ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ...ขอให้ฟ้าเป็นใจกับเราด้วย
Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2556
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
9 พฤษภาคม 2556
 
All Blogs
 
บ้านเรา: เลย เถิดจนถึง เชียงคาน / ตอนจบ

ตอน จบ

รักคุณเข้าแล้ว

เลย เถิดจนถึง เชียงคาน


ติ๊ด...ติ๊ดติ๊ดติ๊ด...ติ๊ด....ติ๊ดติ๊ดติ๊ด


เสียงปลุกจากเจ้านาฬิกาข้อมือของผมได้กระชากอารมณ์และภวังค์การพักผ่อนของผมได้แบบไม่มีความปราณีที่จะให้ผมมีสติลืมตาขึ้นมามองสิ่งต่างๆ รอบตัวพร้อมกับมองไปที่มันเหมือนจะมีคำถามออกไปว่านี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วนั้น 


แต่ผมก็ได้คำตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ยังไม่ได้อ้าปากถามอะไรออกไป เลยว่าตอนนี้เป็นเวลา 19.00 น.แล้ว ไหนๆ อารมณ์ของผมก็ได้ถูกกระชากขึ้นมาอย่างโหดร้ายแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจกระชากตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียงนุ่มๆ อุณภูมิเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศ ให้ต้องลุกขึ้นไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อที่จะได้ออกไปเดินเที่ยวเล่นที่ถนนคนเดินเชียงคาน พร้อมกับหาอะไรแปลกๆ หรือพิเศษทานเสียหน่อย




เฮ้อ...ผมยืนบิดขี้เกียจเพื่อสลัดความง่วงและเรียกสติอีกครั้งหนึ่งที่หน้าโรงแรม ก่อนที่จะบรรจงใส่รองเท้าที่ถอดไว้อยู่หน้าโรงแรม แต่ประสบการณ์แรกที่ผมได้รับจากถนนคนเดินแห่งนี้ ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มออกเดินแม้แต่ก้าวเดียว คือ เสียงกลุ่มคนเล่นกีต้าร์อะคูเลเล่ในบทเพลงที่สนุกสนานที่โทนเสียงใสๆ แบบเด็กๆ จนทำให้ผมแอบสนใจขึ้นมาว่าเสียงที่ผมกำลังได้ยินเหล่านี้ดังมาจากที่ไหนนะ


ผมเริ่มออกเดินไปแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบบนถนนคนเดินเพื่อที่จะได้กวาดสายตามองสินค้าในตลาดถนนคนเดินนี้อย่างครบถ้วน แต่เมื่อผมเดินไปซักพัก...ประสบการณ์และความรู้สึกที่เข้ามา ก็คือ "ถนนคนเดินที่นี่ ดูเรียบๆ เงียบๆ ไม่หวือหวา หรือฉูดฉาด" ซักเท่าไร เมื่อผมได้เอาประสบการณ์การเดินถนนคนเดินในที่ต่างๆ มาเปรียบเทียบกัน ไม่ว่าจะเป็นถนนคนเดินที่ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือถนนคนเดินวัวลาย จังหวัดเชียงใหม่ 



แต่สำหรับผู้ที่มาเยี่ยมเยือนที่นี่บางคนอาจจะชื่นชอบรูปแบบถนนคนเดินลักษณะนี้ก็เป็นได้ เพราะดูจากปริมาณของผู้ที่เดินเล่นไปมาบนถนน หรือสังเกตุจากสีหน้าและรอยยิ้มของผู้ที่เดินผ่านผมคนแล้วคนเล่า

ถนนคนเดินเชียงคาน ก็คือ เส้นถนนเลียบแม่น้ำโขงที่ผมได้ขับสำรวจหาที่พักไปแล้วเมื่อกลางวัน โดยที่บ้านหรือห้องแถวสองข้างทางก็จะเป็นร้านค้าสิ่งของเครื่องใช้ประจำวันทั่วไป เช่น หม้อ ไห กะละมัง ตู้ โต๊ะ หมอน เตียง ผ้าห่ม และชั้นบนของร้านค้าเหล่านี้ก็เป็นห้องพักเกือบแทบทุกบ้านทุกห้องแถว ดังนั้น สินค้าที่วางจำหน่ายหรือเปิดขายตอนกลางคืนก็จะไม่ค่อยแตกต่าง หรือ พิเศษมากไปกว่าสินค้าที่ขายตอนกลางวันมากเท่าไรนัก

แต่เสน่ห์ของถนนคนเดินที่เชียงคานในช่วงค่ำดูจะพิเศษหรือมีสีสันเพิ่มมากกว่าช่วงตอนกลางวันขึ้นมาหน่อย ก็ตรงที่มีการเปิดไฟที่ได้ประดับประดาตกแต่งเพิ่มขึ้นมาในยามค่ำคืน จึงทำให้แสงสีสันเพิ่มขึ้นมา ซึ่งดูไปดูมาแล้วก็ช่วยเพิ่มความเพลิดเพลินขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่ง


ดื่มด่ำ ตื่นตาตื่นใจกับแสงไฟหลากสีสันได้ซักระยะ ผมเองก็..."คิ(ขี้)ออกแล้ว" ผมเริ่มเห็นสิ่งของบางอย่างที่จะช่วยเพิ่มเติมความเพลิดเพลินและความสนุกของการเดินถนนคนเดินที่นี่ได้แล้ว และสิ่งนั่นก็คือ...จักรยานธรรมดาาาาาาาา (ให้นึกถึงท่าของโดราเอม่อนตอนล้วงกระเป๋าแล้วควักของออกมาโชว์เพื่อนๆ) การปั่นจักรยานไปเรื่อยๆ สายตาก็กวาดมองไปรอบๆ บนถนนคนเดินสายนี้ พอเจอร้านไหนมีสินค้าน่าสนใจ ก็จอดแวะชมสินค้า หรือถ่ายรูปก็ได้ จนผมรู้สึกว่านี่น่าจะเป็นลักษณะการเดินถนนคนเดินที่น่าจะใช้ชื่อ "ถนนปั่นจักรยาน" เสียมากกว่า 




นอกจากความเพลิดเพลินที่ได้จากการท่องถนนคนเดินด้วยจักรยานทรงธรรมดาๆ หรือเชยๆ อันนี้แล้ว สิ่งที่ผมได้รับจากการเดินถนนคนเดินที่นี่ก็คือ ความมีมิตรไมตรี ใจดีของคนเชียงคานที่มีให้ เพราะอะไรนะหรือครับ ก็เพราะไม่ว่าทุกครั้งที่ผมปั่นจักรยานผ่าน หรือแวะถ่ายรูป พี่ๆ น้องๆ ป้าๆ น้าๆ ลุงๆ อาๆ ที่เชียงคานจะยิ้มตอนรับแบบจริงใจ พร้อมกับบอกกับเราว่า..ตามสบายเลย เอาให้สวยให้เหมาะเต็มที่ พวกเราชินแล้ว อยากให้ช่วยทำอะไรก็บอกได้น้าลูก ฮ่าฮ่าฮ่า....ตลกดีอ่ะ จนบางทีทำเอาเรา"เขิล" ไม่กล้าแบ๊วเลยทีเดียว



"เจออแว้วววววว" แหล่งให้กำเนิดเสียงอะคูเลเล่พร้อมเสียงร้องใสๆ ที่ผมกำลังตามหาอยู่นั้น คือ กลุ่มเด็กน้อย วงดนตรีเปิดหมวกกลุ่มนี้นี่เอง ที่เล่นเพลงสนุกๆพร้อมวาดลวดลายลีลาเต้นประกอบพร้อมกันทั้งวงแบบพร้อมเพรียงกันจนสะกดให้ ผมยืนดู ฟัง ถึงแม้นว่าผมจะไม่ได้เอาพวงมาลัยที่มีธนบัตรติดไว้ไปคล้องคอน้องๆ เหมือนเสี่ยในผับที่ชอบทำกันเวลาถูกใจนักร้องหรือบทเพลง แต่ผมก็ควักเงินให้น้องๆ แบบไร้สะติ จนผมจำไม่ได้ว่าผมเสียเงินให้น้องเค้าไปเท่าไร จนผมแอบคิดไปว่าพวกน้องๆ กลุ่มนี้เก่งกว่าพวกแก๊งส์ 18 มงกุฏเสียอีก เพราะไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่หลงมนต์เสน่ห์ควักเงินควักทอง ปลดทรัพย์สินตัวเองให้กับกลุ่มนักดนตรีตัวน้อยเหล่านี้ นักท่องเที่ยวท่านอื่นก็มีอาการเดียวกับผมเช่นกัน จนผมเพิ่งจะมารู้เองว่า กลุ่มดนตรีของน้องๆเหล่านี้ คือ หนึ่งในมนต์เสน่ห์ของถนนคนเดินเชียงคานที่ใครที่มาที่นี่ต้องมาชมการแสดงของน้องๆกัน



หลังจากนั่งฟังเพลงบนเจ้าจักรยานทรงเชยๆ คันนี้ไปหลายบทเพลง ผมก็ต้องบอกลากลุ่มนักดนตรีตัวน้อยเพื่อไปหาอะไรทานก่อนกลับเข้าที่พัก แล้วสิ่งที่ผมเลือกเป็นอาหารมื้อสุดท้ายของวันก่อนที่จะไปนิทราก็คือ ....ปาท่องโก๋ไส้หมูๆๆๆๆ เพราะมันไม่ใช่แค่แป้งทอดน้ำมันธรรมดา แต่เป็นปาท่องโก๋ที่นี่ มีความหอมอร่อยจากเครื่องเทศและนุ่มจากหมูที่อยู่ภายในปาท่องโก๋ อร่อยครับ...ถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มาเชียงคานแล้วต้องจัดไปอย่าให้เสีย นอกจากมะพร้าวแก้วที่ผมชิมจนพุงระเบิดแตกออกไปแล้วเมื่อบ่าย แต่ตอนนี้ผมได้กินปาท่องโก๋จนตัวจะระเบิดแล้วละครับ

 

ปั่นจักรยานไป ถ่ายรูปไปจนมาตกใจอีกที ก็ตอนที่มารู้ว่าผมกำลังถ่ายรูปที่พักของตัวเอง จนที่จะอดอุทานไม่ได้ว่า อ้าวเฮ้ย ...นี่มันที่พักของเรานี่หว่า จนทำให้ผมแอบยิ้มในใจพร้อมหัวเราะ หึหึหึ เบาๆ แบบโจวซิงชือ ว่า เรานี่ตาแหลมคมและตาถึงจริงๆ เพราะถ้าไม่ดีไม่โดน เราคงไม่ถ่ายรูปและเลือกที่จะพักที่สลวยสวยเก๋ สเลนเดอร์แบบนี้หรอกเนอะ ผมนั่งกินปาท่องโก๋ที่เหลือจากร้านไปเรื่อยๆ อยู่ที่หน้าโรงแรม ที่ละชิ้นสองชิ้นแล้วก็นั่งมองดูจังหวะชีวิตของผู้คนที่เชียงคานแห่งนี้ หรือ นักท่องเที่ยวทมาเที่ยวชมเมืองนี้ด้วยการปั่นจักรยานบ้าง เดินบ้าง ดูแล้วก็ให้ความเพลิเพลินสนุกดีไปอีกแบบ จนทำให้ผมฉุดคิดขึ้นมาได้ว่า




...ประสบการณ์ที่ผมกำลังได้รับอยู่ ณ ขณะนี้หรือตลอดทั้งวันที่ผ่านมาในเชียงคาน ที่กำลังจะกลายป็นความทรงจำที่ถูกเก็บเอาไว้ในสมองของผม หรือบันทึกออกมาในรูปแบบของภาพถ่ายเพื่อเป็นของฝากด้วยในตัว ทำให้ผมได้รับรู้ได้ว่า จริงๆ แล้วเมืองไทย...ยังคงมีมิตรไมตรี รอยยิ้ม ดั่งที่เคยมีคนกล่าวเอาไว้ตอนสมัยที่ผมเป็นเด็กๆ ว่า บ้านเราเป็นสยามเมืองยิ้ม ถึงแม้วนนี้ผมจะไม่ได้ยินคำกล่าวนี้แล้ว แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่า เรายังเป็น สยามเมืองยิ้มอยู่เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง รอยยิ้มของคนไทยหรือสยามไม่ได้เลือนหายไปไหน



ผมมั่นใจและกล้าที่จะพูดออกมาเช่นนี้ ถ้าคุณไม่เชื่อ...คุณลองปรับการใช้ชีวิตประจำวันหรือรูปแบบการท่องเที่ยวให้ช้าลง จากการขับรถยนต์หรือขี่จักรยานยนต์ มาเป็นการเดินด้วยสองขาของเรา หรือลองมาปั่นจักรยานเจ้าสองล้อดู แล้วคุณก็จะรู้ว่าเองว่าทำไมผมถึงกล้าเอ่ยประโยคนี้ออกมา ไม่ใช่ผมแค่คนเดียวเท่านั้นที่กล้าเอ่ยประโยคที่หาฟังได้ยากจากปากคนไทยในปัจจุบันว่าเรายังเป็นสยามเมืองยิ้มอยู่หรือเปล่า แต่กลับเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่างหาก ที่ยังคงตอบอยู่เสมอว่าเสน่ห์ของบ้านเราส่วนหนึ่งก็คือ


 


รอยยิ้มและความมีิตรไมตรีของคนไทยที่พวกเค้ายังยืนยัน นั่งยัน และนอนยันแบบจริงๆจัง ก็อาจจะเป็นเพราะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเหล่านั้นปรับจังหวะชีวิตหรือการท่องเที่ยวให้ช้าลง จนเห็นและได้รับรอยยิ้มอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่ใช้ชีวิตหรือท่องเที่ยวโดยนั่งขับรถยนต์อยู่ในพื้นที่เล็กๆ ปิดตัวเองจากสิ่งรอบข้าง พร้อมขับผ่านไปอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถเห็นหรือจดจำอะไรได้เลย



ถ้าพรุ่งนี้ไม่ติดว่าต้องออกเดินทางแต่เช้า ...เพื่อกลับไปต่อสู้ชีวิตการทำงานประจำของผม ผมคงได้มีโอกาสต่อเวลาการปรับชีวิตให้ช้าลงที่เชียงคานแล้วเก็บเกี่ยวประสบการณ์พร้อมกับความทรงจำดีๆ ต่อไปอีกหน่อย แต่ไม่เป็นไร วันพระไม่ได้มีหนเดียว ยังไงผมก็จะพยายามมาเชียงคานให้ได้อีกครั้ง ...เพราะอะไรนะหรอครับ เพราะ ...ฉ้านนนนนรักเธอแล้วนะซิ...เชียงคาน จ๋า

 



นมชมพู

 

 




Create Date : 09 พฤษภาคม 2556
Last Update : 9 พฤษภาคม 2556 15:12:59 น. 2 comments
Counter : 416 Pageviews.

 
GOOD NIGHT ^_^


โดย: andrex09 วันที่: 10 พฤษภาคม 2556 เวลา:0:44:43 น.  

 
น่าไปมากค่ะ แ่พอจะทราบมั๊ยคะว่าไปช่วงไหนดีที่สุด


โดย: Mod IP: 118.172.90.172 วันที่: 14 พฤษภาคม 2556 เวลา:22:50:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

siib hok
Location :
เชียงราย Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Look to see a new experience
Like to take a photo
And
Love to remember.
Friends' blogs
[Add siib hok's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.