Apple has lost a visionary and creative genius, and the world has lost an amazing human being.

But his spirit will forever be the foundation of Apple. 6 October 2011

<<
กรกฏาคม 2568
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
17 กรกฏาคม 2568

บางตะบูน : นกกาน้ำใหญ่





ระหว่างที่แล่นเรือตามหานกตัวต่อไป เพื่อให้ครบ 3 ตัวนั้น
เรามีโอกาสได้คุยกับคนขับเรือ และเอ่ยด้วยความหวังขึ้นว่า
จะได้เห็นนกกาน้ำใหญ่ไหม คนขับเรือตอบว่า โอ๊ย
ต้องเข้าไปปากอ่าวแม่กลอง แถวนั้นน้ำตื้น เดี๋ยวเรือติด
 
เราได้แต่เสียใจ แม้ทริปนี้จะถ่ายนกบู๊บบี้ได้ครบทั้ง 3 ตัว
แต่ว่าเป็นนกชนิดเดียวกัน ถ้าได้เจอนกกาน้ำใหญ่เพิ่มสักตัวก็คงดี
เมื่อเรือวนกลับมาถ่ายนกบู๊บบี้ตัวแรก แล้วได้เวลาแล่นกลับเข้าฝั่ง
ไกด์ก็ประกาศว่า เดี๋ยวจะพาไปดูนกกาน้ำใหญ่ เย้ๆ
 
เวลาเราไปดูนกตามแหล่งน้ำ ก็จะพยายามถ่ายภาพนกกาน้ำติดมา
โดยหวังเล็กๆ ว่า อาจจะได้เจอนกกาน้ำใหญ่เข้าสักวัน
แต่ความหวังนั้นก็ไม่เคยเป็นจริง มีแต่นกน้ำเล็กกับนกกาน้ำปากยาว
ซึ่งบางครั้งก็แยกจากกันยาก ถ้าเห็นมันเกาะอยู่ตัวเดียว
 
ในทางทฤษฏี นกกาน้ำเล็กก็จะตัวเล็ก นกกาน้ำปากยาวปากก็จะยาว
แต่ว่าเวลาเห็นมันก็จะอยู่ไกลๆ บางทีก็บอกไม่ได้เหมือนกัน
เหมือนเช่นในครั้งนี้ ถ้าไม่ได้เป็นสถานที่ที่ถูกระบุว่า
เป็นที่อยู่ของนกกาน้ำใหญ่ ก็ยากที่จะแยกจากนกกาน้ำปากยาว

แม้จะมีจุดที่ใช้แยกออกจากกันได้ เช่น ตัวที่ใหญ่และหนากว่า
ปากที่สั้นแต่หนากว่า หัวที่ดูลาดกว่าของนกกาน้ำปากยาว
แต่จุดตายที่ส่วนตัวเชื่อมากที่สุดคือ สีของดวงตา
นกกาน้ำเล็กตาสีดำ นกกาน้ำปากยาวตาสีฟ้าอมเขียวสว่างใส
ตานกกาน้ำใหญ่ออกไปทางสีน้ำเงิน ดูหม่นกว่านกกาน้ำปากยาว

 


 

นกกาน้ำใหญ่ (great cormorant) เป็นหนึ่งในนกกาน้ำ 40 สายพันธุ์
ที่มีอยู่ในโลกใบนี้ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า
Phalacrocorax carbo
มีถิ่นอาศัยอยู่อย่างกว้างขวาง เรียกได้ว่านอกจากสหรัฐอเมริกาตอนใน
ไปจนถึงฝั่งตะวันตก ประเทศรัสเซีย ใจกลางทวีปแอฟริกา
และทะเลทรายในประเทศจีนแล้ว เราจะมีโอกาสเห็นนกกาน้ำใหญ่ได้
 
แบ่งออกเป็น 7 ชนิดย่อย ที่พบในประเทศไทย คือ
P.c. sinensis
ซึ่งกระจายตัวตั้งแต่ยุโรปตะวันตก อนุทวีปอินเดีย เอเชียกลาง
ประเทศจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเกาะบอร์เนียว
 
ฟังดูน่าจะเป็นนกที่หาดูได้ง่าย แต่กลับกลายเป็นว่าหายาก
โดยเฉพาะในประเทศไทย สถานที่ที่มีโอกาสพบได้บ่อยที่สุด
คือภาคเหนือที่
หนองบงคาย เชียงราย
และภาคกลางที่ อ่าวบางตะบูน
 
แต่ในสองสถานที่นี้ ฤดูที่พบนกนั้นแตกต่างกัน
โดยนกที่พบในภาคเหนือนั้น จะเป็นช่วงหน้าหนาว
ในขณะที่นกที่พบในอ่าวไทย สามารถเจอได้ตลอดทั้งปี
นั่นแปลว่า นกทางภาคเหนือน่าจะอพยพมาจากประเทศจีน
 
หากลงไปในรายงานโดยละเอียดของ  eBird แล้วละก็
จะพบว่ารายงานแรก มาจากหนองบงคาย ในปี พ.ศ. 2539
และมีรูปจากแหลมผักเบี้ยในปี พ.ศ. 2547 ซึ่งมีคนตั้งกระทู้
และมีรูปแรกจากบางตะบูนในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งมีคนตั้งกระทู้
หากนับถึงปัจจุบัน พบนกกาน้ำใหญ่ที่บางตะบูนต่อเนื่องมาแล้ว 15 ปี
 



 
อย่างที่กล่าวไป นกกาน้ำใหญ่ไม่ใช่นกหายากในต่างประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นที่ยุโรป อินเดีย หรือประเทศจีนก็ตาม
จนเกิดเป็นวัฒนธรรมที่กล่าวกันว่า มีมากว่า 1300 ปี แล้ว
นั่นก็คือ การจับปลาด้วยนกกาน้ำของชาวประมง
 
เชื่อว่ากำเนิดไประเทศจีน โดยพบบันทึกเก่าสุดในสมัยราชวงศ์สุย
ที่เขียนขึ้นในปี พ.ศ. 1179 ปัจจุบันนี้เหลือเป็นเพียงการแสดง
เพื่อให้นักท่องเที่ยวชม แถบเมืองกุ้ยหลิน ในมณฑลกวางสี
นอกจากนี้ ยังพบประเพณีนี้ทางใต้ของประเทศจีนโดยชาวไป๋
ที่ย้อนกลับไปได้ถึงในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14-15 อีกด้วย 
 
ในยุโรปการจับปลาด้วยนกกาน้ำ ยังถือว่าเป็นประเพณีโบราณ
ในประเทศกรีซ และมาซีโดเนีย และยังพบได้ในยุโรปตะวันตก
คือฝรั่งเศสและอังกฤษ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-22 
ซึ่งเป็นการกิจกรรมของราชวงศ์ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2433
  
วัฒนธรรมการจับปลาด้วยนกกาน้ำ ยังพบได้ในประเทศเปรู
โดยชาวอุรู (Uru) ที่ทะเลสาบติติคาคา (Titicaca) 
แต่ที่รู้จักกันมากที่สุด นั่นคือ
ประเพณีอุไก (Ukai) ในประเทศญี่ปุ่น
ที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ ตั้งแต่สมัยนาราราวปี พ.ศ. 1245

ในช่วงเซ็งโกคุ มีการบันทึกว่าในปี พ.ศ. 2110 โอดะ โนบุนากะ
ถึงกับต่อเรือลำใหม่ เพื่อใช้ต้อนรับทูตที่มาจากฝ่าย ทาเคดะ ชินเง็น
เพื่อใช้นั่งชมการจับปลาด้วยนกกาน้ำ ที่เมืองกิฟุ
และตำแหน่ง Usho หรือผู้เชี่ยวชาญนกกาน้ำ ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้

เมื่อเข้าสู่สมัยของ โตกุกาวะ อิเอะยาสุ การจับปลาด้วยนกกาน้ำ
ของเมืองกิฟุ ก็ได้รับการสนับสนุนจากโชกุนในฐานะงานศิลปะ
โดยมี Usho ที่ได้รับการรับรอง จำนวน 21 ตระกูล





การจับปลาด้วยนกกาน้ำในปัจจุบัน ยังคงพบเห็นได้ในหลายสถานที่
ตั้งแต่แม่น้ำทางตอนกลางของเกาะฮอนชู ไปจนถึงเกาะคิวชูที่อยู่ทางใต้
แต่การจับปลาด้วยนกกาน้ำ ที่ยังคงอนุรักษ์วิธีไว้เหมือนในสมัยโบราณ
ปัจจุบันพบได้เพียงสามแห่ง เท่านั้น 

การจับปลาด้วยนกกาน้ำ เริ่มขึ้นในราวเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม
เมื่อหิมะเริ่มละลายจากยอดเขา ลงมายังแม่น้ำตอนกลางของประเทศ
ปลาอายุ (Ayu) เองก็ตื่นตัวขึ้นจากหน้าหนาว
ชาวประมงจะนำนกกาน้ำญี่ปุ่น (Japanese Cormorant)
ที่อาศัยอยู่ในเฉพาะประเทศญี่ปุ่น คาบสมุทรเกาหลี
ชายฝั่งทางตะวันออกของปะเทศจีน จนถึงเกาะใต้หวัน

ราว 10-12 ตัว ออกมาจากกรงในตอนเย็น เพื่อตรวจดูสุขภาพ
และความพร้อมในการจับปลา จากนั้นจะนำมันใส่กรง
แบกไปยังเรือของชาวประมง (Ubune) ที่ทำจากไม้ยาวราว 13-15 เมตร
โดยในเรือ 1 ลำ จะประกอบไปด้วยอย่างน้อย 3 คน
 
Usho ผู้ควบคุมเชือกที่คล้องคอนกกาน้ำ (tanawa) จะใส่ชุดที่ย้อมคราม
และสวมกระโปรงที่ทำจากฟางข้าวแห้ง เพื่อป้องกันลูกไฟ
อันเกิดจากด้านหน้าเรือ จะมีตะกร้าเหล็กที่บรรจุไม้สนจุดไฟ (kagari-bi)
เพื่อทำให้ปลาตกใจ กระโดดขึ้นมาให้นกกาน้ำจับขึ้นมาโดยง่าย

Nakanori คือคนที่ทำหน้าที่ดูแลไฟ และคอยช่วยเหลือ Usho
เช่น คอยเคาะเรือเพื่อกระตุ้นให้นกกาน้ำตื่นตัว หรือนำปลาไปเก็บรักษาไว้
และคนสุดท้ายคือ Tomonori ทำหน้าที่แจวเรือเพื่อควบคุมเส้นทาง
โดยการจับปลาด้วยวิธีนี้จะใช้เวลาราว 30 นาที 




 
เมื่อนกกาน้ำจับปลาได้ มันจะพยายามกินปลาลงไป
แต่ก็ติดบ่วงเชือกที่คล้องคอไว้ เมื่อ Usho เห็นว่าได้ปลาจำนวนหนึ่ง
ก็จะดึงนกกาน้ำขึ้นจากน้ำ เพื่อให้มันขย้อนปลาออกมา
โดยจะเก็บปลาตัวใหญ่ไว้ และให้ปลาตัวเล็กๆ เป็นรางวัล
 
ปัจจุบันมีเพียง 6 ครอบครัว ที่ได้รับการว่าจ้างจากสำนักพระราชวังญี่ปุ่น
เพื่อส่งปลาอายุที่ถูกจับโดยนกกาน้ำ ไปถวายองค์จักรพรรดิ
โดยได้รับเงินเล็กน้อยตอบแทนลงมา เป็นสัญลักษณ์ถึงประเพณีโบราณ
ดังนั้นปัจจุบันส่วนใหญ่ จึงเป็นการแสดงเพื่อการท่องเที่ยว

กลับไปที่ eBird อีกครั้ง จะเห็นว่ามีอีกหนึ่งแหล่งน้ำที่พบนกกาน้ำใหญ่
นั่นคือสนามกอล์ฟในเขตเขาสอยดาว จ. จันทบุรี
ที่น่าเชื่อว่าเป็นนกที่อพยพข้ามมาจากประเทศกัมพูชา
ซึ่งเป็นแหล่งที่ยังคงมีการทำรังของนกน้ำขนาดใหญ่ในภูมิภาคนี้

ทำให้เรานึกย้อนกลับไปถึง นกอ้ายงั่ว 
ที่ครั้งหนึ่งได้สูญหายไปจากท้องฟ้าในเมืองไทย
แต่แล้ววันหนึ่ง พวกมันก็อพยพมาจากประเทศกัมพูชา
มาเติมประชากรนกในแหล่งน้ำของไทย ที่สวนแห่งหนึ่งใน จ. สระแก้ว
และกระจายไปทั่วแหล่งน้ำของไทย จนในปัจจุบันสามารถพบเห็นกันได้ไม่ยาก
ก็หวังว่าเรื่องดีๆ แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

เช่นเดียวกันกับการที่ประเทศเราปล่อยคืนนกกระเรียนไทย
ให้กลับคืนสู่ในธรรมชาติ เราก็คาดหวังว่า
สักวันพวกมันก็อาจจะบินไกลไปถึงเวียดนามใต้
และเดินหากินในท้องนา ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของพวกมันเช่นกัน
บนดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงอีกครั้ง




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2568
1 comments
Last Update : 4 กันยายน 2568 22:47:14 น.
Counter : 586 Pageviews.
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณหอมกร, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณปัญญา Dh, คุณมาช้ายังดีกว่าไม่มา, คุณnewyorknurse

 

มีสตอรี่เสียด้วยตัวนี้

 

โดย: หอมกร 17 กรกฎาคม 2568 18:23:17 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


ผู้ชายในสายลมหนาว
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 25 คน [?]




[Add ผู้ชายในสายลมหนาว's blog to your web]