ถ่อมตัวคนรัก อวดนักคนชัง
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
9 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
รายงาน: สถาบันยุติธรรมแดนใต้ ค้นวิสัชชนาหาทางดับไฟใต้

มูฮำหมัด ดือราแม


ส่วนหนึ่งของปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ที่มีการพูดถึงกันมาก มีสาเหตุมาจากกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรมจริงในสายตาของคนในพื้นที่ โดยกลายเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ก่อให้คนบางกลุ่มจับอาวุธสู้ ในกระบวนการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน

โดยล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดที่จะจัดตั้งสถาบันพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมภาคใต้ขึ้น โดยหวังให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนพื้นที่ พร้อมปรับใช้กฎหมายอิสลามให้สอดรับรัฐธรรมนูญ

โดยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 กระทรวงยุติธรรมจัดสัมมนาโครงการสร้างความเข้าใจต่อแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา กระบวนการยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เป็นประธานเปิดงานนั้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า แผนยุทธศาสตร์สร้างความเป็นธรรมในพื้นที่ภาคใต้ครอบคลุมทุกประเด็น ทั้งเรื่องการอำนวยความยุติธรรมบนพื้นฐานนิติธรรม การใช้ยุติธรรมชุมชน และยุติธรรมทางเลือก แต่การสะสางคดีความต่างๆ ที่ผ่านมายังขาดความเป็นเอกภาพ จำเป็นต้องใช้วิธีการสร้างความเชื่อมั่นว่า ทุกคดีจะได้รับการดำเนินการตามกฎหมาย มีหลักนิติวิทยาศาสตร์อ้างอิงได้

พร้อมๆ กับการสร้างกระบวนการยุติธรรมชุมชนและยุติธรรมทางเลือก ซึ่งเป็นงานที่จำเป็นต้องเร่งรัดภายใน 4 – 5 ปี เนื่องจากขณะนี้ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนยังขาดความเข้าใจ

"การ แก้ปัญหาความไม่สงบจำเป็นต้องเน้นงานประชาสัมพันธ์ทั้งในและนอกพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อสิ่งที่รัฐกำลังทำ เช่น การจัดตั้งสถาบันพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมภาคใต้ให้สอดรับกับวิถี ชีวิตท้องถิ่น การปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายอิสลามให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ อาทิ กฎหมายครอบครัวและมรดก ในส่วนของคนนอกพื้นที่ก็จำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้าใจ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการคัดค้านต่อต้าน" นายกฯ ระบุ

ขณะที่นายชาญ เชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 จะเริ่มนำร่องทดลองใช้กฎหมายเฉพาะถิ่นในชุมชนเล็กๆ จากนั้นจะเผยแพร่ให้คนในพื้นที่รับทราบถึงแผนยุทธศาสตร์การอำนวยความ ยุติธรรมควบคู่กับกฎหมายอิสลามที่ใช้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ไม่มีบังคับใน กฎหมายอาญา

นายชาญเชาวน์ กล่าวว่า ส่วนสถาบันพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมภาคใต้จะจัดตั้งได้ในปีงบประมาณ 2554 เพื่อทำหน้าที่ศึกษาวิจัยงานชุมชนในพื้นที่ และนำมาออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ในชุมชน

อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องให้เรื่องกระบวนการยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ไม่ได้มีขึ้นมาในช่วงตั้งแต่เกิดเหตุไม่สงบเมื่อปี 2547 เท่านั้น แต่มีมาก่อนหน้านั้นมาตั้งนานแล้ว เช่น ข้อเสนอของหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ที่เรียกร้องให้แยกศาลศาสนาอิสลามออกจากศาลจังหวัด หรือข้อเรียกร้องให้มีการตั้งศาลชารีอะห์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา การพัฒนากระบวนการยุติธรรมในพื้นที่ก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น มีการตั้งดะโต๊ะยุติธรรม เพื่อให้คำชี้ขาดเกี่ยวกับประเด็นทางศาสนาอิสลามแก่ผู้พิพาษา แต่ก็ยังไม่มีอำนวจในการพิพากษาอย่างแท้จริง เป็นต้น

จนเมื่อรัฐบาล ได้ฟื้นศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อีกครั้ง และมีการตั้งสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้(สตต.) ชุดแรก(ปี2550 – 2551) ซึ่งให้คำปรึกษาแก่ศอ.บต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาความไม่สงบ และการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีข้อเสนอให้จัดตั้งศาลชารีอะห์ขึ้นอีกครั้งด้วย

โดยนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย ในฐานะสมาชิกสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สสต.) บอกว่า ประเด็นเรื่องการจัดตั้งศาลชารีอะห์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหนึ่งในข้อเสนอของ สสต. ในเรื่องที่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากเห็นว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่ครบองค์ประกอบของการบังคับใช้กฎหมายอิสลาม เพราะดาโต๊ะยุติธรรม เป็นเพียงผู้ชี้ว่า ประเด็นใดเข้ากับกฎหมายอิสลามหรือไม่ ไม่ได้เป็นผู้พิพากษาจริงๆ

เมื่อ มีการพูดถึงกฎหมายอิสลาม คนทั่วไปจะนึกว่าต้องมีการออกกฎหมายใหม่ หรือนำกฎหมายใหม่มาใช้ คือ กฎหมายอิสลาม แต่กฎหมายอิลามในที่นี้ หมายถึงกฎหมายที่ว่าด้วย ครอบครัว มรดก และซากกาต(ทานบังคับสำหรับมุสลิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย

ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ เมื่อไม่มีคนนำประเด็นเสนอให้ดาโต๊ะยุติธรรมพิจารณา ศาลก็นำเข้าพิจารณาตามความในประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

สสต. จึงมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ เพื่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างครบองค์ประกอบ โดยมีการศึกษาร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้งจึงได้กำหนดเป้าหมายในการทำงานออกเป็น 2 อย่าง คือ

1.การ ตั้งคณะศึกษาดูงงานใน 2 ประเทศ จำนวน 20 คน ศึกษาดูงานเรื่องศาลชารีอะห์และการบังคับใช้กฎหมายอิสลามในประเทศศรีลังกา เนื่องจากเป็นประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลาม หรือชาวมุสลิม อยู่ประเมณ 7 เปอร์เซ็นต์ แต่รัฐบาลของประเทศศรีลังกายอมให้มีการบังคับใช้กฎหมายตามที่ชาวมุสลิมใน ประเทศต้องการได้ ในเรื่องที่ว่าด้วยครอบครัวและมรดก

2.การศึกษาดู งานในประเทศอียิปต์ เนื่องจากเป็นประเทศมุสลิมที่ก้าวหน้าที่สุดในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอิส ลาม ประกอบกับเป็นประเทศที่มีมหาวิทยาลัยอิสลามที่มีบทบาททางวิชาการอิสลามมาก ที่สุด

ผลจากการศึกษาดูงานทั้ง 2 ประเทศ คณะกรรมการได้มีการประมวลข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายอิส ลาม แล้วนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย โดยได้มีการประชุมร่วมกับกระทรวงยุติธรรม พิจารณาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอิสลาม

นายไชยยงค์ บอกว่า เรื่องนี้ แม้รัฐยังขยับไม่มาก แต่หน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมอย่างสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ก็ให้ความสนใจที่จะนำเรื่องนี้ไปศึกษาเองแล้ว

แม้การขยับเรื่องนี้ ดูจะยากอยู่พอสมควร แต่อย่างน้อยก็ส่งผลให้การพัฒนากระบวนการยุติธรรมเพื่อให้สอดคล้องกับชายแดน ภาคใต้ก็ค่อยเปลี่ยนแปลงไปที่ละน้อยแล้ว เหมือนกับค่อยๆ เรียนรู้และหาคำตอบให้กับการดับไฟใต้ต่อไปอย่างเข้าใจ

00000

ข้อมูลประกอบ

แนวทางขับเคลื่อน
ระบบศาลอิสลามในไทย


ต่อ ไปเป็นข้อมูลสรุปของสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สสต.) ถึงแนวทางการขับเคลื่อนพัฒนาระบบศาลอิสลามที่เหมาะสมกับประเทศไทย ที่ศอ.บต.ส่งให้นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย ในฐานะสมาชิกสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้

.................................

แนวทางการขับเคลื่อนพัฒนาระบบศาสนาอิสลามที่เหมาะสมกับประเทศไทย

ความเป็นมา
ประเทศ ไทยได้บังคับให้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการใช้กฏหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี, นราธิวาส, ยะลา, และสตูล พ.ศ.2489 บังคับใช้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยมุสลิมเฉพาะถิ่น อย่างไรก็ตามเมื่อมีการบังคับใช้กฏหมายฉบับนี้แล้ว จะพบปัญหาในทางปฎิบัติและพบว่ามีหลักกฏหมายอิสลาม เรื่องครอบครัวและมรดกมีความแตกต่างจากประมวลกฏหมายพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว และมรดกเป็นอย่างมาก ซึ่งในที่นี้สามารถประมวลให้เห็นถึงความไม่ลงตัวระหว่างการบังคับใช้กฏหมาย ฉบับนี้ดังนี้

1.1 ในกระบวนการพิจาราณาคดีครอบและมรดกตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฏหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี, นราธิวาส, ยะลา, และสตูล พ.ศ.2489 พบว่าในการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นต้องมีดะโต๊ะยุติธรรมพิจารณาคดีพร้อมด้วย ผู้พิพากษาโดยดะโต๊ะยุติธรรมทำหน้าที่วินิจฉัยในหลักของกฏหมายอิสลามส่วนข้อ เท็จจริง หรือปัญหาข้อกฏหมายอื่นอำนาจการวินิจฉัยและการพิพากษาเป็นอำนาจของผู้ พิพากษา

1.2 การนำหลักกฏหมายอิสลามมาวินิจฉัย เป็นการใช้กฏหมายอิสลามเฉพาะการตัดสินคดีในศาลไม่มีสภาพบังคับนอกศาล ขณะเดียวกันคู่กรณีสามารถเลือกใช้กฏหมายได้ทำให้เกิดความลักลั่นและไม่เป็น ธรรมแก่ประชาชนมุสลิมและทำให้เกิดความแตกต่างในการบังคับใช้กฏหมายที่มีอยู่

1.3 คำวินิจฉัยชี้ขาด ของดะโต๊ะยุติธรรมในข้อกฏหมายอิสลามให้เป็นเด็ดขาดคดีนั้นไม่สามารถอุทธรณ์ หรือฏีกาได้ ทำให้คู่กรณีเกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมเพราะหากมีข้อผิดพลาดก็ไม่สามารถ อุทธรณ์หรือฏีกาได้

1.4 ปัญหาเรื่องอายุความในเรื่องมรดกยังมีความลักลั่นเพราะการบังคับมรดกใช้ อายุความในเรื่องมรดก 1 ปี ความ ป.พ.พ. แพ่ง และพาณิชย์ไม่ตรงกับอายุความมรดกของหลักกฏหมายอิสลาม

1.5 ปัญหาเรื่องจำเลยที่เป็นชายไทยมุสลิมย้ายภูมิลำเนาออกนอกเขตพื้นที่ 4 จชต. ไม่สามารถนำกฏหมายอิสลามไปบังคับใช้ได้ เพราะเมื่อหากคู่กรณีหากย้ายออกนอกเขตการบังคับใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการใช้กฏหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกล้วศาลไม่สามารถบังคับคู่ กรณีออกนอกเขตอำนาจศาลได้
ดังนั้น เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงมีปัญหาในทางปฏิบัติค่อนข้างมาก ทำให้มีเรื่องเรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยนำเสนอว่ากฎหมายที่บังคับใช้ให้มีความสอดคล้องกับหลักตามกฎหมายอิสลาม แต่อย่างไรก็ตามปัญหาต่างๆ เหล่านี้ยังไม่ได้รับการพิจารณาแก้ไขจนถึงกระทั่งรัฐบาลปัจจุบัน

การดำเนินงานที่ผ่านมาของ ศอ.บต.และสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สสต.

2.1 สภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้น ศอ.บต.ได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้จึงมอบให้ร่วมกับสภาที่ปรึกษาเสริม สร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สสต.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบที่เหมาะ สมในการดำเนินคดีครอบครัวและมรดกตามหลักศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550

ผลการประชุมครั้งนี้ที่ประชุมเสนอ ให้กระทรวงยุติธรรมจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนาระบบการบังคับใช้กฎหมายอิสลาม รวบรวมหลักกฎหมายอิสลามในเรื่องครอบครัวและมรดกที่ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอาน เพื่อยกร่างข้อกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก

ต่อมาเมื่อวัน ที่ 2 สิงหาคม 2551 คณะกรรมการประจำสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้านยุติธรรม ความเสมอภาค และความมั่นคง ได้นำประเด็นความเป็นไปได้ในการตั้งศาลชารีอะฮฺ (ศาลศาสนาอิสลาม) ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือจะบังคับใช้ทั่วประเทศมาปรึกษาหารือกัน ซึ่งเมื่อนำเสนอต่อที่ประชุมของที่สภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัด ชายแดนภาคใต้ (สสต.) พบว่า เรื่องดังกล่าวมีความจำเป็น และสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกระบวนการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจากหลายฝ่าย และผ่านความคิดเห็นและกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

ดังนั้นต่อ มาสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงเสนอให้มีการไป ปรึกษาดูงานศาลศาสนาอิสลามในต่างประเทศ ซึ่งได้มีความเห็นว่าควรที่จะไปดูงานยังประเทศที่บังคับใช้กฎหมายอิสลาม ทั้งที่เป็นประเทศมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม โดยที่ประชุมมีความเห็นว่าควรไปศึกษาดูงานที่ประเทศศรีลังกา ซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธแต่ก็มีการบังคับใช้กฎหมายอิสลามเป็นการ เฉพาะ

และประเทศอียิปต์ซึ่งเป็นประเทศมุสลิมมีการพัฒนาศาลศาสนาอิส ลามที่ทันสมัยตามระบบมาตรฐานสากล และยังมีการใช้กฎหมายศาสนาสำหรับผู้ที่เป็นชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายออโธดอกซ์ด้วย ซึ่งผลจากการไปศึกษาดูงานก็จะได้นำมาประมวลเสนอเพื่อเป็นแนวทางพัฒนาระบบศาล ศาสนาอิสลามในประเทศไทยต่อไป

ต่อมา ผอ.ศอ.บต.ได้อนุมัติเห็นชอบให้มีการนำสมาชิก สสต.และผู้บริหาร ศอ.บต.ไปศึกษาดุงานการใช้กฎหมายอิสลามในประเทศศรีลังกาและกฎหมายชารีอะฮฺ ในประเทศอียิปต์เมื่อวันที่ 11-19 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งผลจากการศึกษาพบว่า ประเทศศรีลังกามีการบังคับใช้กฎหมายอิสลาม แก่ผู้นับถือศาสนาอิสลามซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย โดยจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการ Quazi (กอฎี) ดำเนินการเกี่ยวกับการสมรส การหย่า และอื่นๆ ในฐานะนายทะเบียนและแต่งตั้งศาล Quazi ทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่ไต่สวนและอนุมัติ การหย่า ตามกฎหมายอิสลาม และให้ความช่วยเหลือคู่สมรสในด้านอื่นๆ

นอกจากยังมีศาลอุทธรณ์พิเศษ เรียกว่าคณะกรรมการ Quazi เพื่อทำหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์คำคัดสินของ Quazi

สำหรับ ประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นประเทศใช้กฎหมายอิสลามบังคับใช้ทั่วทั้งประเทศ โดยมีองค์กรชี้ขาดศาสนาสูงสุด Fatwa Councils ตำแหน่งผู้วินิจฉัยชี้ขาดทางศาสนา เรียกว่า Mufti ซึ่งทำหน้าที่ตีความทางสาสนาประกอบด้วยหลายแผนก ขณะเดียวกันก็ให้หลักประกันความเป็นธรรมต่อประชาชนที่ไม่ใช่มุสลิมในประเทศ ด้วย โดยมีกฎหมายครอบครัวและมรดกที่สอดคล้องกับวิถีความเชื่อของชุมชนนั้นๆ ซึ่งผลการศึกษาดูงานครั้งนั้น ได้รายงานให้รัฐบาลได้รับทราบ และทำให้เกิดผลการดำเนินงานที่ต่อเนื่องอย่างเป็นลำดับดังนี้

(1) สภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต.ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศเชิญ Dr. Gommaa ผู้วินิจฉัยชี้ขาดทางด้านศาสนาอิสลามและสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ไปบรรยายพิเศษ เรื่องการใช้กฎหมายอิสลามในประเทศอียิปต์แก้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติ การพัฒนาแนวทางบังคับใช้ ป.พ.พ.ว่าด้วยครอบครัวมรดกและ ป.พ.พ.อื่นกับชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามแก่ผู้นับถือศาสนา นักวิชาการ และผู้ที่สนใจประมาณ 500 คน เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2552 ณ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ซึ่งได้แสดงท่าที และสนับสนุนให้มีการพัฒนากฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกต่อรัฐบาล เพราะการดำเนินการดังกล่าวมีผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ทั้ง นี้เรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการศรัทธาและการเคารพภักดีต่อองค์อัลลอฮฺ แสดงให้เห็นถึงความพยายามและความจริงใจของภาครัฐในการนำหลักศาสนามาบังคับ ใช้แก่พี่น้องมุสลิม และประเทศอียิปต์พร้อมให้การช่วยเหลือด้านข้อมูลบุคคลากร และอื่นๆ ทางสาสนาหากได้รับการร้องขอไป

(2) ต่อมา ศอ.บต.ได้ร่วมกับ สสต.ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการอิสลาม ประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวันที่ 10-11 เมษายน 2552 โดยสาระสำคัญและเป้าหมายคือ การสร้างกระแสและต้องการระดมความคิดเห็นที่เป็นผลต่อเนื่องจากการนำเสนอความ จำเป็นในการพัฒนาการบังคับใช้ ป.พ.พ.ว่าด้วยครอบครัวและมรดกให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายอิสลามซึ่งที่ประชุม มีการเสนอแนวทางดังนี้
2.1 การพัฒนา ป.พ.พ.ว่าด้วยครอบครัวและมรดกให้สอดคล้องกับหลักของกฎหมายอิสลามโดย

2.1.1 ปรับปรุงร่างกฎหมายอิสลามที่มีอยู่เดิมเป็นหลัก และนำเอากฎหมายอิสลามจากต่างประเทศมาเปรียบเทียบ (เสนอเป็น พ.ร.บ.หรือจะเพิ่มเรื่องวากัฟ) (ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคเป็นศาสนสมบัติ) หรือวาสียะส์ (พินัยกรรม) ก็ได้

2.1.2 วิธีพิจารณากฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกให้ใช้ระบบไต่สวนแทนระบบกล่าวหาและให้ยกร่างวิธีพิจารณาความขึ้น

2.1.3 ให้ยกระดับดะโต๊ะยุติธรรมปฏิบัติหน้าที่เป็นกอฎี (ผู้พิพากษา) มีอำนาจในการพิจารณาอรรถคดีตามหลักกฎหมายอิสลามอย่างแท้จริง

2.1.4 จัดตั้งสถาบันพัฒนากอฎีขึ้น เพื่อกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะดำรงตำแหน่งกอฎีการอบรมกอฎีและเรื่องวินัย

2.1.5 ขยายการบังคับใช้กฎหมายอิสลามนอกศาล และการขยายการบังคับใช้กับมุสลิมทั่วทุกคน

2.1.6 ให้สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย หรืออย่างน้อยที่สุดให้มี 2 ชั้นศาล
ควรให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อรองรับข้อเสนอตามข้อ (2.1) โดยองค์ประกอบของคณะทำงานควรประกอบด้วย
1. นักวิชาการที่มีความรู้กฎหมายอิสลาม (ชารีอะฮฺ)
2. ผู้แทนจากสำนักงานกฤษฎีกา
3. ผู้แทนนักกฎหมายมุสลิม (ชมรมนักกฎหมายมุสลิม)
4. ผู้แทนจากตุลาการ
5. ผู้แทนฝ่ายการเมือง (สส. สว.)

(3) เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2552 สสต.ร่วมกับ ศอ.บต.ได้นำคณะเข้าปรึกษาหารือกับนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรมและคณะ ณ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในประเด็นการพัฒนาแนวทางการใช้ ป.พ.พ.ว่าด้วยครอบครัวและมรดกให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายอิสลามรวมทั้งการหา รูปแบบแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาระบบศาสนาอิสลามในประเทศไทยซึ่งผลการหารือ สรุปได้ดังนี้

3.1 กระทรวงยุติธรรมเห็นด้วยในหลักการและเรื่องการพัฒนาแนวทางระบบศาลอิสลามใน ประเทศไทย โดยเบื้องต้นจะนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะทำงานพัฒนากฎหมายใน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มี ฯพณฯนายการับมนตรีเป็นประธาน ซึ่งเรื่องนี้ได้มอบอำนาจให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแทน และปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นเลขานุการ ทั้งนี้ความเห็นของที่ประชุมว่าไม่ควรแยกเป็นศาลต่างหาก แต่การอยู่ภายใต้สำนักศาลยุติธรรมเป็นแผนกคดี โดยใช้สำนักงานที่มีอยู่แล้ว

3.2 เห็นชอบที่ต้องสร้างและพัฒนาระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยเฉพาะการให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเข้ามาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อ พิพาทตามหลักศาสนา อย่างไรก็ตามเพื่อให้เรื่องกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (นอกอำนาจศาล) เดินควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบศาลอิสลามกระทรวงยุติธรรมได้รับข้อเสนอที่จะให้ มีการจ้างบุคลากรที่เป็นผู้จบวิชาด้านกฎหมายอิสลามจากต่างประเทศ หรือผู้ที่มีคุณวุฒิกฎหมายอิสลามเข้ามาทำหน้าที่ด้านธุรการงานไกล่เกลี่ยข้อ พิพาทของสำนักคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ซึ่งอาจดำเนินการเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือจังหวัดที่มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดแห่งละ 3 คน โดยใช้งบประมาณบุคลากรจากกระทรวงยุติธรรม

3.3 สำหรับเรื่องการพัฒนาระบบดะโต๊ะยุติธรรมเพื่อก้าวไปสู่การเป็นกอฎี (ผู้พิพากษา) ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม และใช้เป็นรูปแบบการไต่สวนแทนระบบการกล่าวหา ให้นำเรื่องนี้สู่การพิจารณาของคณะทำงานพัฒนากฎหมายอิสลามในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้

3.4 เพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าวบรรลุผลที่เป็นรูปธรรมกระบวนการพัฒนารูปแบบศาล อิสลามที่เหมาะสมและการพัฒนาระบบให้ดะโต๊ะยุติธรรมไปสู่การเป็นกอฎี กระทรวงยุติธรรมต้องเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินงาน ระบบสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สนับสนุนช่วยเหลือและ ศอ.บต.เป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านข้อมูลระดับพื้นที่

ข้อเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนพัฒนาระบบศาลอิสลามว่าด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกไปสู่การบรรลุที่เป็นรูปธรรม
เพื่อ ให้กระบวนการขับเคลื่อนพัฒนาระบบศาลอิสลามว่าด้วยเรื่องครอบครัวและมรดก บรรลุสู่ผลที่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้และเป็นกระบวนการที่ตอบสนองความ ต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้มีข้อเสนอในการดำเนินการดังกล่าวต่อ รัฐบาลดังนี้

1. กระบวนการขับเคลื่อนเบื้องต้นทั้งรูปแบบข้อเสนอการได้มาซึ่งรูปแบบของศาล ยุติธรรมที่เหมาะสมกับสภาพการเมืองการปกครองของประเทศไทย รวมทั้งการพัฒนาระบบดะโต๊ะยุติธรรมไปสู่การเป็นกอฎี (ผู้พิพากษา) ตามบทบัญญัติในคำภีร์อัลกุรอาน ซึ่งนำเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรมที่มี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นเลขานุการ

2. กลไกตามข้อ 1 ต้องเป็นผู้ศึกษาวิเคราะห์และนำเสนอรูปแบบศาลอิสลามที่เหมาะสม ให้รัฐบาลได้พิจารณาเพื่อจะตัดสินใจแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการ พัฒนาระบบศาลอิสลาม (ครอบครัวและมรดก)

3. สำหรับการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างการะแสการตอบรับ สะท้อนความต้องการและสนับสนุนในเรื่องดังกล่าว สภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้และ ศอ.บต.ต้องเป็นหน่วยอำนวยการและดำเนินงานในพื้นที่พร้อมทั้งการสนับสนุน ข้อมูลตามที่ได้รับการร้องขอ

4. กระบวนการวางกลไกการบริหารและวางระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยการจัดตั้งสำนักงานเลขานุการการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด กระทรวงยุติธรรมต้องเป็นผู้สนับสนุนการดำเนินการควบคู่กับกระบวนการพัฒนาและ จัดตั้งศาลอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รายละเอียดตามแผนเอกสารแนบท้าย

5. ให้สภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขนำข้อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนพัฒนาระบบ ศาลอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกผ่าน ศอ.บต.นำเรียน ฯพณฯนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายถาวร เสนเนียม) รวมทั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (รชต.) เพื่อสนับสนุนผลักดันให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป

ที่มา : //www.midnightuniv.org


Create Date : 09 กรกฎาคม 2552
Last Update : 9 กรกฎาคม 2552 1:50:43 น. 1 comments
Counter : 362 Pageviews.

 
งานไกล่เกลี่ยทุกระดับ ต้อง ใช้ความยุติธรรม โดย หลักธรรมชาติของมนุษย์ มนุษยธรรม คือ ความเสมอกันด้วยศ๊ล มีเมื่อข้อพิพาทขึ้นระหว่างบุคคลในครัวเรือน หรือขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน หรือขัดแย้งในระดับตำบล รัฐกับชาวบ้าน หรือชาวบ้านกับชาวบ้าน แก้ข้อพิพาทได้โดย หลักจิตหลักธรรมประกอบจิต ข้อ 1 ไม่กระทำต่อบุคคลอื่น ๆ โดยทุจริต ข้อ 2 ให้กระทำและปฏิบัติกับบุคคลอื่นเหมือกับปฏิบัติกับตัวเรา ข้อ 3 ไม่มีอคติกับใคร ๆ จารีต ประเพณี กฎหมาย มีบทบาทสำคัญในการทำงานไกล่เกลี่ย การทำงานนอกศาลงานไกลเกลี่ยไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องยากมาก แต่ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายนั้นทำได้ เพราะมนุษย์มีศาสนา นับถือศาสนา และกลัวบาป กลัวกฎหมาย กลัวสังคมลงโทษ งานไกล่เกลี่ยนั้น ความสำเร็จอยู่ที่การปฏิบัติของคู่กรณีพิพาท ไม่ใช่อยู่ที่สัญญาประนีประนอมยอมความ แม้ทำสัญญาแล้วถ้าไม่ปฏิบัติได้หรือไม่ ตอบว่าได้ แล้วงานไกล่เกลี่ยทำไม่ทำไมเมื่อไม่มีการปฏิบัติตามสัญญา วิธีนี้ ให้นักคิด นักไกล่เกลี่ย ทดลองทำวิจัยดูว่า งานไกล่เกลี่ยของหน่วยงานนั้น ๆ สำเร็จจริงหรือ หรือว่าเพียงแต่วาดเสือให้วัวกลัว เช่น อ.ก.ช. จำนวนมาก เมื่ออบรมแล้วห็นผลงานคุ้มกับ
งบประมาณแผ่นดินแต่ละปีหรือไม่ ความจริงจังจริงใจของผู้ทำงาน สละเวลาทำงานให้กับประชาชนมากน้อยแค่ไหนอย่างไร มุมมองของนักวิชาการบางท่านเห็นว่า คดีมากผ่านศาล ทำไม่ทันกับเวลาราชการ ก่อนฟ้อง อ.ก.ช
ได้ทำอะไรกับคดีเหล่านี้ หรือไม่มีกฎหมายให้ทำ หรือว่างนประเภทนี้ มีอุปสรรคกับกลุ่มทำงานอยู่ก่อนมากเกินไป
ข้อ 1 กลุ่มอำนาจเก่าเสียประงโยชน์ ข้อ 2 อ.ก.ช. ถูกกดดัน ถูกขีดดกั้นจากกลุ่มหวังผลประโยชน์ ข้อ 3 ทำให้ อ.ก.ช. ที่ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน ไม่มีองค์กรปกป้อง ถูกร้องเรียนซึ่งไม่มีมูลความจริงทั้งหมด เหมือนตัตเทปต่อเทป แล้วนำข้อมูลขึ้นเสนอ ผลสุดท้าย งาน อ.ก.ช. ทำได้ไม่เต็มที่ ต้องฝ่าอุปสรรคหลายประการ ถ้าไม่ตั้งใจสูงในการช่วยคนแล้วก็ต้องเลิก อ.ก.ช. บ้างท่านที่ต้องทำต่อ เพราะศรัทธาในงานเพราะเมตตา เพราะช่วยด้วยกรูณา และไม่มีประโยชน์เป็นตัวเงิน ตามกฎธรรมชาติ เมื่อช่วยทำงานเสร็จแล้ว ผู้ได้รับผลจะใส่บิณฑบาตให้ก็ไม่ผิด เพราะได้รับโดยเสน่หามาโดยตลอด


โดย: อ.ก.ช.นำ เพ็งพอรู้ IP: 112.142.55.57 วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:19:24:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เหยี่ยวดำ
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




รักหงส์แดง แช่งเด็กผี(เปรต)
หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
Friends' blogs
[Add เหยี่ยวดำ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.