Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
18 ธันวาคม 2559
 
All Blogs
 
รีวิว Rogue One: A Star Wars Story (2016) โร้ค วัน ตำนานสตาร์วอร์ส (ปลอดสปอยล์)



Rogue One: A Star Wars Story

r001

ภาคแยกของ Star wars ครับ (ซึ่งเดี๋ยวคงมีตามออกมาอีก) ถ้าถามว่าสนุกไหม น่าดูไหม ก็ตอบสั้นๆ ตรงนี้เลยว่า หากคุณเป็นแฟน Star Wars หรือชอบหนังแนวไซไฟ ผจญภัยในอวกาศล่ะก็ ดูได้เลยครับ ไม่น่าจะผิดหวังกันล่ะ

เนื้อเรื่องหลักก็เล่าถึงเหตุการณ์ที่นักรบฝ่ายกบฎเดินทางไปชิงแผนผังของเดธสตาร์ ซึ่งแผนผังที่ว่านี้ก็จะกลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ฝ่ายกบฎเอามาใช้วางแผนถล่มเดธสตาร์ในภาค A New Hope นั่นเอง

ตัวเอกของเรื่องคือ จิน เออโซ (Felicity Jones) ลูกสาวของกาเลน (Mads Mikkelsen) วิศวกรมือหนึ่งที่เป็นคนออกแบบเดธสตาร์ให้กับฝ่ายจักรวรรดิ (แน่นอนว่ากาเลนถูกมองว่าเป็นคนเลวในสายตาฝ่ายกบฎทันที) และต่อมาจินก็ได้กลายมาเป็นผู้นำนักรบไปลุยชิงแผนผังมา

ถ้าว่ากันถึงเนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไรเกินคาดเดาครับ มันคือหนังสไตล์คนนอกแถวมาร่วมตัวกันเพื่อปฏิบัติการอะไรสักอย่าง ตอนต้นก็ปูพื้น แนะนำตัวละคร ตอนกลางก็เป็นช่วงผจญภัย, ตัวละครทำความรู้จักกัน มีขัดแย้งกันบ้าง ก่อนที่ตอนท้ายทุกคนจะร่วมมือกันแบบยอมตายถวายชีวิต เพื่อจบภารกิจ

สิ่งที่ผมรู้สึกในตอนแรกๆ ของการดูก็เหมือนตอนดู The Force Awakens ครับ เหมือนอารมณ์ยังไม่มา ความอินยังไม่เกิด ยังจูนไม่ติดเท่าไร ส่วนหนึ่งคงเพราะสไตล์การเล่าเรื่องที่ตัดไปดาวนั้นที ตัดไปดาวนี้ที ช่วงที่ว่านี่ก็รู้สึกเหมือนปลาเปลี่ยนน้ำน่ะครับ ยังมึนๆ กึ่มๆ นิดหน่อย

แต่พอเรื่องเดินไปสัก 20 นาที พอเริ่มจับเนื้อเรื่อง+จำชื่อดาว+จำชื่อตัวละครได้ เครื่องก็เริ่มติดแล้วครับ จากนั้นความสนุกก็มาเรื่อยๆ ไปจนจบ มีครบรสทั้งความลุ้นระทึก, ความตื่นเต้น และฉากแอ็กชันสงครามอวกาศที่ถือว่าทำได้น่าพอใจทีเดียว

จุดหนึ่งที่ผมอยากบอกไว้เพื่อใช้ปรับลดระดับความคาดหวังก่อนชมก็คืออารมณ์ของหนังที่จะไม่ถึงกับ Epic เท่า Star Wars ภาคหลักครับ อันนั้นด้วยตัวเรื่องและตัวละครมันดูจะเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องระดับจักรวาล มันเลยให้อารมณ์มหากาพย์ระหว่างดู ในขณะที่ Rogue One ตัวเรื่องมันจะเป็นสเกลเล็กกว่า ตัวละครก็ไม่ได้มีความสำคัญระดับจักรวาลขนาดนั้น

ดังนั้นใครคาดหวังความอลัง หรือความ Epic แบบภาคหลักก็คงต้องปรับความคาดหวังลงมาครับ เพราะหนังเล่าเรื่องของคนกลุ่มเล็กๆ (ที่อาจไม่มีใครในจักรวาลจำชื่อได้ด้วยซ้ำ) ที่พยายามสู้สุดฤทธิ์เพื่อภารกิจที่มีความหมายมากๆ สำหรับพวกเขา ดังนั้นมันเลยไม่ได้ Epic ยิ่งใหญ่ในระดับจักรวาล

แต่หากมองถึงคุณค่าและความเสียสละของเหล่าตัวละครในเรื่องล่ะก็ ถือว่าหนังถ่ายทอดออกมาได้ดีครับ อย่างน้อยเราก็จำตัวละครหลักได้ และผมเชื่อว่าหลังจากท่านได้ดูเรื่องนี้แล้ว พวกเขาก็จะไม่ได้เป็นแค่ “บรรทัดเล็กๆ” ของคำบรรยายในภาค A New Hope อีกต่อไป

r003

อย่างจินถือว่าเด่นตลอดเรื่องครับ ตามด้วยบท เชอร์รุต อิมเวของ Donnie Yen ที่เด่นกว่าที่คิด เรื่องลีลาการบู๊น่ะไว้ใจพี่เขาได้อยู่แล้วครับ แต่ที่เด่นเกินคาดคือการแสดงอารมณ์ที่ได้ที่และได้ใจในหลายวาระ ผมชอบฉากที่เขาสัมผัสถึง “การฆ่า” ในใจคนน่ะครับ หน้าตาเขาบ่งบอกอารมณ์ได้ดี (นี่ไม่นับที่ผมฮาแตกตอนพี่แกบอกว่า “จะคลุมข้าทำไม” อีกนะ ฉากนั้นฮาจริงๆ 555)

ตัวเด่นต่อมาคือหุ่น K-2SO ครับ (Alan Tudyk ให้เสียง) แม้ความเด่นอาจไม่เท่าคู่หุ่นคลาสสิกอย่าง C3PO หรือ R2D2 แต่ก็ถือเป็นหุ่นที่มีคาแรคเตอร์ และน่าจดจำมากทีเดียวในตอนท้าย

ส่วน Diego Luna ในบทแคสเซียน, เจียงเหวิน ในบทเบซ (คู่ซี้ของเชอร์รุต) ก็ถือว่าโอเคกับบทครับ เพียงแต่ความเด่นอาจยังไม่ถึงกับมากแบบเต็มขั้นเท่านั้นเอง (ไปๆ มาๆ ผมว่า Mikkelsen กับ Forest Whitaker ดูจะปล่อยของมากกว่า ทั้งที่บทบนจอมีไม่มาก)

และอีกคนที่ผมชอบคือ Ben Mendelsohn ในบท ออร์สัน เครนนิค ที่ถือเป็นตัวร้ายประจำเรื่อง เอาเข้าจริงแล้วบทนี้อาจไม่ได้เด่นสุดๆ ไม่ได้เป็นตัวร้ายที่น่าจดจำอะไรมาก แต่ถือเป็นตัวละครสำคัญที่ทำให้เหตุการณ์ในภาคนี้เกิดขึ้น และ Mendelsohn ก็แสดงถึงความบ้าอำนาจ ความน่ารังเกียจ และความน่าสมเพช ของตัวละครนี้ได้ดี (พี่แกเคยเล่นบททำนองนี้มาแล้วใน The Dark Knight Rises ครับ เป็นบทเล็กๆ แต่ก็น่าจดจำแบบนี้เหมือนกัน)

จุดที่ผมชอบต่อมาคือบรรยากาศในเรื่องน่ะครับ มันกรุ่นกลิ่นสงครามกว่า Star Wars ภาคอื่นๆ เลยนะ เราจะได้เห็นด้านมืดของคนท่ามกลางไฟสงครามที่บางครั้งก็ต้องฆ่าคนอื่นเพื่อปิดปาก คือถ้ามองในแง่ของเกียรติแล้ว ก็คงถูกมองว่าไร้เกียรติน่ะครับ (ถ้าโอบิวันเห็นล่ะก็ คนลงมือคงโดนด่าเปิงหรือไม่ก็โดนเซเบอร์จ่อคอเลยล่ะ)

r004

แล้วก็ได้เห็น “การเมือง” ในสงคราม ที่ไม่ว่าฝ่ายไหนต่างก็มีคนที่ห่วงผลประโยชน์ตนเอง, หวงเก้าอี้ หรือไม่ก็เลื่อยขาเก้าอี้กัน หรือหากฝ่ายไหนทำท่าว่าจะแพ้ ก็อาจมีคนพร้อมจะถอนตัวเพื่อเอาตัวรอดได้เสมอ มันคือโลกสีเทาน่ะครับ ไม่มีใครเป็นฮีโร่แบบร้อยเปอร์เซ็นต์

และท่ามกลางอารมณ์กรุ่นสงครามของหนังนั้นเอง เราก็จะได้เห็นธีมหลักที่เป็นแก่นสำคัญของเรื่อง นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “ความหวัง” นั่นเอง

ว่ากันจริงๆ ผมชอบธีมนี้นะ คือหนังพยายามถ่ายทอดอารมณ์โลกแห่งสงครามที่มืดมนให้เราเห็น แล้วก็เอาธีม “ความหวัง” สอดแทรกลงไปเป็นเหมือนสิ่งที่สวนทางกัน ซึ่งเรื่องความหวังนี่เดี๋ยวจะว่ากันโซนสปอยล์ครับ ตอนนี้เอาเป็นว่าผมชอบธีมที่ตัดกันอันนี้ เพียงแต่หากถามว่าหนังเอา “สงครามอันมืดมน” มาตัดกับ “ความหวังอันเรืองรอง” ได้ดีหรือไม่ ก็ตอบได้ว่าดีในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงขั้นยอดเยี่ยมน่ะครับ (ยังดีได้อีกนั่นเอง)

r005

ก่อนจะสู่โซนสปอยล์ก็ขอสรุปว่าโดยรวมหนังทำได้ดีครับ การเล่าเรื่องน่าติดตาม ฉากแอ็กชันน่าพอใจ ฉากสงครามในตอนไคลแม็กซ์ก็ถือว่ายิ่งใหญ่และมีลุ้นพอสมควร เพียงแต่ทั้งหมดทั้งปวงนี้อาจยังไม่ถึงกับสุดยอดเต็มขั้นน่ะครับ มันยังไม่พีค ยังไม่ถึงขั้นมันส์แบบเต็มๆ

และหนังมามีจุดน่าเสียดายในตอนฉากปิดท้ายครับ มันคือฉากจบเรื่องที่จะเชื่อมไปยังภาคอื่นๆ แต่ฉากที่ว่านี่มันดูรวบรัดไปหน่อยครับ ตอนดูเกือบอุทานเลยว่า “จะรีบไปไหนพี่” จริงๆ หากให้เวลาฉากนี้อีกสัก 1 นาที วางจังหวะให้ดีๆ แลนดิ้งให้นิ่มๆ ล่ะก็ มันจะเป็นอะไรที่ลงตัวมากมายเลยล่ะครับ แต่นี่เพราะเร่งไป อารมณ์มันเลยห้วนไปหน่อย

แต่หากว่าโดยรวมแล้วก็ถือเป็นงานที่คุ้มค่าแก่การดูหนังครับ ผู้กำกับ Gareth Edwards คุมหนังได้ดีทีเดียว จนเรียกได้ว่านี่คืองานชิ้นที่ดีที่สุดของเขา (จนถึงตอนนี้)

อ้อ สำหรับคนที่อยากเห็นท่านดาร์ธ เวเดอร์ล่ะก็ ในเรื่องเราจะได้เห็นไม่เยอะครับ แต่ไอ้ไม่เยอะที่ว่าเนี่ย มัน “ได้ใจโคตร” เลยนะครับ (ได้ใจเพราะอะไร อยู่ในโซนสปอยล์ครับ)

คะแนนความชอบ 7.5/10

รีวิวโดย หมื่นทิพ

r006




Create Date : 18 ธันวาคม 2559
Last Update : 18 ธันวาคม 2559 4:08:59 น. 0 comments
Counter : 646 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13


 
nooblue88
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add nooblue88's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.