Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2552
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
13 สิงหาคม 2552
 
All Blogs
 

ศัพท์แสลงจีน ตอนที่ 5

แสลงจีน ตอน 5
สวัสดีครับ Series ชุดนี้ จบไปแล้ว 5 ตอน หวังว่าคงฮากันไม่มากก็น้อย สำหรับหัวข้อในสไตล์ภาษาจีนเจ็บๆ คันๆ แบบนี้ ตอนนี้ผมก็หวังว่าจะเขียนได้จนครบ 10 ตอน นี่ก็มาได้ครึ่งทางแล้ว คงไม่ต้องถึงขั้น ฉะเฮีย น่าจะเขียนได้จนจบ ตอนนี้ได้หยุดพักหายใจให้น้ำให้ท่า เจียะแต๊ กินแต่เตี้ยม ฟื้นฟูเรี่ยวแรงกันแล้ว ก็ออกเดินทางต่อกันได้เลยครับ

ก็มาเริ่มกันกับคำว่า ชะหรือฉะเฮีย ที่ขึ้นจั่วหัวไว้ด้านบน ไม่ใช่ลุยกับพี่ชายนะครับ ประเพณีนี้ผมว่าพวกเรา 99% ทำกันทุกคน ยกเว้นว่าเป็นคริสเตียนหรือมุสลิมเท่านั้น ชะเฮีย ก็แปลว่าปักธูป ส่วนไป๊ฮุก แปลว่าไหว้พระ ถ้าเพิ่ม ไป๊หุกโจ้ว ก็แปลว่า ไหว้พระไหว้เจ้า ร้อยพวงไปเลย ผมว่าคนไทยเดี๋ยวนี้ยังคงแสวงหาที่พึ่งทางใจกัน เราน่าจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เมื่อก่อนตอนยังเรียนหนังสืออยู่ ยังคิดอะไรแบบเด็กๆ ตามก้นฝรั่งอยู่ ก็เคยคิดอยู่เหมือนกันว่า วัฒนธรรมแบบนี้จะจางหายไปจากบ้านเราไปกลายเป็นลิงเป็นค่างเผือกแบบอั่งม้อหรือเปล่า แต่กาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรมแบบนี้แหละ มันหยั่งรากลึกลงในจิตใจของคนไทย เพราะฉะนั้น ถึงมันจะเต้นแร้งเต้นกา ฟังโอเอซิส กินแมคกินเคเอฟซี แต่คนไทย (คนจีนด้วย...เฮ) ก็ยังยึดมั่นในคุณค่าแบบนี้อยู่เสมอๆ ไม่งั้น จะเห็นคนไทยห้อยพระกันทั่วบ้านทั่วเมืองแบบนี้เหรอ

ว่าแล้วก็เลยตามเลย ตอนนี้จะเน้นสิ่งศักดิสิทธิ์แล้วกัน คำต่อไปขอเสนอคำว่า ซำปอกง ซึ่งหมายความถึงเทพเจ้าองค์หนึ่งของชาวจีน ที่เป็นที่เคารพนับถือกันมาก โดยเฉพาะ ฮั่วเคี้ยว หรือชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย อันที่จริงแล้ว ผมก็ค่อนข้างสับสนอยู่นะ ว่าคนจีนในเมืองไทยนี่ ยังไงกันแน่ เพราะซำปอกงตามความหมายที่แท้จริง หมายถึงมหาขันทีเจิ้งเหอ ซึ่งเป็นขันทีในสมัยต้นราชวงศ์หมิง ที่เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกนำกองเรือพาณิชย์ของจีนในยุคโบราณ ออกเดินทางตระเวนทำการค้ารอบโลก เผยแพร่ประเพณีวัฒนธรรมจีนออกไปอย่างกว้างขวาง จนเรียกได้ว่าจีนเป็นเจ้าโลกในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ ท่านได้รับการยกย่องเป็นเทพเจ้าซำปอกง เพราะคุณงามความดีที่กระทำเอาไว้นั่นเอง ตามบันทึกการเดินทางของท่าน มีบันทึกว่าท่านได้มาเยือนกรุงศรีอยุธยาด้วยนะ ไอ้ที่งงอยู่นานกว่าจะรู้คือ ทำไมชาวจีนบ้านเราถึงเรียก หลวงพ่อโต (พระพุทธไตรรัตนนายก) ที่วันพนัญเชิง จ.อยุธยา และองค์จำลองที่วัดกัลยาณมิตร (อยู่ข้างสะพานพุทธ ใน กทม. นี่เอง) ว่าซำปอกง ค้นไปค้นมาไปเจอในเว็บวิกิพีเดียเข้า ที่ให้คำอธิบายไว้ว่า เพราะมีชาวจีนในอดีตไปไหว้หลวงพ่อโตแล้วเกิดความศรัทธาเลยตั้งป้ายสลักไว้หน้าวัดว่า ซำปอฮุดกง ซึ่งแปลว่า พระเจ้าสามองค์ ชาวจีนที่มาไหว้หลวงพ่อโตที่วัดในภายหลังเลยสวมรอยเรียกว่า ซำปอกงไปเลย

สำหรับหลวงพ่อโตที่วัดพนัญเชิง จ.อยุธยา นี่มีคำกล่าวกันว่าท่านศักดิ์สิทธิ์มาก ว่ากันว่าถ้าคนที่เข้าข่ายบาปหนามาไหว้หลวงพ่อ เงยหน้าขึ้นไปจะเห็นองค์ท่านล้มทับเอาขนาดนั้นเลย อันนี้ฟังจากคนในยุดยาเล่าให้ฟังนะ อย่าคิดมาก ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ แต่โดยทั่วไปคนที่ไปไหว้ก็ได้รับความร่มเย็นจากบารมีของหลวงพ่อ คุ้มครองให้ เผ่งอัง อยู่เย็นเป็นสุข คุณลองไปกราบท่านดูสิ แล้วจะรู้สึกได้ถึงบารมีของหลวงพ่อ แบบเย็นวะวาบวะวาบหัวจรดเท้ายังไงยังงั้น

องค์ต่อไปขอเสนอ ไต้ฮงกง องค์นี้คนจีนรวมๆ เรียกแถวๆ วัดมังกรกมลาวาสหรือเล่งเน่ยยี่ เยาวราช บ้านเรานี่เอง แต่ที่จริงแล้ว ไต้ฮงกง หรือ ไต้ฮงซือโจ้ว เป็น เหล่าเอี้ย หรือ เทพเจ้าที่ชาวจีนแต้จิ๋วให้ความเคารพนับถือกันมาก เดิมที่ท่านเป็นพระภิกษุในสมัยราชวงศ์ซ้อง (ก่อนสุโขทัย หลายร้อยปี) ศาลของท่านสถิตอยู่ที่ ต.เตี่ยเอี้ย อ.แต้จิ๋ว (ที่ๆ บรรพบุรุษของคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมาก อพยพมานั่นแหละ) ในเมืองไทยก็จะมีองค์จำลองของท่านตั้งอยู่ใน มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง ย่านพลับพลาไชย ด้านหลังของเล่งเน่ยยี่นั่นแหละ ไต้ฮงซื้อโจ้วนี่คนจีนแต้จิ๋วจะนับถือกันมาก โดยเฉพาะการไปไหว้เพื่อขอพรในช่วงเทศกาลตรุษจีน และทำการแก้เคล็ด แก้ชง ตามประเพณีจีน ที่ผมเห็นเตี่ยทำบ่อยๆ และทำทุกปี ก็คือ ช่วงเทศกาล ซะอี๊ หรือไหว้ฟ้าดินในเทศกาลตรุษจีน เตี่ยต้องไปรับเอาสาคูต้มน้ำตาลแดง ลูกจีนจะเรียกว่า อี๊ หรือ อี๋ จากศาลไต้ฮงกง เอามาให้ลูกๆ กินกันทุกปี เพื่อความเฮงและเป็นศิริมงคล วันไหว้ฟ้าดินนี่จะกำหนดเอาไว้เป็น วันชิวเก้า ของทุกปี วันชิวเก้า คือวันที่เก้านับจากวันตรุษจีน คนจีนจะเรียกวันตรุษจีนว่าวันชิวอิก (บางคนเรียก ชิวอิด อย่าเอาไปปนกับยี่อิดหล่ะ เดี๋ยวตำรวจจับ) ตามประเพณี คนจีนก็จะตั้งโต๊ะหน้าบ้าน เพื่อไหว้ฟ้าดิน ผมเห็นที่บ้านตั้งโต๊ะไหว้ตั้งแต่รุ่นอากงอาม่าแล้ว ซะอี๊ (แปลว่าต้มสาคู) กับไหว้ผลไม้ ประจำทุกๆ ปี ตอนเช้ามืดของชิวเก้า อ้อ...ถ้าจะไปเอา อี๊ ที่ ศาลไต้ฮงกง ต้องไปคืน ชิวโป้ย นะ เค้าจะแจกกันทั้งคืนยันเช้านั่นแหละ ส่วนใหญ่คนจะมุงกันเต็มศาลเจ้า เข้าคิวกันมืดฟ้ามัวดิน

สำหรับลูกจีนที่เคร่งครัดในประเพณี ก็จะต้องไหว้เจ้าในช่วง จับโหงว อีก จับโหงว แปลว่าสิบห้า แปลตรงๆ ตามปฏิทินจันทรคติแบบจีนก็คือวันที่ 15 นับจากวันตรุษจีน เตี่ยก็จะไปเอา เจดีย์น้ำตาล บางทีก็เป็น สิงห์โตน้ำตาลสีขาวๆ จาก ไต่ฮงกงมาที่บ้านคู่หนึ่ง บางปีเจดีย์หรือสิงห์นี่ก็ทำด้วยถั่วหรืองาขาวนะ เห็นเตี่ยบอกว่า เอามาก็เพื่อความเฮงอีกนั่นแหละ แต่ไม่ได้เอามาฟรีๆ นะ เพราะปีหน้า ในช่วง จับโหงว ต้องเอาไปคืนเป็นสองเท่าหรือสองคู่ เพราะฉะนั้น มันก็จะหมุนเวียนกันอย่างนี้แหละ ทางศาลเจ้าก็ไม่ต้องออกตังค์ซื้อเอง เพราะผู้เคารพศรัทธา มีทั้งเป็นผู้ให้และที่เป็นผู้รับหมุนเวียนกันสืบไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่า คติจีนตามประเพณีโบราณเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ดี เป็นอุบายยึดเหนี่ยวให้ลูกหลานไม่ออกนอกลู่นอกรอย กลายเป็นฝรั่งมังคุดกล้วยหอมกันไปหมด ถึงแม้พวกเราบางคนจะพูดอ่านเขียนภาษาอั่งม้อกันเป็นน้ำไหลไฟดับ แต่ก็ไม่ควรจะลืมรากเหง้า ว่าพวกเรามาจากไหน ใช่ไหมครับ

คำจีนคำต่อไป ขอเสนอคำว่า ฮู้ ซึ่งแปลง่ายๆ ว่า ยันต์ คนจีนก็มียันต์นะครับ ส่วนใหญ่เขียนบนกระดาษสีแดงหรือไม่ก็สีเหลือง ยังไม่เคยเห็นฮู้สีอื่นเลย อ้อ...เขียนบนผ้าก็มีนะครับ คราวนี้ผมจะโยงคำว่า ฮู้ มาถึงศาลเจ้าที่เป็นที่เคารพนับถือกันในบรรดาตึ่งนั้งอีกแห่งหนึ่ง ศาลที่ว่าก็คือ ตั่วเหล่าเอี๊ย หรือ ศาลเจ้าพ่อเสือ ที่ตั้งอยู่ในเขตพระนคร ย่าน ถ.ตะนาว ใกล้กับศาลาว่าการ กทม. นั่นแหละคนจีนเชื่อว่าศาลเจ้าพ่อเสือนี่ศักดิ์สิทธิ์และมีอิทธิฤทธิ์มาก และมักจะเป็นที่พึ่งทางใจเสมอๆ เวลาที่มีปัญหาหนักๆ หรือเกี่ยวกับอาถรรพ์ต่างๆ จนทำให้ ฮู้ หรือยันต์ ที่ออกจากศาลเจ้าพ่อเสือเป็นที่นิยมของประชาชน ที่บ้านผมนะ จะมี ฮู้ ของตั่วเหล่าเอี๊ย ประจำเลย แล้วจะได้ใช้ตลอด ไม่ว่าจะเอาไว้ติดรถ ใช้พกติดตัวหรือที่เห็นประจำก็มักจะมีคนเอาไปเลี่ยมพลาสติก แล้วกลัดเข็มกลัดติดตัวเด็กทารกเด็กเล็ก และโดยเฉพาะตอนที่จะต้องไปงานศพ หรือที่คนจีนเรียกว่า โอวสื่อ (โอว แปลว่าดำ สื่อแปลว่าเรื่องราว เป็นแสลงแปลรวมๆ ว่างานอัปมงคล มักใช้หมายถึงงานศพ) อย่างถ้าไปร่วมงาน ชุกซัว หรืองานส่งศพคนตายไปบรรจุฮวงซุ้ยนี่ เตี่ยจะเน้นมากเลยเรื่องพกฮู้ติดตัว เพราะเชื่อว่าจะสามารถกันอาถรรพ์ต่างๆ ได้ การไปร่วมบรรจุศพส่งคนตายนี่ มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเป็นทิปแถมนะครับ เอาไว้ถ้าใครจำเป็นต้องไป ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงนะครับ เราไม่ใช่ลูกหลานหรือสนิทสนมกับครอบครัวคนตาย เพราะเชื่อกันว่ามีอาถรรพ์แรงเป็นพิเศษ อย่างเวลาเจ้าหน้าที่จะยก กัวช้า หรือ กัวบั๊ก (แปลว่าโลงศพ หรือ ของคนจีนมักจะเป็นโลงจำปา) หรือแม้กระทั่งเคลื่อนย้ายก็ตาม เค้าห้ามมองนะครับ โดยเฉพาะการยกลงบรรจุในหลุม ห้ามมองเด็ดขาด แล้วเวลาจำเป็นจะต้องไปร่วมงานอย่างนี้ ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ เตรียมตัวไปหน่อย ควรหา ฮู้ ถ้าไม่มีจะพกพระเครื่องก็ได้ หรือถ้าขาดแคลนไม่มีจริงๆ แบบขี้ลืมสุดๆ เดินหาต้นทับทิม ที่คนจีนเรียกว่า เสียะลิ้ว หักเอากิ่งทับทิม พกติดตัวไว้ในกระเป๋าเสื้อ ก็เชื่อกันว่าสามารถกันอาถรรพ์ ได้เช่นกัน

ไอ้เรื่องแบบนี้นะครับ เค้าว่ากันว่าไม่เชื่อก็อย่าไปลบหลู่ อาถรรพ์ต่างๆ เหล่านี้ มันเป็นเหมือนคลื่นวิทยุแทรกอยู่ในที่ว่างต่างๆ นั่นแหละ มองไม่เห็น แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีนะครับ เพียงแต่คนที่จะรับเอาคลื่นต่างๆ เหล่านี้ได้ จะต้องมีตัวรับพิเศษ จึงจะสามารถรับคลื่นนี้ได้ คราวนี้คนเราตามปกติ มันจะมีช่วงที่เราเรียกว่า ซวยเสี่ยว (แปลว่าดวงตก) ซึ่งเราไม่รู้หรอก ซวยๆ ก็รับเอาไปเต็มๆ เลย เอาเป็นของแถมเล่าให้ฟังหน่อยนึงแล้วกัน หม่าม้า หรือคุณแม่ของผมเองนี่แหละ ตอนที่เค้าจะย้ายเอาอาม่า (แม่ของพ่อผม หรือคุณย่าก็ได้) ออกจากวัดไปชุกซัว แม่ผมดันเคร่งประเพณีในวันนั้น นึกยังไงก็ไม่รู้ พอเค้ายกเอา กัวบั๊ก ออกจากขาตั้ง หม่าม้าแกเดินเข้าไปเอาเท้ายันขาตั้งไม้ให้ล้มลง แล้วบอกว่าเป็นประเพณีที่ลูกสะใภ้ จะต้องเป็นคนทำ ผลคือ หม่าม้าเดินไม่ได้ไปหลายวัน อันนี้ถ้ามองเป็นวิทยาศาสตร์ก็อาจจะโบ้ยให้กล้ามเนื้อกระดูกเอ็นอักเสบใช่ไหมครับ แต่ที่มันน่าพิศวงคือ มันจะมาอักเสบอะไรกันกะทันหัน ทันทีหลังจากส่งศพกลับมาถึงบ้าน งานนี้เดือดร้อน ฮู้ตั่วเหล่าเอี๊ย ตามเคย เพราะเตี่ยเผา ฮู้ ในน้ำสะอาดแล้วบังคับให้หม่าม้าจิบกิน แล้วก็เอาส่วนที่เหลือไปผสมน้ำอาบทันที ส่วนตัวเตี่ยเองก็มักจะมีปัญหากับ โอวสื่อ ถ้าท่านจำเป็นต้องไป กลับมาก็มันจะล้มหมอนนอนเสื่อเป็นประจำ ดังนั้นเตี่ยจะค่อนข้างระมัดระวังตัวเป็นพิเศษแล้วก็พกเครื่องป้องกันเต็มสูบ ก็เล่าให้ฟังกันเพลินๆ นะครับ อย่าคิดมาก

สำหรับศาลเจ้าที่ลูกจีน นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์มีอีกหลายแห่งนะครับ อย่างศาลเจ้าพ่อเสือ ก็จะมีอีกแห่งที่บางแค เห็นคนให้ความศรัทธาไปไหว้กันเยอะมาก ที่นี่คนมักจะนิยมไหว้เนื้อหมู (สด) อีกแห่งที่ผมนับถือมากๆ คือ โอวโต๋วเซียม่า อยู่ในเขตยานนาวา เยื้องๆ กับโรงเรียนวัดสุทธิวราราม อาม่าที่นี่ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเจ้าแม่องค์ไหน เอาไว้จะถามเตี่ย แล้วไม่ลืมก็จะชดใช้ให้ในภายหลัง สำหรับที่ศาลของอาม่านี่ มีไฟไหม้ใหญ่รอบๆ ศาลตอนผมยังเด็กอยู่ (น่าจะก่อนปี 2515 หรือราวๆ นั้น) บ้านเรือนรอบๆ ถูกไฟเผาผลาญกินไปหมด แต่คุณเชื่อไหม เหลือศาลเจ้าของอาม่าอยู่รอดมาได้เป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อหล่ะครับอย่างนี้

ยังมีเรื่องราวแบบจีนๆ อย่างนี้อีกมากมายนะครับ เขียนไปเขียนมายิ่งค้นพบว่า เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจทั้งนั้น แล้วเอาไว้เจอกันในตอนต่อไปแล้วกันนะ

จากเฮียนรภพ




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2552
0 comments
Last Update : 13 สิงหาคม 2552 14:28:56 น.
Counter : 1874 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


norapob
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




เกิด กทม.ใช้ชีวิตเสี้ยวหนึ่งในวัยเด็กอยู่กับอาม่าในตลาดหัวรอ จ.อยุธยา เรียนในกทม.ตลอด มีชีวิตที่ค่อนข่างเรียบง่าย ค่อนข้าง progressed conservative ออกกลางๆ แต่มองโลกเป็นสีเทาและไม่นิยมความรุนแรง ชอบเขียนหนังสือ

ตอนนี้รู้แล้วว่าเกิดมาก็เพื่อเรียนรู้กายใจของตัวเองและยอมรับแล้วว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน
Friends' blogs
[Add norapob's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.