แมวขนฟู....ช่วงนี้ขอตามรอยพ่อ #ตามรอยพ่อ #โครงการพระราชดำริ
space
space
space
<<
ธันวาคม 2560
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
space
space
4 ธันวาคม 2560
space
space
space

....ครั้งหนึ่งในชีวิต...กับการบริจาค Stemcell.....



ใกล้สิ้นปีแล้ว ก็อยากจะแชร์ประสบการณ์ ที่เป็นที่สุดของชีวิตในปีนี้


เป็นบันทึกที่ตั้งใจเขียนเก็บไว้ พร้อมเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์แก่คนที่สนใจในเรื่องนี้ด้วย

กับประสบการณ์  "บริจาค Stemcell"  หรือเรียกว่า เซลส์ต้นกำเนิด

เจ้า Stemcell นี้ คืออะไร มีหลายชนิดในร่างกายเรา  

สามารถสร้างได้ทุกอย่าง ทั้งกระดูก สมอง 

บางคนที่คลอดลูก ก็ยังเก็บเจ้าเซลส์พวกนี้ไว้ เผื่อใช้รักษาในอนาคตได้

แต่จะพูดถึงแต่  stemcell  ส่วนของเลือดนะคะ

ในร่างกายทุกคนมีค่ะ เขาผลิตจากไขกระดูุก แล้วออกมาอยู่ตามกระแสเลือดเรา

ใช้สร้างเม็ดเลือดใหม่ๆให้ร่างกาย สร้างเกร็ดเลือด เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว

และยังสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว  โรคทางเลือดต่างๆได้  มหัศจรรย์มากๆ

แต่.......................

การบริจาค stemcell นี้  ไม่เหมือนบริจาคเลือดที่แค่มีกรุ๊ปเลือดตรงกัน ก็ให้ได้แล้ว

ต้องมีผล แมชกันหลายๆอย่าง ที่เรียกว่า HLA

ที่อัตราส่วนคนที่จะตรงกันได้มี  1 คน ต่อ 10000 คน 

ในไทยมีผู้ประสงค์บริจาคเป็นแสนคนค่ะ

แต่....................

" มีคนที่ให้ได้เพียง 200 คน ต่อ ปี "

ซึ่ง จขกท. ก็เป็น1 ใน200 คนนั้น....

ดังนั้น ถ้าจำนวนผู้ประสงค์บริจาคมีมากขึ้น  โอกาสคนที่จะช่วยคนอื่น ก็มีมากขึ้น

............................................................

ขั้นตอนการทำเรื่องบริจาค stemcell
1.อายุ 18-50ปี
2.หนัก45กก ขึ้นไป
3.ไม่เป็นโรคร้ายแรงทางเลือด
4.มาสมัครได้ที่ สภากาชาดไทย ถ.อังรี-ดูนังค์  แจ้งที่จุดลงทะเบียนว่าประสงค์จะบริจาคstemcell
ซึ่งต้องมาพร้อมกับวันบริจาคโลหิตเท่านั้นนะคะ   
ระหว่างเราบริจาคเลือด เขาจะขอเก็บตัวอย่างเลือด 5cc เพื่อเก็บผลเลือดเป็นประวัติก่อนค่ะ

ไม่ใช่มาถึงจะบริจาคstemcell ได้เลยนะคะ
รอผลเลือด  ถ้าผลเลือดตรงกับใครแล้ว   ทางสภากาชาดจะส่งไปรษณีย์มาถึงบ้าน

โดยในระบบนี้จะลิงค์กันทั่วโลก  


เราอาจจะไปตรงกับใครคนหนึ่งที่อยู่ห่างเราเป็นหมื่นกิโลก็ได้...


...............................................................................

รู้จักเจ้าเซลส์ต้นกำเนิดนี้แล้ว   จะเริ่มเล่าประสบการณ์นี้ให้อ่านค่ะ



ได้บริจาคไปเมื่อต้นปีนี้เอง ช่วงเดือน 4-7 กพ.60

ขอเตือนก่อนว่า  ภาพถ่ายบางภาพในนี้ อาจจะดูหวาดเสียวบ้าง


ปกติ   บริจาคเลือดตลอด ตอนนี้ครั้งที่35 แล้ว  
เคยทำเรื่องลงทะเบียน stemcell ไปราวๆ5ปีที่แล้ว  ผลก็ยังไม่มา  เลยลงทะเบียนใหม่อีกครั้ง
ผลก็มาถึงบ้านหลังจากลงทะเบียนไปประมาณ1ปี

(ใครที่เคยลงทะเบียนไว้นานมากแต่ผลไม่มา ลองไปให้เขาเก็บตัวอย่างเลือดใหม่ดูค่ะ)


ทางสภากาชาด ส่งไปรษณีมาถึงบ้าน

แว้บแรกเห็น ใบอะไรส่งมา เราเป็นโรคอะไรรึเปล่า555






เปิดด้านหลัง อ่านจบนี่ ใจมันเต้นตุบๆๆไงไม่รู้

คือ มันดีใจอ่ะ  ที่ผลเราตรงกับใครสักคนแล้ว  นั่นคือเราจะได้ช่่วยเหลือชีวิตคนที่ไม่รู้จัก

เป็นการทำทานที่ยิ่งใหญ่มากก

ก็โทรไปหาสภากาชาดไทยทันทีว่า  ยินดีให้บริจาค stemcell






เริ่มต้นวันแรก ทางสภากาชาด นัดหมายให้เข้าไปตรวจเลือดแบบละเอียดอีกครั้ง


ไปพบคุณหมอ เพื่อนั่งคุยกันถึงวิธีการบริจาค stemcell ทั้งหมด   

ให้แผ่นพับ  เสื้อ กระเป๋าผ้า cd ให้เรามาดูก่อน

แล้วรอคำตอบจากเราอีกครั้งว่า  พร้อมจะบริจาคstemcell มั้ย

เพราะมันมีขั้นตอนยุ่งยาก  ต้องลางาน 3  วันไปนอนadmit รพ.  ต้องถูกฉีดยากระตุ้นก่อนอีก3วัน

คือใช้เวลาทั้งอาทิตย์สำหรับเรื่องนี้


โดยการเก็บstemcell  มี 2 วิธี คือ

1.เก็บจากไขกระดูก   วิธีนี้ไม่ค่อยได้ใช้กันแล้ว
2.เก็บจากกระแสเลือด  เขาจะเลือกเจาะที่เส้นเลือดที่แขน  หรือ เจาะเส้นเลือดที่คอ ในกรณีที่เส้นเราเล็กไป มักจะเป็นผู้หญิงที่ให้วิธีนี้  ผู้ชายเส้นเลือดที่แขนใหญ่ ไม่ค่อยยุ่งยากเจาะที่แขนได้เลย

ส่วนใหญ่ปัจจุบัน จะเก็บจากกระแสเลือดมากกว่าจากไขกระดูก


ถามคุณหมอด้วยความสงสัยว่า  คนไข้ที่ขอรับบริจาคเป็นใคร   ทางนั้นไม่เปิดเผยข้อมูลอะไรมาก

รู้แต่ว่าเป็นผู้หญิงอยู่ ประเทศออสเตรเลีย   และเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง ต้องการรักษาโดยทันที   

เขามีกฎว่า   ไม่ให้รู้ชื่อข้อมูล  ไม่ให้ทั้งผู้รับ และผู้ให้ ได้เจอกัน

แต่เราก็อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร อยากเจอด้วย  เขาจะรู้สึกยังไงที่เจอคนที่ช่วยรักษาโรคมะเร็งของเขาได้







ตอบรับบริจาคไปแล้ว

ทีนี้สภากาชาด ก็นัด ฉีดยากระตุ้น   ให้ไขสันหลังผลิตเจ้า stemcell  ออกมาให้มากกว่าปกติ3-4เท่า

นัดฉีดที่ รพ.ใกล้บ้านได้ เลือกที่ รพ.เกษมราษฎร์ บางใหญ่   ทางเจ้าหน้าที่จะมาหาเราพร้อมยาตัวนี้ค่ะ คือ Neopogen ปริมาณ 0.5 ml

โดยฉีดใต้ผิวหนัง ที่ต้นแขน

ทีนี้มาดูที่ผลข้างเคียงจากยาตัวนี้  ที่ทางคุณหมอแจ้งให้ทราบก่อนละว่าจะมีอาการปวดกระดูกนะ

จำได้ว่าตอนนั้นหลังจากฉีดเข็มแรกๆตอนเช้า ไม่ปวดอะไรเลย ชิวมาก  
พอเข้าวันที่ 2  เราเริ่มปวดหน่วงๆแถวสะโพกแล้ว รู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกาย

อาการปวดแล้วร้อนๆข้างใน เหมือนไขกระดูกเรากำลังเร่งทำงานหนักเพื่อผลิตเจ้า stemcell นี้ให้มากกว่าปกติ

คือ ปวดจนนั่งอยู่เฉยๆไม่ได้  บิดไปบิดมา  เราก็พยายามไม่ฟุ้งซ่าน ออกไปดูหนังทำนู่นนี่ให้ลืมปวด

แล้วก็อดทนมากๆๆ  ต้องฉีดติดต่อกันอีก 3 วัน  

แล้วความปวดมันมากขึ้นเรื่อยๆ

ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายแต่ละคน  บางคนไม่ปวดมากก็มี





อันนี้เป็นใบที่มาพร้อมยา   ในใบเขียน Donor unrelated คือว่า เป็นการบริจาคแบบไม่ใช่ญาติ

ส่วนใหญ่การบริจาคแบบนี้ เขาจะขอจากญาติๆก่อน  ถ้าไม่มีตรงกัน ก็ต้องหาจากคนที่ไม่ใช่ญาติจากผู้บริจาคทั่วโลก

ใน 3 วันแรก รับฉีดยากระตุ้นที่ไหนก็ได้  แต่ 2 วันถัดไป  เราต้องไปนอนadmit ที่โรงพยาบาล

และยังคงถูกฉีดยากระตุ้นต่อ




แต่ยาตัวนี้ไม่อันตรายค่ะ เป็นยากระตุ้นการผลิตstemcell 

เชื่อหมอ  หมอเรียนมา  555

แต่อาการปวดกระดูกมันพอทนได้ค่ะ   เราไม่โฟกัสที่มัน ก็ไม่ปวดละ



ฉีดยาครบ 3 วันแล้ว   วันที่4  เตรียมมานอนที่โรงพยาบาลจุฬาฯ แต่เช้าตรู่

ก็น่าแปลกนะ เรามานอนโรงพยาบาล โดยที่ไม่ใช่ผู้ป่วย  แต่เป็นผู้บริจาค  รู้สึกสับสน 555

ตอนนี้คุณพยาบาล  เตรียมเข็มมารอสอดไว้ที่เส้นเลือดที่มือ  เพื่อให้ฉีดยา ให้น้ำเกลือง่าย ไม่ต้องจิ้มบ่อยๆ   ตอนนี้แทบจะพรุนทั้งตัว โดนเจาะบ่อยมาก 







โดนเจาะที่มือนี่ เจ็บจนน้ำตาไหล 

เตรียมความพร้อมสำหรับคืนแรกที่นอนโรงพยาบาลจุฬาฯ  ตอนเช้าเจาะที่มือแล้ว ตอนบ่ายรอพาไปตรวจเส้นเลือดที่แขนต่อ ถ้าเส้นใหญ่พอ ก็ต้องเจาะเส้นที่คอ





ห้องที่พักเป็นห้องปลอดเชื้อ   รู้สึกปลอดภัย  สะดวกสบาย  อาหารการกินสมบูรณ์ดี






พอตอนเที่ยง   จนท. พาเราไปที่ห้องตรวจดูเส้นเลือดที่แขนว่าให้ได้มั้ย  ลุ้นมาก แต่พอเห็นพยาบาลตบๆที่แขนแล้วส่ายหน้า

ปรากฎว่าเส้นเลือดที่แขนมันเล็กเกินไป    ก่อนนี้เคยมีน้องผู้ชายที่รู้จักกันบริจาคทางแขนได้

แต่นกเส้นเลือดไม่ใหญ่พอ  ผู้หญิงทุกคนเป็น    ไม่เหมือนผู้ชายแข็งแรงกว่า

จึงต้องใช้วิธี "เจาะเส้นเลือดที่คอ............"

ตอนนั้นหน้าซีดเลยค่ะ   ต้องถูกเจาะที่คอจริงหรออออ   ถอยก็ไม่ได้แล้ววววว

ในเลือดตอนนี้เต็มไปด้วย stemcell  มากมาย

ทีนี้ถูกเข็นไปที่ห้องผ่าตัด  ที่มีเครื่อง x-rayด้วย

หัวใจเต้นเร็วมาก มันตื่นเต้น  คือ เป็นคนกลัวเข็ม กลัวการผ่าตัดมาก

เวลานี้ต้องให้กำลังใจตัวเอง    เห็นร่าเริง แต่ในใจกลัวมาก  มือเย็นเจี๊ยบ



ตอนนี้รอคิวเข้าห้องราวๆ 40 นาที

นอนรออยู่กับ จนท. ที่ทางสภากาชาดจัดพิเศษให้มาช่วยดูแล 

จินตนาการไปต่างๆนาๆ  จะเจออะไรบ้างนะ

อย่าพึ่งมาเข็นหนูไปเลยยย  กลัววววววววว 




ระทึกมากเวลานี้  เขาเข็นเราเข้าไปในลิฟท์  

เหมือนเป็นคนป่วยนะ  แต่ไม่ได้ป่วย 5555





ตอนนี้เข็นเข้าห้องผ่าตัดแล้ว  ต้องมีเครื่อง x-rayด้วย  คุณหมอจะใช้เครื่องนี้ดูตำแหน่งเส้นเลือดที่คอ 

ความระทึกมันมาพีคสุดที่ห้องนี้

ขั้นแรก ฉีดยาชารอบๆผิวหนังที่คอก่อน
แล้วก็กรีดผิวหนังยาวประมาณ0.5ซม. เพื่อเปิดผิวหนัง  แล้วคุณหมอจะแทงท่อปลายแหลม สีขาววัสดุคล้ายพลาสติค  รูปร่างคล้ายหลอดนมกล่องที่มีโค้งเข้าไป

ความรู้สึกตอนนั้น  เจ็บแค่ตอนฉีดยาชา  พอยาออกฤทธิ์ไม่เจ็บแล้ว  แต่"จุก"

เวลานั้นนะ  กำมือตัวเองที่เย็นเฉียบจนแน่น

แล้วชวนหมอคุยตลอด  เพราะผ้าปิดตามองอะไรไม่เห็น ความเงียบมันน่ากลัว  

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น 

จะถามคุณหมอตลอดว่ากำลังทำอะไรอยู่  โดนยาชาไปมันไม่รู้สึกอะไร

คุณหมอก็จะบอกว่า ตอนนี้กำลังกรีดเปิดผิวหนังนะ  ตอนนี้จะใส่ท่อละนะ..........

ตอนแทงท่อลงไปนี่  จุก   ........

นอนตัวนิ่งๆ ทำได้แต่กลอกตาตัวเองไปมา  น้ำตาไหล

และหยุดจินตนาการ แล้วเชื่อใจคุณหมอ

ท่อนี้ยาวประมาณ5 cm 





ออกจากห้องผ่าตัด ใช้เวลาราวๆ 1 ชม.  ทีนี้กลับมาพักที่ห้องละ  คืนนี้เราจะมีสิ่งแปลกปลอมติดที่คอเราตลอดเวลา ระวังตลอดเวลา ห้ามโดนน้ำ  ห้ามหลุด แต่เทปติดไว้แน่นอยู่แล้ว
กลัวไปเองล่ะ  เพราะไม่ให้หลุดเด็ดขาด กลัว สงสัยดูหนังactionแนวโหดๆเยอะไป 55





ส่วนอาหาร ทางรพ.เน้นทานอาหารจืด ย่อยง่าย ข้าวต้ม ปลา ผัก
เขามีเมนูให้เลือกหลายอย่าง  แต่นกขอเลือกที่มันไม่ต้องเคี้ยวมาก
ตอนนี้มีท่อติดที่คออยู่  เคี้ยวอะไรก็เจ็บ  ลองสั่งข้าวสวยมา ทานไม่ได้เลย













พอดีผ้าก๊อซหลุด   เลยได้เห็นว่ามีท่อแยกออกมา 2 ท่อ สีแดงกับน้ำเงิน

ในวันเก็บ stemcell   เลือดจะไหลวนเข้าออกตามท่อนี้วนเข้าวนออก   ปั่นเอาแต่ตัว stemcell ไป พวกเลือด น้ำเหลืองก็จะวนเข้าวนออกจนกว่าจะได้stemcell ครบ





ในวันแรกที่มานอน รพ. มีขั้นตอนแค่นี้ล่ะคะ  มาเตรียมความพร้อม เพื่อในวันถัดไปเป็นวันเก็บ stemcell
ได้นอนพักห้องที่มีวิวสวย  ชมอาทิตย์ตกตรงนี้
เป็นความทรงจำที่ดีอีกแบบ





ในนี้เป็นห้องปลอดเชื้อ  แต่ต้องมีคนดูแลเราคนนึง คอยหยิบจับของ ดูแลเราให้
เป็นญาติก็ได้  แต่ว่านกไม่มีญาติใน กทม. อยู่ต่างจังหวัดกันหมด
จะให้เพื่อนมาเฝ้า เขาก็ทำงานกัน
ทางสภากาชาดก็หาคนมาดูแลให้




อยู่อย่างเหงาๆ ออกไปไหนไม่ได้  เดินถ่ายรูปเล่นไป  ชอบถ่ายรูป มันคลายเครียดดี



ชอบห้องนี้จังเลย   ได้แต่นอนมองวิวริมหน้าต่าง

แต่เวลานอน  นอนยากมากกกกก

มีท่อติดที่คออยู่   เหมือนมีอะไรจุกที่คอเราตลอดเวลา   จะพลิกตัวก็ต้องค่อยๆช้าๆ  เพราะมันเจ็บแผล     นอนหงายไม่ได้ เจ็บมาก  ได้ท่านอนตะแคงซ้ายที่เจ็บแผลน้อยที่สุด







พ้นคืนนี้ไป พรุ่งนี้ก็ถึงวันที่รอคอยแล้วล่ะ 





เช้าวันใหม่   รถพยาบาลมารับไปที่ห้องเก็บ stemcell
ถ่ายรูปไว้เอาทะเบียนไปแทงหวย 555






ห้องนี้ถ้าใครมาสภากาชาดจะเห็นกัน อยู่ด้านล่างตรงห้องบริจาคพลาสม่า




พอเห็นเตียงละดีใจ จะได้บริจาคซะที

ใช้เวลา  3-5  ชม.  ที่เราต้องนอนนิ่งๆที่เตียงนี้  ขึ้นอยู่กับว่าจำนวน cell เราได้พอตามที่คนขอรับบริจาคต้องการมั้ย จำได้คร่าวๆว่าเขาขอ 2ล้านตัวมั้งนะ

ดังนั้น เขาให้เราใส่แพมเพิสเตรียมไว้ก่อน






สำรวจตัวเครื่อง  เป็นเครื่องปั่นเก็บแยก stemcell  ไว้  ปรับความเร็วได้




เริ่มขั้นตอนเก็บ stemcell ละจ้าาาา
เขาต่อสายจากเครื่อง เข้าที่ท่อตรงคอเรา   
นอนรอตรงนี้ไปยาวๆ เลย 4-5 ชม.  
ก่อนเริ่มให้ ยังร่าเริงดีอยู่




มองเลือดวิ่งเข้าเครื่องไปเรื่อยๆ  สีเจ้มจ้นดีจัง





แบ่งถุงเก็บไว้  2 ถุง
ถุงแรกเก็บตัว stemcell พร้อมกับเลือดไปด้วย
อีกถุงเก็บน้ำเหลืองเราไปด้วย
เจ้าตัวstemcell จะมีอายุอยู่ได้ไม่นานมาก ค่อยๆตายทีละตัวตามเวลา
ดังนั้นทางผู้ขอบริจาค ส่งเจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อมล่วงหน้าบินมาจากออสเตรเลีย เพื่อมารอรับถุงนี้โดยทันทีเมื่อเก็บเสร็จ  แล้วก็เขาก็บินกลับประเทศทันที เพื่อให้ stemcell ตายน้อยที่สุด 





ตอนนี้แอร์หนาวมากๆๆ ขอผ้าห่มพันเต็มตัว หนาวทนไม่ไหวขอขวดน้ำใส่น้ำร้อนสักขวดช่วยไว้

แล้วอาการชา เป็นตะคริวเริ่มมาแล้ว  อันนี้ทางพยาบาลแจ้งให้รู้ก่อนแล้ว

ในขั้นตอนปั่นเก็บเลือด  จะมีผลข้างเคียงคืออาการ ชาตามแขนขา ปลายจมูก
เพราะร่างกายขาดแคลเซียม  ที่ต้องถูกนำไปใช้ในขั้นตอนนี้ด้วย
เขาจะให้เราทานยาเสริมแคลเซียมก่อน




ชั่วโมงที่ 3 ความเข้มข้นมาเรื่อยๆๆ  ลุ้นให้เก็บได้เยอะๆ  ไม่รู้ว่าพยาบาลปรับความเร็วให้เร็วขึ้นหรือช้าลง

แต่มีเรื่องคาดไม่ถึงกับร่างกายตัวเอง    คิดว่าตอนเข้าห้องผ่าตัดสอดท่อคือพีคสุดแล้ว


แต่ไม่ใช่............มาพีคสุดคือตอนนี้ล่ะ






นกเริ่มชาที่ปลายจมูกหนักขึ้น  ปลายมือปลายเท้าชา

ทีนี้ตะคริวขึ้นมาเลย  เริ่มจากที่ปลายขาก่อน อดทนเจ็บอยู่ราวๆ 1 ชม. ทรมานมาก
เคยเป็นตะคริวมั้ย แค่5นาทีก็แย่แล้ว นี่อดทนเป็นชม.
มองแต่นาฬิกาเมื่อไหร่จะเสร็จ เริ่มรู้สึกไม่ไหว

 ณ จุดนี้

 คือ นกเริ่มดิ้นไปดิ้นมาทนไม่ไหวแล้วเพราะมันเจ็บตะคริว  แต่อดทนอยากให้เก็บcellได้ครบ

บอกพยาบาลว่า  ตะคริวมาหนักขึ้นแล้ว  เขาเอายาแคลเซียมให้ทานแล้วไม่ดีขึ้นเลย

ทีนี้ฉีดแคลเซียมเข้าเส้นเลือดที่มือเลยทันที    แต่ไม่ทันค่ะ

อาการตะคริวมันลามอย่างรวดเร็วมาที่ลำตัว  

หน้าชา ปากสั่น แล้วควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วตอนนี้

แป๊บเดียว ทันใดนั้น  มือมันจีบเองทั้ง2มือ   นกขยับตัวไม่ได้  ชาทั้งตัว  เหมือนถูกแช่แข็ง แค่นิ้วก็ขยับไม่ได้

สติหลุดเลยค่ะตอนนี้   กลัวตายค่ะ  ร่างกายมันผิดปกติแล้ว

กลัวมาก รีบหายใจเข้าปอดลึกๆสะสมอากาศไว้  เพราะกลัวจะหายใจไม่ได้  

เข้าใจเลยว่า ความรู้สึกจะตายเป็นยังไง เราจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตด้วยการหายใจก่อน

แต่ยังพูดได้ ขยับปาก กระพริบตาได้   

ความวิตกจริตมาเลย  ร้องไห้โวยวายหนักมากกกก    พยาบาลมารุมที่เตียงนกกันเต็มไปหมด

ถามพี่เขาว่า หนูเป็นอะไร หนูจะตายมั้ย  หนูคิดถึงพ่อ  พี่ช่วยหนูด้วยยย

คือ พ่อนกป่วยเป็นอัมพฤกษ์  ขยับร่างกายไม่ได้ซีกนึง  แต่ตอนนี้ท่านเสียไปแล้ว2ปี
ทำให้เข้าใจความรู้สึกของพ่อตอนที่เขาเป็นเลยว่า ทรมานแค่ไหน ที่ขยับตัวไม่ได้

พยาบาลก็ปลอบใจว่า เดี๋ยวก็หาย  มันเป็นอาการข้างเคียงของการขาดแคลเซียม

สักพักเขาหยุดเก็บ stemcell เห็นว่าเราทนไม่ไหว

พี่เขาบอกว่า ดูจากในถุงน่าจะเพียงพอแล้ว

ในเคสมือจีบแบบนี้  พี่เขาบอกว่าเป็นผลจากขาดแคลเซียม  เพราะในขั้นตอนให้เลือดจะถูกดึงแคลเซียมไปด้วย  แต่ไม่คิดว่าจะขยับไม่ได้ทั้งตัว
ในภาพตอนนี้ มือจีบ แต่ยกแขนได้  ฝืนยิ้มไว้เวลาถ่ายรูป







แล้วรถเข็นก็มารับตัวไปพักที่ห้อง    น้ำตาแตกตลอดทาง นี่ดราม่ามากไปปะเนี่ย555
ขยับร่างกายไม่ได้   จนผ่านไป1 ชม.กว่า  พอขยับขาได้
แต่อาการมือจีบ ไม่หาย  รอจน2ชม. ถึงขยับได้ 
ดีใจน้ำตาไหลพรากกกก
พยาบาลก็นำยา 2 แก้วนี้มาให้ดื่ม น่าจะเป็นโพแทสเซียม แคลเซียม รสเฝื่อนๆๆ



นอนพักต่อ  ทบทวนเหตุการณ์ตะกี้ มัน คืออัลไลลลล

ผู้รู้ช่วยบอกที




โดนให้น้ำเกลือค่ะ

ตอนนี้นอนรอลุ้นผลว่า  ได้จำนวน stemcell ครบมั้ย  ตามที่ผู้ป่วยต้องการ 

ถ้าไม่ครบ ต้องไปนอนให้อีก  






มีผลแจ้งมาว่า ได้ stemcell ครบจ้าาา   แบบเฉียดฉิว

พรุ่งนี้กลับบ้านได้

แต่อย่าพึ่งสบายใจ

ขั้นต่อไป  ถอดท่อออกจากคอจ้าาาา   ไม่มียาชาแล้ว

ตอนนั่งเล่านี่สนุกนะ  แต่ตอนหน้างานนี่   ซ่าไม่ออก

ให้ดูตำแหน่งที่ท่อเจาะเข้าเส้นเลือดที่คอค่ะ

เคสเจาะคอนี้เฉพาะคนที่เส้นเลือดเล็กนะคะ  ถ้าเส้นเลือดที่แขนใหญ่ เจาะที่แขนก็ได้แล้ว
ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีเจาะที่แขน




ภาพต่อไป โหดมากค่ะ  เลื่อนผ่านได้เลื่อนเลย

คุณหมอมาถอดสายท่อออกตอนกลางคืน

คุณหมอบอกว่า จะกดที่แผลแรงหน่อยนะ

คุณหมอค่อยๆแกะผ้าก๊อซออก  แล้วกดที่แผลแน่นมาก  ค่อยๆดึงท่อออก

แล้วกดแผลนานอยู่ 5 นาที  ไม่ให้เลือดไหล

นกเลยได้เห็นท่อที่สอดในคอจริงๆซะที

o m g !!!!!!!!!!!!  ยาวขนาดนี้ มิน่าทำไมถึงจุกที่คอตลอดเวลา




ขอเป็นของที่ระลึกกลับบ้านนะคะคุณหมออออออ






เสร็จแว้ววว   เตรียมกลับบ้านพรุ่งนี้  อยากเที่ยวแล้ววววว

ปลอดภัยดีค่าาาา    ถอดท่อออกแล้วสบายตัวขึ้นเยอะ

ยุ่งยากหน่อยเดินไปไหน ลากน้ำเกลือไปด้วย




วันรุ่งขึ้นกลับบ้าน  ทีมงาน เจ้าหน้าที่สภากาชาด  พี่ที่ดูแล  พี่ๆพยาบาล มอบของที่ระลึกให้
ขอบคุณที่ดูแลกันนะคะ   ได้บริจาคเสร็จแล้ว สบายใจ



หลังจากกลับบ้าน  เราแค่ดูแลแผลที่คอ คอยทำความสะอาด

ซึ่งทางสภากาชาดเตรียมไว้ให้ก่อนกลับบ้าน

และให้งดบริจาคเลือด 1 ปี


จะมีการนัดเราให้ไปตรวจเลือด 3 เดือน และ 1ปี ทุกๆปีจนครบ 10ปี





สิ่งที่เราจะได้รับ อย่างแรกก็ คือความภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้ให้ ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เค้ารอคอยความหวังจากใครสักคน  อย่างโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ก็สามารถรักษาได้

 และได้รับพระราชทานเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่1 ซึ่งเทียบเท่ากับผู้บริจาคโลหิต 100ครั้ง
ตอนนี้รอคิวรับเหรียญอยู่ ราวๆ2ปี







ให้ดูแผลหลังจากบริจาค  เห็นว่ากรีดเปิดนิดเดียว



บริจาคตอนเดือน กพ.  ตอนนีก็  ธค. แล้ว ผ่านมา 10 เดือน ให้ดูแผลปัจจุบัน
หายวับไร้ริ้วรอยย



หลังจากนี้ สภากาชาด จะนัดเราตรวจเลือดทุกปี จนถึง 10 ปีค่ะ
ได้ตรวจผลเลือดฟรีไปในตัว




เราเห็นวิธีการบริจาค อาจจะดูยุ่งยาก ไปสักหน่อย

แต่กว่าที่เรารอคอยผลเลือดว่าจะตรงกับใครสักคน  ใช้เวลารอนานมาก  

แต่มันคุ้มนะคะ  ที่อย่างน้อย stemcell ของเรา สามารถ ช่วยเหลือ"ชีวิต" ใครได้สักคน

เคยรอคอยความหวังอย่างริบหรี่ แล้วอยู่ๆก็มีแสงสว่างขึ้นมามั้ย

หวังว่าผู้ขอบริจาคคนนั้น จะหายจากโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว





อดทนมากกับการให้ครั้งนี้  

แต่หลังจากให้แล้ว ร่างกายปกติดีค่ะ เดิน วิ่ง  ทำกิจกรรมได้เหมือนเดิม ไม่รู้สึกเพลียอะไรเลย


การทำความดีครั้งนี้  ทำให้นึกถึงคำสอนของในหลวงว่า


" การทำดีนั้นทำยาก และเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ"



สำหรับการบริจาค stemcell  ไม่ต้องกลัวนะคะ  

คนที่ร่างกายแข็งแรงให้ได้สบายๆ  อาจจะแค่เจาะเส้นเลือดที่แขนก็ได้แล้ว

แต่เรื่องยากคือ  การรอคอยผลเลือดที่ไปตรงกับคนไข้นี่ล่ะ






 

Create Date : 04 ธันวาคม 2560
2 comments
Last Update : 4 ธันวาคม 2560 22:16:17 น.
Counter : 1141 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณKavanich96

 

ขอบคุณที่แบ่งปัน

 

โดย: Kavanich96 5 ธันวาคม 2560 3:43:42 น.  

 

เคยสงสัยว่าการบริจาคเป็นยังไง
ของคุณที่ส่งต่อความรู้ค่ะ

 

โดย: Noka IP: 1.47.137.8 8 ธันวาคม 2560 20:51:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

space

BlogGang Popular Award#14


 
คนหัวฟู
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]




เด็กบ้า

space
space
[Add คนหัวฟู's blog to your web]
space
space
space
space
space