รู้ก่อนรักษามะเร็ง
รู้ก่อนรักษามะเร็ง

รู้ก่อนรักษามะเร็ง



ผู้ป่วยหลายคนเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งแล้วก็เกิดความกังวล ไม่รู้ว่าควรเข้ารับการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์ทางเลือกดี



นายแพทย์แอนดรูว์ ไวล์ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นพ่อมดด้านการแพทย์ทางเลือกชาวอเมริกัน (ผู้ก่อตั้งศูนย์การแพทย์ผสมผสานแอริโซนา แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นนักเขียนด้านการแพทย์ผสมผสานที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หนังสือที่นำมาแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ได้แก่ กินดีอยู่ดี, พลังบำบัด) เขาได้แนะนำแนวคิดในการเข้ารับการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์ทางเลือกไว้ในหนังสือ พลังบำบัด ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้ป่วยทุกท่านสามารถนำไปปรับใช้ประกอบการตัดสินใจเข้ารับการรักษาได้เป็นอย่างดี เราจึงสรุปข้อมูลมาฝากกัน ดังนี้



รู้ก่อนใช้แผนปัจจุบัน คุณหมอแอนดรูว์ ไวล์ กล่าวถึงแนวคิดในการรักษา โดยแพทย์แผนปัจจุบันดังนี้



1.หากสามารถตัดเอาก้อนเนื้อร้ายออกได้ก็ให้ตัดครับ แม้จะทำได้เพียงตัดบางส่วน หรือเพื่อลดขนาดของเนื้อร้ายได้ก็ขอให้ทำ เพราะอาจช่วยลดภารกิจของระบบบำบัดไม่ให้ทำงานหนักหนาสาหัสจนเกินไป



2.ลองสำรวจข้อมูลดูให้ถ้วนทั่วว่า สำหรับมะเร็งชนิดที่คุณเป็นอยู่นั้น มีวิธีการประทังหรือบำบัดด้วยการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันหรือเปล่า หากปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งแล้วไม่ได้คำตอบ ลองสอบถามข้อมูลดูจากสถาบันมะเร็งของทางการ หรือจากศูนย์วิจัยมะเร็งตามมหาวิทยาลัยต่างๆ



3.หากแพทย์สั่งให้คุณรับการฉายรังสีและทำเคมีบำบัด ให้สอบถามให้แน่ชัดเสียก่อนว่ามะเร็งชนิดที่คุณเป็นและในระยะเดียวกับคุณนั้น วิธีการทั้งสองช่วยให้ผู้ป่วยหายจากมะเร็งได้ในอัตรากี่เปอร์เซ็นต์



มีคนไข้ไม่มากนักที่ทำการบ้านโดยการเสาะหาตำรับตำรา ซึ่งมีอยู่น้อยเต็มที เพื่อช่วยในการตัดสินใจอันยากยิ่งนี้ให้ได้ดีที่สุด วนใหญ่แล้วคุณคงต้องไปหาข้อมูลจากห้องสมุดในวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ หรือขอบทความเรื่องที่เกี่ยวข้องจากแพทย์ที่คุณรู้จักก็ได้ครับ



4.โปรดระลึกไว้เสมอว่า รังสีและเคมีบำบัดนั้น ก็เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการผ่าเหล่า และการเปลี่ยนแปลงในเซลล์ด้วยเช่นกัน ปัจจุบันเราสามารถคำนวณหาจำนวนของผู้ป่วยที่ผ่านการรักษาจากวิธีการทั้งสองแบบนี้ได้ ว่าหากคนเหล่านี้มีชีวิตสืบต่อไปอีกนานๆ จะมีโอกาสเป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ ขึ้นมาใหม่ เพราะผลจากการรับรังสีและรับเคมีเพื่อบำบัดมะเร็งเก่าหรือเปล่า



5.แม้จะเป็นการทำเคมีบำบัดโดยใช้สารธรรมชาติบางตัว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นอันตรายครับ เคมีทุกรูปแบบ ไม่ว่าเคมีในธรรมชาติหรือเคมีสังเคราะห์ เคมีตัวเก่าหรือที่คิดขึ้นใหม่จะใช้เคมีตัวเดียวหรือใช้เป็นคู่ ก็ล้วนแต่ประกอบด้วยสารฆ่าเซลล์ ซึ่งจะทำลายดีเอ็นเอและทำลายเซลล์ที่กำลังแบ่งตัว รวมถึงเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันด้วย



6.โดยทั่วไปการฉายรังสีจะเป็นอันตรายน้อยกว่าเคมีบำบัด เนื่องจากสามารถจำกัดรังสีเฉพาะส่วนเนื้อร้ายได้ ถึงกระนั้นรังสีก็ยังจะก่อให้เกิดแผลเป็นที่วันข้างหน้า จะรบกวนการทำงานของอวัยวะที่ได้รับรังสีได้



7.หากไม่มีการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ ที่จะช่วยได้ และหากมะเร็งในระยะที่คุณเป็นอยู่มีโอกาสที่จะหายได้มาก ด้วยการรับเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี ก็ให้รับการรักษาไปโดยทำใจให้สบาย พร้อมกันนั้นให้สำรวจวิธีการอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการเสริมแรงระบบบำบัด และปรับปรุงชีวิตและสุขภาพของตนเอง ซึ่งทั้งสองประการจะช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษาได้



8.ถ้าตัดสินใจว่ารับการฉายรังสีหรือเคมีบำบัด ให้งดวิตามินจำพวกต้านอนุมูลอิสระทันทีเพราะวิตามินอาจช่วยป้องกันทั้งเซลล์ที่ดีและเซลล์มะเร็ง เมื่อรับการรักษาครบชุดเรียบร้อยแล้ว จึงกลับมากินวิตามินต้านอนุมูลอิสระอีกครั้งหนึ่ง



9.หากสำรวจดูตัวเลขอัตราการหายด้วยการฉายรังสี และเคมีบำบัดแล้ว ตัดสินไม่รับการรักษาด้วยสองวิธีดังกล่าว คุณต้องเร่งหาวิธีรักษาตนเองให้เร็วที่สุด



รู้ก่อนใช้แผนทางเลือก นอกจากนี้คุณหมอแอนดรูว์ ไวล์ ยังกล่าวถึงแนวคิดในการรักษา โดยแพทย์ทางเลือก ซึ่งสรุปได้ดังนี้



1.ให้พิจารณาวิธีการรักษาด้วยสถิติการหาย ให้ขอข้อมูลที่มีการเผยแพร่เพื่อสนับสนุนการแพทย์สาขาที่คุณสนใจ ซึ่งอาจมีอยู่ไม่มากนักหรืออาจไม่มีเลย คุณจะลองไต่ถามดูจากนักบำบัดสาขาอื่นๆ ก็ได้



2.หาคำตอบให้ได้ว่า วิธีการบำบัดสาขา ที่คุณสนใจนั้นมีความเสี่ยง ที่จะก่อสารพิษแก่ร่างกายหรือเป็นอันตรายอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่



3.ขอชื่อและที่อยู่ของผู้ที่เคยรับการบำบัดด้วยแพทย์สาขานั้นๆ จนสามารถหายจากมะเร็งได้ ซึ่งหากนักบำบัดไม่มีชื่อผู้ป่วยที่เคยหายจากมะเร็งเพราะเขาเลยแม้แต่คนเดียว ก็ระวังไว้ก่อนครับ และไม่ว่าคุณจะรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันหรือแผนทางเลือกสาขาใดก็ตาม ผมมีข้อแนะนำกว้างๆ อย่างนี้



4.เนื่องจากมะเร็งเป็นสัญญาณที่ร่างกายสะท้อน ให้คุณเห็นว่าระบบบำบัดของคุณบกพร่องไปมากแล้ว ดังนั้นไม่ว่าใครจะเป็นมะเร้งระยะแรกหรือระยะใดก็ตาม ต้องถือว่ามะเร้งเป็นโรคที่มีการดำเนินของโรคอย่างเป็นระบบ จึงต้องปรับปรุงตนเองทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ เพื่อที่จะฟื้นฟูภูมิคุ้มกันและกอบกู้สุขภาพกลับมาใหม่



5.อย่างน้อยที่สุด ผมยืนยันว่าคุณต้องเปลี่ยนอาหารการกินออกกำลังกายเข้าไว้ให้สม่ำเสมอ กินวิตามินที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระใช้สมุนไพรต่างๆ โดยเฉพาะตัวที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน หัดทำสมาธิ ทั้งแบบสร้างจินตนาการและสมาธิภายใต้การชี้นำ เพื่อช่วยให้ระบบบำบัดสยบมะเร็งเอาไว้ให้ได้ แก้ไขปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นระหว่างพ่อแม่ลูกหรือสามีภรรยาก็ตาม และให้เปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่และลักษณะการใช้ชีวิตเท่าที่จำเป็น เพื่อให้โอกาสแก่ร่างกายที่จะกระตุ้นให้ระบบบำบัด ทำงานต่อต้านมะเร็งให้ได้จนสิ้นซาก



6.นอกจากนั้นให้พยายามเสาะหาคนที่เคยเป็นมะเร็ง และรอดชีวิตมาได้ ถ้าเป็นไปได้ให้หาตัวผู้ที่ผ่านการเป็นมะเร็งชนิดเดียวกับคุณมาด้วยจะยิ่งดี หรือหาหนังสือเกี่ยวกับการรอดพ้นจากมะเร็งมาอ่านก็ได้ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มกำลังใจและความเชื่อมั่นในศักยภาพการบำบัดมะเร็งของมนุษย์เรา




7.แสวงหานักบำบัดที่เชื่อถือได้ และขอความช่วยเหลือทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าระบบบำบัดสุขภาพอาจจะกำจัดมะเร็งไม่ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ก็ช่วยได้ เช่น จะช่วยชะลอการเฟื่องฟูของมะเร็งหรือยับยั้งมะเร็งไว้ เพื่อช่วยให้คุณยังคงมีสุขภาพดีอยู่ได้ครับ



เชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วย และคนในครอบครัวเป็นอย่างดี ขอเอาใจช่วยและเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยทุกท่านผ่านพ้นวิกฤติสุขภาพไปอย่างราบรื่นคะ



แหล่งที่มา //health.haijai.com/3736/



Create Date : 14 สิงหาคม 2558
Last Update : 14 สิงหาคม 2558 11:36:50 น.
Counter : 454 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13



nokyungnakaa
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



สิงหาคม 2558

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31