่า  ในความเป็นจริงแล้วตลาด ไม่เคยปกติเลย  การที่เรารู้สึกว่า ปกติ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดวาย หรือ ไม่มีคนสนใจตลาดนั้นก็จะปกติ(คือจะซึมลงไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ)  ในยามปกติตลาดจะผันผวนเสมอ  มากน้อยแตกต่างกันเป็นภาคส่วนของกลุ่มธุรกิจหรือ ตามหุ้นรายตัวจำนวนมากหรือน้อยตัว

 


มีคำถามมาอีกว่า แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนี้  ก็มีคำตอบพอตอบให้ทุเลาคำถาม แต่อาจไม่ถูก100 %  คือ  หากตลาดเป็นตามที่ทุกคนเห็น  ก็จะเดินสู่ทิศทางเดียวกันไม่ว่าขาขึ้นหรือขาลง   เช่น  ส่วนมากมองว่าตลาดไม่ดี ราคาจะตกอย่างเร็วในระยะแรก  แล้วก็ตกช้า ๆ ในระยะต่อมา จากนั้นก็ ลงแบบซึม ๆ จนกว่า ผู้นำตลาด(รายใหญ่จะตัดสินใจเอาเงินเข้ามาเล่นจริง)  เป็นผู้ลงมือก่อน  แม้รายย่อยที่แสนฉลาดจะยกพวกมาซื้อ หรือ ขาย  ก็ไม่มีผลต่อแนวโน้มรุนแรงหรือชัดเจนได้   รายย่อยจึงต้องถือหุ้นและยอมติดดอยไปเรื่อย ๆ   ส่วนใครใจกล้า ขายก่อน ก็ต้องนั่งไม่สุข ต้องจ้องระวังเพื่อซื้อหุ้นก่อนราคาดีดกลับรุนแรง(ถ่ายังคิดจะเล่นหุ้นต่อ)   

 


การที่มีผู้ถือหุ้นติดดอยมาก ๆ  เมื่อมาคิดดุ  คือเข้าหลักการที่ว่า  ให้หุ้นจำนวนน้อยไต่ราคาขึ้น เพราะเงินที่จะซื้อให้ขึ้นนั้นไม่มากเท่าจำนวนหุ้นรวมที่มีในตลาด   จึงขอให้คนส่วนใหญ่เสียสละถือ ให้นานที่สุด ด้วยความหวังจะได้ขายแพงที่สุด ตามที่ผู้วิเคราะห์บอกมา  คำถามตามมาอีกว่า แล้วมีโอกาสเป็นเช่นนี้นหรือไม่  โอกาสกี่ %   คำตอบก็คือ  มี แต่น้อย  เพราะโดยหลักความจริง ราคาจะสูงและไม่ตก  ต้องมีจำนวนเงินรองรับไว้หนาแน่  ตัวอย่าง หุ้น A มีจำนวนจดทะเบียนหมุนเวียนในตลาด  10 ล้านหุ้น  ปัจจุบัน ราคา 10 บาท  จะให้หุ้นราคา 150 ต้องมีเงินมารองรับ หุ้นทั้งหมด 150 X 10 ล้านหุ้น  ต้องมีเงินรับใกล้ 1500 ล้านบาท  ก็จะมีหุ้นราคานิ่งที่ 150 บาท  ถ้าเงินนี้ไม่ถึง  ก็ไม่สามารถยืนราคาได้  แต่หากมีบางวันเห็น 150 บาท ก็หมายความว่า มีไม่ครบ 10 ล้านหุ้น  อาจแค่ 5 หมื่นหุ้น หรือ 5 แสนหุ้นเท่านั้น  แล้วราคาก็ต้องตกลงมา  หากในระยะเวลา 6  เดือน  ราคาตกลงมาเหลือ 50 บาท เชื่อว่า คนที่ถือ 150 คงขายคัท ที่ 125 ,100 ,80 ...มีหลักคิดง่าย ๆ คนติดดอยสูง มักขายเร็วกว่าคนต้นทุนถูกกว่าราคาปัจจุบัน  ดังนั้น ราคาก็จะลงมาวนแถวๆ เงินทุนที่มีเล่น เสมอ   เราจึงมีวิธีคิด หรือ ตรวจสอบความจะเป็นไปของราคาโดยหาจำนวนเงินที่เข้ามารับหุ้น ณ ราคาเฉลี่ยปัจจุบัน  (ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากและลำบาก) จนเป็นเรื่องเหนื่อยเกินความจำเป็น  อย่างที่ว่า เหนื่อย 100 ปี กำไรแค่ 100 บาท  สุดท้ายผู้คนก็ละทิ้งความคิดนี้แล้วหันไป เล่นเชิงวัดดวง เสี่ยงกันดีกว่า  สุดท้ายก็ต้องแพ้ ถอยออกไป 

 


ดังที่กล่าวมา  เราจึงควรหาวิธีที่ง่ายและมีความเสี่ยงน้อยมากที่สุด  และแน่นอน ทุกอย่างต้องมีการชดเชย  ได้อย่างเสียอย่าง แต่หากคุ้มค่าก็น่าสนใจ   

 


การเล่นโดยอาศัยสถิติ จึงน่าจะดีกว่า วิธีอนาคตทำนาย  (เพราะเราไม่รู้จักผู้บริหารกิจการ  เราไม่รู้วงจรเศรษฐกิจ เรามองมหาภาคไม่ได้  เราต้องยอมปลดเรื่องพวกนี้ออกไปก่อน)  สถิติทำนายคือ การเก็บสถิติการเล่น จำนวนเงินต่อ ราคา  และก็มีส่วนหนึ่งกลายมาเป็นระบบ  กราฟเทคนิคไป  นั่นก็ยังไม่พอ เพราะทุกคนรู้เท่ากัน ก็จะแย่งกัน ใครเร็วใครได้ก่อน  การเล่นก็ลำบากขึ้นอีก รายย่อยทั้งหลายจึงต้องคิดค้นวิธีสืบหากลยุทธเพื่อพิชิต กำไรให้ได้  ไม่เข้ากลุ่มผู้แพ้ ติดดอย   พยายามตัดคัท และหากำไรมาชดเชยในเวลารวดเร็วทันควัน

 


ผมใช้โปรแกรม nowya method  คือ เอากำไรน้อยนิดแต่ละวันมาซื้อหุ้นเพื่อลงทุนยาวนาน แข่งขันกับการลงทุนที่ใช้เงินตนเองเข้าไปเสี่ยง   ง่าย ปลอดภัยกว่า เล่นหุ้นมีความสุขกว่า ที่สำคัญ ไม่ยอมเข้าพวกติดดอยเด็ดขาด

 


 






Free TextEditor



Create Date : 05 มกราคม 2555
Last Update : 5 มกราคม 2555 9:31:29 น.
Counter : 2753 Pageviews.

3 comments
  
ท่านที่สนใจ อยากทราบรายละเอียดโปรแกรม เมล์มาnowya11@yahoo.com
โดย: nowya IP: 58.11.14.30 วันที่: 5 มกราคม 2555 เวลา:10:57:18 น.
  
สนใจรายละเอียดโปรแกรม
โดย: chartwong2004@yahoo.com IP: 125.25.210.115 วันที่: 5 มกราคม 2555 เวลา:16:48:40 น.
  
สนใจรายละเอียดโปรแกรม ครับ

ช่วยส่งมาให้ ด้วยครับ hungsium_pu@hotmail.com
โดย: ธีรเมธ IP: 125.27.106.13 วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:21:40:44 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



nowya
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]



ชาวกรุงเทพฯ เล่นหุ้นมาตั้งแต่ตลาดหุ้นอยู่สยามเซ็นเตอร์ ผ่านการกำไรและเจ๊ง ครบทุกรส มองเห็นขบวนการปั่นราคา และมองเห็นรายย่อยที่เล่นเจ๊งกันต่อหน้าต่อตา ยืนอยู่หลัง ผจก ตลาดฯ สมัยมีคนจะฆ่าตัวตายที่อาคารสินธร
เห็นใจรายย่อยที่เข้ามาเล่นแบบไม่รู้อะไร แต่อยากรวยเร็ว ๆ ด้วยทุนน้อยๆ อยากเก็งกำไร แต่ไม่รู้อะไรคือวิถีการเก็งกำไร
จึงอยากมีส่วนในการช่วยชี้แนะบ้างเท่านั้นเอง
New Comments